580320_พุทธชีวศิลป์(ว.นบ.) เรื่อง ยอดนิยายของโลกแห่งความเป็นมนุษย์ ๑.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580320_รายการพุทธชีวศิลป์(ว.นบ.) เรื่อง ยอดนิยายของโลกแห่งความเป็นมนุษย์ 1 โดย พ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...ยอดนิยายของโลก แห่งความเป็นมนุษย์ นี่คือชื่อหนังสือเรื่องใหม่ ที่อาตมาจะนำเอามหานิทานสูตร มาเขียนเป็นหนังสือ แต่เดี๋ยวนี้เขามีศัพท์ว่า นวนิยาย เป็น นิยายสมัยใหม่ คนเราก็หาภาษาบัญญัติเพื่อจูงนำสื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น มีผู้ถามมาว่า …. _ 0824039xxx … คืนนี้อยากให้พ่อครูอธิบายคำนี้!ความเป็นนิพพานไม่ใช่อัน หนึ่ง อันเดียวกันกับความเป็นพระเจ้า!เพราะพระเจ้าคือความมี!ที่ยิ่งใหญ่สุดใหญ่!ทั้งเป็นนิรันดร์อีกด้วย!ส่วนนิพพานนั้นคือความไม่มีอย่างสิ้นเชิงฤาเป็นความดับสนิท,ความสูญอันตรงกันข้ามคนละขั้วชัดเจน?
พ่อครูว่า… จิตวิญญาณพระจ้าคือจิตที่มีคุณลักษณะ 3 อย่าง คือตรีมูรติ พระพุทธเจ้าท่านให้พิสูจน์โดยลดความเห็นแก่ตัวได้จริงๆเลย แม้พระเจ้าก็เป็นธาตุจิตวิญญาณ ทางเทวนิยมเขาก็เรียนกันนะว่า จะต้องให้เป็นคนดีๆ จนให้เป็นลูกพระเจ้าเลย แต่เขาก็ไม่ได้เรียนรู้ทฤษฎีสมบูรณ์ เพราะจิตมันมีจิตไร้สำนึก ใต้สำนึก และจิตสำนึก แต่ของพระพุทธเจ้านี่มีวิธีการที่จะล้างจิตทั้ง 3 ระดับให้สะอาด สรุปที่ว่า นิพพานคือความไม่มีอย่างสิ้นเชิงบริบูรณ์นั้นไม่ผิด แต่ถูกไม่ครบ เพราะว่าพระพุทธเจ้าให้ล้างกิเลสได้นิรันดรเลย ไม่มีกิเลสได้นิรันดร เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นธรรมะหนึ่งในสอง แต่ตนเองจะไม่มีเลยก็ได้ ล้มเลิกการมีเลยก็ได้ หรือจะมีก็ได้ จะมีเป็นแบบนิรันดรเลย คือหาที่จบไม่ได้ อย่างพระอวโลกิเตศวร นี่ตั้งปณิธานว่าจะรื้อขนสัตว์ให้คนในโลกบรรลุอรหันต์ให้หมด แล้วตนค่อยปรินิพพาน แล้วจะเป็นไปได้ไ
อ่านต่อ
หม? ซึ่งเป็นเรื่องดี ใครจะตั้งจิตก็ทำสิ แต่อาตมาไม่เอาขนาดนี้
พูดถึงอนันตริยกรรม มี อนันตริยกรรมถึง 6 อย่าง 1. ฆ่าแม่ 2. ฆ่าพ่อ 3. ฆ่าพระอรหันต์ 4. ทำให้พระบาทของพระพุทธเจ้าห้อเลือด 5. ทำให้สงฆ์แตกกัน สังฆเภท 6. อภิฐาน ภาษาบาลีเรียก อัญญสัตถุทเทส หมายความว่า ถ้าผู้ใดทำเข้าเป็นอนันตริยกรรม ต้องมีวิบากหลายอย่าง แม้จะเป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ ข้อนี้ อัญญสัตถุทเทส คือคนที่สัมมาทิฏฐิแล้ว พบสัตบุรุษแล้ว ศึกษาไป เกิดจิตวิปริต เห็นผิดเพี้ยนไป ไปเห็นที่อื่นดีกว่า อยู่ไปบอกว่าที่สัมมาทิฏฐินี้ไม่ถูกต้องแล้วออกไป นี่คือซวยมากเลย เพราะคิดว่าอาจารย์ที่สัมมาทิฏฐิไม่ถูกต้องไปนับถืออ าจารย์ ใหม่ที่ไม่สัมมาทิฏฐิ มีอยู่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 25 ข ้อ 314 มาบอกพวกเราว่าอย่าเผลอไผล ถ้าออกไปนี่อนันตริยกรรมกินแน่ ขออภัยที่พูดเหมือนร้อยรัดพวกเราไว้ แต่มันยากนะ ใครจะตัดสินล่ะ ถ้าถามอาตมาว่าอาตมาสัมมาทิฏฐิไหม เราก็ต้องยืนยันว่าเราสัมมาทิฏฐิ ก็แล้วแต่ปัญญาของคนตัดสินเอง พระพุทธเจ้าเป็นได้ทั้งสองอย่างเป็นนิรันดรอย่างเทวนิยมก็ได้ แต่อยู่อย่างไม่ปกปิดลึกลับเป็นอรหัง ชัดเจน เป็นยอดปรมาตมันมีตรีมูรติจริง ถ้าพัฒนาเป็นโพธิสัตว์มากขึ้นแล้วเป็นพระพุทธเจ้าคือ พระเจ้าที่มนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าได้ คือพระพุทธเจ้า เป็นของจริงในความเป็นมนุษย์ชมพูทวีปที่มีมนุษย์อุตรกุรุทวีปอยู่ในตัวสมบูรณ์ มาพูดถึง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ธรรมะสองอย่างนี้ ตั้งแต่ปฏิจจสมุปบาท ก็มี อวิชชากับสังขารก็จับคู่กันได้ แล้วสังขารก็คู่กับวิญญาณ วิญญาณก็คู่กับนามรูป ….จับคู่ไปได้หมด ถ้าเรารู้จักตั้งแต่ มีตายก็เกิด มีเกิดก็มีตาย ชาติกับมรณะ เป็นเหตุปัจจัยกัน เราไปจับที่ต้นขั้ว ถ้าไปจับที่อวิชชาก็ไม่ได้เพราะมันรวมหมดแล้ว ก็ไปเริ่มที่ปลายก่อน ประธานของชีวิตคน คือจิตวิญญาณ หรือมโน เป็นธาตุรู้ จึงต้องเรียนรู้ตัวนี้ตั้งแต่ตัวเริ่มคือปริตตัง คือกรอบเล็ก ท่านเรียกว่าเป็นสภาพที่มีขนาดจำกัด ส่วนอนันตังแปลว่า ขนาดไม่จำกัด ของฉบับหลวงแปลว่า กามาวจร กามาวจรที่สังขารเบื้องต้น คืออบายภูมิ ที่เราไปเกี่ยวข้องกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ ที่มันเกินเฟื้อจัดจ้านที่เราไม่ต้องมีแล้ว หรือเป็นลาภได้อย่างใหญ่มากทุจริต เป็นกุหนา นี่คือยอดอบาย ต่ำที่เรามีอยู่ เราต้องเลิก ถ้าเราไม่รู้ว่าตั้งต้นตรงไหนของเรา เราก็เอาที่หยาบต่ำที่สุดของเรา เมื่อมันยังมีชาติ มันอยากได้อยากเป็นแม้ทุจริตก็จะเอา คนทั่วไปก็เห็นๆ ดีไม่ดีเราเองจะทำด้วย เชื่อมือว่าคนอื่นจับไม่ได้อีก ขนาดทักษิณก็ยังไม่เอา แต่ส่งน้องสาวมา นี่ ซื่อบื้อหน่อย เมื่อมีชาติก็มีมรณะ ส่วนชรา มรณะ โศก ปริเทวะก็รวมลงที่เวทนา คนอวิชชาก็ไม่รู้ว่าชาติอย่างไร ไม่รู้ว่าชาติหมามาเกิดก็ไม่รู้ ภาษาไทยว่าชาติหมานี่เลวสุดแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าจิตวิญญาณเราเป็นเช่นนั้น แต่ในจิตวิญญาณก็ไม่ได้เลวต่ำไปหมดหรอก แต่มันมีสอง แต่เราทำให้มีจิตหนึ่งเดียวได้ หนึ่งสุดยอดคืออรหันต์ คือธรรมะสองที่รวมลงเป็นส่วนเดียวคือเวทนา มันครอบคลุมหมด ชาติ กับมรณะ เป็นคู่แรกเลย คำว่า ตาย อย่างโลกุตระ ท่านใช้คำว่า อรณะ แปลว่าการไม่มีสงคราม อรณะคือจิตไม่มีสงคราม พระอรหันต์คืออรณะแล้วไม่ลึกลับแล้ว เพราะศึกษาจนครบสมบูรณ์แบบ เรากำจัดอกุศลจนเกลี้ยงไม่เหลือเศษเลย ต้องศึกษาตั้งแต่ชาติที่คุณเรียนรู้ได้ ตั้งแต่อบายภูมิที่เป็นตัวหยาบก่อน ของตน แล้วถ้าเราจับอ่านตัวตนได้ที่มันเกิด คำว่า เกิด นี่พระพุทธเจ้าแยกเป็น 5 ตัว มี ชาติ สัญชาติ โอกกันตะ นิพพัตติ และอภินิพพัตติ การรู้รูปนาม มีที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า อภิภายตนะ คือนัยของอภิสังขารที่ยิ่งใหญ่กว่าอายตนะสามัญหรือสังขารสามัญ ละเอียดกว่า ส่วนวิโมกข์ 8 คือการเรียนรู้รูปนามต่างๆ พอมาเป็นอภิภายตนะนี่มีรายละเอียดมากกว่าอีก เอาไว้จะไปสอนอีกที ชาติ คือการเกิดกลางๆ คลุมไปหมด การเกิดใดๆทั้งปวงเป็นทุกข์ ชาติปิทุกขา สัญชาติ คือมีการกำหนดหมายรู้ชาติได้ แต่ถ้าไม่รู้ก็เกิดโดยสัญชาติ คือการเกิดธรรมดาของคน มีเชื้อที่จะมีชาติได้ จะเกิดเองเป็นเองตามวิบาก แต่ถ้ากำหนดสัญชาติได้ก็จะกำหนดการเกิดได้ มันอยู่ในคลังสัญญาของคุณ ต้องกำหนดอ่านแล้วมันจะเกิดตอนมีบทบาทที่กระทบสัมผัส มาอยู่ในฐานสามัญสำนึก แต่ตัวใต้สำนึกคุณรู้มันไม่ได้ ต้องมาเรียนที่ฐานจิตสำนึก เมื่อเราฆ่ากิเลสสามัญสำนึกแล้ว กิเลสตัวใต้สำนึกจะขึ้นมาให้เราฆ่าต่อ ถ้าฆ่าจิตใต้สำนึกได้ จิตไร้สำนึกจะขึ้นมาให้เราฆ่าต่ออีก นี่คือวิธีการที่ทำให้มันออกมาปรากฏตัวแล้วจัดการมันเสีย เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคง เป็นตำรวจที่เยี่ยมยอด มีวิธีจับโจรมาประหารได้ยอดเยี่ยม ไม่ออกมาคุณก็ไม่ใช่กิเลส ไม่อย่างนั้นคุณอดอยาก หากมีกิเลสอยู่ที่เก็บไว้ คุณก็นั่งกินนั่งนอนอยู่ในจิตไร้สำนึก แต่ถ้าไม่มีใครเอามาให้กิน คุณก็ต้องออกมากินเอง ออกมาแล้วตำรวจก็จับมาเจี๋ยนซะ นี่คือวิธีการของพระพุทธเจ้านี่ยอดเยี่ยมมาก เมื่อเรารู้สัญชาติญาณแล้วก็กำหนดรู้เรียนรู้จนในนามรูปประชุมกันเกิดวิญญาณ เกิดเจตสิก 3 เวทนาสัญญาสังขาร ก็เรียนรู้สังขาร เวทนา มันรวมกันเป็นเวทนาในปัจจุบัน ในอารมณ์มีอะไรคือเหตุ ก็คือจิต สราคะ สโทสะ สโมหะ ก็วิจัย วิธีอุบายโกศลก็คือไม่ให้อาหารมัน มันปลอมตัวมาว่าสุข ในความสวยงาม เขาหลอกเรา มันเป็นสุขเท็จ เทวบุตรมารแท้เลย เมื่อจับตัวมันได้ มันก็จะรู้ตัวจริงว่ามันไม่ใช่เทวดานะ จัดการมันเสีย วิธีจัดการก็มีปหาน 5 ตทังคปาน วิกขัมภนปหาน ไป... เมื่อจิตมันกระทบแล้วเกิดตัวตนจะหยั่งลง เป็น โอกกันติ หากอวิชชา มันจะหยั่งลงเป็นอกุศล แต่ถ้าเราตั้งใจอ่านจับอกุศลได้ กำจัดมัน ก็จะกลายเป็นจิตสะอาดหยั่งลงแทน แต่ที่ไม่รู้นี่หยั่งลงทีไรก็เป็นปุถุชน อ้วนใหญ่ทวีเพิ่มขึ้น พอเราจับมันได้ก็ปหานมัน คุณทำให้ความเป็นสัตว์ เป็นชีวิตินทรีย์ของสัตว์ พลังงานสัตว์มันลดลง จนมันตายได้นี่คือคุณทำให้เกิด นิพพัตติ คำว่านิพพัตติ คือไปหานิพพาน เป็นจิตวิญญาณใหม่เกิด สูงสุดได้เป็น อภินิพพัตติ คือขั้นผล นี่คือการเกิด 5 ชนิดที่คุณใช้ญาณปัญญาตาทิพย์เห็นได้ ใครทำได้นิพพานเป็นอันหวังได้ การกำจัดกิเลสไม่ได้ให้ตายทั้งจิต แต่ให้มันตายส่วนหนึ่ง คืออรณะ เราทำสงครามแต่เฉพาะกับอกุศลจิต ไม่ได้ทำสงครามกับกุศลจิต ชาติกับมรณะ ถ้าคุณฆ่าชาติได้ บังคับชาติได้ ก็ขยับมาเป็นคู่ที่สอง คือ ชาติกับภพ ถ้าชาติดับ ภพก็ดับ มีกามภพ รูปภพ อรูปภพ จัดการอบายภูมิก่อนแล้วหาอบายภูมิตัวต่อมา ก็คือในกามภพนั่นแหละก็ทำให้มีขนาดจำกัดได้ทุกปริตตะ คุณเป็นพรหมก็ปฏิบัติตั้งแต่ปริตตาภา มาเป็นอัปปมาณาภา ต้องตีกรอบของแต่ละคนให้ได้ ไม่เท่ากัน ไล่เรียงเป็นพรหม 20 ชั้น เช่น 1. พรหมปาริสัชชาภูมิ คำว่า ปาริสะแปลว่าบริวาร 2. พรหมปุโรหิตาภูมิ คำว่าปุโรหิต คือผู้รู้ผู้เป็นครูเป็นหัวหน้า 3. มหาพรหมาภูมิ คำว่ามหาพรหมก็คือผู้ยิ่งใหญ่ ใหญ่กว่านายใหญ่อีก 4. ปริตตาภาภูมิ คำว่าปริแปลว่าน้อย 5. อัปปมาณาภาภูมิ คำว่าอัปปมาณาแปลว่ามาก 6. อาภัสราภูมิ คำว่า อาภา แปลว่าแสง เป็นต้น....
ของฤาษีเป็น อสัญญีสัตว์ แต่ของพุทธเป็น อสัญญายตนะ คือไม่ต้องกำหนดอีก ไม่ต้องไปสัญญา ไม่ต้องเรียนรู้อีก กำจัดไปได้แล้ว ก็มีอายตนะ แต่ของมิจฉาทิฏฐิได้องค์ประชุมเป็นอสัญญีสัตว์ ไม่ได้อสัญญายตนะ ทั้งอสัญญีสัตว์และอสัญญายตนะ เป็น สุภกิณหะ เหมือนกัน ของพระพุทธเจ้านี้ตัวดับดับจริง แต่ตัวสว่างนั้น (ยังอยู่ ?) มาดูที่ วิญญาณฐีติ 7 1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า พ่อครูว่า… คนไม่ได้เรียนธรรมะเลย ไม่ว่าจะเป็นพุทธมิจฉาทิฏฐิ ก็จะนึกว่ามนุษย์คือผู้มีร่างกาย แต่ว่าตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง กายของเขาก็จะต่างกับกายของพุทธสัมมาทิฏฐิ เทพของพวกมิจฉาทิฏฐิจะไปนึกถึงสมมุติเทพ เขาจะแยกเวทนาไม่ออก รวมลงเป็นเวทนาเขาจะไม่รู้สอง ให้ลงมาเป็นหนึ่ง ดับเคหสิตเวทนาไม่ได้ เขาจะมีเทวดาโลกีย์ มีรสชาติ มีตัวตนไป เทวดาที่เขารู้คือเทวดาเก๊ สมมุติเทพ แต่แท้จริงมันคือวินิปาต คือสัตว์นรก ปลอมตัวมาเป็นเทวบุตรมาร ยิ่งปลอมตัวเก่งยิ่งเป็นมารใหญ่เลย
2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น . พ่อครูว่า… ผู้มิจฉาทิฏฐิ ก็ต้องการไม่ให้มีสัตว์อบาย ต้องการให้เป็นพรหมตั้งแต่ฌาน 1 เป็นต้นไป คนทำฌานได้คือจิตไม่มีนิวรณ์ 5 และนิวรณ์ 5 นี่แหละคือสัตว์อบาย วิธีมิจฉาก็สะกดจิตให้ใสๆ ให้ไม่มีอาการ กาม ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา เขาสร้างภพความใสสว่าง เรียกภาษาว่าอาภัสรา เขาก็ได้อาภัสราพรหม เขาปั้นความใสมาเอง ไม่ได้ใสจากการล้างกิเลสตัณหาที่ทำให้เศร้าหมองขุ่นมัว แต่สัญญาเขาว่าได้ใส ได้องค์ประชุมกายของความใสในจิตของเขา เขาได้อาภัสสรา แต่ไม่สมบูรณ์แบบ เป็นเทวดาปลอม แต่ของพระพุทธเจ้าจิตใสเพราะได้ทำกิเลสตัณหาให้ออกไปได้สนิท แล้วทำได้แล้วถาวรไม่เปลี่ยน เกลี้ยงจบใสตลอดกาลไม่เข้าๆออกๆ อย่างที่พระพุทธเจ้าว่าการทำสัญญาเวทยิตนิโรธไม่ต้องเข้าต้องออกเลย ที่ว่ากายต่างกัน นั้นแบบสัมมาทิฏฐิมีองค์รวมคือกาย อย่างลืมตา มีชมพูทวีปครบ แต่ของฤาษีอยู่ในรูปภพ อรูปภพ ไม่อยู่กับกามภพ แต่ถ้าหมดกามภพก็อยู่เป็นอนาคามี หมดได้ในกามาวจรก็ลืมตาอยู่กับโลกเต็มๆได้ กายที่ได้จึงต่างกันไป
3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) พ่อครูว่า… กายอย่างเดียวกันคือใสอย่างเดียวกัน แต่ว่า วิตกวิจาร ต่างกัน ปีติ สุข อุเบกขาก็ต่างกัน มีแบบเนกขัมมะกับเคหสิตะต่างกันเช่นนี้ ทำให้อกุศลจิตหนึ่งในสองนี้ดับไปก็เหลือแต่กุศลจิต หนึ่งเดียว ก็ยังอยู่กับภายนอกสังคมที่เขามีผีหลอกกันเต็มไปหมด แต่เราไม่มีผีแล้วก็เป็นอาภัสราใสสว่างถาวร รู้ยิ่งโปร่งโล่งตลอดเวลามีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลกา(แสงสว่าง) แม้ลืมตากระทบสัมผัสก็สะอาดสว่างเช่นเดิม
4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) พ่อครูว่า… คือคนเข้าฌานฤาษี ถ้าได้ความสว่างแล้ว แต่เขามีสัญญาว่าจะต้องดับ เขาก็ดับอีก เป็นอสัญญี ไม่กำหนดหมาย คำว่าอสัญญีสัตว์ ก็ดับมืดเป็นกิณหะ คือของฤาษีได้กายเป็นกิณหะจริง เขากดข่มไม่ให้มีอาการได้ แต่แบบดำมืด แต่ของพระพุทธเจ้าจัดการอาการได้แต่ว่ากลับใสสว่างทั้งนอกและใน แข็งแรงด้วย กายสว่างของพระพุทธเจ้า แต่กายมิจฉาทิฏฐิจะมืด กายสว่าง กายมืด คือตายด้วยกันทั้งคู่ แต่ของฤาษีไม่ตายถาวร ไม่เที่ยง ต้องออกมาเจอก็เกิดอีก อาจได้ชั่วคราว แต่ไม่ตายสนิทถาวร นัยลึกอธิบายยากเพราะมันไม่มีเหมือนกันแต่อย่างหนึ่งประเสริฐกว่า ในพระไตรปิฎก เ ล่มที่ 16 ข ้อ 60 นั้นว่าไว้ จะบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส แล้วต้องมีผัสสะ จึงเกิด เป็น เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยเกิด แต่ถ้าหลับตาไม่มีผัสสะ ก็จะไม่จริงเหมือนมีผัสสะ แล้วจะเป็นเหตุปัจจัยต่อเนื่อง คุณจะรู้จักวิญญาณ ที่อยู่ในนิทานต้องรู้นามรูป ที่เป็นตัวร้ายจนถึงที่เป็นพระเอก ทำให้ผู้ร้ายตายหมดจนเหลือแต่เอกบุรุษ การศึกษาพวกนี้หากไม่รู้จักตัวละครที่เป็นสัตว์โอปปาติกะ ที่เป็น เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ที่เป็นนามพร้อมกับองค์ประชุมมหาภูตรูปทำงานพร้อมโคจรรูป ปสาทรูป เป็นภาวรูป ที่เกิดเป็นนิทาน มีตัวร้ายตัวเอก แล้วมีเทวบุตรมารแปลงเป็นตัวดีมา เป็นนิทานของมนุษย์อันยอดเยี่ยมแล้ว จะได้อ่านยอดนิยายของโลก แห่งความเป็นมนุษย์นี้ เพราะมันจะเป็นอรูปที่สัมมาทิฏฐิเท่านั้น เหมือนรามเกียรติหรือมหาภารตะยุทธ เป็นนิยายเก่ามาก พุทธกับฮินดูนี่กลับไปกลับมา พอเป็นเทวนิยมก็ฮินดู พุทธก็มาล้างเทวนิยม อเทวนิยมสามารถเป็นเทวะได้จริง แต่พวกเทวนิยมเชื่อเทวะแต่ว่าทำตนให้เป็นเทวะไม่ได้จริง อาจทำได้ชั่วคราวแต่ไม่เนียนมีประสิทธิภาพเท่า อาตมานี่ปางพระราม ปาง 7 ปางหน้าปางกฤษณะปาง 8 ปางต่อไปก็ปางพุทธะ ปาง 9
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น พ่อครูว่า… อร่อยคืออาการ บางคนชอบความขม ว่าอร่อย พอเราล้างความอร่อยในจิตได้ เราจะเห็นว่ามันขม หรือความเผ็ดไม่ใช่เรื่องน่ากินเลย แต่คนเราโง่หลง ว่ามันเป็นไปได้ หรืออย่างคนจีนซดน้ำร้อน 100 องศาเฉยเลยแต่เรานี่แตะไม่ได้เลย แต่เขาทำมีพลังงานซ้อนไม่ให้ลิ้นพองได้ เหมือนคนเดินลุยไฟได้ ทำได้ประหลาดเหนือชั้นได้ เพราะฉะนั้นใครอ่านสภาวจิตละเอียดว่า มันรสขมธรรมขาติ เรียกไปตามภาษา ใครประสาทไม่เสียเหมือนกันหมด เราฝึกให้ทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในการไม่ต้องมีรสเสพอร่อย อัสสาทะ แต่ถ้าทำได้ก็ไม่ต้องทนสบายได้ ให้ว่างสะอาดจากรสอร่อยในจิต ต้องตรวจแล้วตรวจอีกทุกปัจจุบันขณะ
_ทำอย่างไรเราจะไม่เป็น อนันตริยกรรมข้อ 6 เพราะแม้สัมมาทิฏฐิก็เปลี่ยนได้? พ่อครูว่า… ต้องพากเพียรปฏิบัติให้เกิดมรรคผล ตัวหลักประกันคือมรรคผล ถ้าอาตมามิจฉาทิฏฐิ ตัวมรรคผลจะทำให้คุณรู้เองว่าไม่ใช่ แต่ถ้าอาตมาเป็นสัมมาทิฏฐิ คุณจะไม่ออกไปแน่ สัจจะมีหนึ่งเดียว ไม่มีสอง ซึ่งคนจะมิจฉาทิฏฐิเช่นนี้ต้องอัตตาสูงมากและแถมเฉกาสูงด้วยถึงเป็น อัญญสัตถุทเทสนี่ เขาจะเฉกามาก แล้วแพ้ภัยตัวได้
_มันมิจฉาทิฏฐิที่ไม่อยากรู้บัญญัติเพิ่ม ? พ่อครูว่า… ต้องขออภัยท่านพุทธทาส ที่ท่านว่ารู้แล้วไม่ต้องเอามากอย่างนั้น ท่านบอกว่าฉีกทิ้งพระไตรปิฎกได้ 60 % นี่คือสิ่งที่น่าเห็นใจมากแสดงถึง อาตมากลัวนะ กลัวท่านฉีกพระไตรฯ เหลือแค่นี้น่าหวาดเสียวนะ อาตมาเห็นว่าพระไตร ปิฎก อาจมีบกพร่องจากคนแปลไม่ถึง 2 % หรอก อย่างอภิธรรมท่านบอกว่าเม็ดมะขามตีทิ้งหมดเลย ท่านไม่เห็นว่ามีค่าเลย จบ