580318_เทศน์ก่อนฉัน ศีรษะอโศก โดยพ่อครู เรื่อง ปริตตังและอนันตังแห่งความบริสุทธิ์.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580318_รายการเทศน์ก่อนฉัน ที่ศีรษะอโศก เรื่อง ปริตตังและอนันตังแห่งความบริสุทธิ์ โดย พ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 18 มีนาคม 2558 มีตัวเลข 8 คือเลขแห่งสงคราม เลข 5 คือเลขแห่งการเจริญก้าวหน้า ถึง 1 0 ก็คือเต็มรอบ ตัดสันตติหรือจะต่อก็ได้ หากจะเริ่มเป็น 11 ก็ขึ้นรอบใหม่ ถ้าเต็ม 10 ก็เป็น 11 หรือเป็น 0 ก็จบ ถ้าครึ่งของ 10 ก็คือ 5 ไม่ไปไม่มา แต่ถ้ายังมีก็คือ 1 ถึง 9 ถ้า 5 นี่เกินครึ่งไปแล้ว ถ้าเนื้อแท้ของอะไรมีเนื้อเกิน 5 นับสังขยาเลข เป็นส่วนที่ก้าวหน้า ถ้า 5 มีถึง สองตัว แล้วมี 8 เป็นตัวกำกับความก้าวหน้า ก็คือชนะทั้งทางโลกและทางธรรม ผู้ที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองอย่าลังเลเลย สิ่งใดถูกทำได้เลย สิ่งใดไม่ถูกก็ให้จัดการให้เด็ดขาด ในปี 2558 ขอให้ยืนยันความสะอาดบริสุทธิ์ให้ดี ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก ในที่สุด ไม่ใช่เอาแต่ในโลกแคบนะ คำว่าในที่สุด เป็นตัวยืนยันว่าจะต้องรอบ้าง ไม่ใช่จะชนะไปรวดเดียว อาจมีแพ้บ้าง แต่ไม่ได้แพ้เพราะตนอกุศล แต่มีเหตุปัจจัย ก็มีโศลกอีกอันมาเสริมว่า มี “เจตนา” แต่อย่า “อยาก” จง “พากเพียร” ให้เต็ม “บริสุทธิ์” คนเราเกิดมาอย่าให้เป็นคนไม่ไปไม่มา ว่างเฉย ไม่มีทิศทางพลังงานจิต ศาสนาฤาษีทำให้คนวางเฉยไม่ชั่วไม่ดี ไม่ไปไม่มา เป็นนัตถิกทิฏฐิ ไม่รู้ว่ามีหรือไม่มีอะไร ทิฏฐิที่ไม่มีอะไร ความรู้ก็ไม่มี ไม่รู้เรื่อง เพราะแม้ชีวะพวกพีชะนิยามก็ยังซื่อสัตย์รู้ว่าธาตุไหนควรจะเอา อะไรไม่เอา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมมีแต่ความจริงซื่อสัตว์ แต่พอมาเป็นจิตนิยาม มาเป็นสัตว์ก็มีเล่เหลี่ยมขึ้นมา พลังงงานฟิสิกส์ยังหยาบอยู่เลย ส่วนพลังงานจิตวิญญาณนั้นละเอียดยิบ เป็นธาตุรู้ทางสสาร ทางวิทยาศาสตร์เรียนรู้ได้แค่พลังระดับพีชะ แต่พลังงานระดับจิตมีทั้งพอใจ
อ่านต่อ
ไม่พอใจ มีการเสพรส มีความพอใจในอัตตา พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ว่าโลกมีสองฝั่ง คือ กาม กับ อัตตา ถ้าหลงว่าสุข อย่างบำเรออัตตา อัตตทัตถสุข อันนี้ลึกจริงๆ กามกับอัตตาก็คือจิตวิญญาณของคน คือ เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ธรรมะสองอย่าง เสร็จแล้วสองอย่างก็จะรวมลงเป็นหนึ่ง ในหนึ่งก็ยังมีส่วนสอง ผู้รู้จะรู้ทั้งส่วนสองและส่วนหนึ่งที่เป็นเอกัคคตา เรื่องของธรรมะสอง เทวธัมมา ธรรมะสองชนิดเป็นเหตุปัจจัยทั้งนั้น จับคู่กัน สองนี่ถ้าเป็นอกุศล อวิชชา ก็จะกลายเป็นสังขารโลกีย์ ปรุงแต่งไปบำเรอกิเลสแล้วสร้างทุกข์ เดือดร้อนวุ่นวายแก่ตนและโลก เป็นอวิชชา ส่วนผู้เรียนรู้แท้จะเกิดวิชชา ตั้งแต่เริ่มรู้คืออบาย มีทั้งปสาทรูป โคจรรูป สัมผัสกันเกิดภาวรูป เป็นอิตถีภาวะแล้วทำให้เป็นเอกปุริสสะ เป็นจิตเอกที่เป็นอัคคะดำเนินไป ในเหตุปัจจัยคู่ก็จะทำการศึกษาสองส่วนจนทำให้ดีที่สุด แล้วก็อยู่กับสองนี่แหละไม่ได้หนี ในฐานะมีขันธ์ 5 อยู่ มีกองของอิธโลก คือโลกลูกนี้อันมีอาการ 32 พร้อมสัญญาและใจ โลกที่ฝน อยู่ในสมุทัย ใครไม่รู้สมุทัยคือเหตุก็กำจัดเหตุไม่ได้ กลายเป็น 1 .อบายโลก 2 .มนุสโลก และหรืออย่างเก่งก็เป็น 3 .เทวโลก แล้วมี 4 .ขันธโลก 5 .ธาตุโลก สุดท้ายเป็น 6 .อายตนโลก ผู้ใดเรียนรู้โลกทั้ง 6 นี้ แล้วเรียนรู้ข้นธ์รู้ธาตุรู้อายตนะ ขันธ์คือองค์รวมคือกองคือหมู่ รูปธาตุ นามธาตุ จนสามารถสังขาร สังเคราะห์ (อภิสังขาร)จนเรียบร้อย ผู้เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าก็สามารถเรียนรู้จัดการดับเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดเคหสิตเวทนา จนเป็นเนกขัมสิตเวทนา จนหมดความเป็นโลก แต่ก็สามารถอยู่กับโลกได้ แม้โลกกาม เราก็เป็นจิตอุตตมปุริสสะ ที่เหนือโลก เป็นโลกุตระได้ ก็เพราะว่าจิตมีพลังงานสูงสุด (อุตตมะ) มีโลกวิทู เป็นพลังงานบริสุทธิ์สะอาด ตรีมูรติ เป็นวิสุทธิคุณ กรุณาธิคุณด้วย ปัญญาธิคุณ เป็นปรมาตมัน ที่ยิ่งใหญ่สูงสุด คือบรมอัตตา เป็นอัตตาที่ไม่ลึกลับแล้ว รู้แจ้งแทงทะลุดอัตตา 3 แล้ว (โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา) รู้หมด จนจบไม่มีอัตตาที่เป็นอกุศลเลย แต่อัตตานั้นก็ยังมี ผู้ที่เข้าถึงอุเบกขาแล้ว กลางๆไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอารมณ์แข็งแรงเป็นพระอรหันต์ รู้จักอันตา(ปลาย) ที่เป็นสองฝ่ายที่เป็นกามกับอัตตา ถ้าเป็นอันตะก็เป็นเอกพจน์ถึงที่สุดแล้ว ใครยังโต่งอยู่ก็คือมีอันตา โต่งไปทางกามหรืออัตตา ถ้าไม่มีเอียงไปทางไหนเรียกว่าหมดอันตา เราหมดอันตาแล้วจะรู้ประมาณในการช่วยคน จะเผื่อพอได้ ไม่ทำเสี่ยง เพราะท่านไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ไม่มีตัวตนแล้ว หากมีตัวตนจะประมาณผิด หากไม่มีตัวตนจะเผื่อพอไว้เสมอไม่เตี้ยอุ้มค่อมไม่อวดดิบอวดดี ผู้ทำได้สูงสุด มีศัพท์อีกคำวา เต็มบริสุทธิ์ พระอรหันต์มีชีวิต มีมโนสัญเจตนาด้วย มีการตั้งเจตนา แต่ท่านไม่อยากอะไร โดยเฉพาะอยากมาให้ตัวเองท่านไม่มี แต่อยากทำเพื่อเกิดประโยชน์คุณค่าเพื่อคนอื่นจะมีอยู่ อย่างยิ่งอย่างประเสริฐ ท่านมีเจตนาแต่ไม่อยาก แล้วท่านยังพากเพียร มีอินทรีย์ วิริยพละ เต็มแรงเต็มกำลัง เรื่องอินทรีย์ท่านแจงไว้ถึงอินทรีย์ 22 เช่น จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ ...ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ต้องฝึกฝนเพ ิ่ มอินทรีย์พละ จึงมีโศลกเพิ่มเติมอีก มี “เจตนา” แต่อย่า “อยาก” จง “พากเพียร” ให้เต็ม “บริสุทธิ์”... ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก...ในที่สุด สองโศลกต่อกัน โศลกแรกเรียกว่าโศลกมรรค อีกโศลกก็คือโศลกผล ศาลีอโศกกับศีรษะอโศกยังต่องแต่ง แต่ปฐมอโศกเขาตั้งตัวได้ ไม่มีหนี้ ไม่มีอะไรซ่อนแฝง ตอนนี้ก็ช่วยพี่ช่วยน้องและกตัญญูช่วยอาตมา เดือนละล้าน นี่เป็นเรื่องของคนมีคุณ บุญมีค้ำ กิจกรรมมีผลเจริญ มันได้จริงๆ ผลบุญที่ล้างกิเลสไปตามลำดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์แล้วเป็นโพธิสัตว์ไปตามลำดับ...จนถึงพระพุทธเจ้า ผู้ทำได้ก็เป็นคนมีคุณ บุญมีค้ำ กิจกรรมมีผลเจริญ มีผลเจริญช่วยผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ เท่าที่อาตมาพาทำมาให้เป็นตัวอย่าง เป็น specimen เป็นตัวอย่างที่ให้พวกเราได้มาดู เป็นเอหิปัสสิโก เชื้อเชิญให้มาดูได้ ตรวจสอบได้ มีคุณวิเศษของจิตวิญญาณอาริยธรรมเป็นหลัก จึงเป็นคน เป็นสังคม วัฒนธรรมเช่นนี้ จนเกิดเป็นสังคมใหญ่ วันนี้มาถึงศีรษะอโศกก็จะชำแหละศีรษะอโศกหน่อย เพราะว่าให้รู้ข้อบกพร่องที่ต้องทำ เป็นการใช้อาชญาอำนาจหน่อย command ต้องปรับปรุงความบริสุทธิ์ อาตมาได้ข้อมูลว่าศีรษะอโศกไม่บริสุทธิ์ แม้เรื่องการเงิน การเศรษฐกิจ เรื่องสารพิษก็ไม่บริสุทธิ์ ศีรษะอโศกเป็นแหล่งแรก ตั้งแต่ท่านสันตจิตโตมาเจอป่าช้า เราก็มาตั้งหลักแหล่ง ในอนาคตเราก็ไปสร้างศาลาปลุกเสกฯใหม่อีกที หลังจากเขาเอาป่าช้าคืนไปแล้วตอนนี้ก็คืนมาอีกให้เราทำ ตอนนี้เหลือแต่ศาลาบุญถ่วม ขยายได้แค่นี้ ถ้าจะจัดพุทธาภิเษกฯสมาชิกจะล้นไม่พอ แต่ขณะที่ไม่บริสุทธิ์ทางเศรษฐกิจการเงินหรือมีแอบปนไม่ไร้สารพิษ อาตมารู้สึกเหมือนกันว่ากินแตงโมที่นี่ไม่ปกติ ไปบอกที่อื่นว่าไร้สารพิษแต่ว่าไม่จริง อาตมากินดูก็พอรู้ว่าไม่ไร้สารพิษ มีคนได้หลักฐานว่าแอบใส่สารเคมี ได้เป็นแตงโมสีแดงเกินปกติแต่ไม่ไร้สารพิษ จะเป็นเรื่องใดก็แล้วแต่ ต้องบริสุทธิ์ ต้องทำ ถ้าไม่ทำแล้วไม่ชนะในที่สุด แพ้ตลอดกาลนานไม่บรรลุผล ไม่ว่าเรื่องอะไรต้องอย่าเอาตัวเองเป็นหลัก ต้องเอาหมู่เป็นตัวหลัก เพราะคนที่จะเข้ามาสู่ที่นี่ ผ่านด่านอบายมุข ผ่านศีล สมาธิ ปัญญา มาแล้วทั้งนั้น ถ้านักโกงกินอย่างภายนอก เราไม่เอาไม่รับมา เราก็ทำได้อยู่ หรือแม้แต่นักกิน กินอาหารปากไม่มีวินัย กินทุกอย่างที่ขวางหน้า กินโง่ตามเขาหลอกไป คนหาเงินจากการกินนี่มากมาย หรือแต่งตัวเพ้อเฟ้อ แต่งผม แต่งตัว แต่งกาย จนไม่รู้ว่าอบายคืออย่างไร พิสดารวิตถารเกินก็ไม่รู้
แต่พวกเราเลิกละได้ เข้ามาก็ไม่ได้หลงแต่ง หลงรวยหลงมากมายอะไร อโศกทำได้ในเรื่องละอบายมุข หรือว่าใครจะต้องการโลกธรรมชมเชยอะไรมา ศักดิ์ศรีอัตตาจัด เบ่งขี้แตกอะไร เราก็คัดสรรกันไว้ แต่ก็ยังมีผู้มีอัตตาว่าตนเองเก่ง มีวิธีพูดประเล้าประโลมคนอื่นแต่สุดท้ายก็ต้องเอาของกูไม่เปลี่ยนแปลง อันนี้อัตตาถาวรไม่เจริญ จมอยู่ตลอดกาล ต้องแก้ไข ไม่เสร็จไมจบ เรื้อรังล้มเหลวไปไม่รอด ตรวจสอบดีๆ มีทิศทางไม่สัมโพธิปรายนะ มีแต่ยึกยักๆอยู่ไปไม่รอดแน่ ต้องตรวจสอบให้ดี สังขารนี่มีสังขาร 3 คือ กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร เราก็แยกสังขาร ในวจีสังขารนี่ยังไม่ได้บัญญัติชื่อ ยังไม่มีอธิวจนะ ยังไม่ได้บัญญัติภาษาขึ้นมาแต่มีสภาวะแล้วเรียกว่าวจีสังขาร หากบัญญัติก็มีภาษา ออกมาเป็นภาษาวาจาเป็นวจีกรรมได้ หรือออกมาเป็นอาการทางวจีวิญญัติได้ ยังไม่มีชื่อไม่มีนามเรียก ของไทยยังไม่มีบัญญัติแต่ว่าของอินเดียมีบัญญัติแล้วก็เป็นอันเดียวกันได้ ผู้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วจะรู้จิตเจตสิก รูปนิพพานได้ชัด แล้วจะปฏิบัติให้เกิดกุศลเกิดบุญได้ กำจัดเหตุได้ตามลำดับ เป็นกรอบขอบเขตเป็นปริตตะ คำว่าปริตตะคือกำหนดเกณฑ์ของสิ่งที่เราสามารถอยู่กับโลก สังคมอื่นเรียกว่า กามาวจร กำหนดอยู่กับสังคมว่าตัวเราเท่านี้จะทำกับสังคมเท่าไหร่ เราเผื่อพอไว้ด้วยไม่ทำเต็มร้อย เพราะท่านเป็นอรหันต์แล้วไม่มีอะไรทำเพื่อตัวเองก็ไม่อวดดีจะทำเผื่อพอไว้ หรืออนาคามีจะมีประมาณ จะเป็นผู้ช่วยโลกโดยไม่ประมาท หากคนอวดดีจะเตี้ยอุ้มค่อม ตายเน่าไปมากแล้ว ผู้ไม่ประมาทจะถ่อมตนไว้ ได้ประโยชน์สูงประหยัดสุด มีมัตตัญญุตา ถ้ามากกว่านี้ประโยชน์จะเสีย ฟ่าม ต้องอย่าพร่าประโยชน์ตนเพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้มากนี่คือปริตตัง
ส่วนอีกอันคืออนันตัง คือไม่มีขอบเขต เช่น ในเอกภพ มีคนถามว่าเอกภพอยู่ในรูปร่างไหน อาตมาเคยตอบโดยทำท่าให้ดูว่า มือมันหดมันโตขึ้น คือความไม่เที่ยง ไม่มีเท่าเดิม มีแต่เล็กลง ใหญ่ขั้นด้วยเหตุปัจจัย เอกภพคืออนิจจตา และจะมีอยู่นิรันดร อยู่อย่างอนิจจตา พลังเอกภพที่จะส่งพลังงานเกินตนไม่มี ส่งพลังงานสูงสุดได้เท่าที่มันมีคือ อนันตัง แล้วมันก็ลดได้ยุบได้พองได้ ทั้งเอกภพที่รวมทุกอย่างไว้ ทั้งพลังงานและเทหวัตถุ ชีวิตสัตว์โลกด้วยอยู่อย่างนี้
ศีรษะอโศกต้องทำให้บริสุทธิ์ มี “เจตนา” แต่อย่า “อยาก” จง “พากเพียร” ให้เต็ม “บริสุทธิ์” คือคุณต้องทำเจตนาให้เป็นมโนสัญเจตนาขั้นวิภวตัณหาให้ได้ ต้องให้จิตไม่สร้างภพชาติ แต่มีพลังงานมุ่งหมายไป มี interest point แต่ไม่ต้องอยาก มีมโนทัศน์ มีเจตคติ มี concept ว่าเราต้องทำไปสู่จุดนี้ มี convergence หรือมี trend มีแนวโน้มสู่จุดสำคัญ มีกรอบขอบเขตไม่เหมือน trend ที่ไปกว้างกระจาย หากเข้าใจทั้งองค์ประกอบ ศาสตร์และศิลป์แล้วสามารถควรคุมจัดการ สังขารให้ไปถึงจุดสำคัญเป้าหมาย ให้ได้ อย่าอยาก พลังงาน สัตว์อบายมี 4 อย่าง 1.อสุรกาย คือองค์ประชุมรูป นาม จิตกับกาย ที่ไม่มีกำลัง ไม่กล้าหาญ ไม่กล้าแข็ง อสูรา 2.เดรัจฉานคือพลังงานที่ไม่รู้ โง่ แม้คนก็มีพลังงานเดรัจฉานอยู่มากมายในยุคนี้ จิตวิญญาณเดรัจฉานนั้นพูดกันยาก 3.สัตว์นรกคือดิ้นรนทุกข์ร้อน ดิ้นพลาดๆ แน่นอนว่าต้องทุกข์แน่ กระสันอยากมาก 4.ปิตวิสยะ คือเปรต ก็เพลาลงมาจากนรก คือที่อยู่ของจิตปิติ คุณมี สย คืออาศัย ถ้าอวิชชาก็ไม่ดี ถ้าวิชชาก็ดี ส่วนเดรัจฉานมันโง่ไม่รู้เรื่อง นรกก็ร้อนมาก พอมาเป็นระดับเปรต ก็ต้องรู้อาการ ถ้ามันอยากเป็นกามสร้างภพโลกๆ ถ้าไม่มีภพข้างนอกก็มีแต่ภพข้างในเป็นภวภพ เราก็ฝึกที่กามภพก่อนอบายภพก่อนที่อยู่ภายนอก ความอยากได้มาเป็นตัวกูของกู เสพรส ถ้าลดได้เป็นอนาคามี หมดภพกาม หมดปริตตังในเขตกาม เหลือสิ่งที่เป็นอนันตังไม่มีที่สุด เป็นรูปภพ อรูปภพของอนาคามีที่มีจำนวนที่เบาลงมาแล้ว แต่ก่อนนี้หนักแล้วเป็นภาระ ในขันธภาระ กิเลสภาระ และอภิสังขารภาระ ที่อธิบายนี่เป็นอภิสังขารภาระ ผู้ใดจบภาระแล้ว เป็นอรหันต์ก็เต็มอภิสังขาร
คนทั่วไปนอกจากจะมีขันธ์ภาระที่แม้พระพุทธเจ้าก็ยังมีอยู่ต้องดูแลมัน มีอาหารปริเยติทุกข์ มีพยาธิทุกข์ มีวิปากทุกข์ ทุกข์เลี่ยงไม่ได้เป็นภาระที่หนัก แต่ภาระของผู้ที่ไม่จบ แม้รูปก็สะอาดแล้ว ไม่มีรูปูปาทานักขันโธ เวทนูปาทานักขันโธ ก็หมดภาระ แต่ปุถุชนมีกิเลสภาระต้องเรียนล้างกิเลส ผู้ทำได้ก็เป็นอภิสังขารภาระ เมื่อทำจบได้ก็ไม่มีกิเลสสังขาร อภิสังขารก็ไม่มีเหลือแต่ ขันธ์ภาระ เป็นนิพัทธ์ทุกข์ เดินเหยียบหนาม ปวดขี้ปวดเยี่ยว เป็นต้น หรือมีวิปากทุกข์แม้เป็นพระพุทธเจ้า มันก็ตามมาได้ ต้องทำคุณสมบัติจิตให้เป็นความบริสุทธิ์ เป็นอุเบกขา มี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา ให้เต็มบริสุทธิ์อยู่เสมอ เพราะฉะนั้นผู้สามารถรู้ ชีวิตตินทรีย์ เป็นชีวิตสัตว์โอปปาติกะ ว่าเป็นสัตว์นรก สัตว์เปรต เราเพิ่งรู้ว่าตนเองเป็นเดรัจฉาน หากเป็นนรกก็เป็นสัตว์ที่ไม่รู้ใช้วิบากไป พอเป็นสัตว์เปรตนี่เริ่มรู้ตัวเองว่าเราไปยินดีโดยเดรัจฉานโง่ ยินดีในสุขเท็จ เราก็มารู้ตัว ว่าเราไปติดหลงเป็นภพชาติที่ถูกหลอกมา เราก็ต้องจัดกรอบทำมาตั้งแต่อบาย ขั้นต่ำสุดของเรา ปริตตา อย่าเอามาก เอาแค่น้อยๆของตนก่อน ทำแต่บริบทแค่นี้ แล้วจัดการกำจัดตัวเหตุที่ไม่บริสุทธิ์ให้ได้ เมื่อทำอันนี้ได้ก็สามารถเพิ่มอันอื่นได้ เป็นอธิไป เหลื่อมกันไปเรื่อยๆไม่ใช่ตัดของทั้งดุ้นไม่ใช่แต่จะเหลื่อมซ้อนกันไป เป็นสภาวธรรมที่อาตมานำมาขยาย ต้องรู้ความอยาก มันเป็นโลกียะไหม เราก็รู้ตัวมาว่าอยากอย่างนี้มันไม่ไหว เราก็มาจัดกรอบของเรา ทำได้ก็ค่อยเพิ่มกรอบ เป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติต่อไป จะเป็นพลังงานเสริมไปเรื่อยๆ ศึกษาดีๆจะมีดวงตาปัญญามีสภาวะจริง ผู้ศึกษาทำตามทฤษฎีพระพุทธเจ้าสัมมาทิฏฐิจะไม่แบ่งการเมือง เชื้อชาติศาสนา ออกไป มนุษย์เล่ห์จัดได้กันศาสนาออกจากการเมือง อาตมารู้ทันไม่ยอมหรอก เพราะเจ้าเล่ห์การเมืองดันศาสนาออกจากการเมืองจนเขียนเป็นกฎหมาย ก็เลยทำให้สังคมเละ เพราะธรรมะไม่ได้สามารถเข้าไปช่วยการเมืองได้เลย เขาทำดีว่าข้าดี แต่แท้จริงข้างหลังท่าทีว่าดีคือความเลวร้ายอำมหิตเลือดเย็น อย่างเขาจะฆ่าคนเขาก็ไม่รู้ แล้วมีคนฆ่าแทน แล้วเขาก็อาจบอกว่า ศัตรูของท่านหมดแล้ว มันซ่อนซ้อนในสังคมโลกไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นสัจจะในมหาจักรวาลเลย เป็นสัจจะสุดยอด เพราะศาสนาพุทธรู้จักการบำเพ็ญ รู้อัตภาพ อาจรู้ไม่หมดทุกชาติที่บำเพ็ญมาแต่พอรู้ แต่การรู้ของตนคนอื่นไม่รู้ด้วย แต่ท่านรู้จริง โดยเฉพาะอรหันต์หรือพระพุทธเจ้า จึงไม่มีอะไรเหนือกว่านี้ เมื่อมาเจอศาสนาพุทธแต่ละชาติอย่าเสียชาติเกิด เป็นโมฆบุรุษ คนที่ได้พบศาสนาพุทธแล้ว ไมได้อะไรเลย เหมือนกามนิตย์หนุ่มคุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืนก็ไม่ได้อะไร ผู้พบศาสนาพุทธแล้วอยู่กับศาสนาพุทธไม่ไดอะไรเลยยังดี แต่คนที่ทำอนันตริยกรรมที่หนัก เป็นอันที่ 6 ในอนันตริยกรรม 5 อย่างมี 1 .ฆ่าพ่อ 2 .ฆ่าแม่ 3 .ฆ่าอรหันต์ 4 .ทำพระบาทพระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต และ 5 สังฆเภท ส่วน อนันตริยกรรม 6 เป็นเรื่องน่าเศร้ามาก คือผู้ที่ อัญญสัตถุทเทส โดยใช้คำที่เรียนรู้อธิบายมาจากสัตบุรุษแล้วได้ สนใจเข้ามาเอา เสร็จแล้ว อยู่ไปๆ ไม่เอาเห็นว่าไม่ใช่ แต่ที่จริงนี่สุดยอด เป็นธรรมาวุธชั้นยอดของพระพุทธเจ้า แต่คนนี้เข้ามาตอนแรกแล้วนึกว่าใช่ แต่อยู่ไปก็เห็นอันอื่นว่าใช่ แล้วทิ้งอันนี้ นี่คืออนันตริยกรรมอันที่ 6 นี่คือร้ายแรงกว่าเทวทัต เพราะเขายังสารภาพตอนใกล้ตาย แต่อันนี้ตัดทางเลย คือได้เพชรแล้วแต่ถูกหลอกให้ทิ้งเพชร ไปเอาขยะอื่น คนนี้น่าเศร้าไหม? คำว่ากาย มีอายตนะเป็นองค์ประกอบอยู่เสมอ ถ้ามีการกระทบสัมผัสระหว่างสองสิ่ง ในกับนอกเมื่อไหร่ก็มีอายตนะเมื่อนั้น แล้วไม่ตั้งอยู่ ผู้ใดสามารถทำกามภพจบก็เหลือแต่ภายใน เป็นรูปภพ อรูปภพที่ไม่ทิ้งภายนอก แต่ไม่มีพลังงานที่สูญเสียเป็นภัยโทษกับภายนอกแล้ว มีแต่กิเลสภายในที่เป็นโทษเฉพาะตนเท่านั้น มีรูปภพ อรูปภพ ก็ทำไปตามขอบเขต ปริตตังของอนาคามี จนหมดอันตา เป็นกลางนิ่งสุด ผู้นี้ไม่มีอันตาทางกาม หรืออัตตา แม้เหลือแต่ ทรถ ก็เป็นความไม่สบายสุดท้ายของอรหันต์ท่านก็หมดความลึกลับ ท่านรู้กรอบขอบเขตที่สุดของท่าน ท่านจะเป็นพรหม อัปมัญญา ที่จะช่วยอย่างจัดสัดส่วนเท่าที่ท่านเห็นควร อาตมามาทำงานเติมเต็มความบกพร่องที่พร่องไปจากที่พระพุทธเจ้าพาทำ ก็ขอบคุณพวกเราที่ช่วยกันทำให้เต็มบริสุทธิ์เท่าที่ได้ มันบริสุทธิ์เท่าที่ได้ ก็ยังมีด่างพร้อย จึงมาเตือนให้รู้ว่า ดูสักกายะ องค์ประชุมของรูปนาม เหตุปัจจัยสองอย่างของตน สองอย่างอะไรก็แล้วแต่ ที่ไปร่วมกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ กามคุณ 5 ถ้าจะทำไปแล้วมันจะได้ ก็ต้องทำความรู้ว่า ถ้าทำไปแล้วจะอยากมากได้มาก มันเกินแรงก็กำหนดกรอบขอบเขตให้พอเหมาะ พระพุทธเจ้าใช้คำว่าปริตตะ หรืออัปปิจฉะคือให้น้อยไว้ อย่าให้มหัปปิจฉะ อย่าให้เป็นอนันตัง ทุกอย่างต้องเป็นของข้าหมด คนพวกนี้โลภจัด เห็นแก่โลกีย์จัด ทำให้ประมาณน้อยไว้ ถ้าน้อยไว้ได้นี่เรียกว่าปริตตะ หรืออัปปิจฉะ เป็นธรรมของพระพุทธเจ้า นี่คือการประมาณความอย่าอยาก ไม่ใช่ว่าไม่มีเจตนามุ่งหมาย แต่มีพลังมุ่งหมายให้เกิดให้มี แต่อย่าใช้พลังอยากให้มากให้น้อยไว้ เรียกว่าอัปปิจฉะ ทำให้เต็มบริสุทธิ์ จงพากเพียรอุตสาหะให้เต็มบริสุทธิ์ตามที่เราประมาณ นี่คือคำอธิบายที่ว่า มี “เจตนา” แต่อย่า “อยาก” จง “พากเพียร” ให้เต็ม “บริสุทธิ์” ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก...ในที่สุด คุณจะเป็นผู้ชนะทุกสิ่งทั้งโลก อย่างที่ใครคนหนึ่งปรารถนาอยู่แต่เขาไม่บริสุทธิ์จึงทำไม่ได้ กิเลสน้อยก็แฝงน้อย กิเลสมากก็แฝงมาก แต่ถ้าแฝงมาก แล้วหลอกคนอื่นว่าตนบริสุทธิ์อีก คนเก่งคนนี้คือคนเก่งฉิบหาย ตนเองเลวร้ายจะเอาทั้งโลกเลย เอาพลังงานทางธรรมมิจฉาทิฏฐิบวกกับพลังงานทางโลกไปทำเลวร้ายต่อไปอีกมาก อาตมาบอกเลยว่าถ้าเขายังอยู่ อบายมุขจะมากอีกมาก เพราะเขาไม่รู้ว่าอบายคืออย่างไร หุ้นก็คืออบาย แม้แต่ไปคาสิโนก็จะมี อย่างเก่งก็กันคนในประเทศไว้แล้วให้คนอื่นมาติดอบายมุขนี้ หากินในทางอบาย มันมีสองทิศทางในความคิดของคนทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษา คือ กาม กับ ไม่มีที่สิ้นสุด(อนันตัง) ตอนแรกก่อนมาปฏิบัติธรรม กามก็ไม่มีกรอบ อนันตังเลย คุณจะอร่อยนั้นถ้ามีอร่อยกว่านี้อีกก็เอา รวยกว่านี้เอา ใหญ่กว่านี้เอา สนุกกว่านี้เอา … ฯลฯ นี่คืออาการไม่สิ้นสุด ถ้าใครไม่กำหนดขอบเขตก็คืออนันตัง คุณจะหอบไปกับอนันตังไปนานเท่านาน บานไปเป็นปากกรวยไม่สิ้นสุด อีกกี่ล้านๆๆๆๆปีแสง เราต้องตัดกรอบ 1 .กาม 2 .รูป 3 .อรูป ก็ทำกามให้หมดก่อน พอหมดกามก็มีสิ่งที่เหลือเป็นอนันตัง ก็ต้องตีกรอบอีก ไม่เช่นนั้นก็เหลืออีกอนันตัง อันใดที่เราได้ทำมาดีแล้ว แต่ตอนนี้ก็อะไรก็จ้าง การเงินก็หมกเม็ด หมู่ฝูงไม่รู้ รู้กันแต่ในวงตนเอง อันนี้ไปไม่ไกลแน่ ต้องมาลดอัตตา ตน เปิดสู่อัตตาหมู่ มาเข้าเป็นสาธารณโภคี หากแม้แต่ในศีรษะอโศกก็คิดว่าปรึกษาไม่ได้ ต้องไปปรึกษาชุมชนอื่น ต้องเปิดไม่ใช่เอาแต่หัวไอ้เรือง ไม่ใช่ว่าอะไรก็ไม่ได้ดังใจกู ถ้าไม่ต้องได้ดังใจกู ได้อย่างที่หมู่เห็นด้วยมากเท่าไหร่นี่คือเปิดไปหาอนันตังแห่งความไม่มีตัวตนแล้ว ฟังชัดเจนไหม พยายามปรับปรุงส่งที่บกพร่อง พากเพียรให้เต็มบริสุทธิ์ เราจะเดินทางไปจะต้องใช้ความบริสุทธิ์ เราไม่ได้อยากชนะหรอกแต่ว่า มันจะมีเหตุปัจจัยให้ชนะเอง … จบ