581123_ธรรมาธรรมะสงคราม มัชฌิมศีล มหาศีล อย่างพิสดาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
581123_ธรรมาธรรมะสงคราม มัชฌิมศีล มหาศีล อย่างพิสดาร
พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2558 วันขึ้น 13 ค่ำเดือน 12 ปีมะแม พรุ่งนี้ก็วันเพ็ญเดือน 12 เป็นวันลอยกระทง ส่วนเราก็จัดงานบุญลอมข้าว ผนวกเข้าไป ช่วงนี้ใครดูบุญนิยมทีวีจะเห็นว่ามีแต่เรื่องของข้าว เรื่องอื่นมีน้อย เราก็เจตนาเช่นนั้น เราเองเราชื่นชมกับการทำนา ก็อยากให้คนอื่นได้ชื่มชมบ้างเราชื่นชมการรวมตัวลงแขกสามัคคี เป็นเรื่องของสังคมที่ควรจะให้เกิดให้มีให้เป็น เพราะสังคมทุกวันนี้แตกแยกกันมาก จนจะเกิดสงครามกันแล้วตอนนี้ก็ก่อหวอดกันจะเกิดสงครามโลกก็ว่ากันไป ก็ถล่มกันแล้ว ฝรั่งเศสซีเรีย ก็ว่ากันไป เพราะฉะนั้นทางโลกที่เข้าศึกษาความรู้วิธีการ ระบบของการบริหารสังคม อาตมาก็ว่าเขาล้มเหลวนะ ที่พูดไม่ผิด เพราะอะไรเหตุใจจริงๆ ก็เพราะว่าเขาไม่ได้คำนึงถึงจิตวิญญาณเขาไม่ได้คำนึงถึงธรรมะ เขามีบ้างแต่เขาดูแคลนธรรมะมาก เขานับความเจริญของเขาไปทางวัตถุทางโลกีย์เรื่องลาภยศสรรเสริญโลกียสุข อย่างหน้ามืดตามัว เขาลืมเรื่องธรรมะ ศาสนาเทวนิยมไม่ค่อยชัดเรื่องนี้ส่วนศาสนาพุทธชัดในเรื่องของกาไม่รหลงลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ทุกวันนี้เขาก็หลงกันแม้จะมีศาสนามีคุณธรรมก็พยายามให้สุจริตให้เรียบร้อยไม่รุนแรง แต่เรื่องแย่งรวยอย่างลาภยศเขาก็ไม่เคยเห็นว่ามันเป็นเหตุปัจจัยที่จะทำร้ายทำลายฆ่าแกงกัน เขาไม่ได้คำนึงถึง ว่ามันก่อให้เกิดเหตุทางจิตวิญญาณ พวกเขาไม่ได้เรียนรู้โลกุตระ ศาสนาพุทธโลกุตระของพระพุทธเจ้านั้นแม่นในเรื่องที่ ไม่เข้าไปแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข จะต้องมาเข้าใจเรื่องเหล่านี้ถึงจิตวิญญาณ เข้าใจถึงจิตที่เป็นหลงเป็นทาสสิ่งเหล่านั้นซึ่งเขาหลงว่าเป็นความสุขที่เขาได้โลกธรรมมาบำเรอตน ส่วนศาสนาพุทธเป็นโลกุตระเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความลวง
อ่านต่อ
ความเท็จความไม่จริง แล้วก็มีทฤษฎีสำคัญ ใช้ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญา อย่างมีครบหมด แต่ทุกวันนี้ชาวพุทธปฏิบัติผิดเพี้ยนไปจากพุทธหมดแล้ว แต่ก็ยังดีที่มีพระไตรฯเป็นหลักฐาน ยังมีทฤษฎีสำคัญที่ทำให้คนหลุดพ้นจากการหลงลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แล้วเป็นคนที่พึ่งแก่เพื่อนเจ็บพึ่งตายกันได้ ไม่แย่งไม่ชิงไม่ฆ่าไม่แกงกัน และไม่หลงใหลในลาภยศสรรเสริญโลกียสุขไม่ต้องไปฆ่าแก่งแย่งชิงกันอยู่อย่างมีความสงบสุข ชาวอโศกปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้าได้ผลจริงก็ตรวจสอบว่าตรง เราจึงกล้าพูดตรงตรง บอกตรงตรง คนฟังแล้วอาจบอกว่าเราต้องการจะอวดตัว เราต้องการยืนยัน เราต้องการยืนยันต่อโลกว่า ที่ทำกันมันผิดเพี้ยนไม่ใช่ วันนี้มีข่าวการตายของนายสมบูรณ์ เป็นน้องเขยของท่านมนาโป ที่เสียชีวิตไปแล้วเป็นมะเร็ง รักษากันนาน อยู่กันทนพอได้ เราก็ดูแลกัน เจ็บป่วยก็ดูแล พึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตายกันได้ เราจะมีงานบุญลอมข้าวกันวันที่ ๒๕ เราก็เลยต้องเผาศพกันวันที่ ๒๔ การเผาศพของพวกเราเราไม่ได้ทำเหมือนทำเนียมของชาวพุทธไทยที่สวดนานอยู่นาน เก็บเป็นร้อยวันก็มี อาตมาเคยพูดเรื่องศพ พระพุทธเจ้าท่านให้เผาให้เร็วที่สุด ไม่ต้องรอแม้กระทั่งญาติที่เดินทางมายังไม่ถึงท่านตรัสบอกกับพระสารีบุตรที่ทูลถาม ศาสนาพุทธเราให้เผาไม่ใช่ฝัง มันไม่เป็นภาระไม่วุ่นวาย ไม่ใช่เรื่องเอาไปทำมาหากิน ซึ่งตอนนี้เป็นกันมากเป็นวิธีอะไรกันต่างๆนานาสารพัดจนกระทั่งคนตายไม่กล้าตาย เพราะว่าสงสารคนเป็นที่ไม่มีเงินจะเผาไม่มีเงินทำศพเป็นเวรแท้เป็นเรื่องที่เสียหายมาก ก็ต้องติในสิ่งที่ควรติให้ปรับปรุงแก้ไขกัน ก็ขอยืนยันตามคำสอนพระพุทธเจ้าไม่เกิดผลเสียไม่ใช่ว่าเราเองไม่นับถือผู้ตายไม่ยกย่องก็ไม่ใช่ ขนาดพระพุทธเจ้าแท้ๆ ยังเอาไว้แค่ 7 วัน ต้องรอพระมหากัสสปะก่อน เป็นลักษณะของสังคมบุญนิยมที่เกิดใหม่ แม้นักรัฐศาสตร์ก็จะเข้าใจไม่ง่าย จะเห็นว่าเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร มันอยู่ได้อย่างไร ระบบเศรษฐกิจก็อย่างสาธารณโภคี เป็นระดับที่กินใช้ร่วมกันมีทรัพย์สินเป็นส่วนกลางหมด ไม่มีใครแบ่งเอาทรัพย์สินเป็นส่วนตัวเป็นระบบที่ยิ่งใหญ่มาก มันมีแก่นกลาง สาธารณโภคี ๑๐๐ % คือสมาชิกในชุมชนนั้นๆ เสียภาษี ๑๐๐ % หมายความว่าสมาชิกชุมชนทำงานฟรีหมด รายได้ที่ได้ของแต่ละคนไม่ใช่หักเป็นภาษีให้แก่ส่วนกลางหรือรัฐบาลที่จะบริหารปกครอง ของเรานี้สมาชิกแก่นกลางทำงานฟรีหมด แล้วเห็นจริงเลยว่า ทำงานแล้วทรัพย์สินต่างๆเป็นของเรา เราอาศัยกินใช้ได้หมด แต่ไม่ยึดเป็นของเรา เราอาศัยใช้สอยได้ตลอดตาย ลูกหลานก็ทำต่อได้ รุ่นแล้วรุ่นเล่า ผู้ที่จะร่วมด้วยไม่ได้คือผู้ผิดศีล ผิดวินัยของสังคมจนต้องให้ออกจากหมู่ ถ้าอยู่ในเกณฑ์ขั้นต่ำ ก็คือศีล ๕ อาตมาเคยเปรยว่า รธน.ร่างไม่ยาก ให้ใช้หลักศีล ๕ แล้วไปประยุกต์ขยาย อนุโลมกับคนที่ควรได้บ้าง หรือเชิงรัฐศาสตร์ก็ขยายสิ่งที่เป็นสัมมาวาจา กัมมันตะ อาชีวะให้เป็นสังคมที่ดีอย่างไรก็ทำได้ รอยัลศีล 5 เป็นหลักซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สุดยอดแล้ว อาตมาได้นำพระไตรปิฎกเล่ม 9 มาขยายความ ตั้งใจอ่านให้ไล่ไปเรื่อย ตั้งแต่ต้น ศีล ๕ ก็อยู่ในจุลศีล เป็นศีลแท้ๆของพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าบัญญัติหลักเกณฑ์ของศาสนาพุทธทั้งจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีล คืนหลักที่จะต้องสมาทานแก่ตน ตามแต่ละสถานะพระพุทธเจ้าก็ไล่เป็นลำดับมาตั้งแต่พื้นฐานที่สุดคือศีล 5 ชาวพุทธทุกคนจะต้องปฏิบัติมีคุณธรรมในระดับไม่ละเมิดศีล 5 นี่คือชาวพุทธ ส่วนชาวพุทธที่จะเป็นชาวพุทธที่มี 3 ประเภทคือพุทธศาสนิกชนพุทธมามกะและพุทธบริษัท พุทธศาสนิกชนก็คือคนที่ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอก ว่าตนเองพ่อแม่ปู่ย่าตายายถือศาสนาพุทธก็ถือไปตามพ่อแม่ปู่ย่าตาทวดเป็นลำดับมาตามแต่ตะโกนของตนถือมาโดยไม่ได้รู้เรื่องว่าศาสนาพุทธคืออะไรสักเท่าไหร่ไม่ได้อยากจะศึกษาไม่ได้คิดจะศึกษามีแต่หลงไปทางโลกทั้งหมด ส่วนประเพณีของศาสนาพุทธก็บานปลายไปเรื่อย มันเป็นภาระเป็นความยุ่งยากทรมานกันออกนอกรีตนอกทางก็มีเยอะ อาตมามีเจตนาดีที่จะนำศาสนาพุทธที่แท้จริงขึ้นมา ต้องขอพูดว่าอาตมาไม่ได้มิจฉาทิฏฐิในศาสนาพุทธไม่ได้ไปลงโทษอะไรพูดอย่างจริงใจอาตมาบวชมา 45 ปีแล้ว เลย 45ปีมาก็หลายวันแล้ว ทำงานศาสนามาก็มั่นใจว่าคนที่ศึกษาตามมาก็คงจะมั่นใจว่าเป็นไปได้มันเป็นเรื่องปาฏิหาริย์เป็นเรื่องมหัศจรรย์วัดธรรมะพระพุทธเจ้าที่อาตมานำมาเปิดเผยอธิบายยืนยันว่าเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วคนก็มาปฏิบัติจนเกิดถึงขั้นเป็นสาธารณโภคีเป็นสังคมชุมชนที่มีศีล 5 เป็นพื้นฐานในชุมชน ทุกคนถือศีล 5 เป็นอย่างต่ำ นอกนั้นก็มีศีลสูงขึ้นไปเป็นลำดับ มีศีล 8 ศีล 10 และมีจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีลคือหลักที่แต่ละคนจะนำไปปฏิบัติผู้ปฏิบัติได้หมดถูกต้องจะขัดเกลากิเลสได้เป็นพระอรหันต์แน่ ขอยืนยันพระพุทธเจ้าประมวลไปแล้ว ใน 26 ข้อ เป็นสิ่งที่ต้องมีชีวิตอยู่ในสังคมเกี่ยวข้องที่จะประพฤติปฏิบัติกับสังคมมีพฤติกรรมสังคมอย่างไรเกี่ยวข้องกับพืชพันธุ์ธัญญาหารแม้แต่สัตว์ก็อยู่ใน 26 ข้อนี้ มัชฌิมศีล คือศีลที่ขยายละเอียดขึ้นสูงขึ้นกว่าจุลศีล เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมสังคมที่พระพุทธเจ้าท่านให้ละเว้น เพราะเป็นเรื่องของเดรัจฉานเป็นเรื่องของการไม่พาไปพ้นทุกข์ หรือในของจุลศีลที่ขยายขึ้น เช่นข้อหนึ่งของมัชฌิมศีล เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคามเป็นต้น โดยเฉพาะเป็นนักบวชต้องซื้อต้องสมาทานมัชฌิมศีลกับมหาสิน นักบวช ภิกษุทุกรูปต้องสมาทาน มัชฌิมศีลมหาศีล ส่วนจุลศีลเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะปฏิบัติได้ตามลำดับเพราะเป็นศีลที่ขัดเกลากิเลสโดยตรง เช่นมัชฌิมศีลกับมหาศีลเป็นศีลที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมสังคมเป็นส่วนหลัก สวนจุลศีลนั้นเป็นข้อที่เกี่ยวข้องกับสังคมด้วยแต่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเป็นเรื่องที่ตนเองจะยึด ส่วนมัชฌิมศีลมหาสินเป็นเรื่องที่ไกลตัว เลิกได้ไม่ทรมานไม่ทารุณ สวนจุลศีลนั้นมีหลักข้อที่ทรมานกิเลสอยู่แต่ถ้าปฏิบัติได้ก็เป็นพระอรหันต์ได้ คำว่ามหาศีลแปลว่าสิ่งที่ใหญ่ ที่ชาวพุทธทุกคนต้องเลิกต้องรับบทโดยเฉพาะภิกษุต้องเป็นตัวอย่างหลักเพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจะไม่มีพฤติกรรมอย่าง มัชฌิมา ศีลมหาศีล ในนักบวชที่เป็นผู้สืบทอดศาสนาพุทธที่จะต้องเป็นตัวอย่างของชาวพุทธนักบวชจะไม่ละเมิดมัชฌิมศีลมหาศีล พฤติกรรมเหล่านั้นเป็นจารีตประเพณีความยึดถือที่ยุคโน้นมีอยู่มากแล้ว พระพุทธเจ้าเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องไร้สาระไม่เข้าท่าอะไร พระพุทธเจ้าได้บัญญัติสิ่งต่างๆโดยพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าท่านจะมีความรู้ต้องเกินกว่านักนิติศาสตร์ เป็นเรื่องเยี่ยมยอดของสังคมมนุษยชาติ อาตมาเองยังไม่มีภูมิที่จะเข้าใจลึกถึงเจตนาของพระพุทธเจ้าอย่างละเอียดแต่พอรู้คร่าวๆ ภิกษุที่บวชแล้วต้องมีจุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีล มัชฌิมศีลให้งดเว้นเป็นเดรัจฉานวิชชา และขยายขึ้นมา เดรัจฉานคือขวางทางนิพพาน แต่ภิกษุที่จะมาบวชกับศาสนาพุทธต้องมุ่งสู่นิพพาน พฤติกรรมต้องไม่มีส่ิงเหล่านี้ ส่วนฆราวาสเขาก็ไม่ต้องทำตามก็ได้แต่ถ้าทำตามได้ก็จะได้ประโยชน์ พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติศีลมาเพื่อให้ภิกษุและชาวพุทธธรรมทำตาม ท่านประกาศว่าของพุทธเจ้าเว้นขาดเรื่องเหล่านี้ส่วนศาสนาอื่นจะเป็นก็เรื่องของเขา เป็นศาสนาที่ทำให้คน ที่เว้นขาดได้ไม่มีการละเมิดแล้วก็เป็นสาธารณโภคีได้สวนจุลศีลนั้นเป็นส่วนตัวปฏิบัติเอา แม้เป็นภิกษุก็ปฏิบัติไปตามลำดับเหมือนกัน อาตมาได้พาพวกเราทำได้มาถึงวันนี้เกิดสังคมชุมชนลักษณะนี้ ที่เรียกว่าชาวอโศก จนกระทั่งใช้คำว่าบุญนิยมมาใช้เรียกเป็นกิจจะลักษณะ ส่วนคำว่าอโศกเหมือนกับชื่อเล่น ส่วนคำว่าบุญนิยมนี้ตั้งจริงจังเอาคำว่าบุญที่แปลว่าเครื่องชำระกิเลส(ปุญญะ) ผู้ใดชำระกิเลสด้วยคือทางปฏิบัติ เช่นโพธิปักขิยธรรม ๓๗ จรณะ ๑๕ ปฏิบัติแล้วจะชำระกิเลสได้ จึงเรียกลัทธิบุญ บุญไม่ใช่กุศล ไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาให้แก่ตน พวกเราก็เข้าใจแล้วปฏิบัติกันได้ มีสภาวะรองรับส่วนข้างนอกนั้นจะเข้าใจได้ยากในการทำใจในใจ มีอธิศีลอธิจิตอธิปัญญา มีปัญญาประกอบร่วมอยู่กับศีล ปฏิบัติไปก็จะเจริญแข็งแรงตั้งมั่นจิตเป็นสมาธิ ที่อธิบายกันคนละอย่างกับเขา การไปนั่งหลับตาทำสมาธิเป็นเรื่องสะกดจิต ไม่ใช่สัมมาสมาธิตามที่พระพุทธเจ้าหมาย ว่าจิตที่ลดกิเลสได้จริงตกผลึกเป็นจิตสะอาดบริสุทธิ์แข็งแรงอยู่เหนือโลกียะแท้จริง โดยไม่ต้องไปหลับตา ไปหลีกเร้นเลย แต่จิตไม่เกิดกิเลส ไม่ว่าลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุขตามแต่ละฐานะ โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ อรหันต์หมดจบ ไม่หลงโลกธรรม อัตตา แล้วจะมีภูมิธรรมในการทำงานรับใช้สังคมได้อย่าง พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ไม่ใช่หนีเข้าป่าเขาถ้ำ เป็นเรื่องที่ิยิ่งใหญ่มาก เป็นศาสนาของสังคมมนุษยชาติแท้ๆ ที่มีทฤษฎีประเสริฐสุด พูดไปแล้วเหมือนอวดโอ้อวดตนเขาก็มองกันไม่ออก ว่าชาวอโศกปฏิบัติได้แล้วเป็นอย่างไร เพราะอาตมาเป็นคนไม่มีเครดิตในสังคมเป็นคนที่ไม่มีอะไรที่เป็นหลักประกันให้คนศรัทธา เช่นความรู้มีครูบาอาจารย์มีหลักฐานทางโลกก็ไม่มี เป็นอริยะ แล้วมาประกาศธรรมะที่เป็นโลกุตระเป็นอริยะเขาก็เลยไม่ค่อยเชื่อเพราะเขาปฏิบัติอย่างมิจฉามรรคผลก็จะได้เป็นมิจฉาผล ส่วนอัฐมามาบอกว่าที่เขาทำนี้ผิด มาบอกว่าปฏิบัติศีลให้เกิดสมาธิให้เกิดปัญญาอย่างไร ก็ต่างกันกับของเขา เขาก็ว่าของเขาถูก ไม่เหมือนกับที่อาตมาพูดแต่ดีที่อาตมามีพระไตรปิฎก แม้ อาตมาไม่เหมือนคุณก็จริง แต่มันเหมือนพระไตรปิฎกตรงกับพระไตรปิฎก มาถึงบัดนี้ 45 ปีแล้วจึงพูดอย่างไม่ยั้งไม่ไว้หน้า หลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้ามีไตรสิกขาศีลสมาธิปัญญา ศีลนี้ขัดเกลากิเลสได้จริงๆมีปัญญาตรวจสอบได้ ซึ่งโชคดีที่มีพระไตรปิฎก ได้กล่าวไว้ ซึ่งก็จะสืบเชื้อของพุทธอีกต่อไปจนกว่าห้าพันปีของศาสนาพุทธ ส่วนทิฏฐิก็คือปัญญา พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องศีลกับทิฏฐิ ดูในพระไตรฯล.๙ พระพุทธเจ้าว่าถ้าจะกล่าวชมตถาคต ก็ต้องชมว่ามีศีล มัชฌิมศีล [๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า ๑. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่น อย่างที่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการพรากพืชคามและภูตคาม เห็นปานนี้ คือ พืชเกิดแต่เง่า พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ผล พืชเกิดแต่ยอดพืชเกิดแต่เมล็ด เป็นที่ครบห้า. [๑๐] ๒. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เช่น อย่างที่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้เห็นปานนี้ คือ สะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมผ้า สะสมยาน สะสมที่นอนสะสมเครื่องประเทืองผิว สะสมของหอม สะสมอามิษ.
พ่อครูว่า….ขออภัยนะ ระดับผู้รักษาการสังฆราชในเมืองไทยก็สะสมรถหรูกัน ขออ้างอิงนะ ไม่ได้หาเรื่องใส่ความ ก็จะหมายถึงภิกษุในศาสนาพุธที่แล้ว ฉันโภชนะที่เขาให้บริโภคแล้วยังสะสมสมบัติข้าวของ ศาสนาอื่นอีกอาจจะไม่สะสมเป็นของตนทีเดียวแต่ก็มีสะสมไว้เป็นรายละเอียดมาก ฉันวันนี้ก็ต้องคว่ำบาตรพรุ่งนี้ก็ต้องเลี้ยงตนเองด้วยปลีแข้งหากเขาไม่ใส่บาตรก็ต้องอดเป็นอย่างนั้น แล้วไปสะสม ถ้าสะสมอื่นอีกสะสมยานสะสมที่นอน สะสมลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ซึ่งถ้าไปหลงสะสม ผิดศีลของพระพุทธเจ้า หากจะเป็นพุทธบริษัทต้องเป็นอริยบุคคลก็เอาจุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีลมาจับ นักบวชของพุทธ จะเป็นอนาคามีขึ้นไปส่วนโสดาบันกับสกิทาคามีก็เป็นฆราวาสเขาไป เพราะฉะนั้นพุทธบริษัท อุบาสกอุบาสิกาเข้าเป็นอริยบุคคลอย่างน้อยก็โสดาบันสกิทาคามี ฆราวาสก็เป็นโสดาบันสกิทาคามีกันเกลื่อนแล้วเป็นอนาคามีเป็นอรหันต์ก็ได้ พูดแล้วก็ต้องยกตัวอย่างอ้างอิงชาวอโศก อาจจะดูว่าเหมือนอวดตัวแต่ยืนยันว่าไม่ใช่ อ้างอิงเพื่อยืนยันสัจธรรมว่ายุคนี้ก็ทำได้ถ้าสัมมาทิฏฐิแล้วโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์เพราะฉะนั้นมีโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์ได้ ถ้าปฏิบัติสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้าโลกยุคไหนก็ไม่ว่างจากพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นพระโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีก็ต้องมีแน่นอน อาตมามั่นใจว่าพวกเราสัมมาทิฏฐิเราจึงยืนยันมีอริยะเป็นพุทธบริษัทมีอุบาสกอุบาสิกาเป็นอริยบุคคลมีภิกษุภิกษุณีก็เป็นนักบวชหญิงก็ได้แม้ไม่มีภิกษุณี อาตมา ไม่เสียเวลาไปตั้งภิกษุณีเพื่อไปรบรากับเขาหรอก ตอนนี้ก็ต้องไปบวชจากนอกประเทศมา ก็ต้องต่อสู้ ส่วนพระสงฆ์ไทยก็ขัดขวางไม่ให้เกิดภิกษุณีในประเทศไทยอาตมาก็ไม่ไปเสียเวลาอย่างกับเขาก็ทำตามของอาตมาใช้ปัญญาทำสำเร็จสบายแล้วผู้หญิงก็มาปฏิบัติเป็นนักบวชหญิง ไม่ต้องไปลำบากยุ่งทางโน้น เขาก็ได้มรรคผลกับเขาไปจนนักบวชหญิงของพวกเราอาจจะมาประกาศเป็นอรหันต์ไปแล้ว ไม่เป็นปัญหา เขาจะเรียกภิกษุณีก็แล้วแต่นามนั้นสำคัญไฉน ขอให้เกิดมรรคผลได้จริงก็ใช้ได้ ในมัชฌิมศีล ๑๑] ๓. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เช่น อย่างที่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคมมหรสพ มีการรำเป็นต้น การเล่านิยาย การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง ฉากภาพบ้านเมืองที่สวยงามการเล่นของคนจัณฑาล การเล่นไม้สูง การเล่นหน้าศพ ชนช้าง ชนม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ รบนกกระทา รำกระบี่กระบอง มวยชก มวยปล้ำ การรบ การตรวจพลการจัดกระบวนทัพ กองทัพ. พ่อครูว่าเป็นเรื่องพฤติกรรมสังคมทั้งนั้น...มีการต่อสู้แข่งขัน แต่อย่างพระพุทธเจ้าท่านมีพระสารีบุตรเป็นเสนาบดีกองทัพธรรม แต่สมัยนี้อาตมาพาพวกเราในนามกองทัพธรรมออกไปทำความสงบ แม้ตำรวจที่จะมาทำร้ายก็ต้องพ่ายไป ตำรวจบางคนเห็นแสงออกจากมือสมเด็จปู่วชิตอวิชชาด้วย แล้วมีแสงจริงหรือไม่ก็เข้าใจอยู่ เป็นอจินไตยที่พูดไปก็ไม่ดี ไม่พูดก็จะดีกว่า มันเป็นเรื่องอุปทานของจิตวิญญาณแล้วมีเหตุประกอบอีกเยอะไม่ง่ายที่จะอธิบายถึงสังขารที่ปรุงแต่งกันอยู่ทั้งรูปและนาม สมัยนี้พระก็ไปติดเรื่องดนตรีเรื่องร้องเพลง กัน อย่างสมณะอโศกก็ให้ระวังให้ดี แม้แต่เรื่องเทคโนโลยี เป็นสังคมก้มหน้าไปแล้ว ไม่มีสิ่งดีอยู่ในนั้นแต่ก็มีสิ่งเสียหายอยู่เยอะ อย่างอาตมาก็ไม่ใช้สิ่งเหล่านี้ ไม่เป็นเลย ก็อาศัยบ้างเช่นใช้เขียนหนังสือเป็นหลักนอกนั้นก็ไม่ได้ใช้อะไรผู้ที่เป็นเรื่องเทคนิคก็ไม่เอาอะไรมาใส่ให้ตามมาทำ ไม่อย่างงั้นจะเสียเวลาทำเองหมด ก็เสียเวลาเขียนหนังสืออีก แต่ขนาดนั้นก็ยังเขียนเสร็จแล้วก็จะจัดอาร์ทเองอีก ขอยืนยันว่าจุลศีลกับมัชฌิมศีลนักบวชต้องปฏิบัติส่วนฆราวาส ไม่ได้เป็นผู้ที่จะมาเป็นตัวหลักในการเผยแพร่ศาสนา ก็ไม่ต้องปฏิบัติก็ได้ มันเป็นสิ่งที่แยกแยะศาสนาพุทธกับศาสนาอื่น ของพุทธนั้นพระพุทธเจ้าบอกว่าภิกษุนั้นให้งดเว้นเว้นขาดจากสิ่งเหล่านั้นได้เลย แล้วจะทำให้บรรลุธรรมได้เร็วด้วย
[๑๒] ๔. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการขวนขวายเล่นพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายเล่นการพนัน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เห็นปานนี้ คือ เล่นหมากรุกแถวละแปดตา แถวละสิบตา เล่นหมากเก็บ เล่นดวด เล่นหมากไหว เล่นโยนบ่วง เล่นไม้หึ่งเล่นกำทาย เล่นสะกา เล่นเป่าใบไม้ เล่นไถน้อยๆ เล่นหกคะเมน เล่นกังหัน เล่นตวงทรายเล่นรถน้อยๆ เล่นธนูน้อยๆ เล่นเขียนทายกัน เล่นทายใจ เล่นเลียนคนพิการ. [๑๓] ๕. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่เห็นปานนี้ คือ เตียงมีเท้าเกินประมาณ เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย ผ้าโกเชาว์ขนยาวเครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีสีหะและเสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะมีขนข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน ๑๖ คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังสัตว์ชื่ออชินะอันมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง. [๑๔] ๖. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการประกอบการประดับตบแต่งร่างกายอันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประกอบการประดับตบแต่งร่างกาย อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว เห็นปานนี้คือ อบตัว ไคลอวัยวะ อาบน้ำหอมนวด ส่องกระจก แต้มตา ทัดดอกไม้ ประเทืองผิว ผัดหน้า ทาปาก ประดับข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้เท้า ใช้กลักยา(นาฬิเก ปัจจุบันเป็นย่าม) ใช้ดาบ ใช้ขรรค์ ใช้ร่มสวมรองเท้า ประดับวิจิตร ติดกรอบหน้า ปักปิ่น ใช้พัดวาลวิชนี นุ่งห่มผ้าขาว นุ่งห่มผ้ามีชาย. พ่อครูว่า...ศาสนาพระพุทธเจ้าให้ใช้ผ้าที่ย้อมด้วยสีหมอง ถ้าผ้าที่ขาวสวยงามต้องมาย้อมสีให้หมอง ท่านถึงห้ามใช้สี ๗ สีทำจีวร เป็นสีลูกกวาด ให้มานุ่งผ้าสีหมอง ไม่ใช่ว่าปฏิบัติธรรมต้องแต่งผ้าให้พริ่งเพรา สีขาวสะอาด เลื่อมพรายนะ ที่จะต้องสวมร้องเท้าเพื่อกันอันตรายได้ แต่ถ้าสวมแล้วจะพาไม่อดทน พระพุทธเจ้าไม่พาสวมร้องเท้าตั้งแต่บวชจนถึงวันสุดท้ายมีหลักฐานยืนยันว่าไม่ได้ส่งเสริมให้สวมรองเท้า ผู้ที่เป็นสุขุมาลชาติมาบวช ก็ตีนแตกเลือดไหล เพื่อนภิกษุเห็นแล้วสงสารก็เลยขออนุญาตพระพุทธเจ้าให้ท่านได้ใส่รองเท้า พระพุทธเจ้าก็ไม่ส่งเสริมแม้ท่านเองก็ไม่ใส่ฉลองพระบาทเลย พอขอพระพุทธเจ้าก็ให้อนุญาตให้้ใช้ใบไม้เป็นรองเท้าได้ แล้วใช้ใบเดียวนะไม่ให้ซ้อนกันด้วย พระที่มาขออนุญาตก็ไปบอกท่านองค์นี้ แล้วท่านองค์นี้ก็ไม่ยอมใช้แม้พระพุทธเจ้าอนุญาตก็ตาม ติรัจฉานกถา [๑๕] ๗. พระสมณโคดม เว้นขาดจากติรัจฉานกถา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบติรัจฉานกถาเห็นปานนี้ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้นๆ. พ่อครูว่าผู้ที่พาซื่อก็เลยบอกว่าพระพุทธเจ้าห้ามไว้หมดเลย จริงๆแล้วเรื่องต่างๆเหล่านี้ใครก็พูดกัน พระเจ้าก็พูด แต่เขาไม่เข้าใจพาซื่อว่าพระพุทธเจ้าห้ามไว้หมด แล้วท่านตรัสขึ้นต้นไว้หมดว่าถ้าพูดเรื่องเหล่านี้แล้วไม่พาไปนิพพาน ก็คือติรัจฉานกถา คือถ้าพูดแล้วไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่พาไปนิพพานนั่นคือติรัจฉานกถา อย่างพูดความเจริญหรือเสื่อมหากไม่ให้พูดแล้วพระจะไปสอนใครได้ พูดสตรีหรือบุรุษก็ไม่ได้พูดเรื่องหมาก็ไม่ได้อีก … คือสรุปแล้วพูดอะไรก็แล้วแต่อย่าให้เป็นติรัจฉากถา เช่นการดูการละเล่นมหรสพอันเป็นข้าศึกต่อกุศล ผู้ใดดูแล้วทำให้กิเลสตนขึ้นอย่างนั้นอย่าไปดู แต่ผู้มีภูมิคุ้มกันก็ดูได้ ได้ประโยชน์ ถ้าสูงแล้วไม่ใช่ว่าแตะต้องไม่ได้ เหมือนผู้เร่ิมแรกต้องพรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกจากน้ำ ต้องพรากก่อนคือเอาขึ้นจากน้ำก่อน แล้วเอามาผึ่งแดดให้แห้งได้ นี่คือผู้ยังอินทรีย์พละน้อย แต่ถ้าอินทรีย์พละสูงแล้วก็สัมผัสได้
[๑๖] ๘. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกัน เช่นอย่างที่ สมณพราหมณ์เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกันเห็นปานนี้ เช่นว่า ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึง ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้าปฏิบัติถูกถ้อยคำของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์ คำที่ควรจะกล่าวก่อน ท่านกลับกล่าวภายหลัง คำที่ควรจะกล่าวภายหลัง ท่านกลับกล่าวก่อน ข้อที่ท่านเคยช่ำชองมาผันแปรไปแล้ว ข้าพเจ้าจับผิดวาทะของท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย มิฉะนั้นจงแก้ไขเสีย ถ้าสามารถ. พ่อครูว่า ข้อนี้เป็นอย่างพระโพธิรักษ์ทั้งสิ้นได้กล่าวไว้...แต่อาตมาขอยืนยันว่าไม่ได้ผิดศีลข้อนี้เพราะไม่ได้แก่งแย่งใครไม่ได้เถียงใคร พูดคนเดียว คนอื่นเถียงมาก็ไม่ได้เถียงด้วย แต่พูดเพื่อวิเคราะห์วิจัย ไม่ได้พูดเพื่อเอาชนะแม้อย่างพวกดีเบทพูดคนละทีกันก็ไม่เอา ด้วยจิตเจตนาไม่ได้เพื่อถกเถียงเอาชนะคะคาน อาตมาไม่มี ไม่ได้อยากเอาชนะใคร แล้วก็เป็นผู้แพ้มาตลอดด้วย [๑๗] ๙. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประกอบทูตกรรมและการรับใช้เห็นปานนี้ คือ รับเป็นทูตของพระราชา ราชอำมาตย์ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดีและกุมารว่า ท่านจงไปในที่นี้ ท่านจงไปในที่โน้น ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ไป ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ในที่โน้นมา ดังนี้. พ่อครูว่า ผู้รับใช้ถ้าเป็นผู้รับใช้อย่างไม่เอาอะไรตอบแทน ช่วยเหลือมนุษยชาติ แล้วไม่ผิดวินัยก็ทำได้หมด อะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติไม่ผิดวินัยทำได้หมด ถ้ามีความสามารถ [๑๘] ๑๐. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพูดหลอกลวงและการพูดเลียบเคียง เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังพูดหลอกลวง พูดเลียบเคียง พูดหว่านล้อม พูดและเล็ม แสวงหาลาภด้วยลาภ. จบมัชฌิมศีล.
พ่อครูว่า ผู้ไม่พ้นลาเภนลาภังนิชิงคิงสนตา ผู้ที่ยังทำงานเพื่อต้องได้สิ่งแลกเปลี่ยนกลับมาคือผู้ที่ยังทำเดรัจฉานวิชชาทั้งสิ้น อาตมาเห็นผู้ที่ต้องการบริวารเป็นผู้เรียกร้องเรี่ยไร แต่แม้พระพุทธเจ้าก็ตรัสถึงการเลียบเคียงหว่านล้อม และเล็มเพื่อแสวงหาสิ่งที่ต้องการ อาตมาถึงซาบซึ้งที่พระพุทธเจ้าว่า ธรรมะของท่านไม่ได้ประกาศเพื่อให้คนมานับถือหรือให้คนมาเป็นบริวาร เป็นศาสนาที่ต้องใช้ศัพท์ว่าหยิ่งผยองยิ่ง การจะได้โลกธรรมก็หยาบมากแล้ว การพูดนี่เป็นการสอนบรรยายการบอกธรรมะก็ต้องพูด แต่ทุกวันนี้ใช้คำว่าบอกบุญ เรี่ยไร และเล็มเลียบเคียงก็เยอะ เต็มไปหมดไม่ว่าสำนักไหน ซึ่งธรรมวินัยนี้ไม่ใช่เพื่อหาบริวารให้คนมานับถือไม่ใช่แสวงหาลาภแลกลาภ แม้ที่สุดจะให้คนมานับถือว่าเก่งก็ไม่ทำ ไม่ใช่เลย มหาศีล ติรัจฉานวิชา [๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า ๑. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะทำนายหนูกัดผ้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive