580319_ความรัก ๑๐ มิติ(วนบ.) มิติที่ ๙ เกื้อกว้างเพื่อช่วยกำจัดผีที่ทำร้ายสังคมโลก.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข30 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580319_ เรื่อง ความรัก 10 มิติ(วนบ.) มิติที่ 9 เกื้อกว้างเพื่อช่วยกำจัดผีที่ทำร้ายสังคมโลก โดย พ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...วัน พฤหัสบดี ที่ 19 มี.ค. 2558 แรม 15 ค่ำ เดือนสี่( 4 ) ปีมะเมีย วันนี้จะได้พูดถึงความรักมิติที่ 9 ซึ่งจะมีการพูดถึงข้อเขียนอันหนึ่ง ในคอลัมน์การเมือง บ้านเกิดเมืองนอน ของ คุณ สิริอัญญา .. เรื่อง ต้องเร่งตรวจสอบกรรมการมหาเถรสมาคม! กรณีหลวงปู่พุทธะอิสระได้แจ้งความกล่าวหากรรมการมหาเถรสมาคมหลายรูป ว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ซึ่งเป็นการกล่าวหาในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง นอกจากนั้น ยังมีการกล่าวหาว่ากรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปเป็นปาราชิก เพราะมีภรรยาบ้าง ทำแท้งลูกบ้าง คบชู้บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจจะนิ่งเฉยได้ เพราะผู้โจทก์เรื่องนี้ก็เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่มีผู้คนนับถือมาก มีผลงานปรากฏในการพิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนาจากการย่ำยีของอลัชชีและเดียรถีย์มาหลายยุคหลายสมัย ทั้งมีผลงานในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นที่ประจักษ์ ไม่ได้มีเหตุโกรธแค้นขุ่นเคืองใดๆ ในทางส่วนตัวต่อกันเลย ดังนั้นจึงต้องถือว่าเรื่องนี้ได้มีผู้กล่าวหาร้องเรียนนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว คงเหลือแต่ว่าผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในกระบวนการยุติธรรมเหล่านั้นจะเพิกเฉยละเลยไม่ทำหน้าที่ ปล่อยให้มีความมัวหมองและความขัดแย้งเกิดขึ้น เหมือนที่เคยเกิดมาแล้วในทางการเมือง จนต้องมีการปฏิวัติรัฐประหาร ก็ต้องบอกว่าที่บ้านเมืองของเรานี้วิกฤติต่อเนื่องมายาวนานก็เพราะการไม่ทำหน้าที่ของผู้มีอำนาจหน้าที่นี่แหละ เพราะถ้าหากผู้มีอำนาจหน้าที่ได้ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

อ่านต่อ

และมีประสิทธิภาพ บ้านเมืองก็จะไม่ย่อยยับอับจนถึงปานนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราโชวาทหลายครั้งหลายหนให้ทุกคนทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความมีประสิทธิภาพและด้วยความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายจะต้องน้อมนำมาปฏิบัติเพื่อความมั่นคงสถาพรของบ้านเมืองสืบไป ดังนั้นนับจากนี้ไปก็ต้องจับตาติดตามดูว่า ป.ป.ช.ก็ดี ปปง.ก็ดี ดีเอสไอก็ดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ดี หรือแม้แต่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้ตรวจการแผ่นดินก็ดี จะทำหน้าที่ของตนๆ อย่างไร ซึ่งคนทั้งหลายตั้งความปรารถนาว่า ผู้มีอำนาจหน้าที่เหล่านี้จะไม่ละเลยเพิกเฉยหน้าที่ของตน และจะได้ทำหน้าที่ให้บังเกิดผลดีแก่บ้านเมืองสืบไป แม้มหาเถรสมาคมในทางที่เป็นองค์กรรวมก็เช่นเดียวกัน มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายคณะสงฆ์ที่จะต้องดำเนินการ หากละเว้นไม่ทำหน้าที่อยู่ต่อไปอีก ความรับผิดชอบทั้งทางกฎหมายและทางสังคมก็จะเพิ่มมากขึ้น เมื่อวันก่อนพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ได้ตั้งประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นมาอีกว่า พระสงฆ์จำนวนมากในปัจจุบันนี้ขาดคุณสมบัติจากความเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ได้ยกพยานหลักฐานการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้ารับการอุปสมบทในพระพุทธศาสนามาเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งสรุปเป็นภาษาชาวบ้านให้เข้าใจได้โดยง่ายว่า ในการอุปสมบทในพระพุทธศาสนานั้น ผู้แทนของคณะสงฆ์ตามพระวินัยโดยมีพระอุปัชฌาย์เป็นประธาน จะตั้งผู้แทนหรือที่เรียกว่าพระคู่สวดเป็นผู้ทำการสัมภาษณ์ ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาหรือไม่ เริ่มต้นด้วยการถามว่า เป็นมนุษย์หรือไม่ เป็นลำดับไปจนกระทั่งถึงเป็นโรคเรื้อนกุดถังหรือไม่ และคุณสมบัติข้อหนึ่งที่สอบถามก็คือเป็นข้าราชการของรัฐหรือไม่ ผู้เข้ารับอุปสมบทถ้าหากว่าขาดคุณสมบัติเหล่านี้ก็จะไม่สามารถรับอุปสมบทเป็นพระสงฆ์ได้ ซึ่งกุลบุตรผู้ที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวจะต้องตอบต่อตัวแทนคณะสงฆ์ตามความเป็นจริงว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นอย่างนั้น ด้วยถ้อยคำเป็นภาษาบาลีว่า “นัตถิ ภันเต” ครั้นพระคู่สวดทำการสอบสัมภาษณ์คุณสมบัติของกุลบุตรผู้ขอรับอุปสมบทว่ามีคุณสมบัติและไม่มีข้อต้องห้ามตามญัตติจตุตถกรรมวิธีในการอุปสมบทแล้ว พระคู่สวดก็จะเข้าไปรายงานต่อคณะสงฆ์ ซึ่งมีพระอุปัชฌาย์เป็นประธานว่าข้าพเจ้าได้สอบสัมภาษณ์กุลบุตรแล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีข้อต้องห้ามในการอุปสมบท จากนั้นพระอุปัชฌาย์และคณะสงฆ์ก็จะอนุญาตและเรียกกุลบุตรนั้นเข้าไปนั่งในท่ามกลางสงฆ์ เพื่อสัมภาษณ์ต่อหน้าคณะสงฆ์อีกครั้งหนึ่งว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการอุปสมบท เช่นเดียวกับที่ตัวแทนคณะสงฆ์ได้ทำการสัมภาษณ์มาหนหนึ่งแล้ว ถ้าหากกุลบุตรนั้นขาดคุณสมบัติหรือไม่มีลักษณะต้องห้าม แม้ได้ยืนยันต่อพระคู่สวดไปแล้วและเกิดสำนึกได้ขึ้นมาแล้วยอมรับว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างใดอย่างหนึ่ง คณะสงฆ์ก็จะไม่ให้การอุปสมบท แต่ถ้าเมื่อมีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการอุปสมบทแล้ว และได้เปล่งวาจายืนยันต่อพระอุปัชฌาย์ ต่อหน้าคณะสงฆ์ ก็เท่ากับเป็นการผ่านการสัมภาษณ์ว่ามีคุณสมบัติในการอุปสมบทครบถ้วน ต่อจากนั้นก็จะเป็นเรื่องที่คณะสงฆ์ได้ประกาศญัตติในท่ามกลางสงฆ์หรือคณะสงฆ์ว่าบัดนี้มีกุลบุตรนามว่าอย่างนี้ มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีข้อต้องห้าม คณะสงฆ์ได้ตรวจสอบเป็นเบื้องต้นแล้ว ขอประกาศให้สงฆ์ก็ดี คนทั้งหลายก็ดี หากเห็นว่าไม่เป็นความจริงก็ให้คัดค้านได้ นับว่าเป็นวิธีการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบและเป็นธรรมาภิบาล อันมีมาแต่โบราณที่คนทั้งหลายควรจะได้สำเหนียกเป็นแบบอย่าง เคยมีหลายกรณีที่มีการคัดค้านว่าไม่เป็นความจริง เช่น มีเจ้าหนี้มาทวงในขณะที่สงฆ์สอบถาม เพราะการมีหนี้เป็นข้อต้องห้าม ในการอุปสมบท ในเรื่องนี้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยนำมาเขียนไว้ในหนังสือเรื่องไผ่แดง ที่มีเจ้าหนี้เตรียมจะมาคัดค้านในท่ามกลางสงฆ์ แต่มีอุบาสกคนหนึ่งที่เห็นแก่การกุศล จึงหาทางปลดหนี้ให้ เป็นเหตุให้กุลบุตรนั้นได้รับอุปสมบทโดยถูกต้อง คุณสมบัติและข้อต้องห้ามประการหนึ่งก็คือ ห้ามการเป็นข้าราชการของรัฐ เพราะผู้ที่จะเข้ารับการอุปสมบทนั้นจะต้องมีความเป็นไทแก่ตัว ไม่สังกัดหมู่เหล่าหรืออยู่ในบังคับของใครเพื่อจะได้ปฏิบัติโดยครบถ้วนสมบูรณ์ นั่นหมายความว่าหากเป็นข้าราชการก็จะขาดคุณสมบัติในการเข้ารับการอุปสมบท หากใครเป็นข้าราชการก็ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าสังกัดให้เข้ารับอุปสมบทได้ เพื่อจะได้ไม่ใช้อำนาจมาบังคับให้กระทำการต่างๆ ในหน้าที่ของข้าราชการต่อไปอีก พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ได้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันนี้พระสงฆ์จำพวกหนึ่งกลับยอมรับเป็นข้าราชการของรัฐ โดยมีตำแหน่งหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามที่กฎหมายบัญญัติ และยังได้รับเงินเดือนหรือการเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือการเลื่อนตำแหน่งจากรัฐเสียอีก เมื่อเป็นอย่างนี้ พระสงฆ์เหล่านั้นก็ขาดคุณสมบัติในการเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เพราะคุณสมบัติที่ว่านี้ไม่ใช่คุณสมบัติเพื่อการบวชอย่างเดียว แต่เป็นคุณสมบัติที่จะต้องดำรงอยู่ตลอดไปตราบเท่าที่ยังเป็นพระสงฆ์อยู่ ดังนั้น การที่พระสงฆ์รูปใดก็ตามกลายมาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นพนักงานของรัฐ และรับเงินเดือนของรัฐ จึงเป็นการทรยศต่อคำสัตย์ที่ได้ให้ไว้ต่อหน้า ผู้แทนคณะสงฆ์ และต่อคณะสงฆ์ในการขอรับอุปสมบท เมื่อขาดคุณสมบัติในความเป็นพระสงฆ์แล้วก็ไม่ต่างกับเป็นฆราวาส และเพราะเหตุนี้ไม่ใช่หรือที่ทำให้พระธรรมวินัยถูกละเมิดโดยพระสงฆ์เหล่านั้น ละเมิดพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ทรงบัญญัติ ให้พระสงฆ์เป็นผู้ปล่อยปละละวาง เป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์ เป็นผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นเนื้อนาบุญของโลก เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้บูชา จึงทำให้ความเสื่อมเกิดขึ้นแก่กิจการพระพุทธศาสนา จนชาวบ้านเรียกคนหัวโล้นห่มเหลืองหลายคนด้วยถ้อยคำหยาบคาย ที่แม้ฆราวาสธรรมดาเขาก็ไม่ใช้ด่ากัน ดังนั้นใครมีอำนาจหน้าที่อย่างไร ก็เห็นจะต้องทบทวนแก้ไขในเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด!

พ่อครูว่า..อันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ทำไมอาตมายกเอาเรื่องนี้มาพูดในวิชาความรัก 10 มิติ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเกื้อกว้าง ในโลกเลย เป็นนัยของหลักเกณฑ์ วิธีเป็นอยู่ในความเป็นมนุษย์ ลูกพระพุทธเจ้าหรือภิกษุที่ปฏิญาณตนจะมาสืบเชื้อพุทธธรรม จะต้องเรียนรู้ความเป็นพุทธบุตระจะได้เป็นพุทธบิดาในอนาคต สืบศาสนา ถ้าไม่เข้าใจหลักเกณฑ์อันละเอียดลึกซึ้งก็จะเพี้ยนไปเหมือนทุกวันนี้ ความเพี้ยนปรากฏเด่นชัดจนไม่รู้จักอะไร เป็นระยะเวลานานแล้วนะ ถึงขนาดมีการวิ่งเต้นซื้อตำแหน่งด้วย อาตมาขออ่านความรักมิติที่ 9 คือ ความรักของผู้ที่ได้เรียนรู้สัจจะแห่งความรัก และได้ปฏิบัติจนได้ผลสำเร็จสมบูรณ์ (จบมิติที่ 8 มาแล้ว) สำหรับประโยชน์ตนคือ จบ จบ ก็คือ เลิกมี “ความรัก”นั้น เพื่อตัวเอง ไม่เกิด “ความรัก” นั้นเพื่อตัวเองอีกแล้ว หรือไม่ต้องการ “เอา” อารมณ์นั้นมาเสพ สมใจเพื่อตนเองอีกแล้ว อย่างมี สุขสงบ ความจบ ก็จะจบไปแต่ละรอบแต่ละขั้น ตามที่ได้ศึกษาและปฏิบัติใน มิติที่ 8 ก็จะเกิดผล จบ ได้ ไปตามลำดับ แม้จะเป็นความจบที่เสร็จลงไปในตัวของแต่ละระดับนั้นๆ ก็เรียก ความจบ นั้นๆว่า นิพพาน หรือวิมุติ ไปแต่ละขั้นแต่ละรอบ ซึ่งมีปฏิสัมพัทธ์กันไปอย่างซับซ้อน แต่มีระเบียบ จนสุดท้ายก็ จบสัมบูรณ์ สูงสุด ดับ โลก(โลกีย์) ต่างๆให้แก่ตน หรือดับความรักที่ เห็นแก่ตัวเอง ถึงขั้นไม่เหลือเศษธุลีละอองที่บำเรออารมณ์ ของตัวเอง(อัตตา)อีกเลย เป็นอรหันต์สมบูรณ์ ผู้ที่ยังมีส่วนที่ เห็นแก่ตัวเอง แล้วก็ต้องบำเรอให้แก่ตนเอง(อัตตา) วนเวียนอยู่ไม่จบไม่สิ้นสนิทนั้น ก็คือผู้ยังไม่ดับ “โลก” แห่งความเป็นของตนเอง หรือ ความรัก ที่ยังเพื่อตนเองอยู่ จึงยังไม่บริสุทธิ์สะอาดแท้สัมบูรณ์ ยังเป็นความรักที่บำเรอตน ซึ่งยังเป็นภพ ยังเป็นชาติ ยังเป็นอัตตา หรือยังเป็น อาตมัน และสามารถสะสมพอกพูนขึ้นเป็น ปรมาตมัน ดั่งที่ เทวนิยมเป็นกัน แล้วก็ยึดมั่นถือมั่น ฝึกฝนเอาจนได้ จนเสพติดและอยู่ได้นานแสนนานกระทั่งพากันหลงว่า มี นิรันดร นั่นเอง ความจริงนั้น ไม่มีอัตตาใดๆ ในหรือนอกเอกภพ จะยืนยงคงตนเที่ยงแท้ ไม่แปรปรวนโดยอยู่อย่างเดิมได้นิรันดร แม้แต่ ปรมาตมันเองก็ยืนยงคงตน อยู่อย่างเที่ยงแท้นิรันดรไม่ได้ ความมีอยู่ ทุกอย่างในเอกภพมหาจักรวาลต้องมีการเปลี่ยนแปลงและหมุนเวียนทั้งสิ้น ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม สิ่งที่ยังปรากฏว่า “มี” จะต้องเปลี่ยนแปลงหรือแปรปรวนไม่เที่ยงแท้(อนิจจัง) และต้องเคลื่อนที่ ไม่มีสิ่งใดอยู่นิ่งๆ ลอยตัวอยู่ได้อย่างไร้สัมพันธ์ในมหาเอกภพ ไม่มี ความมีใดๆที่สามารถคงที่และเที่ยงแท้ไม่แปรเปลี่ยนตนเอง หรือไม่เคลื่อนไหววนเวียน นอกจาก ความไม่มีจริงๆ ซึ่งได้แก่ ความไม่มีกิเลส ที่ได้ละล้างด้วยทฤษฎีของพระพุทธเจ้า จนได้ชื่อว่า นิพพาน นั่นเองแหละที่จบสัมบูรณ์ ไม่แปรเปลี่ยนอีกแล้ว แต่กระนั้นก็ยังเคลื่อนที่ไปกับเหตุปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบของ นิพพาน ซึ่งก็คือ ขันธ์ 5 ที่ประกอบกันอยู่กับชีวิตพระอรหันต์ผู้ยังไม่ปรินิพพาน สุดท้ายแห่งสุดท้าย ก็คือ สภาพ ปรินิพพาน เท่านั้นที่ดับไม่เหลือ ชนิดสิ้นสูญทุกสิ่งอย่างสำหรับตน ไม่ว่า อัตตา หรือปรมาตมัน แม้แต่ขันธ์ 5 ที่เคยเห็นเหตุปัจจัย ก็มีไม่ได้อีก จึงไม่มีอะไรเคลื่อนไหวเวียนวนใดๆสัมบูรณ์เด็ดขาด เพราะนิพพาน เป็นลักษณะสุดยอดที่จะสร้างก็สร้างอย่างพระเจ้านั่นเอง แต่ไม่มีความสุขความทุกข์ และไม่มีการเอา มีแต่การให้ สุดท้ายที่พิเศษยิ่งก็คือ สำหรับ ตัวเอง จะไม่อยู่นิรันดร์ก็ได้ จะอยู่ยาวนานไปอีกเท่าใดๆ เท่าที่ตนต้องการหรือตนยังมีความรักก็ได้ ที่สุดแห่งที่สุด จะไม่อยู่..ไม่มี จะสลายอัตภาพ ที่เป็น อรหัตตภาวะสุดท้าย ไปจากมหาเอกภพ ไม่ให้เหลือ ตัวตนของตน อยู่ ณ ที่ไหนๆอีกเลย สูญสลายไปจากทุกสิ่งทุกอย่างในมหาเอกภพนี้ สิ้น ความมี อยู่ในมหาเอกภพนี้อีกเด็ดขาด ก็ได้ เป็นที่สุดแห่งที่สุด เรียกว่า ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ผู ้ ที่ได้เรียนรู้โลกใหม่ที่เรียกว่า โลกุตระ และได้ปฏิบัติตน จนบรรลุผลสำเร็จจริง นับตั้งแต่ขั้นต้นที่เรียกว่า โสดาบัน ก็เริ่มนับว่า เป็น อาริยบุคคล ระดับต้น และจะมีระดับสูงขึ้นๆ ต่อไปแต่ละระดับอีก ทั้งหมด 4 ระดับ คือโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ล้วนเรียกว่า อาริยบุคคลทั้งสิ้น เมื่อจบอรหันต์ ก็ถือว่า ผู้นั้นจบสมบูรณ์สำหรับประโยชน์ตนสูงสุด ผู้ที่ได้มีคุณสมบัติดังกล่าวจริง เป็นคนจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบวชด้วย เป็นฆราวาสก็เป็นอรหันต์ได้ แต่ทุกวันนี้เพี้ยนไปไกลมาก กลายเป็นว่า อรหันต์คืออย่างฤาษี และเกือบทุกคนเชื่อว่าฆราวาสเป็นอรหันต์ไม่ได้ แล้วยังมีข้องเงื่อนไขอีกว่า ถ้าเป็นฆราวาส เป็นอรหันต์จะต้องบวชภายใน 7 วันไม่บวชจะตาย อันนี้คืออุจเฉทิฏฐิ คือเชื่อว่าตายแล้วสูญ ของพระพุทธเจ้าไม่ยึดทั้งแบบตายสูญ กับ แบบอยู่นิรันดร เป็นอมตะไม่ตายเลย ของพระพุทธเจ้าไม่ยึดทั้งสองแบบ อย่างอรหันต์มหายานก็จะนิรันดร อยู่กับพระเจ้านิรันดร์ เป็นสัสตทิฏฐิ ในความหมายสุดโต่งไม่สัมมาทิฏฐิ จึงทำให้ปิดกั้นมรรคผลของศาสนาพระพุทธเจ้า ผู้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า แม้เป็นอรหันต์ก็เป็นฆราวาส แล้วทำช่วยสังคมอย่างจริงใจจริงๆ อรหันต์คือผู้หมดตัวตน คือทำคุณอันสมควรก่อน แล้วพร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง ก็ช่วยคนอื่นเรียกว่าโพธิสัตว์ คือผู้รื้อขนสัตว์ คนไม่มีคุณอันสมควรก่อนแล้วสอนคนอื่นจึงมัวหมอง ทำให้ศาสนาเพี้ยนไปหมด ยุคนี้เป็นยุคใกล้กลียุค คนกิเลสหนามากจัด และโง่ด้วย ไม่ค่อยรู้ ไม่มีปัญญา คนอยากไปนิพพานก็มีแฝง ไปบวช บวชแล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อนิพพาน แต่กลับขบถต่อนิพพาน ไปล่าโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญใส่ตนเอง แล้วพูดโก้ พูดหลอกว่าไปนิพพาน แต่พฤติกรรมแย่งตำแหน่งหน้าที่ ขี้โกงสารพัด หยาบจนหลับตาก็เห็น ไม่ฟังก็ได้ยิน ปิดหูปิดตาไปหมด ก็ยังรู้เลย มันถึงขนาดนั้น มันลือลั่นดังสนั่นด้วยภาพ เน่า ผิด ชัด ไม่ดูก็ต้องเห็น ไม่ฟังก็ต้องได้ยิน จะไม่รู้มันก็ยัดเยียดให้รู้ มันจัดจ้านมาก อาตมาเห็นว่ายุคนี้เป็นยุคที่ต้องปฏิวัติ คือทำให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว มันค่อยเป็นค่อยไปไม่ไหวแล้ว มันหาทางแก้ตัว คดโกงกัน วันนี้ทั้งวันออกมาไม่รู้กี่ช่อง โดยเฉพาะช่องหลวงปู่พุทธอิสระ บอกว่า ต่อไปเราขโมยเงินแล้วถูกจับได้ก็เอาไปคืนก็ไม่ติดคุก สบายมีตัวอย่างใหญ่มากด้วยแล้ว มันจะเน่าไปถึงไหน อาตมาว่า ทางศาลหรือเจ้าหน้าที่ยุติธรรมยังไม่ได้ตัดสินชัดนะ ซึ่งเคยตัดสินผิดพลาดโดยเฉพาะกรณีคุณไชยบูลย์ ตัดสินผิดพลาดตั้งแต่ก่อนพศ. 2542 แต่คืนเงินตอน 2549 ตอนพระสังฆราชมีพระบัญชามา 2542 เป็นกระบวนการยุติธรรม ก็เป็นเรื่องที่ตลบมาแต่บัดโน้น บัดนี้มาฉายหนังซ้ำก็เลยแทงหัวใจคน แล้วคนเก่า เล่นเรื่องเก่าอีก เขาช้ำมาแล้ว 1 ครั้ง มาแทงแผลเก่าเขาอีก มันก็เลยต้องแรง

อาตมาเห็นว่ามันควรต้องชำระสะสางได้แล้ว เป็นเรื่องจัดสรรสัจธรรม ไม่ใช่รังแก หรือไม่มีน้ำใจ แต่กลับเป็นมีน้ำใจอย่างยิ่งเพราะถ้ายังปล่อยให้คนตกนรกซ้ำหนักมันกลายเป็นการทำร้ายเขา มันไม่เมตตาเขา ซ้ำให้เขาตกนรกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก ไม่ได้เล่นลิ้นพูดไปนะ แต่เป็นสัจจะ การจะไม่ให้คนชั่วทำชั่วเพิ่มอีก เป็นเมตตาอย่างยิ่ง ไม่ใช่ปล่อยให้เขาทำชั่วซ้ำ แล้วกรรมเป็นอันทำ ทำแล้วเป็นผลวิบากติดตัวตนไปไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ต้องช่วยเขาแก้ไข ให้เขารับโทษ คนร่วมมือเขาก็บาปไปด้วยนะ ถ้าปล่อยให้เละต่อไป ทางโลกก็จะกู้ไม่ฟื้น ตอนนี้เป็นโอกาสดีมา ที่คสช.มาแล้ววางหลักเกณฑ์ จงทำเถิดขอร้อง ทำให้เด็ดขาด ทำให้บริสุทธิ์ถูกธรรมเข้าไว้ ถ้าปล่อยให้คนทำผิดเละต่อไป ไม่แก้ความผิด ความผิดนั้นยังเดินต่อทำผิดต่อ กลบไว้ โกหกได้ อำพรางไว้ การอำพรางอกุศลกรรมของตนไว้ คืออกุศลกรรมทุกขณะจิต ดีไม่ดีต้องโกหกใหม่อีก แสดงอาการเพิ่มอีก เป็นบทประพฤติซ้ำเติมอกุศลกรรมแก่ตนอีกตราบเท่าที่ไม่ได้สารภาพผิด เมื่อสารภาพแล้ว ก็รับโทษก็สิ้นสุดแต่ถ้าไม่ทำก็ไม่สิ้น แล้วจะหมักหมมความผิดอีก จะเกิดบทแห่งการมีกิริยา กายวิญญัติ วจีวิญญัติอีกมากมาย ที่มาจากจิตที่จะต้องปกป้องปกปิดไม่ให้คนอื่นรู้ สัจธรรมนี้ถ้าไม่เชื่อกรรมวิบากก็แล้วไป อาตมาว่า วันนี้ขอขยายทางธรรม ขออธิบายเรื่องภูมิต่างๆ เอาเรื่อง ภูมิ 4 ขั้นต่ำ ก่อน 1. นิรยะ (จิตนรกเร่าร้อน มีทุกข์สาหัสมาก) 2. ติรัจฉานโยนิ (ภูมิจิตเดรัจฉาน ไม่เจริญขึ้น) 3. เปตติวิสัย (ภูมิแห่งเปรต-จิตละโมบใคร่อยาก) 4. อสุรกาย (ความไม่กล้า) ทั้งหมดเป็นอาการของนามธรรมเป็นจิต สัตว์โอปปาติกะ ในจิต

นิรยะ คือ นรก ดิ้นรนเดือดร้อนทรมาน คืออาการจิตที่ทุกข์ร้อน เราเป็นคนก็เคยเป็นนรก ร้องห่มร้องไห้ ปวดใจทุกข์ทรมานใจ วันนี้เห็นภาพคนไข้ออกมาโหนข้างนอกตึก แล้วตกมาตาย จิตทุกข์ร้อนนี่จิตสัตว์นรก พอตื่นมาเป็นสุรภาโว สติมันโตก็สนใจอันอื่นได้ แต่ตอนตายไป มันอยู่ในภพเหมือนคนนอนหลับ แล้วมันจะดิ้นรน ทรมาน จะไปโดดตึกตายก็ไม่ได้ ผูกคอตายก็ไม่ได้ แต่เหมือนตนฝันไป คนมีร่างกายพอทรมานก็ดิ้นได้ แต่ตายไปแล้วไม่มีร่างกายรับ มันจะทรมานขนาดไหน ให้คาดเดาเอานะ เดรัจฉาน นั้น เมื่อเป็นสัตว์นรกแล้วไม่รู้ ก็คือเกิดในภูมิเดรัจฉานก็จะโง่อยู่ในภูมินั้นตลอดไป แต่ถ้าคนมาศึกษาแล้วหายโง่จากเดรัจฉานก็จะรู้ว่าเปรตคือย่างไร ถ้าไม่รู้ก็จะทรมานเป็นสัตว์นรก ตราบใดโง่ไม่รู้ก็จะนรกอยู่อย่างนั้น ทำชั่วซ้ำซ้อนไปตลอดเวลา เ ปตติวิสัย คือ เปรต คือความอยาก ดิ้นรนอยากได้ ผู้ใดผ่านเดรัจฉานมาได้ พ้นแล้วก็จะรู้ว่าตนเป็นเปรต แต่ถ้ารู้แล้วก็ยังไม่กำจัดเปรตก็คือ อสุรกาย ไม่กล้าทำดี ไม่กล้าฆ่าเปรตของตนเอง องค์ประชุมรูป นาม เกิดวิญญาณ ต้องมารู้รูปนาม แล้วกล้าปฏิบัติ หากไม่กล้าก็คืออสุรกายอยู่ เหตุการณ์บ้านเมืองกำลังเจอผีอยู่กลางสังคม หากท่านไม่กล้ากำจัดผีเพื่อช่วยบ้านเมืองท่านก็คืออสุรกาย ที่ไม่กล้า เพราะติดโลกีย์ คือ กลัวเสียโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ เพราะเหตุนี้แหละ จะมีเหตุอื่นก็คือไม่รู้วิธีกำจัดกิเลสตนเอง ก็ไม่ได้กำจัด จะบอกว่าไม่กล้าก็ไม่ถูกทีเดียว แต่เพราะไม่รู้ แต่ถ้ารู้แล้วไม่กล้าทำ ไม่ทำก็คือ ไม่พ้นสีลัพพตปรามาส ถ้ารู้แล้วไม่กล้าก็เป็นอสุรกาย หรือเล่นหัวซูเอี๋ยกับผี นี่คือไม่พ้นสีลัพพตปรามาส ที่ไม่ทำเพราะรัก เพราะชอบหรือเห็นแก่ผี จะปล่อยไว้ทำไม ผีมันทำลายอยู่ทุกวินาที จะต้องจัดการ ผู้จะเข้าใจอบายภูมิ 4 ต้องมีวิธีของพระพุทธเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มีสุรภาโว สติมันโน อิธพรหมจริยวาโส ต้องเป็นผู้ตื่นเต็ม มีปสาทรูป โคจรรูป สัมผัสแล้วเกิดภาวรูป มีสติสัมปชัญญะ ปฏิบัติได้ก็จะเป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีป ในร่างของมนุษย์นี้ แต่คนที่ได้ร่างเป็นมนุษย์แต่จิตวิญญาณเป็นผี แต่เอาร่างนี้มาหลอกว่าตนเป็นเทพ ก็คือเทวบุตรมาร ถ้าไม่ได้เรียนรู้ก็จะมีร่างเป็นมนุษย์แต่จิตวิญญาณผี เสียดายร่างมากเลย คนนี้คือโมฆบุรุษ ไม่ได้เป็นมนุสโสคือคนทำให้จิตสูงเจริญได้ หรือไปหลงภูมิเทวดาเก๊อีก 6 ภูมิ ก็ซ้ำเติมความเป็นผี เพราะทำให้ผีอ้วนขึ้น ต้องการมากขึ้น เป็นเปรตมากขึ้น คือได้สมใจอยาก อยากได้ลาภก็ได้ลาภ อกุศลจิตมันอ้วน เพราะได้เหยื่อ ได้อาหาร มันอยากได้ยศก็ได้ยศ อยากได้ลาภ หรือโลกธรรมด้วยทุจริตก็ชอบใจ สมใจกิเลสก็อ้วน นี่คือกิเลสอ้วนทั้งขึ้นทั้งล่อง ทุกข์กิเลสก็อ้วน สุขกิเลสก็อ้วน เราต้องจำกัดขนาดกิเลสตน โดยปริตตัง อย่างเพิ่งคำนึงถึงกิเลสทั้งหมดเป็น อนันตัง คือไม่มีที่สิ้นสุด เราต้องจัดการเบื้องต้น คือกามก่อน เราต้องลดเสพสุขเท็จ เป็นสมมุติเทพ เป็นเทวดาโง่ๆ เสพสุขใส่ตนแล้วตกนรกวนเวียนไปนับชาติไม่ถ้วน ซึ่งมีลักษณะของ เทวดาเก๊ 6 แบบ 1. จาตุมหาราชิกา (สวรรค์ที่มหาราชใหญ่ 4 ทิศ ปกครอง) 2. ดาวดึงส์ (ที่อยู่แห่งเทพที่ยังเสพอารมณ์เพิ่ม เกินๆ) 3. ยามา (แดนใจของผู้เปลื้องทุกข์ได้ ได้นาน) 4. ดุสิต (แดนใจของผู้อิ่มสงบเฉยได้แล้ว เพราะเสวยอิ่ม) 5. นิมมานรตี (ภูมิจิตของผู้มีใจยินดีในการเนรมิต ความปรารถนา สำเร็จได้ด้วยความสามารถตน) 6. ปรนิมมิตวสวัตตี (ภูมิที่อยู่แห่งเทพที่มีอำนาจในการเนรมิตอื่นๆ มีผู้อื่นสนองอำนาจให้ได้อย่างเร็วไว หากจิตพ้นขั้นนี้ได้แล้วย่อมเป็นพรหม) (พตปฎ. เล่ม 4 ข้อ 17 )

คนที่อุทิศส่วนกุศลให้คนตายไปแล้ว เขาตายไปกี่ปีแล้ว จะส่งไปถึงได้อย่างไร ทำไมไม่เดียงสาเหมือนเด็กอมมือ เขาอยู่ที่ไหน แล้วเขาจะกินได้อย่างไร เขาเชื่อจริงๆอาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาจะต้องอุตสาหะวิริยะบากบั่นมากเลย เพราะคนยึดติดมาก อัตตาก็สูง เชื่อตนเอง แล้วดันโง่ไปรู้ผิดๆ ก็ยังเชื่อที่ผิดต่ออีก … ผู้ใดเข้าใจภพภูมิของจิต ตั้งแต่อบายภูมิ แล้วเรามีจิตที่เป็นมนุษย์ จะสร้างจิตให้เป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีป ถ้าเป็นเทวดาแล้วไม่มีภูมิธรรม อาจพาหลงเหลิงได้เพราะได้สมใจ ก็จะตกนรกหนัก ซ้ำซ้อนวนเวียน ดังนั้น กุศลโลกุตระจะเป็นหลักประกัน เมื่อเป็นเทวดาได้มีฐานะได้ แต่มีภูมิโลกุตระด้วยจะทำให้ไม่หลง ไม่เหลิง จะกลายเป็นคุณธรรมที่จะช่วยทำให้ช่วยมนุษย์โลกมากขึ้น แต่ถ้าใครมีแต่กุศลโลกียะแต่ไม่มีภูมิโลกุตระจะหลงเหลิงซ้ำซ้อน วนเวียนสุขทุกข์อยู่ช้านาน เราต้องทำให้มีหลักประกัน อยู่เหนือโลกต่างๆได้เป็นลำดับขั้น ทำให้ช่วยโลกได้มากขึ้นตามภูมิธรรม ถ้าไม่ศึกษาโลกุตระธรรมอย่างเดียว เสียชาติเกิดเป็นมนุษย์ นี่คือโมฆบุรุษ อาตมาแปลว่า ชิงหมาเกิด ได้ร่างเป็นมนุษย์แต่ไม่สะสมโลกุตรธรรม ถ้ามีอยู่เจออยู่ด้วยไม่มาเอาก็แย่แล้ว

ต่อไปเป็นการตอบปัญหา ประเด็น _ทำไมเขาไม่ใช้ ฅ คน แต่เขาใช้แต่ ค ควาย พ่อครูว่า… อันนี้หลวงปู่ตอบไม่ได้

_คนทำผิดกฎระเบียบแล้วถูกลงโทษกับคนทำผิดกฎแล้วลอยนวล จะมีวิบากต่างกันอย่างไร? พ่อครูว่า ... คนทำผิดแล้วได้รับโทษคนนั้นก็บรรเทาไป เป็นคนเข็ดหลาบ รู้ว่าถ้าเราทำเช่นนี้ เราจะได้รับโทษรับทุกข์ตั้งแต่เป็นๆ นี่แหละ แม้ว่าเราตายไป ตอนเป็นๆ เราไม่ได้รับโทษ ตายไปจึงจะต้องได้รับโทษก็ไปบรรเทาตอนตาย เหมือนใช้หนี้ บางคนใช้หนี้ สิบอสงไขย์ บางคนห้าร้อยปี เป็นต้น แต่คนได้รับโทษในปัจจุบันก็ได้บรรเทา หมดตั้งแต่เป็นๆก็หมด เหลือเท่าไหร่ก็ไปบรรเทาตอนตาย ส่วนคนทำผิดแล้วลอยนวลก็ไปนรกแหงๆ การลอยนวลเขาตามจับอยู่แต่ก็หนีได้ใช้อิทธิพลหนี อย่านึกว่าเขาไม่รับโทษเพิ่มนะ แล้วทำกรรมกลบเกลื่อนโดยตนเองไม่รับโทษยิ่งซับซ้อน คนลอยนวลเหล่านี้จะได้รับโทษมหาศาล สรุปแล้วรับโทษนั่นแหละดี แต่ถ้าลอยนวลแล้วมีแต่เพิ่มเติมวิบากไป

_ไสยศาสตร์กับอุปาทานต่างกันอย่างไร? พ่อครูว่า ...เรื่องไสยศาสตร์เป็นศาสตร์ เป็นความรู้ที่ไม่รู้ (ไสย แปลว่าหลับ ไม่รู้) คนก็หลอกกันไป ส่วนอุปาทานคือสิ่งที่เรายึด อันใดก็แล้วแต่ที่เรายึดเป็นเรา เป็นของเรา

_หลวงปู่เคยกลัวคนไม่ยอมรับ ธรรมที่หลวงปู่ประกาศหรือไม่ พ่อครูว่า… ตั้งแต่มาทำงานศาสนาก็ประกาศโลกุตรธรรมมาตลอด ขอยืนยันว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่เหมือนศาสนาอื่นที่เป็นโลกุตระ ส่วนโลกียะเขาสอนกันหลายศาสดาแล้ว ไม่ต้องไปแย่งเขาสอน เสียเวลาขยายโลกุตรธรรม ตั้งแต่ทำงานมาหลวงปู่ไม่เคยหวั่นไหว ไม่เคยกลัวคนไม่ยอมรับ ไม่รู้สึกว่าประหวั่นพรั่งพรึงอะไร เพราะเป็นเรื่องจริงเรื่องดี แต่คนที่พูดเรื่องไม่จริงเรื่องชั่ว ก็น่าจะหวั่นไหว แต่หลวงปู่พูดเรื่องจริงเรื่องดีประเสริฐก็ไม่หวั่นไหว

_มีชีวิตอยู่น้อยเท่าไหร่ กรรมที่จะชดใช้ก็จะน้อยเท่านั้นจริงไหม? พ่อครูว่า… อยู่เป็นมนุษย์มีชีวิตมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งพากเพียรทำกรรมดีมากเท่านั้น มีโอกาสเกิดเป็นคนได้มีองค์ประกอบครบ สติพร้อม มาทำงาน เรียนรู้ให้รู้กรรมดีชั่ว แล้วทำกรรมโลกุตระให้ได้ นานเท่าที่ทำได้ จะไปรีบตายทำไม?

_กายสักขีคืออย่างไร? พ่อครูว่า… กายคือองค์ประชุมรูปกับนาม ส่วนสักขีคือพยานเห็นอยู่ทนโท่ ผู้ที่มีสิ่งที่ประชุมอยู่ เรารู้จักรูป และ นามประชุมกัน แล้วจิตเราปรุงแต่ง ผสมกับ ดิน น้ำ ไฟ ลม สัมผัสกับภายนอกแล้วจิตเราเกิดอะไรขึ้นมาเป็นองค์ประชุมของรูปและนาม หากเราไม่ได้ศึกษาธรรมะจะไม่รู้ไม่เห็น แต่ถ้ามาเรียนสัมมาทิฏฐิ จะเห็นผี เห็นเทวดาปลอมแล้วจะรู้เหตุ ของมัน รู้รายละเอียดในการลดเหตุของผี เทวดา อย่างสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สัมผัสนอก แล้ว รู้ใน รู้ว่าผีเกิด แล้วทำผีตายหรือเทวดาเก๊ตายไปแล้วเกิดเป็นอุบัติเทพหรือวิสุทธิเทพในที่สุด เราจะเห็นผี เทวดา มาร พรหมได้อย่างมีตาปัญญาของพระพุทธเจ้า เห็นของจริงอยู่ทนโท่ เป็นพยานหลักๆ เรียกว่าสักขี เห็นเลยว่าเป็นกายของพรหม เทวดา ผี เป็นอุบัติเทพ วิสุทธิเทพ สูงสุดได้ นี่คือต้องมีตาทิพย์กับวิญญาณที่เกิด

_คนปฏิบัติธรรมเคร่งๆเฉยๆ แต่ไม่ได้ลดกิเลสเป็นอย่างไร? พ่อครูว่า… ก็เป็นผีตลอดไปสิ มันต้องมีพยานหลักฐานเป็นกายสักขีของตนเองอยู่ทนโท่ น

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน