580321_พ่อครูเทศนาปฐมนิเทศค่ายแพทย์วิถีธรรม ที่ราชธานีอโศก.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข1 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580321_เทศนาปฐมนิเทศค่ายแพทย์วิถีธรรม ที่ราชธานีอโศก โดย พ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า … ยินดีต้อนรับคณะแพทย์วิถีธรรมที่มาใช้บริการ ใช้สถานที่นี้อาตมาได้รับนิมนต์ให้มาเทศน์ เป็นการเปิดรายการเปิดงาน แม้ว่าผู้ที่มาจะเน้นเรื่องร่ายกาย แต่ก็จะทิ้งจิตใจไม่ได้ เพราะจิตใจเป็นใหญ่ มโนบุพพัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา ถ้าเราทำพลังงานจิตใจได้ดีก็จะช่วยร่างกาย จิตใจเป็นนามธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งเร็วไว มีประสิทธิภาพสูง ถ้าทำจิตใจให้ดีก็จะช่วยร่างกายได้มาก ทางเคมี ฟิสิกส์ก็เข้าใจแล้วว่าจิตเป็นพลังงานสำคัญ ถ้าคนมีพลังจิตดีจะช่วยรักษาโรคเสร็จไป 60 % ถ้าจิตมีพลังก็จะได้มากกว่าอีก แล้วพลังจิตก็ทำให้เกิดโรคได้เยอะ หมอเรียกว่า Psychosis สารพัดโรค แม้แต่โรคปัจจุบัน ไม่ชอบใจก็ชักดิ้นชัดงอ จนช็อกตายได้เลย ก็มี อัดอั้นตันใจ หรือดีใจสุดขีดก็ตายได้ พลังงานมันไม่ทัน หมอเขียวได้หาทางมาเพื่อที่จะผนวกธรรมะกับการรักษาสุขภาพทางร่างกาย ที่จริงคำว่ากายของพระพุทธเจ้านี่ลึกซึ้งมาก อาตมาต้องอธิบายคำว่า กาย ไปอีกนานเท่านาน เพราะเป็นรูปธรรม นามธรรมที่ลึกซึ้ง มันซับซ้อนหลายเชิงมาก จะเรียกว่าร่างกาย ร่าง ภาษาบาลีว่า สรีระ ส่วนกายคือองค์ประชุมของรูปกับนาม กายไม่ใช่ร่าง ส่วนร่างไม่ใช่กาย แต่กายมีร่าง และนาม มาร่วมประชุมกันเสมอ ขาดอันใดอันหนึ่งไม่ได้ ซึ่งแม้แต่ในวงการอภิธรรมก็ยังไม่รู้ เขาไม่รู้ละเอียดพอ หากรู้ละเอียดพอจะมีพระอรหันต์ ในเรื่องคำว่า กาย คำเดียวนี่แหละ เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก

มีผู้แสดงความเห็นมา แล้วอาตมาเห็นว่าควรแจ้ง คือเรื่องจุดแข็ง จุดอ่อนของค่ายหมอเขียว SWOTS ฟังดู เราต้องเป็นนักศึกษาที่จะต้องรับฟังทั้งข้อลบและบวก อย่าเป็นคนอ่อนแอใจเสาะ ฟังเรื่องเชิงลบก็จิตไม่สบาย ไม่ชอบ ก็อันนั้นเป็นความโง่ของคน

อ่านต่อ

มันต้องรับรู้จะได้เจริญได้ไว จุดแข็ง คือ 1. การเน้นหมอที่ดีที่สุด คือตัวเราเอง ที่ตนต้องเรียนรู้ด้วยตน ซึ่งการแพทย์ส่วนใหญ่จะเรียนรู้แต่โรค แต่ไม่ได้เรียนรู้จักตัวเอง 2. โรคของคนส่วนใหญ่เกิดจากโรคที่ไม่มีเชื้อโรค เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรม ดั้งนั้นการรักษาโรคที่เน้นการเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นการแก้ไขต้นเหตุ ซึ่งหมอเขียวจะเน้นแก้ไขพฤติกรรม แต่การแพทย์ปัจจุบันคือการเน้นที่จะใช้ยา อย่างเช่น การดื่มน้ำมันมะกอก ว่าดื่มมากเท่าใดก็จะเป็นการรักษาได้มากเท่านั้น เน้นแต่จะล้างพิษตับแต่ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมในการกิน ของปากตนเอง จุดอ่อน คือ 1. ที่ตีทิ้งการรักษาโรคของแผนปัจจุบัน ซึ่งยังมีความจำเป็นอยู่ในกรณีเกิดการรักษาเฉพาะหน้าหรือเชื้อโรคต่างๆก็ยังต้องใช้ความรู้ของแผนปัจจุบัน เช่นกรณีพวกเราเป็นวัณโรค ก็ไม่ยอมใช้แพทย์แผนปัจจุบัน ต้องผอมตายไปอย่างน่าสงสาร 2. ต้องชัดเจนว่าเราไม่ใช่หมอรักษาโรค แต่เป็นหมอที่เรียนรู้ตนเองเพื่อไม่ให้เป็นโรค การเป็นหมอที่ดีต้องเรียนรู้ตนเอง ที่สำคัญคือใจตนเองที่ต้องเรียนรู้จิตสำนึก จิตใต้สำนึก และจิตไร้สำนึก ถ้าเรียนรู้ได้หมดเราก็จะเป็นหมอที่ดีที่สุดไปด้วย ศาสนาพุทธสามารถรักษาได้ทั้ง 3 ระดับจิตใจ จิตสำนึก จิตใต้สำนึก และจิตไร้สำนึก เมื่อเรารักษาจิตสำนึกได้ จิตใต้สำนึกจะขึ้นมาให้เรารักษา แล้วจิตไร้สำนึกจะขึ้นมาให้เรารักษาจนหมดสิ้นเกลี้ยง ซึ่งต้องเรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิ หากไม่สัมมาทิฏฐิก็เพี้ยนผิดไปหมด ก็ลองฟังดู ที่ให้ความเห็นมา อะไรใช่ที่เขาตำหนิมา เราก็เปลี่ยนแปลง ถ้าเขาว่าไม่ถูกก็ไม่เป็นไร เขาเข้าใจไม่ได้ ไม่มีข้อมูลพอก็ติเตียนผิดได้ ก็ไม่มีปัญหา ถ้าเราไม่มีตัวตน ไม่ถือตัวตนก็ยินดีที่ใครจะมาตำหนิ อาตมาพยายามให้รู้อายุที่ดี อายุที่เที่ยงแท้ หรือ นิยตายุโก(เอกพจน์) หรือ นิยตากุกา(พหูพจน์) เป็นการมีอายุอย่างดีและเที่ยงแท้ ซึ่งต้องมีความรู้ที่จะทำให้เที่ยงแท้ได้ แต่ถ้าไม่รู้ก็จะอยากให้เที่ยงแท้ เช่น เรามีความสนุก ความอร่อย เราก็สุข ก็อยากให้มันอยู่อย่างเที่ยงแท้ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เพราะสุขคือสุขเท็จ เขาไม่เข้าใจก็ติดสุขเท็จ แต่ผู้ไม่ติดสุขไม่ติดทุกข์ อย่างพระอรหันต์จะมีความรู้เหนือสามัญโลก เหนือโลกสามัญปุถุชน เป็นอุตริมนุส ผู้ทำได้ท่านเรียนกว่ามนุษย์อุตรกุรุทวีป คำว่า มนุสะ แปลว่า ใจ ไม่ได้หมายถึงตัวตนนะ คำว่า มน กับ อุสสะ คือคนที่มีใจสูงส่งเจริญ ใจขั้นวิเศษ เป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีป คืออยู่ในแดนในภพภูมิของผู้มีจิตสูง มีจิตเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา ผู้จะมีจิต จะทำจิตให้เป็นอุตรกุรุทวีป ผู้จะทำได้ต้องมาเป็นมนุษย์ที่ได้ร่างเต็ม มีสุรภาโว มีสติเต็มทำงานได้ทั้งภายนอกภายใน มีอาการ 32 มีจิตวิญญาณครอง เป็นสังขารที่มีจิตวิญญาณครอง คืออุปาทินกสังขาร มีดิน น้ำ ไฟ ลมและจิตปรุงแต่งกัน แต่จิตวิญญาณยังไม่ได้สร้างให้เป็นแบบมนุษย์อุตรกุรุทวีป ก็เป็นจิตปุถชน แต่ถ้าจะทำให้เป็นอุตรกุรุทวีป จะต้องอาศัยร่างที่มีดินน้ำ ไฟลม เกิดที่นี่เท่านั้นในร่างคนเท่านั้นที่จะปฏิบัติให้เกิดเป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีปได้ มีครบพร้อม กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก พร้อมสัญญาและใจ ถ้าไม่มีอันนี้ ไม่มีที่ไหน ตายไปก็ทำไม่ได้ ต้องมามีร่างมีชีวะอย่างนี้จึงจะได้

พระพุทธเจ้าตรัสในพระไตร ปิฎก เ ล่มที่ 23 ข ้อ 225 “ ฐานสูตร ” [ 225 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีป ประเสริฐกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์และพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป ด้วยฐานะ 3 ประการ 3 ประการเป็นไฉน คือ ไม่มีทุกข์ 1 ไม่มีความหวงแหน 1 มีอายุแน่นอน 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปประเสริฐกว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ และพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีปด้วยฐานะ 3 ประการนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป ด้วยฐานะ 3 ประการ 3 ประการเป็นไฉน คือ อายุทิพย์ 1 วรรณะทิพย์ 1 สุขทิพย์ 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ ชาวอุตรกุรุทวีปและพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีปด้วยฐานะ 3 ประการนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีป ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ 3 ประการ 3 ประการเป็นไฉนคือเป็นผู้กล้า 1 เป็นผู้มีสติ 1 เป็นผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์อันเยี่ยม 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีปประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ 3 ประการนี้แล ฯ จบสูตรที่ 1

พ่อครูว่า… ในร่างกายคนเป็นๆนี่แหละที่จะมีได้ทั้งมนุษย์ชาวชมพูทวีป พวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและเทวดาชั้นดาวดึงส์ แต่ถ้าไม่เรียนรู้จะเป็นได้แต่เทวดาดาวดึงส์ คือตาวติงส แปลว่า 33 ความเป็น 33 คืออาการของจิต ที่อยู่ในร่างกายเรา จิตนี่อาศัยร่างกายของเราอยู่ จิต เป็นดาวดึงส์ เป็นอาการที่ 33 ถ้ามีอาการชอบใจสมใจก็เป็นอาการสุข แต่ถ้าไม่ได้สมใจก็ทุกข์หรือดิ้นรนมากเท่าไหร่ก็เป็นสัตว์นรก แค่อยากก็เป็นสัตว์เปรต ยิ่งมากเท่าไหร่ก็คือสัตว์นรก เป็นอาการคนโง่ อวิชชา ดิ้นจนไม่ลืมหูลืมตา เช่น คนติดยาเสพติด เป็นดำกฤษณา ดิ้นถึงขนาดฆ่าพ่อ แม่ ทำร้ายหมด เพื่อให้ได้ตามอยาก มืดไม่รู้เรื่องเลย จิตมันติดหนัก กลายเป็นสัตว์นรกร้าย ถ้าไม่ศึกษาดีๆนี่จิตเลวร้ายได้ขนาด ผู้ศึกษาจิตได้สัมมาทิฏฐิจะเกิดจิตมนุสโส คือจิตสูง ได้เป็นอุตรกุรุปทวีปได้ ศึกษาไปทีละขั้น จะไปลัดขั้นตอนไม่ได้ ผู้เป็นปุถุชนจะติดหลงในสุขเท็จ สุขไม่มีจริง เป็นของปลอม เป็นอัตตา แท้จริงมันไม่มี อนัตตา ผู้ปฏิบัติแล้วจะหมด เช่นเอาง่ายๆ เราติดอาหาร ของกิน ติดชอบ ได้สัมผัสทีไร มันก็ถูกสเปค ติดอร่อย เป็นอารมณ์หลอก เท็จ ไม่จริง แต่คนที่ติดแล้วแต่อวิชชาก็ไม่เชื่อ ปล่อยไม่ไป ล้างไม่หาย เขาว่ามันสุขจริงๆ ยาก แต่ถ้าปฏิบัติเรียนรู้อย่างจริงแล้วมันหมดได้ อาตมานี่เป็นคนอีสาน เคยกินพริก อร่อย แต่พอล้างความอร่อยแล้ว พอไปแตะพริก อาการรสอร่อยก็ไม่มี ซึ่งอาการรสอร่อยนี่รู้ยาก และ การติดรสอร่อยก็รู้ยาก เมื่อเราไม่มีอาการรสอร่อยในจิตเลย แตะแตงกวารสนี้ก็ได้รสนี้ มะยงชิดมันเปรี้ยว เราชอบอย่างไรก็อร่อยเช่นนั้น แต่ปฏิบัติแล้วรสอร่อยไม่เกิดแล้ว แตะก็มีรสเปรี้ยวหวานเหมือนเขา แต่ว่ารสอร่อยที่เป็นสุขเท็จหายไป สุขเท็จนี่แหละมนุษย์ดาวดึงส์หลงติด คิดว่าเป็นของวิเศษอร่อย ซึ่งเขาสร้างได้ คนที่หัดกินบางสิ่งอร่อย เช่น คนยุโรปไม่ได้ติดพริก แต่มาเมืองไทยถูกครอบงำว่าอร่อย เขาก็ติดรสพริก เขานึกว่าเขาได้อร่อยทิพย์ สุขทิพย์ ที่จริงมันสุขเท็จ

ความจริงน่ะมันสุขเท็จ แต่ปุถุชนเห็นเป็นสุขทิพย์ มนุษย์โลกุตระไม่มีสุขทิพย์ แล้วก็ไม่มีอีก ชาวโลกุตระบุคคล หมดกิเลสหมดรสอร่อยโลกีย์แล้วก็ไม่ต้องมีอีก ท่านไม่รู้ว่าจะมีไปทำไม แล้วท่านก็ไม่ริสยาคนมี มนุษย์อุตรกุรุทวีป ไม่ได้ริสยาดาวดึงส์ ดาวดึงส์จะมีวรรณะทิพย์ อายุทิพย์ สุขทิพย์ คนที่มีอายุทิพย์คือคนปุถุชน เขาอยากมีอายุยืนนาน ใช่ไหม? มีเวลาต่อเนื่องไม่ตายไปไม่สิ้นอายุต่อไปได้ ทีนี้เขาอยากได้เป็นทิพย์คืออยากอยู่ยาวนาน และสอง คืออยากได้อย่างเป็นสุข จะเป็นกิเลสสมใจ อร่อยอย่างไรก็ถือว่าเป็นทิพย์ นี่คือเทวดาดาวดึงส์ จิตมันเป็นไม่เกี่ยวกับร่างกาย ร่างกายมันไม่สุขไม่ทุกข์หรอก มันไม่ปกติก็เจ็บปวดรักษาตามอาการไป จัดการให้สมดุล ไม่ให้เจ็บปวดทุกข์ร้อน ให้ทำงานได้สมบูรณ์ ส่วนจิตวิญญาณไปหลงรสอร่อย รสสุข รสทุกข์ อายุทิพย์ มนุษย์ดาวดึงส์ต้องการและได้ ส่วนวรรณะทิพย์คือความสวยงามองค์ประกอบวัตถุทั้งหลาย ที่ได้สมใจ ตามใจข้างนอกไปถึงข้างใน สดใน สะอาดสวยงามผ่องแผ้ว แล้วแต่จะยึดสมมุติ ได้ดังใจเรียกว่าวรรณะทิพย์ สรุปแล้วดาวดึงส์จะมี อายุทิพย์ 1 วรรณะทิพย์ 1 สุขทิพย์ 1 ส่วนมนุษย์อุตระหรือโลกุตระจะประเสริฐเพราะมีอายุที่แน่นอน หรือนิยตายุโก ส่วนดาวดึงส์มีอายุทิพย์ (ทิเพนอายุนา) เขามีอายุเหมือนกันแต่คนละนัยสำคัญ อายุที่แน่นอน นิยตายุโก คือ ท่านผู้นี้จะมีชีวิตอยู่ต่อเนื่องไปกับเวลา ผู้ที่อายุแน่นอนคืออายุที่ไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่ขึ้นไม่ลง แม้แต่จะให้ยาวต่อไปหรือจะให้ตายลงตามความสามารถของฐานะบุคคลเป็นพระอาริยะขั้นสูงที่จะกำหนดอายุตนเองได้ เป็นได้ถึงขนาดนั้น พระอรหันต์บางองค์กำหนดว่าเดินไปอีก 7 ก้าวจะตายก็ทำได้ พระพุทธเจ้าบอกกับมารว่าอีก 3 เดือนจะตาย ท่านตรัสในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 (มาฆะ) พอไปถึงเดือน 6 วิสาขะ ท่านก็ตาย ตามที่กำหนด ผู้ที่มีอายุแน่นอน นิยตายุโก เป็นได้ถึงปานนี้ ส่วนพระอรหันต์ที่กำหนดอายุตนเองไม่ได้มีเยอะ เพราะผู้จะกำหนดอายุตนเองได้มันยาก ส่วนอายุทิพย์ ของปุถุชน ของเทวดาปุถุชน คืออายุทิพย์ที่ต้องการได้ ต้องการให้ยาวยืน ไม่มีทุกข์ วรรณะทิพย์ คือ เป็นสุขเพราะสะอาด สงบ หรือตามสเปคที่เขากำหนด ได้สมใจอยากนั้นแหละ คือความหลง อวิชชาที่ทำทุกข์แก่ตนแต่หลงเป็นสุข แล้วไปหลงสุขทิพย์ ตอนเป็นๆนี่แหละต้องศึกษาเทวดาดาวดึงส์ แต่ทุกวันนี้สอนให้แต่สร้างภพ วาดวิมานว่าเป็นสุขแบบดาวดึงส์ ถ้าเป็นๆยังไม่หมด ตายไปก็ไม่มีหมด มันเป็นตามที่เรามีตอนเป็นๆนี่แหละ ต้องทำการจัดการตอนมีอาการ 32 ครบนี่แหละ ลดได้เท่าไหร่ก็เจริญเป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีปเท่านั้น มีอายุแน่นอน ไม่มีความหวงแหน ไม่ยึดติด มีชีวิตกับโลกด้วยอาศัยคุณงามความดี อย่างพวกเราชาวอโศก มาอยู่กันอย่างสาธารณโภคี อย่างพึ่งความงามความดี เริ่มต้นตั้งแต่เราไม่ยึดติดทรัพย์ศฤงคารของเราแต่ใจมันจะยึดอยู่สะสมของตน ปิดบัง หรือมีเพื่อนท้วง ว่าทำไมไม่ให้เข้ากองกลาง แต่เราไม่บีบบังคับกัน แล้วเราก็อยู่อย่าเป็นมนุษย์ที่เป็นอุตรกุรุทวีปจริง ลดละได้จริง เราลดติดยึด สัมผัส กามคุณก็ลดได้ ในชาวอโศกมีอนาคามีบุคคลเยอะ เพราะในโลกกามาวจร นี่ไม่แย่งชิงแล้ว ทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก (น กามลาภี หรือ อกิจฉลาภี) อาจจะทนนิดหน่อยใน รูปราคะ อรูปราคะ และไม่ต้องทนด้วย ไม่ต้องไปแย่งชิงกับใครเลย อนาคามีบุคคลในชุมชนอโศกมีเยอะ อยู่ได้โดยไม่มีกาม จิตที่อาตมากล่าวนี่ทำได้จริง ยืนยันได้ ในชาวอโศก จะมีอายุแน่นอน(นิยตายุกา) ไม่มีความหวงแหน (อปริคคหา) และไม่มี (อมโม หรือ อมมา) ผู้ปฏิบัติได้ก็อยู่กับโลกเขา สัมผัสโลกธรรมอยู่เหมือนเขา แต่เราไม่อยากได้ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ใช่สุขเท็จ ไม่รังเกียจไม่ลำบากไม่ต้องอดต้องทน ลองสมมุติเอาเจ็ดแสนล้านมาอาตมาก็ไม่เดือดร้อน อาตมาใช้เป็นนะ ก็ไม่ได้เดือดร้อน เอาก็ได้ ไม่มีก็ได้ ไม่มีเจ็ดแสนล้านก็ไม่เป็นไร ก็อยู่กับกำลังวังชา เพื่อนฝูงไป สบม.ทมด.หห.จจ. มชยลล. สบาย ผู้จะเป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีป หมดความเป็นเทวดาดาวดึงส์ มันมีแต่จิต ไม่ได้อาศัยร่างกาย บ้าๆบอๆ นะปั้นวิมานได้สารพัดนานา อย่างที่เขาสอนให้ปั้นวิมานใส เบาวิเศษ ปั้นหลอกเลย แล้วคุณก็ไปติดที่เขาสมมุติ สเปคที่เขาหลอกไว้เป็นวิมาน แล้วใช้คำว่าบุญ บุญมาก สุขไม่สิ้นสุด คนหลงอนันตังไม่สิ้นสุด คนที่ไปหลงเขาคือคนโง่ไม่มีที่สิ้นสุด โง่อนันตัง โง่ infinity โง่ forever คนพวกนี้ ดีนะพวกคุณไม่ไปหลงกับเขา คนหลงแล้วดึงออกยาก เพราะเขานึกว่าเป็นจริงดึงออกยากที่สุด น่าสงสารไปหลงสิ่งไม่มีจริง หลงติดจินตนาการที่เขาหลอกแล้วเชื่อว่าจริง เทวดาดาวดึงส์ มี 6 ชั้น 1 .จาตุมหาราชิกา 2 .ดาวดึงส์ 3 .ยามา 4 .ดุสิต 5 .นิมมานรดี 6 .ปรนิมมิตวสวตี

จิตของเรานี่แหละเป็นเทวดาดาวดึงส์ แล้วติดเป็นเทวดานี้ตลอดกาลนาน เริ่มตั้งแต่จิตเป็นยักษ์ทุกคน จิตไม่ได้ศึกษาเป็นยักษ์ทุกคน แต่เป็นยักษ์ใหญ่ไม่ได้เพราะว่า มียักษ์ใหญ่กว่า อย่างเจียรวนนท์เขาแย่งเป็นที่ 1 ของประเทศได้ พวกคุณก็แย่งแต่แย่งสู้ไม่ได้ เป็นเทวดานะ แท้จริงคือสัตว์นรก เป็นจาตุมหาราชิกาคือยักษ์นะ มันจำนนที่แย่งไม่ได้ แต่ถ้าแย่งได้ก็เอา จะให้ได้มาสี่ทิศ คือจาตุ คือปุถุชน ทุกคนโง่เช่นนี้ แล้วจะแย่งให้ได้ อายุทิพย์ 1 วรรณะทิพย์ 1 สุขทิพย์ 1 ตลอดกาลนาน อาตมาตั้งใจอยู่ถึง 151 แต่ก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่รู้ว่าสมรรถนะ พากเพียรจะจัดสรรองค์ประกอบไปได้ถึง 151 ปีไหม ก็แล้วแต่บารมี เหตุปัจจัย ถ้าบารมีถึง แต่เหตุปัจจัยไม่ได้ก็ได้ โทษตนเองโทษผู้อื่นได้ เช่น ทำ overload มันก็ทอนไป แต่ถ้าจัดสมดุลได้ก็ถึง เป็นเรื่องพิเศษ มาศึกษาดีๆจะได้รู้ว่ามันยิ่งใหญ่อย่างนี้ วิชาการแพทย์ทางโลกไปไม่ถึงหรอก หมอดูแลแต่ร่าง แต่ใจอาตมาดูแลเอง ฟังแล้วพวกเราก็คงจะพอใจว่าถ้าเป็นมนุษย์อุตรกุรุปทวีปก็ดีกว่าปุถุชน และดาวดึงส์ใช่ไหม? ความเป็นนี่คือจิตนะไม่ใช่ร่างกาย ถ้าจิตเป็น กายก็เป็นตามด้วย เราเริ่มต้นต้องมาเรียนรู้โลกอบาย ที่จิตเราไปติดยึดอยากได้อย่างนั้นอย่างนี้ กำหนดต่ำสุดคืออบาย ส่วนกามภูมิคือภูมิกลาง จาตุมหาราชิกา ถึงปรมินิต อยู่ในภูมิมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่หนีจากนี้แล้ว แต่ว่ามีลำดับ ต่ำไปสูง เราล้างกิเลสกามได้เราก็อยู่กับกามนี่แหละ บางคนว่าฉันต้องมี 10 ล้านถึงจะพอ คนนี้มีภูมิสูง บางคนตั้งไว้ ร้อยล้าน แต่ส่วนใหญ่ไม่มีจบ อนันตัง อย่างนี้ตายเปล่า ไม่มีการกำหนดไม่มีสันตุฏฐี ไม่มีใจพอ ผู้ไม่มีใจพอไม่มีทางปฏิบัติธรรมได้ ผู้ทำใจพอได้มีสันตุฏฐี ท่านให้เริ่มต้นที่ปริตตัง แปลว่ามีขนาดจำกัด คือตอนนี้เราจะเอาเท่านี้ ไม่เอาแล้วหยาบอย่างนี้ มันของปลอมเป็นสุขเท็จทุจริต อกุศลเกินไป เช่น เรายังโกงเขาอยู่นี่ไม่เอาแล้ว ได้มาอย่างทุจริตนี่มันบาป ไม่ดี เบียดเบียนคนอื่น ก็เลิกเสีย เลิกโกง จะโกงมากหรือน้อยก็แล้วแต่ เลิกรสอร่อยตัวนี้ เช่น ปาท่องโก๋ ติดก็เลิก ติดกาแฟก็เลิกกาแฟ คืออบายของเรา เราจะตัดของปริตตังเรา แต่ถ้าเราสัมผัสได้กลิ่นกาแฟมันก็เกิดดิ้น เพราะคุณยังมี ก็ต้องพิจารณาให้รู้ว่ามันหลอกเรา เอ็งอย่ามาหลอกข้า ข้าไม่เอาก็เอาอย่างอื่นแทนได้ กาแฟอาจเข้าใจยาก แต่ปาท่องโก๋นี่มีแต่แป้ง กินแป้งต้มก็ได้ ไม่ต้องทอด เอาคาร์โบไฮเดรตอื่นได้ เราก็รู้ว่า เราไปติดรูป กลิ่นของมัน เราล้างได้ เกิดปัญญาว่าเอ็งไม่จริง มาหลอกเรา มาทำให้เราต้องไปกำหนดตามมันจริงของมัน เราเรียนรู้ถึงขั้นไม่เที่ยง บางทีก็สุข บางทีก็ทุกข์ แต่อารมณ์ไม่ดีปาท่องโก๋ก็ไม่อร่อย เอาแน่เอานอนไม่ได้ อารมณ์แท้ๆ เราเรียนรู้จนมีปัญญ มีพลังงานเข้าใจ พลังงานทางปัญญาคือไฟฌาน เป็นไฟธาตุที่เหนือกว่าไฟ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นธาตุอวิชชา ธาตุโง่ คนตกเป็นทาส พอเรามาสร้างไฟฌาน เป็นไฟกองพิเศษมีฤทธิ์กำราบไฟหรืออุณหธาตุ แบบราคะโทสะโมหะ แต่ฤาษีไม่รู้จักกิเลส ไม่มีจิตวิเคราะห์ psychoanalysis มีแต่ดับจิตไป การนั่งสมาธิหลับตาไม่มีทางเกิดไฟฌาน มีแต่ฌานเก๊ มีแต่เย็นดับนิ่งไปไม่เกิดไฟฌาน ไม่ไปสลายไฟราคะโทสะโมหะได้เลย นี่คือการเรียนผิดนั่งหลับตา แต่การนั่งหลับตาสมาธิเป็นอุปการะได้ ใช้ตรวจสอบได้ ยุคนี้ต้องเอาพุทธศาสนาคืนมาจากผีสองอย่าง คือผีในป่าก็พาให้หลงตกป่าเขาถ้ำดับ สวนผีในเมืองก็พาหลงวิมาน มีที่ไหนพากู้เงินมาทำบุญ มีดอกเบี้ยด้วยนะ เกิดจริงแล้วในประเทศไทย หลอกกันได้เอาวิมานมาหลอก ไม่มีเงินก็กู้เงินเพื่อให้ได้วิมานในชาติหน้า แต่ชาตินี้ทรมานจะตายเลย หนักเข้าก็ตายผูกคอตายเลย ฆ่าตัวตายไปหลายคนแล้ว คืออันตา อีกแบบหนึ่ง ปลายสุดโต่งสองแบบ คือโต่งไปทางอัตตา ดับดิ่งดำมืดไม่รับรู้อะไร เป็นลัทธิอื่นแทรกในลัทธิพุทธ อาตมาต้องพยายามพากเพียรปรัปวาทะนี้ให้คืนมาให้ได้ ผู้ได้ร่ายกายครบ 32 มี สติมันโต คำว่าสติ นี่แปลว่า 100 สตะ แปลว่า 100 รับรู้แล้ววิจัยวิจาร สิ่งที่ไม่ควรเป็นกิเลสก็กำจัดออกไป ทำให้ตามกรอบเรากำหนด ปริตตัง แต่ที่กำหนดไม่ไหว อนันตัง อย่าไปทำ วรรคไว้ก่อน ทำไปทีละส่วนเรียกว่ากำหนดเขต ปริตตังในกามภูมิ แล้วก็จะได้ไปตามลำดับ เป็นปริตตาภา เป็นปริตตาสุภา เป็นอัปปมาณา อัปปมาณาสุภา เป็นจิตวิญญาณ พระพรหม พรหมโลกมีทั้งหมด 20 ชั้น แบ่งเป็น รูปพรหม 16 ชั้น และ อรูปพรหม 4 ชั้น รูปพรหม 16 ชั้น 1. พรหมปาริสัชชาภูมิ คำว่า ปาริสะแปลว่าบริวาร 2. พรหมปุโรหิตาภูมิ คำว่าปุโรหิต คือผู้รู้ผู้เป็นครูเป็นหัวหน้า 3. มหาพรหมาภูมิ คำว่ามหาพรหมก็คือผู้ยิ่งใหญ่ ใหญ่กว่านายใหญ่อีก จากนั้นก็จะเป็นพรหมที่มีปัญญา เป็นแสงสว่างมากขึ้น ถ้าเป็นโลกุตระก็เป็นความเจริญ แต่ถ้าเป็นโลกียะก็เป็นพรหมแบบลิเกไปหมดเลย พรหมคือจิตที่สะอาดเป็นขั้นๆ เราก็ทำได้ อย่าไปดูถูกตนเองว่าทำไม่ได้ ต้องเริ่มตั้งแต่ปริตตัง คือกำหนดของเขตตนเอง เป็นพรหมน้อยๆ เป็นปริตตาภาไปเป็นลำดับสูงขึ้น แล้วก็เป็น 4. ปริตตาภาภูมิ คำว่าปริแปลว่าน้อย 5. อัปปมาณาภาภูมิ คำว่าอัปปมาณาแปลว่ามาก ไม่มีที่สิ้นสุด นับประมาณไม่ได้ คล้ายกับอนันโต อนันตัง คือมากไม่มีที่สิ้นสุด แต่ว่ามีพยัญชนะว่า อนะ แปลว่าไม่ อัตตะคืออัตตา อันตะแปลว่าที่ปลาย แต่พอไม่มีข้างปลายเรียกว่าอันตา ไม่มีฝ่ายกามหรืออัตตา ส่วนอัปปมาณานี่ไม่มีที่สิ้นสุดเลยหายไปจ้อยเลย เหมือนกับมหาเอกภพ ที่เขาส่องกล้องขยายไปก็ยังไม่มีที่สิ้นสุด จะเป็นพรหมอัปปมัญญาได้ก็พอแล้วขนาดนี้ไม่ต้องไปอีกแล้ว เช่น พระพุทธเจ้าท่านพัฒนาสูงสุด จะเอาอีกก็ได้ แต่ขนาดนี้ก็ไม่มีใครไล่ทันแล้ว อฐานะที่จะมีคนพัฒนาได้ไล่ตามทันท่านได้ แต่มีอีกได้ แต่ว่าเหลือเฟือแล้วไม่ต้องต่อแล้ว อนันโต จำกัดขอบเขตได้ ทำให้จบสมบูรณ์ได้ มีอนันตัง และปริตตัง แต่ก็มากจนคนตามทันได้ยากแล้วก็พอ อาตมานี่ ใครจะยอมให้อาตมาเป็น ปุโรหิตาไหม ให้อาตมาสอน แล้วตั้งใจเรียนให้ดี อาตมาถ่ายทอดมาจากมหาพรหม จากพระพุทธเจ้ามา ถ้าเชื่อก็มาให้อาตมาเป็นปุโรหิตา เป็นปาริสสัชชาพรหม ก็ทำตั้งแต่โสดาบันไป เป็นโสดาบัน 6. อาภัสราภูมิ คำว่า อาภา แปลว่าแสง 7. ปริตตสุภาภูมิ 8. อัปปมาณสุภาภูมิ 9. สุภกิณหาภูมิ พวกที่ไม่รู้แบบพุทธก็ไปนั่งหลับตาทำการดับสัญญา เวทนา ไปหมดเลย เขาก็หลงว่าเขาได้นะ แต่เราไม่ไปหลงแบบเขา เข้าใจเขาด้วยไม่ดูถูก ได้แต่สงสารเขา ในโสดาบัน 1. เอกพีชี เกิดอริยชาติอีกเพียงส่วนเดียว แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ (พระบาลีไม่มีคำว่าชาติ หรือเป็นการเกิดแบบเป็นตัวๆ เลย) 2. โกลังโกละ เกิดในสุคติภพอีก 2-6 ส่วนสังโยชน์ก็จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ 3. สัตตักขัตตุปรมะ เวียนเกิดในสุคติภพหรืออริยชาติอีกเพียง 7 ส่วนสังโยชน์ ก็จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เอกพีชีนี่ไล่เรียงทำมา จนเหลือการเกิดจุดเดียวก็จบ ในชาตินี้ไม่ต้องเอาชาติหน้า ตอนนี้เจอผู้ที่พอสอนพอบอกได้ก็ทำเลย เดี๋ยวนี้เลย สกิทาคามี ภาษารวมแปลว่าเกิดอีกชาติก็บรรลุ แต่สกิทาฯนี่ ไม่แน่นอนเป็นชาติองค์รวม แต่เอกพีชีนี่ เป็นความละเอียด เหลือแต่อวิชชาสวะสุดท้ายแล้ว เหลือสังโยชน์แต่ อวิชชาก็จะบรรลุแล้ว เลยอนาคามี เลยสกิทาคามีแล้ว คนมีรูปนามขันธ์ 5 ครบมาศึกษาสัมมาทิฏฐิแล้วจะลดกิเลสได้จริง พระพุทธเจ้าสอนในจรณะ 15 1 .สำรวมอินทรีย์ 2 .โภชเนมัตตัญญุตา 3 .ชาคริยานุโยคะ อยู่ในชีวิตประจำวัน ทวาร 6 เรากระทบ เราก็กำจัดขอบเขตที่เราจะล้าง อย่างอื่นเราไม่ล้าง ศีล 5 เป็นต้น 1 .เราไม่ฆ่าสัตว์ 2 .เราไม่ลักทรัพย์ 3 .เรามีแค่ผัวเดียวเมียเดียว เรื่องกามคุณเอาแค่นี้ อย่างอื่นก็เว้นไว้ เอาก่อนได้ ต้องกำหนดเอง 4 .ภาษาพูดไม่พูดปดนะ 5 .เรายังเสพติดอันไหน ก็ไม่เอา ในอบายมุข ที่หยาบๆ แล้วก็มาสมาทาน ปฏิบัติ ในศีล 5 เรื่องกามคุณ กำหนดตนเองเป็นปริตตัง ในระดับโสดาบัน ก็อ่านจิตตนว่ายังเสพติดอะไร ก็กำจัดกิเลสนั้นให้ได้ ตามขนาดแรก ต่อมาก็เพิ่มไปกรอบมากขึ้นก็เป็น พรหมสูงขึ้นจะรู้ความสะอาดสว่างจากจิตอกุศลตาย แต่จิตที่ดีกลับแคล่วคล่องเร็วไ ว ประสิทธิภาพสูง เป็นธรรมะสองอย่าง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) คือ ธรรมสองอย่างที่รวมลงเป็นเวทนา จะเป็นเทวดา นรก ก็อยู่ที่เวทนา นี่แหละ หากไม่สุข ไม่ทุกข์ก็เป็นเฉยๆ แต่ถ้าทำให้ไม่สุข ไม่ทุกข์อย่างพุทธก็เป็นเนกขัมสิตเวทนาเป็นฐานนิพพาน ทำได้เป็นผู้เจริญในระดับพรหมที่ 9 เป็น 10. เวหัปผลาภูมิ พรหมที่มีผลสมบูรณ์แบบ ส่วนคนปฏิบัติผิดก็จะได้ไม่ ่ มีแบบมืดดำ สุภกิณหา ไปจบที่อสัญญีพรหม คำว่าสุภกิณหา เขากำหนดความดำดับมืดเป็นสิ่งงาม ไปสิ้นสุดที่อสัญญีสัตว์ 11. อสัญญีสัตตาภูมิ 12. อวิหาสุทธาวาสพรหมภูมิ 13. อตัปปาสุทธาวาสพรหมภูมิ 14. สุทัสสาสุทธาวาสพรหมภูมิ 15. สุทัสสีสุทธาวาสพรหมภูมิ 16. อกนิฏฐสุทธาวาสพรหมภูมิ พรหม 12-16 นี้คือ อนาคามีภูมิ 5 อย่าง พระพุทธเจ้าไม่ตั้งจิตไปเกิดในสุทธาวาส 5 อย่างนี้ เพราะผู้ที่ตายแล้วไปอยู่ในภพภูมิสุทธาวาสนี้ช้านานกว่าจะพ้นได้ แต่บรรลุได้ เพราะเป็นอนาคามีแล้ว แต่ไม่มีอาการ 32 ครบที่จะมาปฏิบัติให้บรรลุได้ ซึ่งจะได้เร็วกว่ามาก แต่ถ้าไม่มีอาการ 32 แต่เป็นอนาคามี (ตายไปแล้ว) ก็จะใช้เวลานานมากกว่าจะบรรลุอรหันต์ได้ อรูปพรหม 4 ชั้น 1. อากาสานัญจายตนภูมิ 2. วิญญาณัญจายตนภูมิ 3. อากิญจัญญายตนภูมิ 4. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ พรหม 16 ชั้น ถ้าปฏิบัติรูปพรหมอีก 9 จะได้ปฏิบัติอรูปพรหมอีก 4 แต่ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิอย่าฝันเลยว่าจะได้พบอรูปพรหม แม้รูปพรหมก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ในสายฤาษีนั้นไม่ได้เลย เวหัปผลาเทียบได้กับธรรมกาย สร้างอาภัสราหลอก เป็นความสว่างจ้าไพบูลย์ สว่างจ้าไปไกล ไม่ใช่เวหัปผลาพรหมแท้ แต่เป็นแดนเวหาที่ไม่มีที่ไหนไปอีกแล้ว ถ้ามาทางนรกเรียกว่าตกนรก ไม่รู้จะตกที่ไหนแล้ว แต่นี่ไม่รู้จะหาเวหาที่ไหนได้อีก มันไม่มีหรอก ไปปั้นหลอกกันตาพึด ส่วนสายอสัญญีนั่งหลับตาสะกดจิต เป็นสัญญี คือสองสายที่ปฏิบัติผิด สายหลับตาก็อสัญญี แต่สายลืมตานี่หลอก แต่สายลืมตานี่หลอกขูดรีดคนมาก คนก็เดือดร้อน แต่สายหลับตานี่สร้างอัตตาคนเดียว ทิ้งโลกธรรม ไปนั่งอยู่คนเดียวเดือดร้อนคนเดียว แต่สายลืมตานี่เห็นง่ายเดือดร้อนคนมากจึงน่ารังเกียจกว่าสายหลับตา ซึ่งงมงายอยู่คนเดียวไม่เป็นไร แต่มันซับซ้อนอยู่นะ ซับซ้อนที่ว่าไปดับ ได้แข็ง แน่นเต็มที่พอสมควร แล้วออกมาอยู่กับโลกมาเล่าว่าตนได้อะไรมาก็คนจะให้ลาภสักการะมากนะ มีฤทธิ์ด้วย ได้มาก็ทำการกุศลก็ได้รับการนิยมชมชอบ ร่ำรวย เอาไปสร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน เอาเข้าคลังด้วย แต่ไม่มีจิตวิเคราะห์ ไม่ได้เลย ได้แต่ดับนิ่งเฉย ได้พลังจิตมีฤทธิ์ประกอบบ้าง ใครมีมากจะรวยมากคนนับถือมาก พ่อครูว่า… ศาสนาพุทธต้องการสิ่งจริง อาตมาก็พยายามเปิดเผย จำแนก บัญญัติ แต่งตั้ง ปรับปวาทะที่เพี้ยนไปให้คืนกลับมาดังเดิม โชคดีที่ได้มีพระไตรปิฎกอยู่ก็ได้ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง ผู้ที่มากับคณะหมอเขียวก็ได้เป็นผู้พากเพียรเสาะแสวงหาความรู้ความจริงเอาเป็นประโยชน์โดยอาศัยสุขภาพมาเป็นหลักเป็นแกน แต่ก็ใช้อย่างอื่นก็ได้ที่เป็นสัมมาอาชีพ แล้วปฏิบัติธรรมไปด้วย เรียนรู้ลดกิเลส ลดเทวดาดาวดึงส์ จะเป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีป โดยอาศัยความเป็นมนุษย์ชมพูทวีป ใช้อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ศาสนา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน