351206 อารยธรรมกับคนบาป โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
351206 อาริยธรรม กับ คนบาป โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
อาริยธรรม กับ คนบาป โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2535 ณ ปฐมอโศก
เจริญธรรม ผู้ยังใฝ่ในพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ อาตมาก็คงต้องเทศน์ไปจนกว่าอาตมาจะพูดไม่ออกนะ และการได้เทศน์นี่ อาตมาก็เห็นว่า อาตมานี่เจริญขึ้นด้วยการเทศน์ด้วย เพราะการเทศน์แต่ละที อาตมาตั้งใจที่จะพยายามเทศน์โดยการนำเอาความรู้ นำเอาสภาวะ โดยเฉพาะสภาวะ สภาพทั้งรอบๆนอก เป็นสภาวะของผู้อื่น และสภาวะของตนเอง ทั้งสภาวะที่เป็นรูปธรรม และก็เป็นสภาวะที่เป็นนามธรรม นามธรรมของผู้อื่นก็เท่าที่อาตมาสามารถรู้ อาตมาก็หยิบจับเอามาประกอบในการพิจารณา วินิจฉัยและเอามาพูด เอามาอธิบายของตนเอง ก็เอามาใช้ด้วย เอามาอธิบาย เอามาพูด เอามาประกอบ ขณะใดที่เราได้หยิบเอาความรู้ที่เราได้รู้ หรือสภาวะที่เรามีสภาวะที่เราได้รับเป็นข้อมูลต่างๆ จากข้างนอกก็ดี เอามาเปรียบเทียบ เอามารวบรวมสังเคราะห์กัน วิจัยๆกันเข้าไป ทำให้เกิดปัญญา ทำให้เกิดการรู้ อาตมาฉลาดขึ้น นี่พูดสัจธรรมนะ ไม่ได้มาพูดแกล้งเล่นลิ้นอะไรนะ เพราะฉะนั้นก็เหมือนคำพูดยกยอตัวเอง ไม่ใช่ยกยอตัวเองหรอก เป็นเรื่องเกิดจากการได้พยายามพากเพียร มอง อ่าน รับรู้ รับฟัง การรับฟังผู้อื่นนี่ แม้จะฟังคนโง่พูด หรือคนที่เขาเข้าใจผิดนะ คนเขาโง่ คนเขาเข้าใจผิด พูดหรือแสดงออกอย่างโง่ๆ คนที่เข้าใจผิด แสดงออกอย่างที่เขาเข้าใจผิด มันก็เป็นความรับรู้ เป็นสิ่งรู้ที่เราได้รู้ในคนนี่มันเป็นจริง โง่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เข้าใจผิดได้อย่างไม่น่าเข้าใจผิด ก็เป็นไปได้ ซึ่งความจริงแล้วก็ บางทีบางครั้งเรานึกว่า โอ้โฮ ทำไมเข้าใจผิดไปได้ถึงขนาดนี้ มันเป็นคำถามแหละนะ และมันก็เป็นความจริงที่เขาเป็น มันทำให้เรารู้ว่า โอ้โฮ
อ่านต่อ
เป็นได้ขนาดนี้นะคนเรานี่ โง่กันได้ขนาดนี้ ทำไมเขาไม่รู้สักทีๆ ทำไม ว่าเราไม่ฉลาดเท่าไหร่ เรารู้แล้ว แต่ทำไมเขาไม่รู้ ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้พูด เราไม่ได้บอก ก็พูด ก็บอก ยืนยันก็แสดงนะ แต่เขาก็ไม่เข้าใจนะ เขาก็ไม่รู้ หรือถ้าเขาเข้าใจ เขารู้ แล้วเขาแกล้งทำเป็นไม่รู้ ก็เป็นไปได้ปานนั้นอีกเหมือนกัน โอ๊ ไม่รู้หรือว่าแกล้งไม่รู้ รวมแล้วก็คือว่าไม่ยอมรับแน่ ไม่ยอมรับ เขารู้ หรือแกล้งๆแกล้งก็คือ ไม่ยอมรับ แกล้งว่าไม่ยอม ไม่จริง หรือว่ามันไม่รู้จริงๆ เราตัดสินไม่ได้นะอันนี้ เราตัดสินไม่ได้ แต่เขาก็แสดงออกอย่างนั้นกันได้นะ เพราะฉะนั้นก็ทำให้เรารู้ความจริงได้ว่า คนเรานี่ โง่เกินการ เกินเราคาด หรือว่าผิด เป็นไปได้ หลง หรือว่าทำอะไรที่มันเป็นไป ตามที่มันไม่น่าจะเป็น มัน เป็นไปได้เหมือนกัน และคนนั่นแหละ เขาเป็นให้เราเห็น เพราะฉะนั้นในการที่รู้ผู้ อื่นเป็นการฉลาด เป็นโลกวิทู เป็นพหูสูต ยิ่งมีของจริง ยิ่งมีสภาวะของจริง มันยิ่งดีนะ ถ้าเราเอง เราไม่สามารถรู้จากสื่อต่างๆ สื่อจากหนังสือหนังหา สื่อจากผู้นั่นเล่าให้ฟัง อาตมาก็ช่างเล่าเหมือนกัน พวกเราก็ช่างเล่าๆ เหมือนกัน บางคนไม่ช่างอ่าน โฮ ให้อ่านไม่อ่านล่ะ นั่งฟังก็ดี ก็มานั่งฟังเอา ส่วนคนที่ปิด ไม่ชอบอ่านก็ไม่ชอบอ่าน ฟังก็ไม่ชอบฟัง เอาแต่ดุ่ยๆไปตามที่เราเห็นดี เห็นชอบอยู่อย่างนั้นนั่นแหละ มันก็แคบนะแคบ แม้เราจะอ้างว่าเราทำงานก็ดี ทำงานก็ดีน่ะ คุณก็ ได้แต่ทำงานนั่นแหละ แต่ก็ไม่ฉลาดขึ้น ความรู้ของเราที่เรา แล้วๆก็อยู่แวดวงอยู่ในภพ อยู่ในภูมิ ภูมิที่เรามี ก็เป็นภูมิที่เรามีตามเดิม เหมือนปลาอยู่ในน้ำ เขาก็มีภูมิของเขาเหมือนปลานั่นแหละ เขาไม่เหมือนกบ เพราะเขากระโดดขึ้นมาบนฝั่ง เขาได้รับสัมผัส ได้รับรู้อะไรได้อีก เขาก็จะได้รับอะไรกว้างขวางพิสดารมากมายกว่าปลานะ มันไม่ได้ขึ้นมาจากน้ำ มันอยู่แต่ในน้ำ มันก็เห็นแต่ในภพ ในภูมิ ในน้ำเท่านั้นเอง ฉันใด คนที่อยู่ในภพของตนเอง ไม่ยอมรับภพคนอื่น ไม่พยายามที่จะรับสัมผัสอะไรใหม่ๆ แปลกๆ ที่เรียกว่า ปรโตโฆสะ คนนั้นเขาก็จะได้มีภพมีภูมิเท่าที่เขาเป็น เขาจะไม่ได้รับอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีก แม้เขาจะสังเคราะห์ จะวิจัย จะนึกจะคิด จะสังขารปรุงยังไงๆ ก็ปรุงของเก่าที่เขามีนั่นแหละ ของเก่าที่เขามีอย่างดีก็ค้นเอาความจำเดิมหรือภูมิเดิม ที่เขายังนึกขึ้นมาไม่ออก ก็ได้ภพภูมิเดิม นั้นขึ้นมา เป็นการนึกออก ไม่มีของใหม่ ไม่มีความเจริญใหม่ ไม่เกิดพหูสูต หรือไม่เกิดโลกวิทู ที่เจริญขึ้น เพราะฉะนั้นผู้นี้จะช้านานดักดานนะ ทำการงานก็บอกแล้วว่าก็ดีๆ ได้สร้างสรร เป็นกุศลชนิดหนึ่งเหมือนกัน ได้ลดตัว ความจริงที่ว่า ลดตัวความขี้เกียจ ซึ่งเป็นกิเลสชนิดหนึ่งของมนุษยชาติมากๆ มันก็ดีนะ แต่ทำงานคนเดียวไม่ค่อยฟัง ไม่ค่อยท่องอะไรกะเขานะ มันไม่ลดอัตตามานะ ซึ่งเป็นรากเหง้าของกิเลสที่มหาศาล แม้แต่กาม ถ้าเราไม่ผัสสะจริงนี่นะ เราก็ไม่รู้ความจริงว่า มันเกิดหรือไม่เกิดนะ ถ้ามันมีแรงอยู่กับเราคนเดียว กามขึ้นคนเดียวเราก็พอรู้ แต่ถ้าไม่มีอะไรมาจี้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้มากระทบสัมผัสปลุกเร้าอะไรขี้นมา มันก็ไม่ขึ้นมาง่ายนัก นอกจากมันจะแรงมาก ก็ขึ้นมาให้เรารู้ หรือเราปรุงมัน นั่งคุ้ยนั่งคิดของมันเอง มันก็ขึ้นมาบ้าง หรืออีกสายหนึ่งของเขานี่ ไม่ได้นั่งคิด ไม่ได้นั่งปรุงขึ้นมาหรอกนะ เขานั่งกดข่มมันด้วย นั่งข่มนั่งกดมันเลย กามก็ดี อะไรก็ดี กดมันเข้าไปๆ ทำลืมมันเข้าไปๆเลย นั่นมันไม่ได้ล้างกาม กิเลสไม่ได้มาปรากฏ มันไม่ได้มีวิธีเรียนรู้ และพิจารณาเห็นอาการ พระพุทธเจ้าท่านบอกให้พิจารณาธรรม ปฏิบัติด้วยการมีวิปัสสนา คือรู้รูปนาม อาการมันเป็นอย่างนี้ แล้วเราก็เห็นด้วยปัญญา วิปัสสนานี่ คือต้องเห็นด้วยปัญญา ว่าอาการอย่างนี้ มันเป็นอาการของกิเลส เหตุเพราะเราเองไปรัก ไปโกรธ ไปโลภ ไปหลงนี่แหละ เราเห็น จริงๆว่า เรารักเขาอยู่ เรารักก็คือ อาการรัก มันก็คืออาการผูกพัน ติดยึด อาการโกรธ ก็คือ อาการผลัก อาการชัง อาการต้องการทำลายทำร้ายเขานั่นแหละ เราเห็นอาการนั้นแล้ว ก็ต้องให้ลดลงไป ว่าอาการนี้ คือตัวเหตุแท้ อาการโลภ โกรธ หลงนี่ เป็นตัวสมุทัยแท้ ถ้าเจ้านี่ไม่ลดลง ทุกข์ก็ยังไม่หายไปแน่ เพราะว่าเหตุมันยังไม่หมด ถ้าเจ้านี่ไม่ยอมเห็นตามความเป็นจริงว่า ไอ้ตัวนี้มันเป็นตัวไม่จริงหรอก ความทุกข์ ไอ้ความที่เป็นกิเลส มันไม่ใช่ตัวจริง มันไม่ใช่ตัวตนแท้ มันเป็นตัวแขกจร มันไม่ใช่ตัวเรา กิเลสมันไม่ใช่ตัวเรา แต่มันมาอยู่กับตัวเรานานเหลือเกิน เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามให้มันหมดบทบาท ถ้าลดบทบาทออกไป มันก็หมดบทบาทออกไปได้ เราต้องจัดการกับมันทันทีทันใด ต่อหน้าต่อตาเลย ถ้าเราเห็นว่าไอ้นี่มันไม่ใช่แขก ออกไป พยายามทำลายมันให้อ่อนจาง อ่อนฤทธิ์ อ่อนแรงลงนั่นด้วยสามารถๆ ที่เราสามารถทำให้มันอ่อนด้วยหลักๆเลย เห็นปัจจุบันธรรมวิปัสสนานี่ จะต้องเป็นปัจจุบันธรรม เห็นชัดๆ ลดลงไปได้จริงๆ เท่าไหร่ นั่นแหละ เราก็จะได้มรรคได้ผลที่แท้จริงขึ้นทุกทีๆ แล้วต่อไปจะสังเกตเห็นเองว่า มันอ่อนแรงลงๆๆ จนสุดท้ายมันก็ดับสนิท มันไม่เกิด แล้วเราก็เห็นอานิสงส์พร้อมไปอีกว่า เห็นในจิตใจของเรานี่แหละ ตรวจภพตรวจชาติลงไปอีกว่า กิเลสมันอ่อนแรง หรือกิเลสมันตายนี่นะ เราเรียกว่าความสงบ จิตใจยิ่งผ่องใส จิตใจยิ่งสะอาด จิตใจยิ่งสดชื่น ยิ่งเบิกบาน ยิ่งมีตัวสภาพของจิตใจที่เป็นอาการของจิตใจ ยิ่งฉลาด ยิ่งรู้รอบ ยิ่งว่าง ยิ่งโปร่ง ยิ่งไม่หมอง ยิ่งไม่เศร้า ยิ่งไม่ทุกข์ มันยิ่งมีสภาพอาการของจิตใจปรากฏชัดว่า จิตวิญญาณเป็นธาตุปภัสสรอย่างนี้เอง เป็นการรู้ เป็น การโปร่งโล่งว่าง ไม่มีความเดือดร้อนอะไรจริงๆ แล้วยังมีประสิทธิภาพในการสร้างสรรทำงาน ไม่ซึมเซา ไม่มัวหมอง ไม่หม่นไหม้ ไม่ใช่ยิ่งเป็นอาการ ยิ่งดับ ยิ่งมืด ยิ่งไม่รู้ ยิ่งตื้อ ยิ่งทึบไม่ใช่ เพราะฉะนั้นกิเลสยิ่งสงบ จิตใจยิ่งร่าเริง กลับกลายเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่จิตใจยิ่งสงบ ก็ยิ่งนิ่ง ยิ่งเฉื่อย ยิ่งฉึ่ม ยิ่งหยุด ยิ่ง นี่มันซ้อน ยิ่งละเอียดอย่างนี้ และคนเราก็ไม่เข้าใจชัดเจน ถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว โดยภาษานะ ถ้าคนที่ฆ่ากิเลส กิเลสยิ่งอ่อนแรง หรือกิเลสยิ่งตาย ใจยิ่งเกิด ยิ่งแข็งแรง ใจยิ่งมีพลังรู้ จิตใจหรือวิญญาณนี่ คือธาตุรู้ มันยิ่งรู้ได้ โอ้โฮ รู้ได้ปราดเปรียว มีปฏิภาณ ถ้ายิ่งเป็นลักษณะของผู้ที่ได้สั่งสมปฏิภาณมา จะเกิดปฏิภาณมีไหวพริบ เฉลียวฉลาด แววไวขึ้นมา ยิ่งคล่องแคล่ว ไม่ใช่ยิ่งหยุด ยิ่งตื้อ ยิ่งทึ่ม ไม่ใช่เลย กิเลสยิ่งสงบเท่าไหร่ จิตวิญญาณยิ่งปราดเปรียวเท่านั้น ไม่ใช่ยิ่งนิ่ง ยิ่งเฉย ไม่ใช่ เลย อาตมาไม่รู้จะใช้ภาษาไทยว่ายังไงนะ เพราะฉะนั้นมันตรงกันข้ามกับสมถะ พวกสมถะหลบๆ หรี่ๆ ยิ่งซึมๆ นี่ยิ่งทื่อๆ ไป ยิ่งง่วง ยิ่งงุน ยิ่งอยากหลับ อยากหลบ อยากหรี่ อะไรนี่ ไม่หรอก ยิ่ง เบิกบาน ยิ่งแจ่มใส ยิ่งตื่น ยิ่งโพลง ยิ่งเบิกบาน นี่มันต่างกันนะ นี่เป็นปรมัตถ์ หรือเป็นคุณลักษณะที่อาตมาพยายามนำมาพูดบอกกัน อธิบายย้ำ ซ้ำซากกะพวกเราเสมอ อาตมาได้ทำงาน อาตมาบอกแล้วว่า อาตมายิ่งฉลาด คนที่มาฟังธรรมะที่ อาตมาเทศน์นี่ อาตมาตั้งใจเทศน์ ตั้งใจพยายามที่จะวิเคราะห์วิจัย เก่าก็ย้ำที่มัน สมควรจะย้ำ ใหม่ก็พยายามจะเพิ่มเติมการอธิบาย วิเคราะห์วิจัย มีสภาวะข้างนอก หรือสภาวะข้างในนะ เป็นรูปธรรมหรือนามข้างนอก หรือนามธรรมข้างในอาตมาก็รวบรวมมาเพื่อนำมาบรรยาย นำมาพูดให้ฟังเสมอๆ ด้วยความตั้งใจ ตั้งใจนะ พยายามพากเพียร จะเห็นว่าอาตมานี่ ดูเหมือนแสดงธรรม ลงสตาร์ทติดเครื่องเหยียบคันเร่งแล้ว เบรกก็ไม่ค่อยดีทุกที จะเลยเวลา พอยิ่งใกล้ๆ จะนานๆ เวลายิ่งจะหมดลงๆ ยิ่งนำ ยิ่งอะไรได้มากขึ้น จะสังเกต เพราะยิ่งทำไป โอย ยิ่งเบื่อ ยิ่งเซ็ง ยิ่งไม่อยากแสดง ยิ่งจืด ยิ่งชืด จะไม่เลย แสดง อาตมาเชื่อแน่ว่าทุกคนสังเกตได้ ไม่ได้เป็นลักษณะนั้นหรอก เพราะอะไร เพราะมันยิ่งเจริญ แสดงธรรมมันก็ยิ่งเจริญ ยิ่งเห็นความจริงๆ ยิ่งฉลาดขึ้น ในตัวของอาตมาเองนี่ แหละ และอาตมาก็เอาอันนั้นแหละออกมาสื่อ ออกมาให้พวกเราได้รับฟัง ซึ่ง ธรรมดาอาตมาไม่ได้แสดง อาตมาก็ไม่ได้ปรุง อาตมาก็ไม่ได้หยิบสภาพพวกนั้นมารวบรวม มาร่วมสังเคราะห์กันขึ้นมา หยิบยื่นออกมา มันก็ไม่เกิดเท่าไหร่ ถ้า อาตมาจะมีความจริง มีความรู้อยู่ของอาตมาเท่านั้น ถ้าอาตมาไม่พยายามพอใจ เดินเครื่อง ปรุงแต่งออกมา หยิบยื่นให้พวกเรา อาตมาก็ไม่ต้องทำ บางทีก็ไม่รู้บัญญัติแหละนะ มันอวดจะมีสภาวะ แต่มันก็ไม่ได้รู้บัญญัติอะไร มันไม่รู้ทั้งสองด้าน คือสภาวะมีได้ๆ แต่ไม่ได้หยิบเป็นบัญญัติออกมา นี่เราได้หยิบเป็นบัญญัติออกมาให้พวกคุณ มีบัญญัตินั่นเอง คุณจะรู้ว่า อ๋อ อันนี้อย่างนี้แหละเหรอ บางคนมีนะ มีสภาวะแล้วแต่ไม่รู้บัญญัติ ก็เรียกว่าไม่เกิดปัญญาวิมุติ บางคนมีแล้วสภาวะว่าง สภาวะอย่างนี้เรียกว่านิพพาน อย่างนี้เรียกว่าเจริญขึ้น คุณมีได้แต่คุณไม่เข้าใจมัน มันมีก็ไม่รู้ ที่มีแล้ว อย่างนี้เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่านิพพาน อย่างนี้คือความเจริญ เมื่อคุณไม่รู้ คุณก็เปลี่ยนแปลงได้ ไอ้นั่นมันมีดีแล้วเลิกไป ไปทำไอ้ที่ไม่ดีขึ้นไปแทน เพราะไม่รู้ว่าอันนี้ดีก็เลยทิ้งไป ก็เอาอย่างไม่ดีมาทดแทน มันก็โง่นะ มันไม่รู้นี่ มันไม่มีใครมาย้ำยืนยันว่าอย่างนี้แหละดีแล้ว อย่าไปทิ้ง อย่าไปเปลี่ยน ทรงไว้ เรียกว่าธรรมะ ธรรมะแปลว่า ทรงไว้ อย่าไปให้มันเสื่อมคลาย เราไม่เข้าใจเราก็เปลี่ยนแปลงไปได้ ทั้งๆที่เคยได้แล้ว ไปเปลี่ยนแปลงเอาไอ้ไม่ดีเข้ามาแทนที่น่ะ นี่เป็นได้ เพราะไม่มีความเข้าใจน่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เป็นความมั่นใจ เป็นความมั่นคง เป็นความชัดเจน จนกระทั่งสุดท้าย จบ เป็นความรู้ที่จบในตัวของ มันเอง เป็นกตญาณ เป็นญาณที่สำเร็จแล้ว ทำแล้ว สำเร็จแล้ว เห็นแล้ว จริงแล้วนะ มันไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอื่นหรอก มันจะไม่เลย มีตัวจบ มันจะมีของมัน เป็นตัวสรุปผล เพราะฉะนั้นเวลาเราเรียนรู้นี่ เมื่อฝึกปรือตามพระพุทธเจ้าสอนไปเรื่อยๆ เราจะอ่านออก อ่านสัจจะ อ่านโดยเฉพาะนามธรรม อ่านออกถึงญาณปัญญา ถึงญาณวิมุติ ถึงญาณเวลาตัวจบ ญาณที่รู้ตัวจบ ตัวสุด เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงได้สอนตัวรู้ ตัวจบ ผู้อยู่จบ ผู้รู้ความหยุด มีความจบ นั่นมันต้องมีความจริง มีความรู้จบได้นะ คุณสังเกตเอาไว้เถอะ อ่าน ไปเรื่อยๆ คุณจะเกิดของจริง เกิดญาณปัญญาที่รู้จบเอง เก่งขึ้นๆจนกระทั่งรู้จบ รู้ได้จริงๆ แต่ถ้าเราไม่ฝึกปรือ เราไม่เรียนรู้จริงๆนะ ไม่รู้จบหรอกในโลกนี้ วนเวียนอยู่อย่างนั้นแหละ โดยเฉพาะพวกที่ไปนั่งเรียนวิชาการ พวกนักวิชาการ อาตมาก็ไม่เห็นเขาจบหรอก วนเถียงกันไปเถียงกันมา วนอยู่อย่างนั้นแหละ วนอยู่ตรงนั้นแหละ ไม่รู้ตัวขีดสุดขีดจบอะไร เดี๋ยวก็วนมาตรงนั้น เดี๋ยวก็วนมาตรงนี้ จับยากด้วยนะ พอจับตรงนี้ดิ้นไปตรงนั้น พอจับตรงนั้นดิ้นไปตรงโน้น พอจับตรงนี้ดิ้นไปตรงนี้ นี่หยุดสักทีซิ นี่ไม่หยุดหรอก และเขาก็ไม่เคยมีตัวจบ และเขาก็เหน็ดเหนื่อยอยู่ตลอด เป็นสังสารวัฏอยู่อย่างนั้น สับสนนะ เรียกว่าวนเวียน หรือสับสนวุ่นวายอยู่อย่างนั้นแหละ เท่าที่อาตมาได้ทำงาน ได้อะไรกะพวกเรามาเรื่อยๆนี่ ก็ผู้ที่เข้าใจ ที่อาตมาพูดนี่ ก็ใส่ใจนะ ใส่ใจแล้ว มันมีกิเลสซ้อนอีกอันหนึ่ง กิเลสซ้อน ที่มันมีอัตตา ตัวตนว่าเราได้สมควรแล้ว พอสมควรแล้ว ก็เลยไม่อยากจะทำ มันถือตัวถือดี มันได้แล้วล่ะ ไอ้ที่ฟังๆ มานี่ ก็ทำไม่หมดเลย นี่ก็เป็นข้อแก้ตัวอันหนึ่ง ที่จริงนั้น รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม มีพหูสูต มีโลกวิทูมากขึ้นๆนี่ ไม่แปลกหรอก เราอย่าหลงผิด ก็หลงว่าตัวบัญญัติมานี่ คือเราได้ เราเป็นแล้ว เราอย่าหลงผิดตรงนั้นเท่านั้นก็พอ เราจะรู้มากขึ้นอีก ละเอียดลออขึ้นไปอีกเท่าไหร่ๆได้ และต้องรู้ให้จริงว่า ที่เรารู้นั่นเรารู้ หรือเราเป็น แต่ถ้าแค่เรารู้ ส่วนเราเป็นนั่น เป็นไม่ได้มันก็ ไม่แปลกอะไร จะรู้ละเอียดลออลึกซึ้งขนาดไหนก็ได้ แถมยังจำได้นี่ แล้วเอาไป เผื่อแผ่คนอื่น เอาไปบรรยายให้คนอื่นได้ ยังเป็นประโยชน์คุณค่าแก่ผู้อื่นด้วยซ้ำ ทางโลกเขาเรียนรู้อย่างนี้มาก รู้มากๆ แต่ตัวเองเป็นไม่ได้หรอก ที่สอนนั่นอย่าง หนึ่ง ที่ตัวเองเป็นอยู่นั่นอย่างหนึ่ง มันต่างกัน ไอ้อย่างนี้ ไปไม่รอดนะ เราผู้ใดที่มีวุฒิภาวะโตเป็นผู้ใหญ่นี่ จะใส่ใจในสาระเด็กๆ ก็แล้วไปเถอะ แกยังไม่ค่อยเข้าใจสาระเท่าไหร่ แกก็ร่องๆแร่งๆ ไปบ้าง แต่ผู้ที่มีปัญญา เด็กที่มี ปัญญาจะเอาสาระนะ อาตมาเห็นเด็กพวกเรา มีเด็กนักเรียนนะ เออ แกรู้สาระยิ่ง กว่าผู้ใหญ่หลายๆคน แกใส่ใจเอาๆ สังเกตดูซิ บางคนนี่พวกเรา บางคนนี่ใส่ใจเอามากๆ มีตัวอย่างบางคนใส่ใจพอสมควร เด็กนี่แหละ ซึ่งใส่ใจกว่าผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ บางคนนะ ไม่บางคนหรอก หนาคนด้วย หลายคนสู้เด็กไม่ได้ เด็กแกเอาสาระมากกว่า อาตมาว่า เออ นี่นะ คนเรานี่ มันไม่ต้องบอกว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้ที่รู้จักสาระในสาระ เขาก็เอาสาระ ไม่ได้ไปบังคับหรอก ใครก็แล้วแต่เถอะ ไม่ได้บังคับ คนที่รู้สาระว่าเป็นสาระ เขาก็มาเอาสาระ คนที่ไม่รู้สาระ ก็ไปเอาสิ่งที่ไม่ใช่สาระเป็นสาระไป อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันมีของมันเองจริงๆเลย เห็นได้ รู้ได้นะ มีตัวบุคคล มีตัวนั่นตัวนี่อยู่ เห็น ให้รู้ ให้เข้าใจนะ ที่จริงปฏิภาณของคน มันก็พอรู้อยู่ เห็นให้รู้ให้เข้าใจนะ ที่จริงปฏิภาณของคนมันก็พอรู้นะ ว่าอะไรคือสาระบ้าง ปฏิภาณธรรมดาสามัญก็รู้ แต่มันขี้เกียจนั่นตัวหนึ่ง มันมีตัวอวดดี ตัวหยิ่งผยองนั่นอีกตัวหนึ่ง อย่างที่ว่านั่นอัตตามานะ รู้แล้วๆ พูดอย่างเก่า ที่จริงอาตมาขอยืนยันว่าอาตมาพูดทุกทีมีใหม่ทุกที ขอยืนยัน แม้จะใหม่ไม่มาก มักน้อยๆ ก็มีใหม่ เพราะอาตมาพยายามวิเคราะห์วิจัยเสมอทุก ครั้งทุกคราว แม้จะเอาเรื่องเก่ามาพูด ก็ใหม่ขึ้น แม้จะเอาเก่าๆจริงๆ ซ้ำๆซากๆไม่รู้กี่ครั้งๆ เอามาพูดก็พยายามให้ใหม่ขึ้น แปลกไปนิดแปลกไปหน่อยก็ตามเถอะ พยายามจริงๆนะ อาตมาไม่อยากพูดแต่คำเก่าๆซ้ำๆซากๆ เสียเหลี่ยม พูดกันจริงๆนะ มันเสียเหลี่ยมน่ะ พูดได้แต่คำเก่า ท่องประโยคเก่าอยู่อย่างนั้นแหละ และก็มีแต่เก่าๆอธิบายไม่ออก ไม่มีแตกต่างกว่าเก่าเลย มันเสียเหลี่ยมนะ ธรรมดาพระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า อธิบายโดยพิสดารๆ นั่นแหละคือ ให้แปลกใหม่ไปเรื่อย พิสดารไปใหม่อะไรรอบถ้วน มีอะไรเยอะแยะ มีอะไรรอบด้านนะ ยิ่งๆขึ้น ซึ่งมันมีมากจริงๆ อาตมาเองก็ยังบอกพวกเราเองหลายที อยู่ไปอีกร้อยปีตาย จะพูดหมดหรือ เท่าที่ พูดๆ ยังมีให้พูดอยู่เรื่อยเลย มันไม่เห็นจะหมดสักทีนะ มีคนในพวกเรานี่ ได้ฟังก็ดีขึ้น เจริญขึ้นบ้าง แต่นั่นแหละก็ต้องเข็น จะดีขึ้นได้ก็ต้องเข็น วุฒิภาวะมันยังไม่เจริญ เข็นกันไปเถอะ ผู้ใดเบิกบานร่าเริงในธรรมนี่ เห็นสาระ เห็นรส มีธรรมรส ผู้นั้นก็จะเบิกบานในธรรม ผู้นั้นก็ใส่ใจ ไม่ต้องไปเข็นมาก เขาก็จะเอา ผู้ใดที่ไม่ค่อยเห็นสาระ ซึ่งไม่เบิกบานในธรรมก็จะต้องเข็นกัน ซึ่งคนเข็นกันที่จะต้องเข็นนี่แหละมีมากกว่า คนที่ไม่ต้องเข็นนี่มีน้อยนะ ก็พยายาม ก็มีหิริ โอตตัปปะกันบ้างหลายคน ก็อาตมาเข็นบ้าง เจ้าตัวก็มีหิริโอตตัปปะ ก็ต้องเข็นตัวเองด้วย ก็ช่วยกัน จะให้อาตมาไปเข็นร้อยเปอร์เซ็นต์เลย แต่ละคนก็ไปเลยจี้มา เหมือนกะครูผู้ปกครองนักเรียนประจำนี่ ใช้ไม้เรียวค่อยจี้ตัวทีละคน ไม่ได้หรอก อาตมาทำไม่ไหวหรอก อาตมาไม่มีเวลา เพราะฉะนั้นพวกเรามีวุฒิภาวะระดับหนึ่ง มีความเป็นผู้ใหญ่โตขึ้นมาระดับหนึ่ง สังวรช่วยตนเอง พยายามที่จะเข็นตัวเอง บังคับตัวเอง เอาสาระนั่นๆนี่ๆ ก็มีมาเรื่อยๆนะ เติมขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่สมณะ ไปสิกขมาตุบ้าง มีฆราวาสด้วย ฆราวาสผู้ใหญ่หรือผู้น้อย แม้แต่เด็กนักเรียนบอกแล้ว แกพยายามใส่ใจ พยายาม พากเพียร พยายามที่มาศึกษา มันเป็นสมบัติของคนนะ มันเป็นเนื้อแท้ของเขา ใครก็ของมันๆ เป็นเอง ทีนี้เราเอง เราต้องเรียนรู้ของเราว่า เราเองเราไม่มี ตัวอย่างนี่ เอ๊ ทำไม เขาชอบฟังธรรม ทำไมเราไม่ชอบนะ ไม่ต้องถามหรอกว่าทำไม เพราะว่าเราเองเรายังไม่เห็นค่า จะทำไม มันโง่ มันยังไม่เห็นค่า เอาละถึงแม้ว่าเห็นค่า พูดกันไปก็ยอมรับว่ามีค่า ดี ขี้เกียจ ขี้เกียจคืออะไร ขี้เกียจคือไปทำอะไรตามที่ภพเราชอบ มีรสอร่อยมากกว่าที่จะมาฟังธรรม ธรรมรสนี่สู้ไอ้รสไปนั่งอยู่เฉยๆดีกว่า อร่อยกว่าแยะเลย หรือไม่ก็ไปเล่นอะไร ทำอะไร อร่อยกว่ามานั่งฟังธรรม พุทโธ่ อร่อยฟังธรรม สู้ไม่ได้ จริงๆ เพราะฉะนั้นภพนั่น ที่จะอร่อย นั่นคือก็ไปเลือกเอาภพนั่น มันฝืนตัวเองมาไม่ไหว รู้เหมือนกันว่าขี้เกียจ ขยันก็ไม่ขึ้น ไอ้ภพอร่อยต้องการที่จะเสพอร่อยอันนั้นอันนี้ดีกว่านะ อยู่เฉยๆดีกว่า หรือว่าไปทำตามที่เราต้องการดีกว่านะ หรือไม่ตื่นมาฟังธรรมนี่ สู้นอนไม่ได้ นอนดีกว่าแยะเลยนะ ฟังธรรมนี่ มันสู้ไม่ได้ นอนๆขอนอนมันนั่นแหละ อร่อยกว่าแยะเลย อย่างนี้ก็ง่ายๆ หรือภพไปทำก็ตาม ไปทำไอ้โน่น ไปทำไอ้นี่ อะไรก็ตามแต่ มันเสพ ถ้าผู้ใดจัดแจงจัดตารางหรือว่าจัดระบบของเรานี่ดีกว่า ให้เป็นกิจลักษณะ อันนี้นะมันก็เป็นช่วงจังหวะเวลาแสดงธรรม ก็ไม่ได้หมายความว่า อยากแสดงเมื่อไหร่ ก็เรียกมาแสดง เอาประเดี๋ยวแสดง 7 โมง ประเดี๋ยวแสดง 8 โมง ประเดี๋ยวแสดงตี 2 ประเดี๋ยวแสดง 5 โมง เปล่านะ เป็นเวลา เป็นตารางสอนอยู่แล้ว ซึ่งคุณหลีกได้ ทำวัตรเช้าหนึ่ง ก่อนฉันหนึ่ง เป็นอย่างมาก จัดหลีกได้จริงๆเลยนะ เวลาอื่นคุณจะทำงาน จัดตารางของคุณซิ เออ อันนี้ต้องขอเป็นอันนี้ เราให้มาเอาดีกว่านะ จัดได้ มันไม่ได้สะเปะสะปะ ไม่มีอะไรที่ไม่แน่ไม่นอน ไม่เที่ยงมาปนของเราหรอก เทศน์แล้วเหรอว้า เรากำลังทำไอ้นี่ ติดต่อไม่ได้เลย ไอ้นี่มันล็อกอยู่แล้ว มีเวลาซึ่งคุณจัดหลีกได้ ทำงานขยันอย่างไรจัดได้นะ อย่ามาทำเป็นนั่งแก้ตัวเลย มากครั้งมากคราว ไม่มีความรีบด่วนขนาดนั้นเลย หลายครั้งหลายคราว ไม่มีรีบด่วนขนาดนั้นหรอก แต่เราอ้าง เพราะเราต้องการภพ ไม่ฟังสู้อันนี้ไม่ได้ บางทีทำ งานอันนี้มันมันกว่า ทำนี่แหม่ กำลังมันนะ ทำงานนี่แหละ อาตมาก็พูดอีก ไม่ใช่ทำงานมันไม่มีประโยชน์ แต่ว่าอันนี้มันก็มีประโยชน์ แต่อันนี้อาตมาว่ายิ่งได้ฟังธรรม ได้ฟังสัจธรรมไปมากขึ้น มันก็จะไปช่วยการงานที่ดี จิตใจก็ผ่องใส อะไรต่อมิอะไร มันมีดีขึ้นนะ คนของพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเป็นผู้ประเสริฐ หรืออาริยะที่โตขึ้น สมบูรณ์ขึ้น เจริญขึ้นจริง อันนี้เป็นคนที่มีคุณค่า มีประโยชน์ มีฝีมือ มี ความขยัน มีความอดทน มีความสามารถ ไม่ใช่เป็นฤาษี ไปนั่งหลับหูหลับตาแล้วก็เฉื่อยๆ หรือว่าหลีกหลบ ไม่ จะเป็นคนยิ่งสู่สมาคม เข้าสู่บริษัท จะเป็นคนที่มี ปฏิสันถาร มีการเป็นที่ยินดี เป็นที่ชื่นชอบ เป็นที่รัก ที่ชอบของพหุชน ของคนส่วนใหญ่ จะมีวิธีการ จะมีการเข้าได้ แม้ว่าเราจะเป็นคนที่เข้ากับคนยาก ก็จะฝึกปรือ และมันก็จะฉลาด ฉลาดที่จะเข้ากับคนได้ ด้วยลักษณะนั้นลักษณะนี้และก็ จะมีลีลา มีสภาพที่จะจัดแจงให้พอเหมาะพอดี เข้าได้ มีคนรักคนชอบ แต่ก็มีลีลาที่จะตัด มีลีลาที่จะรับ มีลีลาที่จะเปิด มีลีลาที่จะปิด ไม่ให้นัวเนีย ไม่ให้ยุ่งยาก จะจากก็ยาก ท่าทีจะพราก นัวเนียจะเลิก จะขอหยุดก็ไม่ได้ ไม่เป็นเลย ไม่ จะมีวิธีการจะหยุด จะเป็นก็ไม่ดูแข็ง ไม่ดูทำให้เกิดการไม่ชอบใจ ไม่สบายใจอะไร จะมีวิธีการ มีศิลปวรยุทธพวกนี้จริง จริงนะ อาตมาว่าอาตมาใช้อยู่นะ ใช้วิธีตัด ใช้วิธีเปิดรับ วิธีปิด ทำใช้ อาตมาใช้ๆอยู่ หลายคนจะเห็นว่า ดูแข็งๆ บ้าง แต่แข็งๆ ก็ไม่ดูน่าเกลียด แต่ถ้าเผื่อว่า แข็งน่าเกลียด มันจะโกรธๆ เกิดชังนะ เกิดไม่รับเลย เพราะฉะนั้นอาตมาว่า อาตมาทำอยู่กับพวกเรานี่ ก็ไม่ถึงขนาดที่ว่า เออ อาตมาตัดหรือว่า อาตมาปิด ก็ไม่ได้ดูว่า เกิดผลสะท้อนชังแล้วๆ ถ้าเกิดเป็นอย่างนั้นแล้ว รับรองว่าเข้ากันไม่ติดหรอก เข้ากันไม่ติดแน่ ไม่มียินดี อยากจะมารอหน้าหรอก เห็นหน้าแล้ว หมั่นไส้ โกรธ ไม่อยากพบหน้าเลย ไอ้แบบนี้ มันจะไม่ได้มาแสดงรวมกันอะไร มันจะได้มารังสรรค์ร่วมกันอะไรกัน ไม่ต้องแล้ว เพราะว่าที่มันเป็นไปได้อยู่ทุกวันนี้นะ ก็เพราะว่ามันไม่ได้เกิดความชิงชังอย่างนั้นน่ะ แต่ก็มีใจอยากที่จะเข้าหา มีใจอยากจะโอภาปราศรัย ใกล้ชิด ชื่นชอบอยู่นะ แต่ก็รู้ ก็เกรงใจ เพราะมีลีลาสื่อบอกให้เรารู้ว่า อาตมาไม่ใช่ว่าสื่อบอกใบ้ๆ อย่างไม่มีผล ก็รู้เหตุผลว่า เออ ก็ต้องปล่อยให้ท่านเป็นตัวของตัวเอง ให้ท่านได้ทำอะไร ให้ท่าน ทำประโยชน์อันนั้นอันนี้ เข้าใจ มันก็ยอมให้ ทั้งๆที่เราจะ แหม นั่งคุยนานๆขนาด เด็กๆนี่นะ ต่ออีกซิๆ ก็ต้องหาวิธีการอย่าให้เกิดกระทบแล้วก็ชิงชังอะไร อย่างนี้เป็นต้น ก็พยายามทำ ให้เห็นความจำเป็น ให้เห็นความจริงขนาดนั้นขนาดนี้นะ และเราก็จะทำงานด้วยกันได้ สัมพันธ์สามัคคีชื่นชอบด้วยกันได้ เป็นศิลปวิทยา เพราะฉะนั้นคนเราบอกว่า เราเก่ง โดยที่ไม่ฝึก ไม่ปรือ ไม่ได้หรอก ทุกวันอาตมาว่าอาตมาทำได้ และก็ยังเห็นว่า ดีกว่านี้ยังมีอีกนะ ศิลปะที่จะทำได้เยี่ยมกว่านี้ยังมีอยู่ แต่นี่ยังไม่เจ๋งเลย ยังไม่แนบเนียน ยังไม่วิเศษกว่านี้ วิเศษกว่านี้ทำได้ อาตมาก็ฝึกปรือตัวเองอยู่เหมือนกัน ในวรยุทธอย่างนี้นะ สำหรับการทำงานของพวกเรานี่ หลายๆอย่าง ขณะนี้มีงานหลายอย่างปรากฎต่อสังคมและพวกเราเอง มันมีงาน มีพิธีการ หรือมีกิจการอะไรไปเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่า กิจการของพวกเราเกิดขึ้นเสมอ และก็มีกิจการ บางทีก็ต้องชะลอไว้ก่อน บางทีมากเกินไป ไม่มีแรงงานและก็ทำยังไม่รอด แต่ก็จะต้องเกิด การงานที่เกิดเหล่านี้ เป็นไปถูกต้องตามหลักมรรคองค์ 8 มันจะเกิดสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ คือการงานและเป็นอาชีพ การงานที่นี่ ก็มีแผนกแต่ละแผนก แต่ละหน่วยที่พูดนี่ มีผู้สันทัด มีผู้ถนัดในกิจนั้นงานนี้ ก็รับผิดชอบอะไรไป หรือที่เรียกว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องไปบังคับหรือว่าจำนน อย่างคนในโลกนี่เขาจำนนนะ จำนนหลายอย่าง และถูกบังคับในตัว อะไรบังคับ โลกธรรมบังคับเขา ได้ยศ ได้สรรเสริญฉันก็เลยจำเป็นต้องทำ ทั้งที่บางทีแสนเบื่อ แสนเหนื่อย แสนรำคาญ ไม่อยากจะ ทำแล้ว แต่ไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะมันต้องเอาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เขาก็ต้องจำนนทำอย่างนั้น ทีนี้ของพวกเรานี่ ถ้าพวกเราไม่มีจิตใจที่เข้าใจด้วยปัญญาจริงๆ และก็ไม่มีจิตเจโตของเราทำด้วยอำนาจจิตของเราเอง เราประสงค์ เราจะทำ และเรารักจะทำจริงๆ หรือว่าเราต้องการจะทำจริงๆ ต้องการจะทำด้วยความรู้ ถ้าเราฝึกฝนขยันหมั่นเพียรเข้าไป มันก็เป็นความเจริญของเราเอง มีความขยัน มันก็เป็นตัว เจริญของเราเองที่มีความขยัน มันก็ตัวเจริญก่อนขี้เกียจ และมันก็ได้เกิดความชำนาญ เกิดความรู้ เกิดสมรรถภาพ เกิดสมรรถนะ ความสามารถของเราขึ้นจริงๆ เมื่อเราได้สร้างประโยชน์คุณค่า และยิ่งเราสร้างแล้วเราไม่ไปแลกเปลี่ยนขายเอาลาภ ไม่ไปแลกเอาลาภ ไม่ไปแลกเอายศ ไม่ไปแลกเอาสรรเสริญ เราได้เสียสละ สร้างแล้วแจกจ่ายเจือจานออกไป มันก็เป็นสุจริตธรรมแล้ว
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive