600708_เวียนธรรมอาสาฬหบูชา บวร ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
600708_เวียนธรรมอาสาฬหบูชา บวร ราชธานีอโศก
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน การติดทำงานติดพูดจา พ่อครูว่า...อาตมาก็ ต่อเลย จากที่จะเกิดการปฏิสันถาร มันเป็นความสามารถ อีกอันหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ ที่ยิ่งใหญ่ก็คือ คนเราจะคุยกับใคร มันจะคุยกันด้วย ท่านเรียกว่า ภัสสารามตา ภัสสารามตา ภัสสะ แปลว่า การพูดการคุย และผู้ที่หลงยินดีในการพูดการคุยเป็นความเสื่อม 1 ใน 4 ประการ มันมีความเสื่อม 4 ประการคือ 1.หลงยินดีในการงาน กัมมารามตา ภัสสารามตา นิทรารามตา ปปัญจรามตา หลงยินดีในการงาน ถ้าตื้นๆ แล้ว ถ้าไปทำงานไม่ยินดีมันก็ฝืนตายเลย มันต้องยินดี มีฉันทะในการงาน แต่คำว่า รามตานี่แปลเป็นภาษาไทยว่ายินดี ในบทเรียนของทางศาสนาเปรียญเก้าแปลเช่นนี้ ไปหลงยินดีในการงานเป็นความเสื่อมข้อที่หนึ่ง ก็อย่าไปทำงาน คนสายเถรวาทก็เลยไม่ทำงานเลย 2. ภัสสารามตา ไปหลงยินดีในการพูดการคุยโอภาปราศรัย แค่ไปติดการคุย เอาแต่คุยไม่ทำงานเลยมันต้องเสื่อมแน่นอน แต่ยินดีในการพูดเกินไปมันเสื่อมแน่นอน แต่ถ้าคนยินดีในการทำงาน อันนี้ย้อนแย้งแน่ การยินดีในการทำงานไม่ใช่ความเสื่อม แต่การหลงยินดีในการงาน หลงติดการงานจนเกินเหตุ ไม่รู้พักไม่รู้เพียร อปัตติฏฏัง อนายูหัง ไม่รู้พักรู้เพียร ธรรมะพระพุทธเจ้ามีความลึกซึ้งซับซ้อน ถ้าเราเฉโก ฉลาดแกมโกง จะโกงเลย มันซับซ้อนลึกซึ้งที่สุด จึงจะต้องซื่อสัตย์สุจริตจริงใจ บริสุทธิ์ใจ เพราะรู้ความหลงความหลอกตัวเอง หลอกตัวเองนี่แหละร้ายมาก มันแฝงมากเลย ต้องศึกษาให้ดีแล้วจะเข้าใจ รายละเอียดต่างๆ อาตมาพยายามสอนให้เป็นลำดับ มาถึงวันนี้ได้สูงและละเอียดยิ่งขึ้น มันจำเป็น ผู้สูงก็ต้องต่อยอดให้สูงต่อไป ส่วนผู้ที่ยังไม่สูงก็ไม่ต้องห่วง ขอสำทับว่า พวกเรานี่แหละ ผู้ใดก็ดี เรามีภูมิธรรมเท่าไหร่ อัตตัญญุตา ม
อ่านต่อ
ีธรรมะเท่าไหร่เจียมตน อย่าอวดดีแสดงภูมิเกินตัว หรือมี100 อาตมาพูดไม่รู้กี่ที อย่าไปแสดงบท100 ถ่อมตนไว้ อย่างน้อย 20 แสดง 80 นี่เหลือแล้ว คนไม่เก่งจริงเก่งยอดเป็น100อย่างแสดง 80ถ้าไม่เก่งเต็ม100พยายามแสดง 60-70 ก็พอ ถ้าไม่เก่งแสดงแค่ 50- 60 ก็พอ ไม่ได้เด่นเด่ มีจริงใหญ่จริงไม่ต้องอยากใหญ่อวดตัว อันนี้แหละระมัดระวังไว้ เวลาจะคุย ปฏิสันถาร ระวังๆๆๆ มันจะเพลินเป็นภัสสารามตา ยินดีในการพูดจนเกินไป แล้วจะทำให้เราหลง เรื่อยเจื้อย ระวังเถอะ ต้องระมัดระวังจริงๆ พวกเราหลายคน พอพูดไปยาว มันไม่มีอะไรจะพูดแล้ว เดี๋ยวเถอะ ตัวหลอกตัวปลอมมันก็จะออกมา ต้องพูดให้พอเหมาะพอดีพอสมควร เป็นการประมาณที่ยากมากเลย มัตตัญญุตา ตอนนี้เรากำลังจะเน้นเรื่องปฏิสันถารโอภาปราศรัย หรือการพูดการคุย กับแขกเหรื่อ ในมิตรสหาย ธรรมะนี้จะกลับไปกลับมา แต่ก่อนเห็นพิษภัยของการพูดคุย พูดแล้วเสี่ยงไม่ได้เรื่อง แต่ก่อนนี่เราพูดแล้วได้ลาภยศสรรเสริญสุข แต่ต่อมาเลิกการพูดเพื่อให้ได้ลาภยศสรรเสริญ สุข จนพูดแล้วไม่ได้สุขอะไร ไม่ได้หลงกับการพูด ไม่ได้สุขกับการพูดอะไร ก็ไม่อยากพูด มันจึงได้กลับไปกลับมา ฝึกฝนสลับไปสลับมา เราต้องนึกเสมอ ที่เราพูดนี่ สิ่งนี้เป็นคุณงามความดี จริงไหม โดยเฉพาะคุณค่าที่เป็นโลกุตรธรรม 1.ดีขั้นโลกุตรธรรม 2.ควรหรือไม่ควรที่จะพูด กับคนนั้นบริษัทนั้น กลุ่มนั้น ปริสัญญุตา ปุคคลปโรปรัญญุตา ควรประมาณว่าควรพูดเท่า น้อยหรือมากเท่าไหร่ อาตมาก็พูดเท่านี้บางคนก็อยากให้พูดมาก บางคนอยากพูดให้น้อย ก็มีคนอยากฟังก็มีจริง เราต้องเห็นใจคน เขามีกิเลสจริง อย่าทำเป็นใหญ่หลงตนใหญ่ ต้องฟังคนหมู่ใหญ่ ทั้งที่ตนเองฟังแค่ขั้นนี้ๆก็พอแล้ว แต่คนเรากิเลสมานะอัตตาก็มี ต้องไม่ตัดรอนทีเดียว เห็นใจเขาบ้าง ก็มาที่การพูดโอภาปราศรัยปฏิสันถาร ในขณะนี้พวกเรามีการพูดรู้สึกจะมากๆ แต่ก็มีเนื้อหาสาระมากดี ขยันพากเพียร ยินดีปรีดามากขึ้น รู้สึกมีรส หรือว่ามัน Appreciate มันสบายใจพอใจชื่นใจที่ได้โอภาปราศรัย เอาตัวอย่างท่านเพาะพุทธ ขวนขวาย อาตมาไม่รู้ว่าท่านจะฝืนเท่าไหร่ แต่พฤติกรรมที่ท่านแสดงออก ทางวจีกรรม ไปโน่นมานี่ เชื่อมโยง ท่านไปต่างประเทศด้วย อาตมาไม่ได้ไปมาก ที่เคยไปเหยียบแผ่นดินที่ไม่ใช่ประเทศไทยก็คือประเทศลาว ไม่มีพาสปอร์ตด้วย และไม่คิดจะทำพาสปอร์ต อยู่ในประเทศไทย ชาตินี้ตายในประเทศไทย เมื่อย ไม่อยากไป จะบอกว่าไม่อยากจะเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง ก็ไม่ยินดีปรีดาที่ได้ไป ต่างประเทศ ไม่ยินดีเลย ก็ไม่ต้องไปกังวลนัก ขวนขวายหน่อย
สื่อธรรมะพ่อครู( มาเรื่องการศึกษา เราเข้าใจเรื่อง Coefficient เราเรียก Coefficiency เป็นคำคุณศัพท์ เกี่ยวกับพลังงาน ที่เป็นตัวเร่งชนิดหนึ่งที่เราศึกษา มันมีตัวนี้อยู่ เรากำลังเกิดได้ก็ไม่ต้องพูดมาก เดี๋ยวจะแรงเกินไปจนเลยเถิด แค่นี้ก็พอ รู้ว่าเราควรจะฝึกฝนเช่นนี้บ้าง ที่เราควรได้ประโยชน์ ในการสัมพันธ์เชื่อมโยง ไม่อย่างนั้นมันจะ เจิ่น เด๋อไป คนจะมาละลาบละล้วงก็ไม่ค่อยมีหรอก บางคนมากินข้าวด้วย เราก็ไม่ได้ติดใจ เป็นเรื่องที่น่าเอ็นดูด้วยซ้ำไป มีบางคนมานอนเอกเขนก แต่ก็น้อยมีไม่กี่ราย กินแล้วนอนตีพุงเสร็จ แล้วตื่นมาโอภาปราศรัย เรื่องนี้ เราก็ค่อยเป็นไป เรากำลังสร้างทั้งตลาด สถานที่การศึกษา ที่กำลังเชื่อมโยงเป็นไป เท่าที่มันได้ ก็เป็นไปตามประสา อาตมาว่ามันท้าทาย เพราะที่นี่ไม่ได้อยู่ในเมือง จะมาที่นี่ต้องขวนขวาย จะมาซื้อของที่นี่ ถ้าจะว่าไปซื้อที่อุทยานก็ได้มาถึงที่นี่ทำไม คนเรา แต่คนเราจะมีกระใจ ก็มา เรื่องปฏิสันถาร ก็พักไว้ วันนี้เป็นเป็นวันของการเกิดพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ตอนนี้อาตมากำลังอธิบายถึงการเกิด กำลังเขียนเราคิดอะไรเล่มหน้า พูดถึงการเกิด ไขความเป็นอจินไตยชนิดหนึ่ง คือการเกิด ผู้ที่ให้การเกิด พระพุทธเจ้า เราเรียกว่า เป็นจอมมายา รู้ไหม? ผู้ให้กำเนิดพระพุทธเจ้า ได้ชื่อว่าจอมมายานะ รู้เปล่า? ท่านชื่อว่าสิริมหามายา เป็นมายาผู้ยิ่งใหญ่ เป็นมายาทางดีงามความประเสริฐ เป็นอจินไตยที่ยิ่งใหญ่ ทำไม เป็นแม่พระพุทธเจ้าทำไมต้องมีมายา มายาคือจอมเล่นกล คำว่าจอมเล่นกลหมายถึงอะไร อย่างนี้เป็นต้น อาตมานี่เหมือนนักเล่นกล คนตลบแตลง คนโกหกหลอกลวง บอกว่าตัวเองมีจิตเมตตา แต่ฟันเขาฉับๆๆ หัวโนตาโปนกันไม่รู้กี่คน ถูกอาตมาโขกเอา แล้วบอกว่าตนเองมีเมตตา อาตมาก็เข้าใจว่าทำไมต้องทำอยู่ อาตมาก็ว่าอาตมาประมาณดีแล้ว ยุคนี้มันแรง พวกคุณจัดจ้านกว่าอาตมาอีก จะเอารูปจัด เต้นจัด สีจัด อะไรจัดทั้งนั้นกว่าอาตมาไม่รู้กี่ต่อ ยุคนี้ยิ่งกว่าฮาร์ดร็อค หนักหนาสาหัสมาก ไม่ได้เล่นลิ้นแต่เป็นจริง อาตมาจะทำสุภาพสงบเท่าไหร่ก็ได้ ทำมาแล้ว แล้วคนชอบด้วย แต่อย่างนี้คนไม่ชอบ แต่อาตมาเป็นคนพังกรอบอันนี้ ตนเองไม่ใช่มาโซคิส ถูกว่าแล้วชอบไหม?ก็ไม่ใช่ อาตมารู้ดี แต่ทำให้เหมาะสมตามกาละยุคสมัยองค์ประกอบ สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 อาตมาไม่ได้พูดเล่นว่าได้ใช้และทำจริง คำนวณจัดสัดส่วนจริง แม้มหาปเทส นี้ใช้ไม่ได้สำหรับคนภูมิไม่ถึง เรื่องความเป็นการเกิด ที่ผู้ให้การเกิดขั้นสิริมหามายา เป็นมายาชนิดหนึ่ง ผู้ให้การเกิด คือผู้ที่มี มีภูมิธรรมถึง จะให้เกิดก็ได้ไม่เกิดก็ได้ จะให้มีก็ได้ไม่มีก็ได้ ตายก็ได้ไม่ตายก็ได้ สูญก็ได้ไม่สูญก็ได้ จะอยู่ไปอีกนานเท่านาน แข่งกับ พระอวโลกิเตศวรก็ได้ มีสิทธิ์แล้ว ผู้มีสิทธิ์แล้ว จะรู้ว่าควรทำไหม เป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือการเกิดการตาย เป็นอมตบุคคล เริ่มเป็นพระอรหันต์ก็คืออมตะบุคคล อยู่เหนือการเกิดการตายของตัวเอง เป็นการเกิดการตาย ขั้นปรมัตถธรรม ขั้นจิตเจตสิก ซึ่งลึกซึ้งยิ่งใหญ่มาก แล้วเป็นจริง ผู้ที่สามารถควบคุมการเกิดการตาย ขั้นไขความว่า ทำไมถึงเรียกว่า สิริมหามายา เพราะท่านเป็นผู้ที่ให้การเกิดการตาย ขั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือไม่ก็เป็นยอดของสยัมภู สยัมภูนี้คือปางที่9 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ โพธิสัตวภูมิปาง9 เมื่อจบสยัมภู เป็นผู้ที่มีภูมิยิ่งใหญ่ในตนเอง พระปัจเจกพระพุทธเจ้า เป็นสยัมภู ปัจเจกพระพุทธเจ้า กับ สัมมาสัมพุทธเจ้า ต่างกันอย่างไร? สองพระพุทธเจ้านี้มี สัมมาสัมพุทโธ สัมมาสัมโพธิญาณเท่ากัน แต่ผู้ใด ประกาศศาสนา ในโลก ก็ปรากฏเป็น พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลก แต่ถ้าพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งท่านก็มีความเป็นสัมมาสัมพุทโธ ตรัสรู้เองโดยชอบ หรือเป็นสัมมาสัมโพธิญาณ เท่ากัน มีญาณที่เป็นสัมมาสัมพุทธะ เท่ากัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มี สัมมาสัมโพธิญาณ เท่ากัน แต่เมื่อองค์ใดประกาศศาสนาให้กับโลกได้รู้ ว่าท่านคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าองค์ใด ที่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ แต่ไม่ได้ประกาศศาสนา แล้วปรินิพพานไป เลิกจบไป รีไทร์ตัวเองไม่ได้ถูกไล่ออกนะ ท่านเลิกเองจบเอง ไม่ได้ประกาศศาสนา ท่านก็ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลก แต่ท่านเป็นพระพุทธเจ้า เฉพาะตน มีสัมมาสัมโพธิญาณเฉพาะตน แล้วท่านก็ปรินิพพาน เป็นปริโยสานไป ซึ่งเป็นสิทธิของท่าน มั่นใจว่าอาตมาไม่ได้พูดผิด ผู้นี้จะเกิดเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่เกิดเป็นพระพุทธเจ้า ท่านมีจริง เหมือนเล่นกลโกหก ท่านเป็นพระพุทธเจ้านะ แต่ถ้าไม่เป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ แต่ท่านบอกว่าเป็น ถ้าคนไม่เชื่อถือศรัทธา เหมือนกับที่ อาตมาบอกว่าตนเองเป็นพระโพธิสัตว์ เขาก็ไม่เชื่อถือศรัทธา อาตมาก็เหมือนนักเล่นกลคนหนึ่ง มายา เหมือนปลอม หลอกอยู่ได้ว่าเป็นอย่างนี้ๆ อาตมาขอยืนยันว่า ไม่ทำบาปทำชั่วอย่างนั้นแล้วที่จะมาหลอก ก็เป็นโอกาสที่อาตมาอธิบายสัจจะ แล้วจะทำให้ตนเองรอดพ้นไปจากความเข้าใจผิด ไปตามลำดับ เหมือนการแก้ตัว แต่อธิบายสัจธรรมไปตามขั้นตอน วันนี้เป็นวันสำคัญก็อธิบายขั้นตอนของการเกิดพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ อาตมาก็เลยแถมการเกิดของพระพุทธเจ้า ที่ผู้ให้กำเนิดเป็นนักมายากล ไม่มีตัวตน แต่เป็นปรมัตถธรรม อจินไตย แต่มาอยู่กับตัวตน อยู่กับคนๆหนึ่งแน่นอน เป็นผู้หญิง แล้วให้กำเนิดพระพุทธเจ้า ผู้หญิงให้กำเนิดพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องของศาสนาพุทธ โดยไม่ต้องเคอะเขิน และมีผู้ชายที่ให้กำเนิดพระพุทธเจ้าเป็นฐานะผู้เป็นราชบิดา กับฐานะผู้เป็นพระราชมารดา ที่เป็นตัวตน ต่างกับศาสนาเทวนิยม บอกไม่ได้ว่าใครเป็นพ่อเป็นแม่ ปิดบังกันรู้ไม่ชัด เห็นไหม ศาสนาเทวนิยม แล้วใครเป็นพ่อ เขาอธิบายกันไม่ได้ ยังเป็นตัวตน บุคคลเราเขา ก็เลยอธิบายไม่ได้ เขาว่า ถ้าเป็นพระเจ้ามาเกิดได้อย่างไร เพราะพระเจ้าเป็นใหญ่กว่าผู้หญิง จะคลอดจากผู้หญิงได้อย่างไร เขาไม่กล้ารับ ไม่รู้จักสมมุติสัจจะ ไม่รู้จักปรมัตถสัจจะ อันนี้เป็นปรมัตถสัจจะ เป็นเรื่องจริงที่ลึกซึ้ง ก็รู้ว่าสมมุติก็สมมุติ คุณจะไปสงสัยว่า รูปกับนามจะลงตัวกัน พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมา ปัง ต้องมีแผ่นดินไหว อะไรอย่างนี้เป็นต้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ต้องอุบัติในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตรัสรู้ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ปรินิพพาน ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ท่านนี้ต้องชื่อนี้ชื่อนี้ อาตมาอธิบายมาเยอะแล้ว แม้แต่ตัวเอง ก็ยกตัวอย่างมา จึงเป็นเรื่องที่ มันชัดเจน แล้วมันต้องเป็นเช่นนี้ แม่ของพระพุทธเจ้าชื่อว่านางมายา แต่ใช้ยศหน่อย สิริมหามายา อภิมหามายา อะไรก็แล้วแต่ คือ เป็นผู้เล่นกลที่เก่งมาก ใช่ไหม พยัญชนะภาษามันเป็นเช่นนั้น แล้วก็ชื่ออย่างนั้นจริงๆ สิริมหามายา เป็นผู้ให้ความเกิดอันยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้านี้ ให้การเกิด แต่ไม่ได้ให้การเกิดเหมือนอิตถีภาวะ นี่ซับซ้อนอีก เปรียบเทียบได้ว่า แม่ ชื่อมายา ลูกชื่อราหุล เป็นพระราชวงศ์ กษัตริย์แท้ๆ เอาภาษาดีๆ ไม่ต้องเอาภาษามายา มาตั้งชื่อเรียกก็ได้ ไม่ต้องใช้ราหุล ห่วง แล้วไม่มีคำว่า สิริมหาราหุลนะ ก็ราหุล แปลว่าห่วง ไม่ต้องขยายความมาก แต่การเป็นแม่ นี่สิ ซับซ็อน เป็นแม่เป็นอิตถีภาวะ ทำไมต้องให้อิตถีภาวะมาเป็นการเกิดของพระพุทธเจ้า ทำไมต้องให้สิ่งไม่ยิ่งใหญ่ มาให้กำเนิดสิ่งที่ใหญ่ที่สุด แต่ศาสนาพุทธไม่มีปัญหา ไม่พราง ไม่เลี่ยง ต้องลงตัวทั้งรูปและนาม สมมุติและปรมัตถ์ ยืนยันทำไมอาตมาต้องชื่อ รัก ชื่อมงคล เป็นชื่อที่ได้รับจากทางสายพระ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน) เป็นอาจารย์ของลุงหมอของอาตมา ก็ลุงหมอเป็นคนขอชื่อ จากพระมหาวีรวงศ์ ได้ชื่อมงคล นอกจากใบเกิดชื่อ สไมย์ ถ้าอาตมาไม่ได้เจอใบเกิดก็ไม่รู้ว่า ชื่อแรกของอาตมาชื่อ สไมย์ ที่จริง สไมย์นี้อาตมาแกล้งอ่าน มันต้องอ่านว่าสมัย แต่ท่านไปสะกดประหลาด สไมย์ คนสมัยโน้นไม่เก่งเขียนหนังสือ ก็เลยไปบอกให้ผู้ใหญ่บ้านเขียน สไมย์ก็คือสมัย คำว่าสมัยแปลว่ากาละนั้น อาตมาคือตัวแทนสมัย ยุคนี้มีอาตมา สมัยนี่แหละ สมัยมีกรอบขีดจำกัดของกาละ เหมือนคำว่ากัปป์ คำว่ายุค คำว่าสมัย มันมีกรอบของมัน เหมือน Context Content Paragraph Chapter ภาษาเหล่านี้อาตมารู้ว่าหมายถึงสภาวะอะไร ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาก็จะรู้เองว่าทำไมอาตมาทำไมต้องชื่อว่าสมัย ไม่มีใครหรอกเป็นตัวสมัยนี้ อาตมาคือตัวสมัยนี้ พูดไว้แค่นี้ก็แล้วกัน อาตมาคือตัวสมัยนี้ไม่มีใครหรอก อาตมาจึงได้ชื่อสมัย เป็นตัวแรกชื่อแรกในใบเกิด แต่อาตมาไม่อยากเรียกสมัย ก็เลยเรียกสไมย์ อาตมาชื่อ สไมย์แล้วมาชื่อมงคล แล้วมาชื่อรัก แล้วมาเขียนความรัก 10 มิติ ยืนยันความรักมีความจริง ต่ำ กลาง สูง ไปตามลำดับ ความรัก 10 มิติ พวกคุณได้ปฏิบัติ เลิกจากความรักมิติต่ำมาสู่สูงได้ไหม เป็นความจริงดีไหม เป็นพยัญชนะที่สื่อแทนสภาวะ เราปฏิบัติได้ตามสภาวะ ก็ได้จริง โดยอาศัยพยัญชนะ บัญญัติภาษา เราก็รู้ภาษา แต่มันมีของจริงสภาวะ คุณก็ได้ประโยชน์ จะมาฟังทำไมภาษา แต่มันเข้าถึงสภาวะ อันนี้เรื่องของ อจินไตยหลายๆอย่าง ทีนี้มาพูดถึงเรื่องของบวร บวร นี่เป็น สิ่งที่อาตมานำมาเน้นในขณะนี้จริงๆ เพราะยุคนี้มันจะต้องให้รู้กัน ถ้าเผื่อว่า ทางด้านรัฐบาล ทางด้านบริหารเข้าใจกันอย่างนี้แล้วเร่ิมต้น เพราะทางโน้นมีสิทธิ์เร่ิมต้นได้ดีมาก อาตมาพยายามทำตามประสา การรวมหมู่บ้านวัดโรงเรียน ให้อยู่รวมกลุ่ม ไม่ใช่แยก บ้าน วัด โรงเรียน หรือแยก สังคมมนุษย์ แยกธรรมะ แยกการศึกษา หั่นมาเป็นชิ้นๆอย่างที่เป็นทุกวัน สังคมก็เป็นของสังคม ผู้คนก็เป็นของผู้คน ธรรมะก็เป็นธรรมสิ สังคมนั้นคือการเมือง การเมืองคือการทำให้พลเมืองของสังคมอยู่ร่วมกันอย่างดี อย่างที่อาตมาพยายามสรุป มีอิสระเสรี อยากมาคุณมีสิทธิ์ คุณไม่อยากมาก็มีสิทธิ์ คุณอยากมา เรื่องของคุณ แต่คุณมาแล้ว จะมาอยู่ที่นี่ เขามีกรอบของธรรมะอย่างนี้แล้วพากันศึกษา โรงเรียน คือการเล่าเรียนศึกษา เขาจะศึกษาอย่างนี้ คุณจะศึกษาตามไหม แล้วคุณจะพัฒนาคุณธรรมโลกุตรธรรมตาม ทำตามนี้ไหม ถ้าคุณทำตามกรอบประเพณี ทิฏฐิ ทฤษฎี อย่างนี้คุณก็อยู่กับหมู่กลุ่มนี้ได้ พัฒนาได้เจริญได้ อย่างมีอิสระ ถ้าคุณไม่พอใจก็ออกไปได้เลย ไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมอะไร ไปก็ไม่เอา มาก็ไม่เอา คุณจะมาจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้ามาในที่นี้ก็ต้องมีวัฒนธรรมประเพณีกฎเกณฑ์ ไม่ถึงขั้นกฎหมาย หรือมีศีลอย่างนี้ ถ้าผิดศีล เราก็ชำระกัน ก็จัดการ จึงเรียกว่าอิสระเสรีภาพ แล้วอยู่กันอย่างภราดร อยู่กันอย่างพี่น้องลูกหลาน อาตมาเห็นแล้วก็สบายใจดีจัง อยู่กันเลี้ยงดูแลกัน ไม่เป็นไปในทางรักแบบต่ำๆ แต่รักให้เจริญขึ้น เป็นความรัก 10 มิติ รักกัน เคารพกัน ตามพระพุทธเจ้าสอน สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ เอกีภาวะ หรือจะใช้ วรรณะ 9 กถาวัตถุ 10 หรือแม้แต่ โพธิปักขิยธรรม 37 เรายืนยันได้ว่าเป็นการศึกษาแบบ บวร ไม่ได้แยกกัน แล้วจะเกิดการ Osmosis เกิดการ Coefficient เป็นสัมประสิทธิ์ ใช้ภาษาที่คนฟังเข้าใจได้กว้างขวาง อาตมาไม่ได้เก่งทางภาษา สรุปแล้ว บวร นี้ บ้านวัดโรงเรียน หรือสังคม ธรรมะ กับการศึกษา บ้านคือสังคม วัดก็คือธรรมะ โรงเรียนก็คือการศึกษา แล้วการศึกษาอย่างที่เราพากันทำ เป็นการศึกษาที่ไม่ใช่อยู่ในกรอบ แต่เป็นการศึกษาอยู่ในธรรมชาติ เป็นการศึกษาของความเป็นชีวิตจริง เป็นการศึกษาที่รู้จักความสำคัญ เบื้องต้นท่ามกลางบ้ั้นปลาย รู้จักปัจจัยของชีวิต แล้วรู้จักกรรมต่างๆ ที่เราจะเลี้ยงชีวิต เป็นผู้ที่มีความรู้ ทั้งเลี้ยงชีวิตและเป็นผู้ที่มีความรู้ว่า เห็นแก่ตัวเป็นอย่างนี้ ไม่เห็นแก่ตัวเป็นอย่างนี้ จนสุดท้าย ไม่เห็นแก่ตัวแล้ว ก็ต้องรู้ว่าอะไรจะเหมาะควรกับการอยู่กับผู้อื่น แค่ไหนอย่างไร ความรู้ที่พูดออกมานี้ พูดออกมาจากความรู้ของตนเอง ได้เรียนมาจากธรรมะ เรียนมาจากสายพระพุทธเจ้า มีหลักฐานอ้างอิง ชาตินี้ อาตมาไม่ได้เรียนมาจากสำนักไหน ไม่มีปริญญาไหน แม้มีอนุปริญญา ก็ไม่ได้รู้อะไรมากเด่นดังอะไรเขา แม้แต่จบมา เทียบปริญญาก็เท่านั้น จริงๆ จบแค่โรงเรียนไม่ได้จบวิทยาลัย อาตมาจบแค่ที่โรงเรียนเขามีสูงสุด เดี๋ยวนี้ไปเติมกันเป็นปริญญาตรีโท ก็ไม่มีปัญหาอะไร เราก็เป็นไปตามโลกเขาบ้าง ตอนนี้อาตมาอยากให้พวกเราพยายามศึกษาไปเรื่อยๆ อย่าทิ้งการฟังธรรม ไม่ว่าจะเป็นอาตมาหรือท่านใดๆ การจัดค่าย จัดคอร์สอะไรต่างๆนานา รวมคนภายนอกมาบ้าง แต่คนภายนอกไม่ค่อยจะเข้ามา เราก็ต้องขมีขมันต้อนรับ ตอนนี้ยังไม่ค่อยจะมีอะไรเลย อย่าไปกลัว เราต้องขยันกันบ้าง เห็นพวกเราหลายคน พยายามทำในกรอบทฤษฎี กรอบที่ตนถนัด ถนัดวิ่งเต้นสร้างสถาบัน คนไม่ถนัดเรื่องนั้นก็ไปทำเรื่องอื่น เราถนัดเรื่องทำลุยโคลนดินเลย ก็ไม่ประหลาดอะไร ช่วยกันคนละไม้คนละมือ จะครบกระบวนการ เรากำลังสร้างดินน้ำไฟลม ไฟก็ยังค้างอยู่ ดิน หิน ก็ยังค้างอยู่ แต่ไฟนี่ยังไม่เป็นรูปร่างเท่าไหร่ ดินหินน้ำยังพอเป็นรูปร่าง แต่ไฟนี่ จะเป็นพลังงานที่หนัก เราจะใช้เยอะ ถ้าเราไม่ได้จากพระอาทิตย์ เราหนักแย่เลย แต่ตอนนี้ อย่านึกว่าไฟฟ้าในอนาคต ถ้าเรายังต้องพึ่งพาจากโรงไฟฟ้า ต่อไป จะแพง คนจะมาเอาไปจากพระอาทิตย์มากขึ้น ทางโน้นยิ่งเสียผลเขาก็จะคิดราคาแพงขึ้น จะเป็นอย่างนี้ในอนาคตจริงๆ เป็นสัจจะธรรมชาติต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าเราไม่ เตรียมตัวให้มีเสียก่อน เราก็จะหนักในอนาคต เราใช้ธรรมชาติเอามาประยุกต์ตามสมัย เราไม่เอาธรรมชาติมาทำระเบิดไฮโดรเจน ไปทำเครื่องบินทิ้งระเบิด ไปทำปืนยิงหัวคน เราไม่เอาพลังงานเหล่านั้นมาใช้แบบนั้น มันบาปกินหัว เราเอาพลังงานมาทำให้คนได้อาศัย เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่มวลชน เป็นปัจจัยแก่ชีวิตได้อาศัย ไม่ได้ไปหลงระเริงไปในอบายมุข เราไม่ทำถึงขนาดนั้น ในเฮือนสวน จะมีเวที จะมีการบันเทิง ที่มีการใช้เวที ทางด้านปลายโน่นจะมีเวที จะมีแบบโลกเขาทำอาศัยใช้ จะจัดสังสรร ชุมนุม แม้แต่คอนเสิร์ต ดนตรีกาลเต้นรำ อภิปรายทางการเมือง ก็จะมีต่อไปแน่นอน กี่ปีถึงจะเป็นไป ตอนนี้เราก็ทำได้ในฐานะแบบเรา ตามสมควร อันไหนไม่สมควรเราก็อย่าไปแตะ สิ่งเหล่านี้จะเกิด ค่อยๆเป็นไป เอาล่ะ อาตมาขืนต่อไปเลยสามสิบนาทีแน่