600707_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชีวิตคนเกิดมามีค่าเพราะอะไร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข30 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

600707_รายการพุทธศาสนาตามภูมิ ที่บ้านราชฯ เรื่องชีวิตคนเกิดมามีค่าเพราะอะไร โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

สมณะเดินดิน… พรุ่งนี้ก็ถึงวันเข้าพรรษาแล้ว จะเข้าหรือออกพ่อครูก็พยายามสร้างสัมประสิทธิ์ตลอด เมื่อวานนี้พ่อครูว่าสัมโพธิปรายนะคือสัมประสิทธิ์ นึกถึงสมัยพุทธกาลมีภิกษุชื่อว่าพระสัปปทาสเถระแปลว่ามีงูเป็นทาส ท่านคิดฆ่าตัวตาย เอามือให้งูกัดงูก็ไม่กัด ที่คิดจะฆ่าตัวตายเพราะว่าตลอดเวลาท่านมีจิตในกามพยาบาทตลอด ไม่มีความผาสุกแต่ท่านก็ไม่ยอมสึก จะตายภายใต้ร่มกาสาวพัตร ท่านเอามือให้งูกัดงูก็ไม่กัด แต่เอามีดโกนจะเชือดคอ พอขณะจะฆ่าตัวตาย ใจก็ปล่อยวางความยึดถือก็เลยได้บรรลุธรรมก่อน จิตที่ต้องการเดินหน้าไปไม่ยอมสึก สู่หีนเพศ มีจิตมุ่งมั่นในพรหมจรรย์ สุดท้ายก็ได้บรรลุ วิบากกรรมเก่าท่านเคยได้ยุให้ภิกษุสึกเพราะว่าต้องการบริขารเขาแต่พระที่ถูกยุก็จับทางได้ว่าจะยุให้สึกเพราะต้องการบริขาร เพียงแค่คิดและทำแค่นี้ก็ทำให้เกิดมีวิบากกรรม แต่พ่อครูเพียรพยายามให้เราได้เกิดสัมประสิทธิ์ พ่อครูว่า… ก่อนจะได้ฟังอะไรต่างๆ ก็ได้พูดคุยกับ sms ไลน์ เป็นเรื่องที่ดี เพราะเราได้ลงทุนถ่ายทอดเพื่อเผยแพร่คำสอนของจากพระพุทธเจ้าไป ไม่ได้ต้องการหารายได้จากโทรทัศน์ เราปิดรับบริจาค ไม่ได้โฆษณาสินค้าเลย เราทำเพื่อเผยแพร่คำสอนธรรมะ บางทีก็เป็นสาระสัจจะที่ไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้าทีเดียวแต่เป็นพฤติกรรมของพวกเราที่ควรเสนอแก่สังคม เป็นเจตนาที่ต้องการทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ อาตมาก็ทำงานมาตั้งแต่มั่นใจว่าชีวิตนี้ ต้องมาทำงานอันนี้ เลิกจะไปหาเงินหาทอง แย่งลาภยศสรรเสริญ หรือไปไล่เสพสุขทางกาม เสพสุขทางอัตตาตามที่ปุถุชนเป็นกันอยู่ อาตมาไม่เอา ไม่ได้มีความยินดี จึงได้มาบวช ไม่ได้บวชอย่างที่ว่ามาอาศัยการบวช เป็นการปฏิบัติธรรม

อ่านต่อ

สำหรับอาตมา อาตมาตั้งแต่เป็นฆราวาส อาตมาไม่มีปัญหาเรื่องธรรมะ อาตมาก็พูดตรงๆว่าได้บรรลุธรรมตั้งแต่เป็นฆราวาส มีหลักฐานเขียนไว้ในหนังสือ ตั้งแต่พ. ศ. 2512 ก็ได้มาทำงานทางด้านศาสนามาบวช จึงเป็นการมาบวช เพื่อทำงานรับใช้เผยแพร่ศาสนาพระพุทธเจ้า ด้วยชีวิตจิตวิญญาณทั้งหมดเลย ตรงๆ บวชมาก็ 47 พรรษาย่าง ทำงานมาด้วยความตั้งอกตั้งใจ เสียเวลาอยู่กับโลกเขาตั้ง 36 ปี แย่งลาภยศสรรเสริญความสุขกับเขาอยู่ ไม่ใช่น้อย อาตมาก็เสียเวลาไป เห็นข่าวเพื่อนฝูง พี่อี๊ด สินีนาฏ โพธิเวส เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา อายุ 89 ปี อาตมาเรียกพี่อี๊ดๆ อยู่วงการบันเทิง อาตมาเคยขอพี่อี๊ดจดทะเบียนสมรส เหตุมีเพราะว่าอาตมาจะไปขอซื้อบ้านของการเคหะ เขาก็ว่ามันจะต้องเป็นครอบครัวจึงจะไปมีสิทธิ์ จะไปซื้อบ้านได้ เป็นโสดซื้อไม่ได้ อาตมาก็เลยบอกว่าพี่อี๊ดจดทะเบียนกับผมเถอะ ตอนนั้นแกเป็นหม้ายแล้ว อาตมาก็อายุ 32 เขาก็ 38 ปี ตอนนั้น ที่จะซื้อบ้านการเคหะที่เขาจัดสร้างที่ทุ่งมหาเมฆ ก็นี่พูดถึงเรื่องประวัติตัวเองผ่านมา สนิทสนมกันกับพี่อี๊ด เป็นคนสู้โลกมาจนอายุ 89 ปี ก็เสียชีวิตไป เป็นที่เคารพนับถือกันในหมู่เพื่อนฝูง เป็นคนอาตมาว่าเป็นคนดีใช้ได้ทีเดียว

สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน ชีวิตคนมีค่าเพราะอะไร อาตมาไปเจอข่าวหญิงจีนอายุ 131 ปี ตรวจสอบเมื่อ 25 มิ.ย. เกิด ค.ศ.1886 ก็เกิด พ.ศ. 2429 หรือปีที่ 2 ในราชวงค์ชิง อาตมาจะโยงไปว่าคนเราที่ยังไม่ตาย ยังมีชีวิตยืนยาวในโลก จะมีอายุยืนยาวไปเท่าไหร่ก็แล้วแต่ แต่ละเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ เรามีคุณค่าประโยชน์ ของชีวิตคน คุณค่าประโยชน์ของชีวิตคนคืออะไร เกิดมาเป็นคนแล้ว อาตมาว่า ถ้าจะนับว่าชีวิตมีคุณค่าประโยชน์ก็คือ เราเป็นชีวิตที่ได้รับใช้ผู้อื่น ได้ให้แก่ผู้อื่น ได้เสียสละแก่ผู้อื่น นั่นคือชีวิตที่มีคุณค่าประโยชน์ ถ้าชีวิตของใคร มีชีวิตอยู่ 1 วินาที 1 นาที 1 ชั่วโมง 1 วัน 1 ปี มีแต่เอา มีแต่ได้ๆๆ คิดงบแล้ว ชีวิตมีแต่ได้ให้กับตัวเอง คนนั้นไร้คุณค่าสิ้นดี ไม่มีประโยชน์ในการเกิดมามีชีวิต เกิดมาหนักแผ่นดิน สรุปได้ว่า คนที่ตั้งหน้าตั้งตาสะสมความรวยให้แก่ตัวเอง คือคนหนักแผ่นดิน อาตมาจำเป็นต้องพูดแรง เพราะคนมันหนักหนาสาหัส เขาไม่สำนึก เขาไม่นึกว่าชีวิตแต่ละคน อัตภาพแต่ละคน มันสั่งสมกรรม สั่งสมวิบาก กรรมวิบากเป็นตัวสำคัญของชีวิตคนแต่ละคน กัมมัสโกมหิ กัมทายาโท กัมมพันธุ กัมมโยนิ กัมปฏิสรโณ คนจะเกิดมามีอย่างนั้นอย่างนี้ รูปหล่อพ่อรวย ขาหักขาเป๋ รูปดีชั่ว จะมีความฉลาดความโง่ จะมีคุณค่าความดีงามที่คุณประพฤติทั้งหมด มันมีพลังงานในตัวเองเป็นต้นทุน ให้คุณทำอย่างนั้น จะบอกว่าสูงต่ำดี มีคุณค่าหรือทำลายเลวทรามก็แล้วแต่ก็จากกรรมทั้งนั้น กัมมโยนิ แล้วสะสมเป็นพ่อพันธ์ุตระกูล กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ คุณมีกรรมเท่านั้นเป็นที่อาศัยไปตลอดจนกว่าจะปรินิพพาน แม้คุณจะบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วก็อาศัยกรรม แต่กรรมของพระอรหันต์เป็นกรรมไม่มีบาปไม่มีบุญแล้ว บรรลุอรหันต์เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ กรรมที่เหลืออยู่ที่จะได้พึ่งจึงเป็นกรรมที่มีแต่กุศล กุสลัสสูปสัมปทา เพราะได้ทำจิตผ่องแผ้วได้สำเร็จ บาปทั้งปวงไม่ทำแล้ว พระอรหันต์ จึงเป็นอยู่ด้วยกรรมที่เป็นกุศล ถ่ายเดียวไม่มีบุญแล้ว เป็นอรหันต์แล้วทำกรรมใดก็ไม่เกิดบุญ บาปไม่มีแน่ นี่เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งที่ชาวพุทธทุกวันนี้ไม่เข้าใจสำคัญชัดเจนแล้ว หรือเข้าใจผิดว่า 1. ที่พูดกันทั่วไปง่ายๆตื้นๆคือพระอรหันต์คือผู้ที่หมดกรรม ซึ่งไม่ถูก กรรมคือการกระทำ หายใจออกหายใจเข้าก็คือกรรม กระพริบตาก็คือกรรม ยกมือยกไม้ก็คือกรรม กายกรรม วจีกรรม แม้มโนคิดก็เป็นกรรม เป็นพระพุทธเจ้าก็ยังมีกรรม นี่คือความเข้าใจของศาสนาพุทธ เดี๋ยวนี้ได้ผิดเพี้ยนไป ไม่เข้าใจกันแล้วว่า พระอรหันต์เป็นผู้ที่ไม่ทำกรรมชั่ว บาป อกุศลทุจริต ยังไม่เปลี่ยนแปลงเที่ยงแท้แน่นอน ไม่อย่างนั้นไม่ใช่พระอรหันต์จริง พระอรหันต์ไม่มีแวบไหนจะไปทำบาปเลย นี่คือคุณลักษณะเต็มๆของพระอรหันต์ จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง ถ้าจิตวิญญาณบรรลุอรหัตผลก็เป็นหลักประกันชีวิตคนๆหนึ่ง อยู่ในโลกจะไม่ทำบาปทั้งปวงไม่ทำทุจริต เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากในสังคมมนุษย์ แม้แต่ตัวมนุษย์ผู้นั้นเอง คนผู้นั้นก็สบายดีมาก ชีวิตจะยืนยาวไปอีกเท่าไหร่ก็ไม่มีวิบากชั่ว ให้กังวลอีก แม้ไม่ถึงพระอรหันต์ เป็นพระอนาคามีก็ไม่ทำบาปหยาบภายนอกแล้ว เหลือแต่ของตัวเองที่ยังล้างไม่เสร็จเป็นอุทธัมภาคิยสังโยชน์อยู่ในจิต ภวตัณหาเหลือรูป อรูป ก็เป็นคนที่ภายนอก ไม่มีพิษภัยกับใคร คือคนที่เป็นตั้งแต่เป็นอนาคามีขึ้นไป พระพุทธเจ้ามีทฤษฎีที่ทำให้มนุษย์ได้ปฏิบัติประพฤติ เป็นหลักประกัน ทำให้มนุษย์ไม่มีโทษภายในสังคม มหาวิทยาลัยในโลกนี้สอนคนจบปริญญาเอก จบด็อกเตอร์ แต่ไม่มีหลักประกันอย่างของพระพุทธเจ้า และมันยิ่งเก่งเป็นความรู้ทางบัณฑิต เป็นปริญญายิ่งใหญ่ เอาใบปริญญาไปขี้โกงสารพัดเท่าที่มีโอกาส ไม่ได้เป็นหลักประกันเลยว่า ความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้จะลดลง แล้วก็ดูเหมือนไม่มีวิชชาที่สอนให้ลดกิเลสพวกนี้ด้วย ที่เรียนปริญญาตรีโทเอก พวกนี้ถือว่าซวย แม้จะได้จบปริญญาทางโลก 10 ใบ พระพุทธเจ้าเรียกว่าโมฆบุรุษ เกิดมาสูญเปล่าแถมได้รับอกุศลพอกกิเลสโลภโกรธหลงหนาไปอีกกว่าจะตาย โมฆะคือไม่ได้ความรู้ของพระพุทธเจ้าไปก็ยังขนาดหนึ่ง นี่แถมไปทำกิเลสให้แก่ตัวเองหนาขึ้น ทำทุจริตบาปใส่ตัวเองเข้าไปอีก อาตมาพูดขนาดนี้ใครที่มีปัญญาฟัง พวกคุณมีโชคมากๆ ที่เอาชีวิตมาใส่ใจ เวลาวันหนึ่ง 24 ชั่วโมง ก็เอาเวลาใส่ใจ คลุกคลีกับมิตรดี อาตมาภาคภูมิใจตัวเองที่ได้สร้างสังคมมนุษย์ ที่ได้มารวมกัน สังวรระวัง มีการสำรวมอินทรีย์ สังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขณาปธาน มีการพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เป็นสติปัฏฐาน 4 พยายามพากเพียรปหานกิเลส พยายามทำให้เกิดผล ภาวนาปธานแล้วรักษาผล ด้วยอนุรักขณาปธาน ด้วยอิทธิบาท 4 จะมีมากน้อยก็แล้วแต่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ในชุมชนชาวอโศกทุกคน มีวัฒนธรรมพฤติกรรมอย่างนี้ เป็นสังคมกลุ่มชน เป็นชุมชนไม่นิตินัยก็ตาม ชุมชนชาวอโศกมีนิตินัย 2 แห่งคือ ราชธานีอโศก ศีรษะอโศก นอกนั้นก็เป็นชุมชนเอกชน ไม่ได้ขึ้นกับทางการเป็นนิตินัย แต่เป็นทุกชุมชนคือถือศีลกันทุกชุมชน กวดขันกัน ใครที่ทำผิดศีล ก็ชำระกัน ถ้าไม่เหมาะควรก็เชิญออก ลงทัณฑ์กันจริงๆ นี่เป็นเรื่องที่อาตมาว่าภาคภูมิใจที่ชีวิตนี้เราได้ทำกับสังคมมนุษยชาติ อาตมาก็ยังนึกไปถึงประเทศ ผู้บริหารประเทศ นึกไปถึงเถรสมาคม ทำไมเขาเกิดก่อนอาตมา ทำไมเขาไม่ทำให้เกิดชุมชนอย่างนี้ เขามาพูดว่า ให้หมู่บ้านมีศีล 5 มาพูดโก้ๆ แต่ทำได้ไหม แต่พวกเราทำได้จริง อาจบกพร่องผิดพลาดผิดศีลกันได้แน่นอน แต่มาอยู่ที่นี่ต้องถือศีล จะมาฆ่าสัตว์ จะมากินเนื้อสัตว์ในนี้ไม่ได้ อย่ามาอ้างว่า ต้องฆ่าสัตว์เพื่อกิน ต้องเอาแมงกุดจี่มากิน ไม่เอาแล้ว ไม่มีเงื่อนไขที่จะฆ่าสัตว์มากิน เพราะฉะนั้นจึงบริสุทธิ์ได้จริงๆ ว่า พวกเราไม่ฆ่าสัตว์ แม้แต่อ้างเพื่อกิน เป็นความบริบูรณ์ของศีลที่ทำได้มาก แต่เขาหาว่าสุดโต่ง ถ้าอาตมาทำสุดโต่ง พวกเราเข้าโรงพยาบาลประสาทเป็นแถวๆแล้ว แต่นี่ไม่ได้สุดโต่งอะไร ไม่ฆ่าสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่โต่งอะไร ศีล 5 นี่คุณไม่ได้สุดโต่งอะไร เป็นพื้นฐาน ปฏิบัติแล้วได้ดี แม้จะปฏิบัติไม่สัมมาทิฏฐิ กดข่มไว้ ก็ตาม แต่ปฏิบัติศีลต้องให้ถึงใจ แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้เข้าใจว่าปฏิบัติศีลแค่กายวาจา ส่วนจิตต้องไปนั่งสมาธิเอา สมาธิจะเกิดเพราะนั่งสมาธิเอา ไม่ใช่ สมาธิของพระพุทธเจ้าปฏิบัติศีลข้อ 1 ก็เกิดสมาธิ ปฏิบัติศีลแต่ละข้อก็เกิดสมาธิ เกิดปัญญา เกิดวิมุติ ในกิมัตถิยสูตร การได้อานิสงส์ 10 ของศีล … กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ แต่เพราะคณะใหญ่เสื่อมสอนไม่ตรง อรหัตตผลไม่เกิดแค่กายวาจา กายกับวาจาจะบริสุทธิ์เท่าไหร่ก็ไม่ใช่เครื่องชี้บ่งอรหัตตผล ต้องมีที่จิต ปฏิบัติศีลจิตจะเกิด 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208)

กายปัสสัทธิคือไม่ใช่แค่ร่างกายสงบ แต่จิตสงบจากกิเลสไม่มีอกุศลจิตร่วมแสดงคือความสงบ ความสงบไม่ได้หมายความตื้นหยาบเผินๆ แม้แต่คำว่าสงบคำเดียว เขาเข้าใจแค่พื้นๆ

SMS 600705 _7630 · วันนี้ 5 กค 2560 ขอให้คุณลุงจำลอง มีสุขภาพแข็งแรงดีครับ /สายชล. พ่อครูว่า… คุณจำลอง เกิด 5 กค. 2478

_2166 · วันนี้ ขออวยพรให้คุณลุงจำลอง จงมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์-แข็งแรงดีครับ. _3867 · นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บวรบ้านราชมนุษย์น้ำมูน ผู้อยู่กับน้องน้ำได้ทุกสถานการณ์!ควันหลงอดีตคนอยู่แพทานตะวันพืชผักผล! ดูราวกับว่าพ่อครูจะเนรมิตบ้านราชเมืองเรือเป็นแดนชมพูทวีปอาริยะชนรับผู้ลี้ภัยน้ำท่วมโลกซะยังงั้นใช่ฤาเปล่าหนอ? บ้านราชติดแม่มูน!แม่มูนใต้แม่โขง!แม่โขงไหลจากแม่จีน!ตอนนี้น้ำท่วม11มณฑลจีน!น้ำล้นเขื่อนจีนจะปล่อยลงเขื่อนไทยนองสยามไหม?คนกลางน้ำเฝ้าต้นน้ำจืดเหนือปลายน้ำเค็มใต้ไว้รับมือตั้งตัวได้ทันคงจะดี! เคยเห็นพระเจแปนใส่เกือกไม้!พระเส้าหลินใส่รองเท้าผ้ามีสายรัดขา!พระฝรั่งใส่บู้ต!พ่อครูใส่รองเท้ายางล้อรถรัดส้นแปรรูปบ่ได้ฤา? กราบขอบคุณพ่อครูกับธ.กายคือจิตมโนวิญญาณถูกตรงจะเข้าถึงกายคตาสติ กายคุตติ กายสังขาร กายปัสสัทธิ กายกัมมัญญตา กายปจรก กายผันทิตะ กายปริยันติกะ กายวิญญาณถูกทางตามท่านสอน พ่อครูว่า... เรือโนอาห์กับที่นี่นัยเดียวกันคือเป็นที่หลบภัยจากภัยโลกียะ คุณจะมาจัดจ้านจี๋จ่าที่นี่อยู่ไม่ได้หรอก ตำรวจที่นี่ไม่ถือปืน แต่หอกปากร้ายกาจมาก ถ้ามาทำเป็นโลกๆ เลอะเทอะจุ้นจ้านจัดจ้านที่นี่ยาก ชาวอโศกนี่โลกียะเข้ามาไม่ได้ง่ายๆ

คำถามจากไลน์ _The sun · พระพุทธเจ้าสอนว่า ให้ความรักเทวทัตกับรักราหุลเท่าๆกัน พระไตรปิฎกสอนว่าทำทานให้แก่พระโสดาบันมีผลมากกว่าการทำทานต่อปุถุชนหลายเท่า จากตัวอย่างตรงนี้ เราควรจะรักใครมากกว่ากันระหว่างคนดีกับคนไม่ดี? พ่อครูว่า… เป็นโวหารซึ่งมันลึกซึ้งว่ารักเท่ากัน อย่างอาตมาพูดตำหนิ ธัมมชโยมาก แล้วอาตมาก็ว่า ว่าด้วยเมตตา มันเป็นความจริงใจ เป็นโวหารที่ชัดเจน อาตมาไม่ได้ว่าธัมมชโยด้วยความเกลียดชังหมายร้าย มีแต่ความหมายดีในใจ อาตมาอ่านใจเป็น ฝึกเรียนธรรมะมาต้องรู้อาการของใจ ใจเรามีอาการลิงคนิมิต แล้วเราต้องศึกษาจากอุเทสคำสอนพระพุทธเจ้า ศึกษาเข้าใจแล้วเรียนรู้ อ่านอาการว่าอย่างนี้กุศล อกุศล รายละเอียดว่าอกุศลแบบไหน ราคะโทสะโมหะ อ่านแล้วอ่านอาการเหล่านั้นออก แล้วก็เข้าใจของตน เป็นความรู้ สามารถวิเคราะห์วิจัยได้ ตระกูลใหญ่ๆ ราคะโทสะโมหะ มีความละเอียดซับซ้อนไปมาอีกเยอะก็สามารถอ่านออก นั่นคือการศึกษาของพระพุทธเจ้าที่สอนคนให้เรียนรู้ แล้วจัดการกุศลทั้งหมด อยากให้เกิดในใจตน นั่นคือผลสำเร็จของมนุษยชาติที่เรียกว่าพุทธศาสตร์

_จาก Master Taizen · อัธยาศัยในความกรุณาของพระโพธิสัตว์..ภาษาโลกคงหมายถึง ฟิล..ภาษาศิลปินคืออินดี้..เช่นถวัลย์ ดัชนี ที่เวลาวาดรูปเหงื่อเข้าตาตนเองก็เช็ดออกเองไม่ได้..ฉะนั้นการที่พ่อครูว่า..จำไม่ได้ว่าขี้เหลวขี้แข็ง..ก็คงเป็นกลไกปกปกติในการประหยัดข้อมูลของพระโพธิสัตว์ที่ต้องทุ่มใช้พลังงานมาปรุงคำ..เพื่อเอาสภาวะธรรมมาอธิบายพยัญชนะ..เพื่อให้ลูกๆเข้าใจอรรถะ..แล้วนำไปสู่การปฏิบัติจนเกิดสภาวะ..เหมือนหรือใกล้เคียงกับที่พ่อครูมีและเป็นอยู่.. ซึ่งสัจธรรมเช่นนี้ชาวอโศกพันธุ์แท้ คงพอจะฟังไหว..แต่คนข้างนอกนี่ฟังหูหักธรรมะทะลักหล่นหูแน่ๆครับ.. พุทธทุกกระแสในโลก..ล้วนเป็นพุทธที่ชนชั้นนำปรับใช้เป็นเครื่องมือในการปกครอง..พระในทุกประเทศจึงเป็นได้สูงสุดแค่พนักงานประกอบรัฐพิธีเท่านั้น..ไม่มีหมู่สงฆ์ประเทศใดที่มีเป้าหมายหลักในการนำพานักบวช..มุ่งไปสู่การลดกิเลสในตน..กลายเป็นพวกอยากเห็นสังคมดี..แต่ความอัปรีย์ในตนไม่ลด ผมเชื่อสนิทใจว่า..วิถีธรรมที่พ่อครูโพธิสัตว์ชี้สอนและนำพาทำเป็นพุทธตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของพระพุทธเจ้าจริงๆ..จึงใคร่อยากได้ยินเป้าหมายแท้ๆของพ่อครูว่า..จะสร้างสังคมพุทธตัวอย่างในนาม บวร...หรือจะเปลี่ยนแปลงสังคมพุทธเทียมๆของประเทศไทย น้อมจิ้มแป้นมา..ด้วยความเคารพอย่างสูงครับผม..

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน วัดที่แสวงบุญนอกเขตพุทธ พ่อครูว่า.. ขอตอบอันหลัง ที่บอกว่าจะเปลี่ยนแปลงสังคมพุทธเทียมๆนั้นไม่บังอาจ แต่จะสร้างสังคมพุทธตัวอย่างบวร อันนี้ตั้งใจมาเน้น “บวร”บ้าน วัด โรงเรียน เป็นองค์รวมของสังคม 3 เส้า ถ้ามีสังคมที่เกิด…บ้านคือความเป็นสังคมมนุษย์ มันมี ทีนี้แต่ละหมู่บ้าน มีสภาพของวัดไหม วัดหมายถึง “ธรรมะ” สังคมใดที่คำนึงถึงธรรมะมาก ไม่น้อยกว่าการสำเหนียกสำนึกตลอดเกินกว่า 50% เป็นต้นไป ถือว่าหมู่บ้านนั้นมีวัด แต่หมู่บ้านใดไม่คำนึงถึงธรรมะ หรือคำนึงต่ำกว่า50% หมู่บ้านนั้นไม่มีวัด ต่อให้มีวัด เป็นวัดหลวง วัดราช ก็ถ้าเผื่อว่าทั้งหมู่บ้านไม่ได้คำนึงหรือคำนึงแต่พากันทำออกนอกรีตนอกขอบเขตพุทธ แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ มันไม่ได้เป็นบุญเลย อาตมาว่าดูเหมือนจะเกิดทั่วประเทศไทย วัดวาต่างๆแสวงบุญนอกเขตพุทธเพราะไม่ได้พาทำลดกิเลส แต่แม้จะบอกว่าตัวเองเป็นวัตรปฏิบัติ เป็นพระป่า แต่ปฏิบัติแบบมิจฉาทิฐิ ก็นอกขอบเขตพุทธ ไม่เป็นบุญ แสวงแล้วได้อัตตายึดมั่นถือมั่น อย่างพระนั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่เข้าใจกามอัตตา ต้องเรียนรู้กามก่อนอัตตา ตั้งแต่โอฬาริกอัตตา เกี่ยวกับของหยาบ ไม่ได้ทำ เบื้องต้น ท่ามกลางบั้นปลาย แล้วเรียนรู้กิเลสหยาบ กาม จนกิเลสเข้าไม่ได้ แล้วจึงจะปฏิบัติ กับภพภายในต่อไป ใน มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ต่อไป ไม่ศึกษาอบายภพ กามภพ แต่ไปนั่งสะกดจิตหลับตาให้เป็นกิลมถะให้ลำบากตน เป็นกิลมถะ หากไม่สะกดไว้ก็จะแสดงออก จึงต้องลำบากที่จะต้องนั่ง นั่งจนก้นเน่า นั่งจนตาย จนถือว่าพระรูปไหนนั่งสมาธิตายก็ถือว่ายอดเยี่ยม เห็นไหมว่ามิจฉาทิฏฐิ พระออกนอกลู่นอกทางไปไกล ไม่ได้พิเศษอะไรเลยกับการนั่งสมาธิตาย แล้วยกกันว่าเป็นยอดสมาธิเลย เป็นการสะกดจิต ได้นิโรธดับ ไม่ให้จิตทำงานอย่างยิ่ง มันไม่ใช่ทำให้กิเลสลดละจางคลายที่ไหน ไม่เกิดปัญญา ปัญญาต้องเกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายภายนอก ให้เรียนรู้เกิดกิเลสแล้วล้างกิเลสภายนอกได้แล้ว เหลือกิเลสภายในที่ต้องล้างต่อ แต่ไม่ได้ว่าฆ่ากิเลสภายนอกแล้วก็ไปปฏิบัติแบบหลับตาภายใน ไม่ใช่ ก็ลืมตาปฏิบัติ แล้วไม่เกิดกิเลสภายนอก แต่เหลือกิเลสภายใน เป็นรูปราคะ อรูปราคะ มานะอุทธัจจะ อวิชชา ก็ปฏิบัติในขณะลืมตา ไม่ได้ปฏิบัติขณะหลับตา กิเลสดับในขณะลืมตา เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนา จักขุมาปรินิพพุโพติ ปฏิบัติ บรรลุธรรม นิพพานในขณะลืมตา

SMS วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 (สมณะสิกขมาตุ-บ้านราช) _1614 · จะมีสติสัมปชัญญะสมบรูณ์ที่สุดนั้น จะต้องมีวิธีฝึกไปในทางที่จะคอยเฝ้ากำหนดการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของเวทนา สัญญาและวิตก -พุทธทาสภิกขุ- พ่อครูว่า… อาตมาก็ไม่รู้พลความว่าท่านจะหมายว่าอย่างไร ที่จริงก็พอเข้าใจตามท่านได้ว่าท่านก็ให้อ่านไตรลักษณ์ของเวทนาโดยมีสัญญาและวิตก เวทนา จริง ตรงนี้ ถ้าอ่านการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของเวทนาถูกต้องแล้ว เพราะกรรมฐานของศาสนาพุทธคือ เวทนา โดยใช้สัญญากำหนดหมาย กำหนดอ่าน แล้วกำหนดด้วยสัญญา ต้องอ่านจิตให้ได้ ท่านพุทธทาส เอาแต่คำว่าวิตกมาก็ใช้ได้ พูดในฐานที่ละไว้ให้เข้าใจได้

_3867 · นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บวรบ้านราชกับธ.การเกิดกิเลสจากอุปทานใน ขันธ์ทั้งรูปเวทนาสัญญาสังขารในผู้อวิชชา พ่อครูเคยสอนวิญญาณบ่ใช่ผี!วิญญาณังอนิทิสสนัง!แต่จิตผุดเกิดโอปปาติกะสัตว์ที่ยังบ่พ้นสังโยชน์10จากสัมผัส6ตกคะเมนต่างหากที่น่ากลัวกว่าผี..บรื๊อๆๆ กราบอนุโมทนาธ.ท.ฟ้าไท ท.ถักบุญท.กล้าข้ามฝันกับ ธ.พ่อครูวรรณคดีรามเกียรติ3พลังคุณธ.เข้มแข็งด้วยพลังหมู่วานรสามัคคีธ. พ่อครูว่า… วิญญาณนั้น มีคุณลักษณะ อนิทัสสนัง ไม่อาจมองเห็นได้ ไม่อาจชี้บอกได้ อนันตัง ไม่มีขอบเขต ไม่มีที่สุด สัพพโต ปภัง แจ่มใส, แผ่กระจายไปโดยทั้งปวง ทูรังคมัง ไปได้ไกล (เดินทางไวกว่าแสง) เอกจรัง ไปแต่เพียงผู้เดียวไม่เกี่ยวกับใคร อสรีรัง ไม่มีรูปร่าง หน้าตา หรือรูปทรง คูหาสยัง อาศัยกายเป็นขอบเขตคูหากำบังอยู่ คุณอ่านอาการพลังงานวิญญาณ อย่าไปเข้าใจว่าวิญญาณนั้นจะสามารถให้คนอื่นเห็นได้ด้วยตาเป็นรูปร่างอะไรเพราะว่าลักษณะวิญญาณที่เป็นสัตว์ พรหม มนุษย์ สัตว์นรก ก็ได้ แต่เป็นลักษณะไม่ใช่รูปร่าง

พ่อครูว่า… จากไลน์ ฝนเอื้อฟ้า ก็ทำงานที่สันติอโศก อายุ 40 ปี เป็นนางสาว มีคนว่าเป็นคนกระเปิ๊บกระป๊าบ เป็นคนกระตือรือร้น จะว่า Hyper ก็ไม่ใช่ เขาก็รู้ตัว มีคนว่าเขา เขาก็แสดงออกมา แต่ก่อนไม่แสดง ไม่ถึงภูมิ แต่ตอนนี้เขาแสดงมา…

_ฝนเอื้อฟ้า · ขอแก้ไขอีกที...ข้อความแก้ไขล่าสุด การบ้าน สภาวะธรรม บวกคำถามค่ะ หัวข้อ พลังงานต้านมีผลได้พลังงานทดมาแทนตามที่ตนเองพอเข้าใจค่ะ

พ่อครูได้เคยอธิบายว่า การเป็น ( นปุงสกลิงค์ ที่ก้าวหน้านั้น ห้ามไม่ได้ไม่ให้มีพลังงาน ( อิตถีภาวะ) = มันเป็นพลังงานต้านแต่ทว่าศาสตร์ทางวิศวกรรมนั้นมองเห็นว่าทำให้เกิดพลังงานทดทางวัตถุและแล้วเราจะดึงพลังงานทดมาใช้ เพื่อเทียบเคียงกับพลังงานของจิตดังนี้ พลังงานต้านจะช่วยต่อยอดให้เกิดความก้าวหน้า *** พ่อครูช่วยเสริมในส่วนที่ขาดหายไปด้วยนะคะ ข้อดีของพลังงานต้านนั้น เทียบศัพท์เทคนิคทางวิศวกรรมศาสตร์ ตามภูมิ ของ หนู 1. พลังงานต้านจะช่วยเสริมให้พลังงานจิตของเราไม่อ่อนแอเกินไป เพราะเราจะมีความสามารถรับมือกับสถานะการณ์ต่างๆได้ดีขึ้น เราจะฝึกการค้นหากลยุทธิ์ การหาทางออกจากทุกข์ที่มากระทบจิตใจได้อย่างพอเหมาะพอสมกำลังดี เท่าที่ตนเองจะมีความสามารถในการลดความทุกข์จากกิเลสของเราเอง 2. พลังงานต้านทำให้จิตเกิดแรงบีบเค้น ช่วยเค้นหาความบกพร่องของจิตตนเอง เมื่อเราได้รับแรงต้านจากภายนอก จนทำให้จิตเรารู้สึกอึดอัดไม่ปลอดโปร่ง เราก็จะรับมือ พลังงานต้าน = กิเลสได้ตรงเป้าหมายวัตถุประสงค์ เพราะคราวนี้เราทำการตามจิตที่ถูกกระทบ จากผัสสะ ( พลังงานต้าน) ว่าเรารู้สึกเช่นไรเป็นกุศลหรือ อกุศลจิต = มีการทำใจในใจวิเคราะห์ ข้อดีข้อเสียของสิ่งที่ติดยึดตามภูมิปัญญาของเรา พยายามเรียนรู้สภาพของจิตให้ความรู้สึกนั้นเป็น แบบกลางๆ นั่นคือ เป้าหมายสำคัญ ที่จิตจะไม่ดูดหรือผลักดันออกไป ยากมากแต่จำเป็นต้องทำเพื่อให้ทุกข์น้อยลงจนถึงการพ้นทุกข์ 3. พลังงานต้านทำให้จิตเกิด พลังงานเครียดแบบเครียดชั่วคราวแต่จะยาวนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับการรับมือต่อผัสสะ พลังงานเครียดคือ จิตเครียดต่อวัตถุและบุคคล ภายในจิตของเราเอง ซึ่งเป็นกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด

ขยายความ ความเครียดความกดดัน เทียบก็คือ กิเลสนั้นมีได้ 2 แบบ 3.1 ความเครียดจากแรงต้านภายนอกทั้งต่อวัตถุและบุคคลที่เรายึด 3.2 ความเครียดจากแรงต้านภายในทั้งต่อวัตถุและบุคคลที่เรายึด นอนนิ่งภายในจิต สำคัญที่หัวข้อนี้นะคะ ความยึดภายในจิตเรา พลังงานต้านผัสสะ จะช่วยกระทุ้งจิตเราจนเราเห็นกิเลส และจับกิเลสมาล้างให้มากเท่าที่เราจะสามารถทำได้ ข้อดีของแรงต้าน ทำให้เราเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัว ยืดหยุ่น จากพลังงานแรงต้าน มีการตามกิเลสรู้เท่าทันกิเลส จึงช่วยลดการกระทบจากสิ่งที่เราแสดงออกมาทาง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ลดการเบียดเบียนสิ่งรอบๆตัวเรา จนถึงขั้นไม่ทำสิ่ง อกุศลใดๆ และหากเรายังไม่เก่งมากก็ต้องใช้วิธีการ สมถะอดทนข่มไปก่อน จนถึงขั้นล้างด้วยวิธี วิปัสสนาญาน รู้เหตุของทุกข์อย่างมีระบบเช่นที่พ่อครูสอนให้ทำอย่าง เลียบลุ่มดุจฝั่งทะเล ขั้นตอนนี้ก็ต้องพยายามมากอีกเช่นกันค่ะ ข้อคิดดีๆ แรงต้านจะมีมากน้อยเช่นไร หากจิตที่ถูกกระทบ เหนี่ยวยึดธรรมะเอาไว้ก็จะช่วยลดทอนความทุกข์ลงได้อย่างมาก จะช่วยแก้ไขปัญหาสภาพจิตที่ไม่เป็นปกติ แม้เพียงธรรมะบทใดบทหนึ่งที่สะเทือนถึงจิตใจของเรา อบรบจิตใจของเราให้อ่อนกำลังลงได้ จาก อกุศล= จะช่วยลดแรงดูดซับพลังงานที่เป็นอกุศลจากโลกีย์ จนมี Coefficient ที่สูงขึ้น มีแต่การ Osmosis ซึมซับพลังงานความดีงามของพ่อครูและหมู่กลุ่ม ทวนความเข้าใจของหนูอีกรอบ แรงต้านต่างๆนั่นคือ ผัสสะ ที่จะช่วยให้เรามองตามเวทนาของจิตตนเอง และรับมือกับปัญหาต่างๆที่มากระทบจิตเราได้ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะจิตเริ่มมีความสามารถในการยอมรับความเปลี่ยนแปลงความไม่เที่ยง คือทำใจได้เร็วขึ้น โดยใช้ ธรรมะช่วย ไม่ทำให้จิตวิญญานเราเสียหายมากเกินไป ด้วยการดึงหัวข้อธรรมะของพ่อครูมาใช้ให้เหมาะกับกาละนั้นๆ น่าทึ่งใช่ไหมคะ การฟังธรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างมากยิ่ง แม้ว่าเราจะใช้อาวุธ = ฆ่ากิเลสยังไม่เก่งนักแต่เราก็จะพอรู้วิธีการ คือ มีตัววิชชาว่าเราควรดึงอาวุธแบบใดมาใช้ระงับกิเลส ดังเช่น ใช้ในระยะประชิดตัว กระบองใช้ในระยะผู้ต่อสู้สูงกว่าตัวเรามาก ธนูใช้ยิงในระยะทางไกลแบบเน้นเจาะจง ก็ต้องทดลองใช้ เราจะได้เก่งขึ้นค่ะ ทั้งหมดทั้งสิ้น ที่จะพอสรุปถึงช่วงนี้ เน้นว่ายังไม่เก่งมากเท่าที่ควรค่ะ แต่เมื่อเราผ่านพลังแรงต้านอันยากยิ่งเราจะได้มีพลังงานทดมาเป็นแรงเสริมความต้านทานทางจิต เพราะเป็นสิ่งที่เรายังขาด = ไม่บริบูรณ์ จนกว่าเราจะบริบูรณ์ได้ในซักวันนึง และเป็นทศนิยมที่ไม่รู้จบ เป็นพลังงาน Coefficient ที่สูงขึ้นโดยมีแรงต้านเป็นปัจจัยเป็นตัวแปรในการเร่งทำปฎิกิริยา ยกเว้นเสียแต่ เราสูงจนสามารถเลือกเองได้ว่า จะขอหยุด = สูญจริงๆ เราจึงต้องขอบคุณแรงต้าน เพราะถ้าจิตเราไม่หลุดออกจากกรอบของโลกุตระจนไกลเกินไป เมื่อนั้นเราก็จะได้พัฒนาต่อด้วยแรงต้าน จนมีพลังงานทดแทนที่สัมประสิทธิ์ สู้กับแรงต้านทานจากโลกีย์ได้ดีขึ้นไปตามลำดับความเป็นจริงของสัจจะในตัวเรา ดังโศลกธรรมของพ่อครูที่ว่า ความทุกข์ที่เกินทนช่วยหลอมคนให้ทนทาน หนูขอทดลองแทงสมการ E = (C) mc 2 + A ตามความเข้าใจดังนี้นะคะ ก่อนอื่นต้องแจงความหมายของสมการก่อนค่ะ E = ความสมบูรณ์ ของความเป็นมนุษย์สูงสุด นั่นคือการเป็นพระพุทธเจ้า (C) = ความเจริญข้ามขั้นระดับคูณจนถึงระดับยกกำลัง ด้วยการปฎิบัติให้ถึงจิตวิญญาน

mc 2 ( m = มวลของผัสสะที่กระทบทุกรูปแบบ × c เล็ก คือ พลังงานแห่งศรัทธา ความกล้าหาญความเสียสละแบบยกกำลัง 2 ต้องเป็น ณ ปัจจุบันเสมอ จนถึงยกกำลังแบบไม่มี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน