581124_ธรรมาธรรมะสงคราม ลดอัตตาหน้างานบุญลอมข้าว.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์30 KB
วันที่แก้ไข25 พฤศจิกายน 2558

เนื้อหาในไฟล์

581124_ธรรมาธรรมะสงคราม ลดอัตตาหน้างานบุญลอมข้าว

พ่อครูว่า..วันนี้วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2558 พรุ่งนี้ก็วันเพ็ญเดือนสิบสองน้ำก็นองเต็มตลิ่ง ชาวอโศกก็กำลังดีใจตื่นเต้นร่าเริงกับการเกี่ยวข้าวเสร็จ ท้องไร่ท้องนาก็มีแต่ฟางพื้นดินก็เริ่มแห้งเราก็ใช้พื้นที่ท้องนานี่แหละ มาจัดเป็นลาน แล้วก็จัดงานบุญลอมข้าว พรุ่งนี้เป็นวันจริง 15 ค่ำเดือน 12 วันนี้ก็เป็นวันสุกดิบที่เราจะมาทดสอบกันตั้งแต่กลางวันเลย เรียกว่าท้าแดดเลยลองดูใครจะแน่กว่ากันแดดกับคน เมื่อวานนี้เทศน์พระไตรฯเล่ม 9 ไล่ตั้งแต่ชุดแรกจะต่อเรื่องทิฏฐิ ก็เลยว่าอย่าเพิ่งเลยเอาเรื่องสังคมรอบกว้างเรื่องของจารีตประเพณีพูดถึงเรื่องของสังคม หรือจะสร้างภาพก็เรียกได้จัดคอมโพสิชั่นจัดองค์ประกอบขึ้นมาให้เป็นองค์รวมของมนุษยชาติ ให้มาประพฤติปฏิบัติ มีท่าทีลีลาสุ่มเสียงสำเนียงคำพูดขึ้นมา แสดงออก เพื่อที่จะเกิดสิ่งที่มีประโยชน์เป็นศิลปะที่จะสร้างสรรค์สังคมมนุษยชาติและแต่ละคนที่ได้พัฒนาขึ้น การศึกษาของพระพุทธเจ้าให้เรียนรู้จัดองค์ประกอบศิลป์คอมโพซิชั่นต่างๆแล้วเข้าใจที่จะใช้ทั้งเสนาสนะเรียกว่าสถานที่ และบุคคลที่จะเอามารวมกัน แล้วก็อาหารสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ ตั้งแต่ดินน้ําไฟลมจนกระทั่งถึงสัตว์ถึงบุคคลแสงสีเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าอะไรต่างๆนานา ก็หยิบเอามาประกอบกันได้หมด ซึ่งทางโลกเขาไม่เก่งเรื่องจิตวิญญาณ เขาจะเอาแต่สนุกบำเรอเป็นโลกียะ แต่ทางธรรมนั้นมีปัญญารู้ที่เราจะรู้รสโลกีย์ เพื่อละเลิกและเป็นไปเพื่อความเจริญพัฒนาทางจิตวิญญาณทางกายทางวาจา สังขารการจัดองค์ประกอบ ซึ่งทางโลกไม่ได้เรียนรู้องค์ประกอบศิลป์ถึงจิตวิญญาณ เขาก็ไม่เข้าใจเรื่องกิเลส ก็มีแต่บำเรอกิเลสด้วยอวิชชาด้วยความไม่เข้าใจด้วยความไม่รู้เค้ าก็มีแต่ปรุงแต่งชูรสปรุงรสสนุกสนานเอร็ดอ

อ่านต่อ

ร่อยเพลิดเพลินไปต่างๆนานา ให้กิเลสอ้วนถ่ายเดียวเล ยบางเจ้าโง่ถึงขนาดมันเป็นพิษเป็นภัยไม่มีอะไรเกิดคุณค่าตอบแทนตนและสังคมเลย นี่คืออวิชชา ส่วนผู้ที่มีศิลปะรู้จักมงคลอันอุดมไม่ประกอบสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่กุศล จึงจัดสัดส่วนขององค์ประกอบศิลป์ได้สัดส่วน ที่สำคัญก็คือผู้รู้ที่สามารถเข้าใจถึงจิตวิญญาณเป็นองค์ประกอบตัวหลักสำคัญ รู้เรื่องกิเลสว่าจะบำเรอ ขนาดไหนอย่างไรจัดสัดส่วนที่พอเหมาะอนุโลมบ้างอัตตาบ้างในตัว แล้วก็ทำให้คนที่ร่วมกันรับรู้สังสรรค์รวมกัน เกิดประโยชน์ขัดเกลากิเลสพร้อมกันนั้นก็เกิดสามัคคีธรรมเกิดมวลมนุษยชาติรวมกัน ก็สนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ หมู่กลุ่มนี้น่าร่วมน่ามาสังสรรค์ให้ประโยชน์ ได้ทั้งความสดชื่นสนุกสนานเพลิดเพลินทั้งสังคม มันไม่แข็งเกินไปรู้จักการผสมของสุนทรียะให้พอเหมาะแก่คนแก่กลุ่มหมู่แก่กาละ ที่จะมีสัดส่วนขององค์ประกอบที่จะมาประกอบได้แล้วก็รู้ตัวเอง รู้คุณธรรม อันนี้สำคัญ รู้ตัวเองจนกระทั่งสร้างองค์ประกอบศิลป์ขึ้นมาได้เป็นสัดส่วนที่ดีมาพอเหมาะเป็นความประเสริฐอันเจริญ มงคลอุดม ไม่เป็นข้าศึกแก่กุศล คนไม่รู้ก็จะทำให้ถูก พวกเราไม่ได้คิดถึงค่าแรงงานไม่ได้คิดถึงสิ่งที่จะเสียสละออกไป แต่คิดถึงสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ที่จะได้เป็นหลัก จะทำให้ดีที่สุดที่เป็นองค์ประกอบในการร่วมกันให้คนมาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมอะไรก็สร้างสรรค์ทำอะไรให้เกิดคุณค่าประโยชน์ ทุกครั้งทุกคราวก็พัฒนาทำให้การสร้างสังคมการสร้างตัวมนุษย์แต่ละคนมีการเจริญพัฒนาขึ้นได้ ยังมีระบบถึงจิตวิญญาณ คนทั้งโลกที่ไม่ได้มีทฤษฎีที่จะสร้างคนทั้งจิตทั้งกาย และรู้พิษภัยของความเป็นโลกียธรรมโลกธรรมเพื่อลาภยศสรรเสริญสุขด้วยกามสุขด้วยอัตตา คนเขาไม่ได้เรียนรู้ก็จะยาก แต่คนที่เข้าใจดีรู้เรื่องแล้ว ก็จะทำให้ตนเองเป็นผู้ที่ไม่เป็นคนเป็นโทษภัยต่อโลกต่อสังคมตนเองก็ไม่มีพิษไม่มีบาปมีความชั่ว ลดตัวเหตุไปได้เรื่อยเรื่อย ก็ลดความเป็นภัยต่อสังคม จนเป็นพระอรหันต์ก็หมด นอกจากหมดแล้วก็ยังรู้จักสังคม เพราะศาสนาพุทธไม่ได้หนีจากสังคมไม่ได้หนีจากโลกรู้จักโลกอย่างดี รู้จักองค์ประกอบของโลกคำว่าโลกมีตั้งแต่ 2 ถึง 3 หน่วยขึ้นไป ถ้าหลุดจาก 3 หน่วยเป็น 4 หน่วย ก็จะไปร่วมกับพลังงานอันอื่น ถ้า 3 หน่วยเป็นของตนขึ้นมาแล้ว ถ้าเป็น 2 หน่วยของสามเส้า ก็จะได้มีการเดินเคลื่อนได้แต่ยังเป็นแนวระนาบถ้าเป็น 3 หน่วยของสามเส้า ก็เกิดองศา ในจักรวาลน้อยจนกว่าจะมีปฏิภาคเสริมซ้อน ถ้าเริ่มต้นรู้จักตั้งแต่หน่วยหนึ่งของจิต แล้วก็ทำจิตให้เป็นพลังงานไม่เป็นพิษภัยแล้วก็มีคุณค่า ของความเป็นสัตว์โลกคือมนุษยชาติและเป็นอริยบุคคลที่แท้จริงตามลำดับ ตั้งแต่โสดาบันก็เริ่มต้นลดละได้จริง มีประโยชน์ตนประโยชน์ท่านเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอื่นไปด้วย สกิทาคามีก็เจริญอีก อนาคามีก็จะเจริญขึ้นไปอีกจนถึงอรหันต์ก็สุดเลยสมบูรณ์แบบ เป็นทฤษฎีเอกของพระพุทธเจ้า ที่ท่านได้ค้นพบและออกมาประกาศให้แก่มนุษย์ได้ศึกษาเล่าเรียน แล้วทำประโยชน์ให้แก่ตนและสังคมอย่างแท้จริงช่วยโลกช่วยมนุษย์อยู่ได้ มาถึงยุคนี้ศาสนาที่พระพุทธเจ้าประกาศศาสนาพุทธมีอายุยืนยาวมาถึงสองพันหกร้อยกว่าปี ก็ได้ผิดเพี้ยนไปแล้ว ก็พูดอย่างไม่เกรงใจไม่ไว้หน้ากันแล้ว พูดตรงตรงว่าไม่เหลือแล้วอาตมาก็อยากจะเห็นความจริง ยังมีปราชญ์หรือเปล่าหรือในวงการศาสนาพุทธในปัจจุบันที่มีความรู้ ก็ดูจากความคิดความอ่านในงานของท่านที่แสดงออกไม่ต้องไปเจอตัวก็ได้ อาตมาไม่ได้ออกไปไหนกว้างไกลอะไร แต่ก็คิดว่าสื่อสารมวลชนทุกวันนี้ มันรู้ได้อยากรู้อะไรก็ค้นหาความรู้ได้เข้าประมวลมาให้รู้ง่าย อาตมาก็ไม่ได้ว่าลำเอียงหรือดูถูกดูแคลนใครก็เห็นว่ามันหมดจริงๆในโลก ศาสนาพุทธประกาศไปแล้ว 2500-2600 ปีมาแล้วไม่เหลือเชื้อ มีแต่บัญญัติเหลือไว้ก็ขอบคุณ เถรวาทที่ท่านคงลักษณะของคำแปลที่ไม่ผิดเพี้ยนเลย แม้การสอบเปรียญทิศทางเดียวก็ให้ตกเลยเป็นการรักษาความถูกต้องให้มีหนึ่งเดีย วถ้าไปอื่นก็จะผิดเพี้ยน เขาก็รักษาได้จริงก็ยังมีความจริงที่ถูกต้องรักษาความไม่ผิดเพี้ยนได้ ทำให้เหลือสัจจะที่ไม่ผิดเพี้ยนไป แต่ก็มีแต่ในบัญญัติภาษา ส่วนคนนั้นไม่เข้าถึงความหมายเนื้อหาในภาษานั้นอันนี้สิน่าสงสาร เพราะอาตมาให้ความหมายของบัญญัติมันกลับไม่เหมือนเขาทั้งที่ตัวพยัญชนะอันเดียวกัน เช่นคำว่าศีล สมาธิ ปัญญา คำว่าวิมุตติ คำว่านิโรธก็ภาษาเดียวกัน แต่เขาก็อธิบายอย่างที่อาตมาบอกว่า ออกนอกคำสอนพระพุทธเจ้าแล้ว ก็พูดด้วยความจริงใจ เขากล่าวว่าอาตมา เพราะอาตมามาคนเดียวไม่มีครูบาอาจารย์ แต่โชคดีที่มีพระไตรปิฎก เมื่อได้แล้วก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยได้ก็เลยเกาะอาศัยพระไตรปิฎกที่เป็นคำบาลีแม้อาตมาจะไม่เก่งบาลีก็เข้าใจความหมาย ก็มีพจนานุกรมไทยบาลีก็มีเยอะก็มีทั้งที่แปลอย่างขยายกันหรือขยายออกไปไม่เหมือนกันเลยก็มี เป็นคำแปลที่ตรงกันข้ามจากถูกเป็นผิด 180 องศาเลยก็มี ยกตัวอย่างคำว่าศีล เขาก็เข้าใจว่าปฏิบัติแค่กายกับวาจา จะไม่เข้าไปถึงจิต ส่วนสมาธินั้นก็ไปนั่งหลับตากันไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งอื่นภายนอก ไปนั่งสะกดจิตหลับตามันก็เลยผิดทั้งคำว่าศีล สมาธิก็ผิดอีก เลยร่วมผิดทั้งศีลทั้งสมาธิออกไปใหญ่เลยไปผิดหนัก ปัญญาก็เลยสู้ศีลสมาธิที่ผิดเพี้ยนไม่ได้ 3 หน่วยก็เลยผิดแล้วไม่หมดจะเหลือหรือถามหน่อยสิ ที่พูดอยู่ทุกวันนี้ บรรยายแบบนี้ ก็ปรากฏตัวต่อสังคมมา 45 ปีแล้วเท่ากับที่พระพุทธเจ้าเผยแพร่ศาสนาท่านก็จากไปแล้ว แต่ 45 ปีอาตมาก็ถือว่าเวลาพอกันกับพระพุทธเจ้าแต่อาตมายังไม่ได้ถึงไหนเล ยเพราะฉะนั้นจึงยังไปไม่ได้ ดีไม่ดีต้องกัดฟันอยู่ต่อไปอีกไม่รู้ว่าสังขารร่างกายจะไปได้ถึงไหนไม่รู้ เมื่อศีลก็ดีสมาธิก็ดีที่เป็นต้นรากแห่งการพัฒนาจิต ผู้ที่เข้าใจศีล ปฏิบัติแล้วจะเกิดอธิจิตเป็นสัมมาสมาธิเป็นสัมมาปฏิบั ติจิตก็จะสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิเป็นความแข็งแรงตั้งมั่นซึ่งจะมีตัวปัญญารู้ร่วมอยู่ตลอดเวลา ศีลไม่มีปัญญาไม่ได้เรียกว่าฌาน ก็คือการพัฒนาจิตโดยกำจัดกิเลสคือเผากิเลสไปจากจิตต้นเหตุที่ใจก็คือจิตกิเลสในจิต ก็ต้องมีปัญญารู้ทฤษฎีการเผากิเลสของพระพุทธเจ้าว่าถูกต้องหรือไม่ ได้แล้วหรือไม่ได้ผล หรือไม่กิเลสสงบปฏิปัสสัทธิหรือยังก็ทำซ้ำรักษาผลเป็นปฏิปัสสัทธิธรรม อาเสนาภาวนาพหุลีกัมมังไปเรื่อย ให้เป็นสมาธิที่แข็งแรงมั่นคงยิ่งเติมยิ่งมั่นคงไปตามลำดับ เมื่อเขาปฏิบัติออกไปสมาธิก็อีกอย่างหนึ่ง ส่วนปัญญาก็ต่างคนต่างไปมันก็เลยยิ่งเละใหญ่ส่วนนิโรธที่จะตาม ปัญญาก็เป็นมิจฉานิโรธ ซึ่งมีพวกมิจฉาปัญญาญานทำให้เข้าใจผิดเป็นถูก นี่คือเหตุปัจจัยที่ต่อเนื่องมาจากความผิดถูกของการปฏิบัติธรรม อาตมาก็พยายามอธิบายดึงกลับให้รู้ว่า ศีลสมาธิปัญญาวิมุต มันทำงานต่อเนื่องเป็นปฏิสัมพันธ์กันเพื่อกูลกันทำให้เกิดปัญญารู้ตัวรู้ เราตั้งศีลเพื่อเอาไว้ฆ่ากิเลสราคาโทสมูล ให้รู้ว่าเรามีกิเลสจริงก็กำหนดขนาดไว้ก่อนเราไม่เอามากมาย ตะกละตะกลาม พระพุทธเจ้าท่านให้กับประมาณของตัวเองให้พอเหมาะถ้ากิเลสขนาดนี้ ก็ทำแค่นี้ก่อน ปริตตัง เห็นกิเลสตัวหยาบเลยก็คือสักกายะเราก็กำจัดสักกายะได้จริง ก็รู้มันดีหมดมีนิโรธก็รู้มันไม่มีรสมันไม่จริงก็รู้ ไม่ได้ทำอย่างหลับตางมงายลูบคลำ แต่รู้แจ้งเห็นจริงมีดวงตามีความรู้รอบชัดเจน ผู้ที่ชัดเจนในโครงสร้างของพระพุทธเจ้าปฏิบัติไปตามลำดับมีสัมมาทิฏฐิก็จะได้ผลจริงและจะรู้เอง ก็เป็นเช่นนี้ ส่วนคนที่จะปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้ารู้เองไม่ได้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ใครจะรู้เองไม่ได้นอกจากเป็นสาวกะคือผู้ได้ฟังจากผู้รู้มาก่อน แล้วพูดรู้เรื่องก็ได้ฟังจากผู้รู้แต่ก่อนมาจนถึงต้นทางคือพระพุทธเจ้าถ่ายทอดมา เป็นพระโพธิสัตว์ก็จะทำงานสืบทอดต่อกันมา เมืองไทยเป็นเมืองพุทธที่ได้สืบสานเรื่องนี้มาแล้วก็เสื่อมไปเปลี่ยนไปจนถึงทุกวันนี้ อาตมาก็เคย เกิดมาทั้งที่เป็นไทยและไม่เป็นไทยก็พอรู้อะไรต่ออะไรก็มาทำงานนี้ ก็พยายามตามความจริงใจ ไม่พูดแล้วส่งอาตมาเชื่อกรรมเชื่อวิบาก ถ้าเราทำผิดก็เป็นเรื่องวิบากของเรา กิเลสนั้นเอาเข้านั้นง่ายแต่ออกมันยากผู้รู้ชัดเอาออกได้แล้วจะมาเอาเข้าอีกก็โง่ ^ ไม่รู้เท่าไหร่ เอากิเลสใส่ตัวเองผู้ที่รู้จริงจะไม่ทำหรอกต้องทำให้กิเลสหมดถ้าทำได้จริงลงตัวแล้วเป็นอริยะที่แท้จริงมันจะมี นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เพราะมันบริบูรณ์ด้วยอุภโตภาคล้างกิเลสให้หมดฤทธิ์แรงจนสิ้นเกลี้ยงและปัญญาก็รู้ซ้อนชัดเจนว่ามันเป็นโทษ แล้วปัญญาจะเห็นจริงเข้าใจจริง ไม่ใช่สมมุติถูกครอบงำความคิดจากอะไร มันจะเห็นเองของจริงเราจะมีญาณปัญญารู้ว่าดีคืออะไรเป็นโทษคืออะไร มันไม่บ้าบ้าบอบอไม่ตลบแถลงไปมา เป็นสัจจะที่เป็นความจริงอันหนึ่งเดียว อาตมาทำงานมาในยุคนี้ด้วยยากเย็น 1ไม่มีเครดิตอะไรในสังคม 2 อาตมาลุยอย่างโดดเดี่ยว 3 ไม่มีทรัพย์สินไม่มีอลังการมาประกอบให้ มีแต่ธรรมะแท้ยังไม่มีตัวช่วย แต่มันก็ประกาศศักดิ์ศรีของความเป็นธรรมมะ ถ้าได้ก็เป็นของแท้ของจริ งธรรมะที่เป็นสัจจะแท้ มาถึงปีนี้ 45 ปีแล้วใครจะเห็นว่าอย่างไรจะบอกว่าจะมาหลงก็แล้วแต่ แต่อาตมาทำตามความจริงที่อาตมาเข้าใจ แล้วเกิดผลประโยชน์ต่อสังคมไหม ก็เกิดเป็นหมู่กลุ่มขนาดนี้ แม้แต่ที่ทำอยู่ขณะนี้ เรากำลังจัดงานที่มีเนื้อหาสาระมีองค์ประกอบของชีวิต มีบันเทิงเป็นสุนทรียศิลป์ที่จะสนุกสนานเอร็ดอร่อยบ้างพอเป็นกระสัย เราก็ทำได้ในนัยนี้ สิ่งได้เป็นโทษก็ค่อยเอาออก สิ่งใดเป็นความดีก็ค่อยทำไป พวกเราลงทุน แต่ไม่เคยคิดถึงทุนที่ลง ถ้าจะพูดแล้วตามลักษณะตามเจตนารมณ์ก็ทวนอย่าง180 องศากับ maximize profit มันคนละทิศเลย ของเรานี่ minimize profit มันสวนทางกันเลย พวกเราก็ทำอย่างไม่คิดว่าจะต้องลงทุนเท่าไหร่เลย ก็ทำเท่าที่มีทุน หมดแล้วก็เลิกไม่เป็นหนี้ทำเพื่อจะให้ดีเป็นองค์ประกอบศิลป์ที่ดี พยายามจัดการปรุงแต่งสร้างสรรค์เป็นองค์ประกอบศิลป์เป็นการงานบุญล้อมข้าว เราจัดงานวันเดียวแต่ก็ลงทุนไปเราไม่เคยคิดถึงการลงทุนเป็นองค์ประกอบศิลป์เสียเท่าไรไม่ว่าจะเป็นหนี้ก็แล้วกัน เป็นเรื่องของนักคิดนักประเมินประมวลให้เกิดคุณค่าเกิดประโยชน์ต่อตนต่อสังคม กับนักคิดทางทุนนิยมนั้น มันคนละเรื่องคนละทางกันเลย ส่วนทางโน้นเวลาลงทุนจะคิดถึงการคุ้มทุนการได้ทุนคืนจะได้กำไร ใครจะมาให้เราเอาเงินอีกแต่นี่ไม่ได้คิดเลยว่าใครจะมาให้เรารีดนาทาเร้น ใครที่มีแนวคิดอย่างนี้ก็มาเลยยินดีต้อนรับ แล้วก็ทำความเข้าใจได้ว่า ที่นี่มีองค์ประกอบศิลป์อย่างนี้ มีสังขารปรุงแต่งโดยองค์รวมเป็นอย่างนี้ แล้วเราก็อาศัยตั้งแต่วัตถุธาตุที่เป็นองค์ประกอบ อาศัยอาหารสัปปายะซึ่งเป็นความเจริญดีงามได้อย่างนี้ มันไม่เหมือนทั้งโลกเขาเลย อาตมาก็ว่าอาตมามีปัญญามีความฉลาดอธิบาย แจกแจง ได้เท่านี้ มันเป็นทิศทางที่ชัดเจนมากเลย พูดกับพวกเราที่มีพื้นฐานมีสิ่งรองรับก็เข้าใจได้ดี ส่วนคนข้างนอกที่มีภูมิปัญญามีปฏิภาณก็เข้าใจได้ ส่วนผู้ที่ไม่มีภูมิปัญญาก็จะฉงนเข้าใจไม่ได้ว่าทำไปทำไม ซึ่งเขาไม่รู้ถึงคุณค่าการเสียสละ พวกเราไม่เคยคิดไม่เคยหวงแหน แต่ทางด้านโน้นไม่ได้หรอกเสียไปเท่าไหร่ มันจะขาดทุนการตลาดแล้วจะได้อะไรคืนกลับมา จะได้กำไรเกินขึ้นมา มากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็คิดเป็นอย่างนั้นไปหมด แม้อยู่ในโลกเดียวกันแต่ความคิดตรงกันข้ามกัน และกำจัดกันออกไปจากโลกก็ไม่ได้ จึงต้องทำพลังงานให้อยู่กับเขาได้โดยไม่ต้องไปทำร้ายทำลายเขา ซึ่งเขาทำร้ายทำลายเราไม่ได้ดีแล้ว แล้วเรากลับให้คุณค่าประโยชน์แก่เขาได้อีกนี่แหละจงทํา ทำอย่างนี้ได้ไม่มีปัญหาเลย ผลจากนั้นไปไม่ต้องไปคิดแล้วจะเข้าใจเองว่าสุดประเสริฐแล้ว แนวคิดของพระพุทธเจ้าจึงเป็นแนวคิดที่อย่างศาสดาทุกพระองค์ก็มีแนวคิดเดียวกัน แต่ทฤษฎีที่จะเข้าไปลึกรู้ทั้งอรรถะ ธรรมะรู้จักเป้าที่ลึกที่สุด กับรู้จักองค์ประกอบที่สมบูรณ์มากเพียงพอ แล้วก็จัดสรรองค์ประกอบของโลกตั้งแต่โลกหรือจักรวาลเล็กๆแล้วโตขึ้นมาที่จะสัมพันธ์กันเป็นเครือแหอย่างมีระบบ มันก็เป็นเรื่องจริงของความรู้ที่ทำ อาตมาทำงานมาไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ใช่โครงสร้างพิมพ์เขียวเป็นแบบ ก็เทศน์ไปแต่ต้นว่าเป็นคน no planning no project เป็นคนทำงานไม่มีแผ นโดยใช้สามัญสำนึกที่จะใช้อนาคตังสญาณหยั่ง 1 ขอบเขตของตนอัตตัญญุตา 2 พลังงานที่เรารู้จริงในระยะไม่ไกลนะแต่รู้ว่าวันนี้จะมีลักษณะนี้มีพลังเอื้อเอื้อเกื้อกว้างต่อไป เป็นภาษาที่ลึกซึ้ง ว่าจะเอื้อมไปได้เท่าไหร่ ไปกว้างได้เท่าไหร่จะไม่ทำโดยที่ไม่มีขอบเขตอนันตังไม่มีที่สิ้นสุดจะต้องได้มากได้มาย ได้รวยมหาศาลรวยไม่มีที่สิ้นสุด ก็ตะกละตะกราม เอามาเป็นตัวกูของกูอะไรกันนักหนาเ ราไม่ทำโดยเฉพาะเราไม่มีตัวกูของกูที่อยากได้แล้วก็ประมาณทำ ตามขอบเขตของพลังงานตามที่เราสามารถจะทำด้วยได้แค่ไหน เราไม่ได้คิดจะโลภโมโทสัน เอาจากคนนั้นคนนี้ไปหาบริวารหาลาภยศสรรเสริญให้แก่ตน มันต่างกันคนละเรื่องเลย คนละทิศทางเลย อาตมาก็จะพยายามสาธยายความรู้ของพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ที่เข้าใจก็คงจะยอมรับเราไปทำงานเผยแพร่ต่อกันไปเพื่อมวลมนุษยชาติได้รับสัจจะที่เป็นทฤษฎีเอกที่เป็นแนวทางที่พระพุทธเจ้าค้นพบ เป็นสัมมาทิฏฐิแล้วก็จะเกิดจริงเป็นจริงให้แก่มนุษยชาติมั่นใจจริงๆ เรามาเริ่มต้นที่จุดอาหารเป็นหนึ่งในโลกซึ่งอาหารไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่กินในปากคน อาหารมี 4อย่าง 1กวฬิงการาหาร 2 ผัสสาหาร 3 มโนสัญเจตนาหาร 4 วิญญาณาหาร ต้องทำอาหาร เพื่อแจกจ่ายเจือจานกันตั้งแต่โอฬาริกะ ที่แปลว่าใหญ่ที่แปลว่าหยาบ ต้องประมาณให้รู้ว่าใหญ่พอจะทำได้ ไม่ให้เกิน ต้องขนาด ติดตั้งอย่าไปหลงเป็นอนันตัง ต้องอยู่ในปริตตัง อันนี้กำกับไว้ในเล่ม 10 แต่ในเล่ม 9 ของพระไตรปิฎกก็มีบอกไว้บ้าง ตั้งแต่วันนั้นต่างกับปริตตังมีรูป กับไม่มีรูป เป็นคู่ จะเข้าใจอัตตาในระดับ 4 หรือ 8 ต้องรู้จักจัดสัดส่วนปริตตังให้พอเหมาะและจะขยับไปเรื่อยจนถึงอนันตังได้ดีที่สุดส่วนมีรูปไม่มีรูปก็ต้องให้มีรูปที่สัมผัสได้ ก็จะมีธาตุรู้วิญญาณรู้จักอยากไปหาละเอียด มีรูปแล้วก็ไปถึงไม่มีรูปสัมพันธ์ตลอดเวลา ที่พูดนำและขยายความไปตามลำดับในฐานะที่อาตมาไม่เชี่ยวชาญไม่เก่งก็พยายามศึกษาฝึกฝนในฐานะเป็นพระโพธิสัตว์ปางนี้ก็ต้องฝึกฝนหนักน่าดูก็ได้ส่วนที่เกิดความเจริญขึ้นมา ก็ได้พร้อมกับทำให้มนุษยชาติทำให้สังคมเกิดไปด้วย อาตมาไม่ได้มาล่าอะไรจากสังคมไม่เอาอะไรจากสังคมแต่ทำให้สังคมมีผลพลอยได้มีความรู้ความสามารถ ก็เข้าใจแล้วไม่ได้ดีใจให้เรายิ่งใหญ่หลงตัวหลงตน เป็นแต่เพียงเรายังไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ น่าจะดีขึ้นเก่งขึ้นกว่านี้หน่อยก็ยังทำไม่ได้ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ผู้ที่ศึกษาจนกระทั่งรู้จักอัตตา ซึ่งในศาสนาที่ไม่รู้จักอัตตาก็จะไปหลงสะสมอัตตาหลงอัตตาเป็นนิรันดร พวกศาสนาเทวนิยมเขาก็จะได้กัลยาณธรรมพอสมควร เข้าใจโดยปริยายว่าการเสียสละช่วยเหลือผู้อื่นหรือการไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่นได้ มันดีเขาก็เข้าใจ แต่ไม่รู้จักต้นทางของจิตแล้วคลี่จิตให้เป็นตัวแปรรูปความจริงจะเข้าใจจุดนั้น มันอาจทำได้เป็นเจโตวิมุติแต่ไม่รู้จักทำอุภโตภาควิมุตไม่มีของจริง อัตตาที่มีรูปในกามาวจรก็ไม่รู้ เป็นปริตตังคือจำกัดขนาดของแต่ละคน จนกระทั่งไม่มีรูปแล้วขยายเพิ่มจากกามาวจรเหลือเป็นรูปาวจร อรูปาวจรก็จะค่อยค่อยจัดการไป นอกนั้นก็มีหนึ่งจำกัดขอบเขตกับมีรูปที่สัมผัสได้จนกระทั่งหมดไม่มีรูปนั่นแหละคือมีอัตตากับไม่มีอัตตา รวมแล้วก็จะเป็นสี่สายใหญ่รวมทั้งหมดก็จะเป็น 8 มีมากขึ้นน้อยลงแล้วแต่ ส่วนศาสนาที่ไม่เรียนรู้อัตตาเลย ก็ช่วยได้ชั่วคราวโดยการกดข่ม พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องเล่านี้ให้รู้ตั้งแต่สักกายะที่เป็นศัตรูเป็นเชื้อโรคเป็นผีเป็นตัวตนที่คุณต้องการจะต้องชำระให้หมดไปจากจิตตัวเองให้ได้ ก็มีแต่ของศาสนาพุทธอาตมาก็ว่าศึกษาศาสนาอื่นก็ไม่เห็นว่ามีศาสนาไหนที่จะมีทฤษฎีชัดเจนนอกจากศาสนาพุทธ แม้แต่ศาสนาที่เชื่อกรรมวิบากเหมือนกันศาสนาเชน ของพระมหาวีระก็เชื่อกรรมเชื่อวิบาก แต่เขาไม่มีความรู้เรื่องอัตตา เมื่ออาตมาประมวลรวมเข้าไปเป็น 3 เส้า เป็น 6 เส้า เป็น 9 เส้า เป็นวงจรอัตตาที่สมบูรณ์แบบเกิดเป็นจักรวาลน้อยจักรวาลใหญ่ เขาไม่เข้าใจในการที่จะรู้ว่าจากการประมวลรวมกันเรียกว่าโลก โลกหลายโลกรวมตัวเป็นจักรวาล 1 2 3 เรียกว่าโลกส่วนตัว ถ้ามีอีกสามเส้าก็จะมีโลกที่ไปเกี่ยวโยงขึ้นบ้างแต่ถ้ารวมกันเป็นกลุ่มนพเคราะห์ได้อีกเป็นดาวที่มี 9 จุด 10 จุดของตนเองและออกไปอีก แล้วก็ไปรวมกันเพราะฉะนั้นจุดแรกของจักรวาลที่เล็กที่สุดก็คือนพเคราะห์ทั้ง 9 ดวง ซึ่งจะมีพลังงานหมุนรอบตัวเองกับหมุนรอบกันไปรวมแล้วดาวนพเคราะห์ทั้งหมด มันเหมือนกับพระจันทร์หรือพระอาทิตย์อันหนึ่งในอันอื่นมันจะมีพลังงานในตัวของมันเองแล้วจะเริ่มขึ้นด้วยมีพระอาทิตย์หลายดวง ก็คือจักรวาลพวกนี้รวมตัวกันได้หลายเครือแหมันก็จะเป็นพลังงานที่ใหญ่และเป็นเหมือนพระอาทิตย์ มีพลังงานขนาดพระอาทิตย์อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันเป็นภาวะที่ซ้อน ในโลกต่างๆที่มีชีวะนั้น จริงๆแล้วชีวะนั้นอยู่ได้ไหมอยู่ไม่ได้ อาจอยู่ในภาวะไม่แสดงชีวะจนกว่าจะออกมาได้แล้วก็จะฟื้นเหมือนไวรัสอยู่ได้ไม่เกินกี่ล้าน ปีอันนี้ยิ่งกว่าไวรัสสำหรับพลังงานของจิตวิญญาณพูดไปแล้วจะกว้างไปในแนวอจินไตยแนวลึกแล้ว ขนาดนี้ด้วยภูมิรู้ของอาตมามองดูความสัมพันธ์เกี่ยวข้องของโลกที่สังเคราะห์ปรุงแต่งกันมีทั้งลบและบวกมีทั้งทำร้ายและสร้างสรรค์ แต่พลังงานสร้างสรรค์กับพลังงานทำร้ายที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันที่มีประมาณ 200 กว่าประเทศคุณว่าพลังงานสร้างสรรค์หรือพลังงานทำลายอันไหนมาก พลังงานทำลายมีมากกว่า คนที่มีความเฉลียวฉลาดเขารู้แต่เขาไม่มีทางออก นอกจากไม่มีแล้วเขาก็เป็นตัวอัตตาเป็นตัวจากหนึ่งที่จะเป็นเจ้าโลกเจ้าอำนาจนี่คือสิ่งมีจริงในสังคมโลกปัจจุบันและพวกนี้มีความคิดมีจุดมุ่งหมายจะต้องเป็นเจ้าโลก ต่างคนต่างมีความคิดที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ซึ่งเป็นพลังงานที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว เป็นพลังงานที่มันอยู่ในจิตลึกของตัวเอง เป็น inherent เป็นพลังงานแสงฝังอยู่ในส่วนลึก คุณยังเข้าไปดูไม่ได้ไม่มีปัญญาหยั่งรู้เข้าไป เพราะไม่ได้เรียน ถ้าไม่เรียนศาสนาพุท ธก็จะหยั่งรู้ได้ยากหรือไม่รู้มันก็แฝงอยู่ตลอดเวลา พลังงานพวกนี้มีพลังงานจริงซึ่งมันทำงานโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ด้วย มันมีฤทธิ์เช่นนั้น ผู้ที่ไม่รู้จักอัตตาแล้วกำราบอัตตาตัวเองไม่ได้อัตตามันก็ครอบงำตัวเอง ให้ตัวเองทำตามที่อัตตามันมีความต้องการให้เอามาบำเรออัตตา แต่มันก็ฉลาดทั้งนั้นคือ อย่าให้เขารู้เรา ลึกลึกเขารู้ว่าการไปเอาเปรียบคนอื่นไปทำร้ายคนอื่นมันไม่ดีทั้งนั้น แต่มันทนไม่ได้ต่อความต้องการที่จะเอาชนะคะคานให้ได้ มันทนไม่ได้หรอก มันต้องทำเพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงมีความจริงตรงที่ว่า ทำการกำจัดอัตตาตัวกิเลสของตนให้ได้และสามารถกำจัดจริงได้ด้วย เชื่อหรือไม่ก็ไม่มีปัญหา คนที่จะหลุดพ้นที่จะรอดจากภัยพวกนี้ได้อย่างไร รอดได้เพราะ 1 เราไม่ได้เป็นอย่างผู้แย่งผู้แข่งกับเขา 2 เราไม่ได้ไปทำร้ายเขาเลย 3 เขารู้เขาเห็นว่าคนนี้ไม่มีฤทธิ์หรอก มันเหมือนควายตัวหนึ่งไม่มีฤทธิ์อะไร 4 เราช่วยเหลือเขาเท่าที่เราทำได้ จะน้อยหรือมากตามจริงได้ตามบารมี เพราะฉะนั้นในความจริงสามสี่อย่างนี้ที่พูดที่บอก เขาจึงจำนนถึงเห็นว่าไม่ต้องทำอะไรหรอกมันเหมือนควายขึ้นเครื่องไม่มีประโยชน์ด้วยซ้ำไปเพราะฉะนั้นจึงรอดมันมีเหตุมีปัจจัยที่มันรอดได้มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆขอให้คุณถึงถึงจริงๆคุณรอดแน่ ต่อให้คนนั้นไม่มีกตัญญูกตเวทีแค่ไหนก็ตามมันจะมีสักวันมันถูกลูกหลงมา เซซังมาแล้วก็รักษาให้มันจะมีบ้างเล็กๆน้อยก็ตามขอให้จริงเถอะ ในที่สุดเราจะมีวิบากสุดท้าย เราก็ต้องถูกพวกนี้แหละฆ่าตายแม้เราทำคุณค่าประโยชน์ให้มัน มันก็ไม่มีกตัญญูกตเวทีกลับมาฆ่าเราตายก็ตาย แต่องค์รวมค่ารวมลึกลึกจิตใจมันรู้ว่าคุณงามความดีคืออะไร สิ่งเลวร้ายคืออะไร คนที่เฉลียวฉลาดมันรู้ทั้งนั้น เมื่อเกิดกลียุคฆ่ากันแม้แต่ในสนามรบกองพลาธิการกองกาชาดสองฝ่ายมันไม่ทำร้ายหรอกมันไม่ฆ่า กองพลาธิการก็หาอาหารเลี้ยงกับกองกาชาดก็ช่วยรักษา เขาจะตายแต่เจ็บป่วยก็ช่วยรักษ ามันไม่ทำร้ายทำลายมันก็ละเว้น แต่ถ้าไม่มีบารมีก็ถูกลูกหลงก็ต้องเจอแต่เขาไม่มาห้ำหั่นคนหรอกมีแต่ลูกหลง เพราะฉะนั้นวิบากหลายวิบากมันถึงที่จะตาย ถ้าไม่มีวิบากคนไม่ตายหรอก มันไม่มีใครจะฆ่าแกงกาชาดกับพลาธิการ ของพวกเรานี้กองกาชาดกับกองพลาธิการจริงๆแม้จะมีรูปร่างเล็กน้อยแค่นี้ ที่อาตมาทำได้แค่นี้ก็เกิดผลเป็นสัจจะ การจะเป็นอยู่กับโลกต่อไปนี้คือเนื้อหานี้คือเป้าหมายที่จะอยู่กับโลกกับสังคม ใครอยากเป็นนักรบอยากเป็นนักฆ่าก็เชิญที่อื่น หรือจะเป็นนักรบอยากรวยอยากใหญ่ก็ไปที่อื่น มาที่นี่ไม่รวยแต่อุดมสมบูรณ์ไม่ขาดแคลน แต่จุดสำคัญของความไม่ขาดแคลนเป็นไปได้อย่างไร โม้หรือเปล่ามันจะอยู่ได้กี่น้ำ จริงแล้วสัจจะของพระพุทธเจ้าให้คนมาฝึกท่านสอนให้ขี้เกียจไหมท่านสอนให้โง่ลงไหม หรือสอนให้สมรรถนะเสื่อมลงไหมก็ไม่เลย ก็ไม่ขี้เกียจก็ไม่ลดสมรรถนะที่ความรู้ความสามารถก็ไม่ได้ลดหย่อน มีแต่มาช่วยกันทําขึ้นเกิดความรู้ความชำนาญความเก่งความสามารถก็เกิดขึ้นได้ด้วย แล้วมันจะจนได้อย่างไร มันไม่จนแต่ไม่สะสมมารวย แล้วจะมีคงคลังมีหมุนไม่ขาดตอน แล้วเราก็ทำไปเรื่อยเหมือนอย่างอโศกเราทำมา 30กว่า ปีแล้วเราก็สบายไม่มีหนี้ นอกจากไม่มีหนี้ก็ยังมีเงินเพื่ออุดหนุนการหมุนเวียนอยู่ในนี้สำหรับผู้ที่ต้องช่วยกันมันทำได้เราทำได้นี่คือระบบวิธีของสังคม เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์บทง่ายๆคือไม่เป็นหนี้มีแต่เงินหนุนเงินเพื่อ ปิดประตูระบบทุนนิยมที่เป็นสินเชื่อเป็นเงินกู้ที่หลอกซับซ้อนเป็นพิธีการ investment ของเขา ที่มันซับซ้อน หากินบนหลังคนหน้าเลือด เลวที่สุดบนแผ่นดินคือหากินบนคำว่าช่วยเขา สุดหลอกสุดล่อสุดฉลาดเฉโก ที่พาทำนี้และสาธยายผู้ที่มาได้สัมผัสสัมพันธ์มาอยู่กับชาวอโศก หรือแม้มาสังเกตการณ์ก็ตาม ที่อาตมาพูดไปนี้เป็นการพูดลอยลมไม่มีความจริงหรือเปล่า ก็ดูเอาก็แล้วกัน ส่วนข้างในนี้ พวกเรานี้เรื่องของโลกโลกีย์ก็เบาบางลงไปไม่ได้หวงแหน ใครที่ห่วงมากก็สะสมคนที่ไม่หวงก็กระจายออกไป ให้มีน้อยลงก็อยู่กับหมูได้ ข้าวมีกิน ดินมีเดินพี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ไม่ตะกละตะกรามเรื่องความโลภในลาภยศ ส่วนกามเสพราคะเสพโลกียะ เสพสัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผั สมันก็เบาบางไม่จัดจ้าน โดยค่ารวมแล้ว สังคมชาวอโศกนี้เป็นสังคมสาธารณโภคีค่าเฉลี่ยของสังคมเรียกได้ว่าเป็นอนาคาริกชนเป็นชุมชนอนาคาริกชนคือเป็นชุมชนที่ ไม่ต้องมีบ้านช่องเรือนชานทรัพย์ศฤงคารที่หอบไปเป็นของตัวเอง อย่างดีก็ยังห่วงอยู่บ้าง ยังกลัวกลัวตัวเองจะอยู่ไม่ได้ ไม่ไว้ใจตัวเองถ้าอยู่ไม่ได้แล้วไม่มีเหลือจะทำอย่างไร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน