600602_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ปฏิบัติธรรมจุดไหนมีสิทธิ์ได้อรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
600602 พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ปฏิบัติธรรมจุดไหนมีสิทธิ์ได้อรหันต์
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน 2560 ที่สันติอโศก เดือนนี้เป็นเดือนสำคัญของชาวอโศก และเป็นเดือนสำคัญของชาติด้วย เราจะมีงานระดับชาติขึ้นมา ของเราเป็นงานระดับเล็ก ที่เราจะมีกิจกรรมกัน ระหว่างชาวสันติอโศก ทุกพื้นที่ของสันติอโศก กำลังปรับโฉมทำความสะอาด ตามจุดต่างๆให้ดูน่าอยู่ การมีงานประจำปี ทำให้เรามีแรงจัดการทำความสะอาด พ่อท่านเคยวิเคราะห์ว่า ความฉลาดของบุคคลที่เป็นโลกุตระ จะใช้สัปปุริสธรรม ไม่ใช่เอาอีโก้ของตัวเองเป็นใหญ่ จะนึกถึง ปริสัญญุตา ชุมชน ปุคคลปโรปรัญญุตา นึกถึงคนอื่น ไม่ใช่ว่าจะเอาว่า เราได้เปรียบอย่างไร ทำอย่างไรจะให้คนที่มางาน ได้ประโยชน์จากการมางานของเรา
สื่อธรรมะพ่อครู(อบายมุข กามคุณ 5) ตอน โทรศัพท์มือถือคือสิ่งมอมเมา ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของคนฉลาด ที่จะทำให้ตนเอง เป็นผู้มีประโยชน์สูงสุด บนหลักการ สัปปุริสธรรม และมหาปเทส สิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามว่าไม่ควร อย่างโทรศัพท์นี่ สมัยพระพุทธเจ้าก็ไม่มี แต่สมัยนี้ พ่อครูว่า โทรศัพท์มือถือ คือสิ่งเสพติดที่รวมเอาไว้มากมาย พ่อครูว่า...คนคิดเก่งเอามาใช้ คนทุกวันนี้ทั้งโลก ติดไอ้จะเรียกว่าโทรศัพท์เท่านั้นไม่ใช่แล้ว แต่มีสิ่งเสพติดที่เขาใส่ไว้ในนั้น โทรศัพท์ไม่เท่าไหร่ แต่อันอื่นๆ มีอยู่ในนั้นมหาศาล เป็นสิ่งเสพติดอย่างไรไปคิดดีๆ ว่าคนติดมันมหาศาล สมณะเดินดินว่า...การจะนำพาไปผิดศีลข้อ 2 ข้อ 3 ก็อยู่ในนี้ สุราอาจจะไม่ได้แปลว่า เมาอย่างเดียว พ่อครูว่า...สุราไม่ได้แปลว่าเมา แต่แปลว่าความเมา แต่เขาแปลเป็นรูปธรรม ว่าสุราแปลว่าน้ำเหล้า ก็ถูกต้อง น้ำเหล้าก็ใช่ แต่สิ่งอื่นก็เป็นที่ทำให้เกิด สติฟั่นเฟือนเสียหาย สมณะเดินดินว่า...เราลองดูว่
อ่านต่อ
า ถ้าในที่สาธารณะ เราไม่เอาโทรศัพท์มาเขี่ยดูกันได้ไหม ทุกวันนี้พอกริ๊งมาทีหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่าเป็นของใคร แต่ละคนก็ควักกันออกมาดูกันทั้งนั้น ปัญญาของพุทธ เกิดจากการมีธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ให้เพิ่มปัญญา เป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจ รู้ทิศทางของศาสนาพุทธ ให้ลดตัวตนเราลงไปๆ
พ่อครูว่า...ก่อนจะได้ต่อเนื่อง เรื่องราวต่างๆ ก็ขอตอบรับ sms SMS วันที่ 31 พฤษภาคม 2560
_1614สมณะเพาะพุทธ โพสแนะนำหนังสือ นักบวช นักรบ นักฆ่า สารัตถวิทยาที่น่าอ่าน
_3867เปาปุ้นจิ้นสยามยกฟ้องคดี พธม.ชุมนุมปกป้องดินแดน เขาพวห.ฤา?มวลเสริมการป้องกันราชอาณาจักรไทย จากเกียรติบัตรโดย4เหล่าทัพน้อย 25มค.54 ดีใจที่พี่ น้องกทธ. ทำหน้าที่ ใช้หนี้แผ่นดิน และมาทำบุญ ไม่สูญเปล่า!
_2166อักขรที่พ่อท่านกำลังอธิบายอยู่ทุกวันนี้ เริ่มเกิดในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ใช่หรือเปล่าครับ? / ป้อม ปาเกียว พ่อครูว่า...อาตมามีจิตที่จะนำอักขระพวกนี้ มาให้ความหมาย แต่มาถึงวันนี้แล้ว รู้สึกว่าเฟ้อไป ไม่ก่อประโยชน์ นอกจากพวกเรียนโบราณคดี ประเด็นที่ถามมาคือ เกิดสมัยพ่อขุนรามฯหรือไม่….พยัญชนะบาลีไม่ได้เกิดยุคพ่อขุนรามฯ ในยุคไหนไม่มีใครทราบได้เลย พ่อขุนรามฯ เป็นคนทำรากฐานภาษาไทยอักษรไทย โดยเอามาจากภาษาบาลี แล้วเติมเข้าไปอีก 11 ตัวเป็น 44 ตัว
_3867กราบขอบคุณพ่อครูกับธ.ปาณาติปาตาฯให้ชาวกายมังสะวิรัติเข้าสู่จิตอารยะเข้าถึงวิญญาณโลกุตระสาธุ
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌานหลับตากับฌานลืมตาต่างกัน _3867ขอบคุณบุญนิยมกับธ.พ่อครูฯ ฌานหลับตาแตกต่างจากฌานลืมตารู้ทุกอิริยาบถ แบบฌานพุทธ ตรงที่จิตน้อมไปสู่องค์ธ.ของฌาน คือจิตที่ปฏิบัติครบมรรคองค์8 พ่อครูว่า…ถูกต้อง การนั่งหลับตาสะกดจิต เป็นฌานนอกรีต ไม่ได้อยู่ในพระวจนะของพระพุทธเจ้า เพราะท่านตีทิ้งตั้งแต่ พรหมชาลสูตร ว่าทิฏฐิ 62 การนั่งหลับตาปฏิบัติ จะมีทิฏฐิผิด 62 อย่างนี้คือพวกทำเจโตสมาธิ ต้องมาปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ไปสูตรที่สองที่สาม อัมพัฏฐสูตร การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่แค่การนั่งหลับตาหรือออกป่า ไปหาอาจารย์ในป่า หรือทำเดรัจฉานวิชาไปสร้างเรือนไฟ ใช้ไฟบูชา จะเป็นโบสถ์วิหาร อะไรก็แล้วแต่ เป็นการออกนอกพระพุทธศาสนา สูตรต่อไปขยายศีล สมาธิ ปัญญา ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 แต่เขาอ่านศึกษาเป็นด็อกเตอร์ เปรียญ 9 แต่ทำไมถึงไม่ได้กระเตื้องไม่ได้แก้ไข ไม่ได้ปรับปรุงสิ่งที่ผิดพลาดเลย ปล่อยให้ผิดพลาดตลอดเลย แล้วถือเอาความผิดพลาดเป็นสิ่งถูกอีก เหนื่อยไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่ท้อแต่เมื่อย อาตมาพูดด้วยจิตสงสาร ไม่ได้เกลียดชังอะไร แต่คนที่ถูกว่า เขาจะเกลียดชังอาตมาได้ อาการเกลียดชังกับอาการสงสาร มันตรงกันข้ามเลย แต่คนเกลียดชังนี้ จะเข้าใจว่า จะมาสงสารเขาได้อย่างไร เขาชังอยู่นะ แต่มันเป็นเรื่องจริงใจ ขอยืนยันว่า อาตมาแสดงธรรม ไม่ได้ต้องการบริวาร ไม่ได้ต้องการให้ใครมาเชื่อ อาตมาแสดงสัจจะธรรม อาตมามีจิตที่เข้าใจที่พระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าทำนี้ มิใช่เพื่อล่อลวงหลอกประชาชน ให้มาเคารพนับถือนิยมชมชอบ มิใช่ประพฤติเพื่อเรียกคนมาเป็นบริวารเข้าพวก มิใช่เพื่ออานิสงส์ เป็นลาภสักการะ และเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่ออานิสงส์ จะได้คนนิยม หรือเพื่อค้านลัทธิอื่นใด ให้ล้มไป ..และ มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ที่แท้งานของเรานี้ ประพฤติเพื่อเสียสละ เพื่อละ เพื่อหน่ายความฉ้อโกง, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯลฯ แสดงเพื่อให้คนเข้าใจ แล้วไปลดละกิเลสแสดงเพื่ออย่างนี้ ฟังให้ดี
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิไม่ใช่นั่งหลับตาอย่างเดียว
_ ธีรเดช นัด · ปฏิบัติธรรมเราแค่นั่งสมาธิอย่างเดียว มันจะโอมั้ยครับ พ่อครูว่า…จิตลดกิเลส ที่ตกผลึกตั้งมั่นแข็งแรง เรียกว่าสมาธิ ไม่ใช่ไปทำจิตจดจ่อเป็นสมาธิ มันไม่ใช่เลย นิยามไปคนละเรื่อง สมาธิของพระพุทธเจ้าชื่อว่าสัมมาสมาธิ ถ้าจะอธิบายว่า สมาธิคือการจดจ่อ มั่นกับอันใดอันหนึ่ง เป็นหนึ่งไม่วอกแวก จิตอย่างนั้นเขาก็เรียกว่าสมาธิเหมือนกัน มีมาก่อนศาสนาพุทธเกิดอีก อาฬารดาบส อุทกดาบสได้ฌาน 7 8 แต่ไม่ใช่ของพุทธ ต้องไปอ่านมหาจัตตารีสกสูตร อธิบายสมาธิของพระพุทธเจ้า ด้วยการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ไม่ใช่ไปนั่งดูลมหายใจเข้าออก เขามีมาเก่าแล้วอย่างนั้น แล้วเรียกว่าอานาปานสติ หายใจเข้ายาวหายใจออกยาว แต่ถ้าไม่รู้ลมหายใจเข้าออกเลย ก็ออกนอกศาสนาพุทธ100% ปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้า ทำสมาธิต้องรู้ตัวทั่วพร้อม ทั้งนอกและในครบทุกทวาร ลมหายใจเข้าออกเป็นการสัมผัสทางทวารผิวหนัง ถ้าอันนี้ไม่เหลือ ก็ออกนอกศาสนาพุทธไป หมดเลย ถ้าไม่มีกายเลยก็ไม่ใช่พุทธ บอกว่าสะกดจิต อย่าออกนอกตัว อย่าออกนอกจิต อย่างนี้ไม่ใช่เลย กายต้องมีภายนอกเสมอ กายคือจิตมโนวิญญาณ ตถาคตเรียกกาย ว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230
_รักธรรม สรหงษ์ · พ่อท่านใส่อะไรที่ข้อมือคะ เห็นมาหลายวันแล้ว? ? พ่อครูว่า...ใส่อุปกรณ์สมัยใหม่ ที่เป็นเครื่องวัดสุขภาพ เดินกี่ก้าว หัวใจเต้นกี่ที นอนหลับกี่ชม.อย่างไรเป็นต้น เวลานอนก็ใส่ เพราะว่า วัดว่านอนหลับ deep sleep เท่าไหร่
_สายัณห์ สมสวัสดิ์ · ภาพและเสียงเป็นปกติดีครับ.อ.กุสุมาลย์จ.สกลนคร
_ศิลพัทธกุล สุขใจ· พ่อครูลดอายุมาแล้ว กราบนมัสการค่ะ
_เดิมแท้ ชาวหินฟ้า · ฌาน(แปลว่า การเผากิเลส..) มีทั้ง ฌานลืมตา กับฌานหลับตา ชาวอโศกพาทำ...สอนการลดกิเลส ตั้งแต่การลดกินเนื้อสัตว์ เป็นต้นแบบ ทำให้ผู้ฝึก...ได้เห็น กระบวนการลดกิเลส ตั้งแต่ แรก จน สุดท้าย กิเลสในรสเนื้อสัตว์ หายวับไปจากใจ ..อย่างลืมตา โดยไม่ต้องหลับตา แล้วก็สามารถ..เลือกกิเลสตัวอื่นๆมาลดต่อไป เช่นเดียวกับ เรื่อง การลดเนื้อสัตว์ โดยไม่ต้องหลับตา อีกเช่นกัน ไปตลอดสาย พ่อท่านจึงเป็น ผู้พาชาวพุทธปฏิบัติธรรมสมาธิ ด้วยการลืมตา..อย่างกระจ่าง ตรวจจิต ตรวจกายได้อย่างชัดเจน ว่า กิเลสตัวนั้นๆ ว่า หมดสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ได้ โดยไม่ต้องนั่งหลับตา (กราบนมัสการครับ ) พ่อครูว่า...เดิมแท้พูดถูกต้อง อาตมาเอาเรื่องกินเนื้อสัตว์ มาเป็นกิเลสตัวอย่างตัวหลัก ให้ลดละ แล้วจะรู้ process ของสังกัปปะ 7 ได้ เรียนรู้เวทนาในเวทนา 108 ได้ มีอายตนะ นามรูป อ่านตัณหา อุปาทานได้ รู้ว่าตัณหาอุปาทานลดได้ จะหมดภพชาติได้ รู้ของจริงอ่านสัมผัส อาการ ลิงค นิมิต อุเทส พระพุทธเจ้าตรัส พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 บอกว่า รู้รูป รู้นามด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส รูปคือรูป 28 นามคือ นาม 5 ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 7 รู้เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นาม 5 เป็นตัวปฏิบัติ หากไม่มี ก็ไม่สามารถรู้ว่า กำลังปฏิบัติอะไร ไม่รู้เวทนา ไม่รู้เจตนา แยกมโนสัญเจตนาที่เป็นกามตัณหา ที่เป็นรูปภพ อรูปภพต่อไป ปฏิบัติอยู่กับภายนอกใน และสัมผัสภายนอก แล้วจะรู้ภายใน เมื่อหมด ตัณหาหมดภพก็จะรู้
มาสู่เรื่องราวที่จะได้พูดกัน เป็นวันที่เตรียมงานอโศกรำลึก ปีนี้รู้สึกว่า ชาวอโศก จะตื่นตัวเรื่องอโศกรำลึก งานอโศกรำลึกเป็นงานที่คือ วันที่ 9 -10 เป็นวันอโศกรำลึก แล้วอาตมาเกิดวันที่ 5 มิ.ย. วันที่ 9 เป็นอโศกรำลึก วันที่ 10 เป็นวันสมณะ คือเราได้อิสระ อาตมาเกิด 5 มิ.ย. ใกล้วันที่ 9 ก็เลยปนกันมา ที่จริงเตรียมงานอโศกรำลึก แต่ปีนี้อาตมาจะอายุเต็ม 83 ขึ้นปีที่ 84 เป็นปีเข้าสู่นักษัตรที่ 7 เต็ม ถ้าอายุอาตมาเต็ม 84 คือ 5 มิ.ย. 2560 ถึง 4 มิ.ย. 2561 จะเต็ม 84 คนเราอายุยาวจนถึง 84 ปี มันก็ไม่น้อยนะ ยิ่งยุคนี้ ไม่ใช่ง่ายนัก ที่จะอายุตั้ง 84 ส่วนมากเค้าจะตายก่อนเสียเยอะ ส่วนมากจะตายก่อน แต่ทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เก่งขึ้น ช่วยรักษาชีวิตให้ยืนยาว
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปฏิบัติธรรมอย่างมีลำดับอันน่าอัศจรรย์ คนเรา สัมผัสทางตาก็เกิด climax ทางตานี้และได้ชื่นชอบใจสบาย ได้สัมผัสเสียง กลิ่น ได้สัมผัสก็เป็นรสชอบใจ ชื่นใจ สัมผัสทางรส เสียดสี เย็นร้อนอ่อนแข็ง ตามอุปาทาน แล้วแต่ใครจะมี อุปาทาน ว่าเบานี่ดี แรงนี่ดี แล้วแต่ใครติดยึด ชอบในสัมผัสเสียดสี ชอบในสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสเสียดสี เป็นการกระทบสัมผัสทั้งนั้น แล้วก็เกิดพลังงาน ที่เกิดการเสียดสีนั้น อุปาทานตั้งไว้มากหรือน้อย แต่ละคนตั้งไว้ต่างกัน การเกิดรสชาติต่างๆเรานั้นคือ กิเลสกาม พระอนาคามี จะหมดกิเลสกาม ในการสัมผัสเสียดสีอย่างหยาบ คือภายนอก ที่จริงหมดอย่างหยาบแล้ว กิเลสกามในระดับโอฬาริกอัตตา กิเลสกามในระดับอัตตาหยาบ ดับไปแล้ว ตาก็ยังสัมผัส หูจมูกลิ้นกายก็ยังสัมผัส แต่กิเลสกาม โอฬาริกอัตตา อย่างหยาบมันดับไปแล้ว ก็เหลือมโนมยอัตตา กับอรูปอัตตา เป็นกิเลสในภพ ไม่ได้หลับตาสัมผัสจึงจะเห็น แต่ลืมตาสัมผัสกับ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส นี่แหละ มันอยู่เหลือ เรียกว่า รูปราคะ หมดชั้นนี้ อย่างรูปราคะก็อัตตา ก็กระทบสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายนี่แหละ นี่คือพุทธ ไม่ใช่เพี้ยนที่ไปนั่งหลับตา ไม่ใช่ไปหลับตาเห็นรูปราคะ อรูปราคะ อันนั้นไม่ใช่ แต่จะบอกว่าใช่ก็เป็นกิเลสกามในภพ ราคะในภพ เป็นในภพ หรือภวังค์ องค์ของภพพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ศึกษาอย่างนั้น คุณไปแก้ในภพมันไม่จบ เพราะไม่ได้สัมผัสจริง ไม่ใช่ภพจริง ไม่ได้แก้จริง คนที่นั่งหลับตา ไปดับกิเลสพวกนั้น ไม่ได้สัมผัสภายนอก จึงมีอวิชชาโง่ให้สัมผัสภายนอก เช่นพวกยังเสพติดภายนอกอยู่ เช่นติดหมากพลู อย่างที่ไปหลงว่าเป็นอริยะหรืออรหันต์ แต่ยังติดสิ่งเสพติดที่หยาบ บุหรี่ หมากพลู แต่อย่างหยาบนี้ยังไม่รู้ว่าเสพภพ เสพกาม กิเลสกามต้นๆยังไม่รู้เลย จะมีลำดับ โอฬาริกอัตรา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ลัดไม่ได้ ธรรมะของพุทธเจ้า ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไม่อย่างงั้นจะสับสนไม่รู้ต้นกลางปลาย วนไปวนมา เป็นเรื่องที่น่าสงสาร ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาทำอย่างเมตตา เมตตา คือเห็นผู้ตกทุกข์หรือสุข ยังวนเวียนในสังสารวัฏ ทุกข์ สุข ก็มีจิตอยากช่วย กรุณา คือลงมือช่วย มุทิตา ช่วยสำเร็จ ก็ยินดีด้วย อนุโมทนา จิตว่าง อุเบกขา ไม่ต้องจำบุญคุณอะไรอีก ว่าง ทำงานเท่านั้น จบแล้ว เป็นฐานนิพพาน อย่างนี้เป็นต้น นี่คืออัปปมัญญา 4 หรือ พรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แต่เขาแปลเมตตาว่า เห็นเขาทุกข์ กรุณาคืออยากเห็นเขาพ้นทุกข์เป็นสุข แต่ไม่ได้ลงมือทำเลย มุทิตาก็ยินดีด้วยกับเขา เมื่อเขาพ้นทุกข์ แต่ไม่ได้เข้าใจว่า พุทธไม่ให้หลงสุขหรือทุกข์ แต่ทุกวันนี้คนหลงแต่สุข
สื่อธรรมะพ่อครู(อุตริมนุสธรรม) ตอน อวดตัวตนได้แต่ต้องมีจริงและประมาณถูก อาตมาก็มาแก้ไข มาปรับเปลี่ยนธรรมะต่างๆ มายืนยันว่า อย่างนั้นผิด อย่างนี้ถูก มายืนยันด้วยความมั่นใจ ด้วยความระมัดระวังว่า ถ้าไปพูดผิดยืนยันผิด ทำให้ศาสนาเสื่อม เราทำบาปเวรภัยอีกเยอะ ก็เลยระมัดระวัง มั่นใจว่าไม่ได้พาออกนอกลู่นอกทาง เพราะผิดแล้วเสียใหญ่ เสียทั้งเราและศาสนาด้วย อันใดที่ไม่มั่นใจ จะยังไม่แสดงออก จะแสดงออกก็ต้องมั่นใจเต็มร้อยเกินร้อย จึงมาพูดว่าผิดหรือถูก ไม่เช่นนั้นถ้าคนหลงเชื่อตาม ก็บาปซวยทั้งคู่ อาตมามาพูดนี้ เหมือนอวดตัวตน เขาก็เชื่อว่าอวดตัวตน เป็นคนไม่ดี ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาไม่มีเครดิตทางสังคม ไม่ได้เป็นศิษย์สำนักไหนเลย แล้วมาพูดจาขัดแย้งกับสำนักเขาไปหมด ค้านแย้งเขา เขาก็ต้องนับถือของครูบาอาจารย์เขา แล้วเอ็งเป็นใคร มาพูดเหมือนล้มล้างคำสอนครูอาจารย์เขา อาตมาถึงต้องบอกว่าอาตมาเป็นใคร พูดด้วยซื่อจริงใจ ก็หาว่าอวดตัวอวดตน จะเอาอย่างไร การไม่บอก ก็บอกว่ามาจากไหน ? พอบอก ก็หาว่าอวดทำไม? ถ้าอวดตัวตน แต่ว่าไม่มีจริงในตน ก็ปาราชิกนะ ทุกวันนี้บอกของจริง วิบากมีจริง กรรมเป็นอันทำ ทำแล้วเป็นของตน ทำในที่ลับที่แจ้ง ก็ของตนหมด แล้วเก็บในคลังอัตตาคุณ จนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ต่อให้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว มันก็อยู่ แต่จะออกฤทธิ์ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับกุศล ที่ถ้ามากจนกั้นวิบากไว้ได้ แม้เป็นพระพุทธเจ้า ก็ต้องรับวิบากได้ พระเทวทัตกลิ้งหินทับพระบาท แม้ไม่หมด แต่วิบากไล่ไม่ค่อยทัน ผู้จะเลิกวิบากได้ ก็เมื่อปรินิพพานเป็นปริโยสาน พระพุทธเจ้าไปไหน? พรหมชาลสูตร ว่า กายของตถาคต กายคำนี้ทั้งรูปและนาม ทั้งสองส่วน ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจัก เห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคต ยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้ว ผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพ ขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักเห็นตถาคตได้ ก็ชั่วเวลาที่กายของตถาคต ยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักไม่เห็นตถาคต (เหมือนแยกธาตุน้ำ H 2 O ออกจากกัน ไม่จับตัวเป็นธาตุน้ำ กลายเป็นแก๊ส ออกซิเจน ไฮโดรเจน ธาตุน้ำหายไป)
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน มนสิการที่ธรรมะสองให้เป็นหนึ่ง ที่อาตมาได้ย้ำแล้วย้ำอีก ประกาศแล้วประกาศอีกนี้ ไม่ได้มีจิตอยากอวด อยากโชว์นะ ถ้าอาตมามีจิตเช่นนี้ แต่บอกว่าไม่มี ก็ปาราชิก อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน กรรมเป็นอันทำ แม้ว่าไม่มีใครมาปรับปาราชิกอาตมา แต่กรรมเป็นอันทำ อนันตริยกรรมของอาตมาก็ต้องรับเอง เป็นเรื่องของกรรม ในอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม มาถึงกรรมนิยาม ผู้จะรู้จักกรรมนิยามไม่ใช่ธรรมดา ต้องรู้ อุตุนิยาม พีชนิยาม จึงสามารถจัดระเบียบจิตนิยาม โดยมนสิการได้ หรือกโรติ เป็นการกระทำ สรุปคือทำจิตให้ได้ มนสิการคือการทำใจในใจ เรื่องของนักปฏิบัติธรรม อาตมาถึงว่า ผู้ที่โยนิโสมนสิการไม่เป็น ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ได้ ปฏิบัติธรรมไม่มีมรรคผล ทำใจในใจของคุณเองไม่เป็น แต่ทุกวันนี้ ผู้รู้ไปแปลโยนิโสมนสิการ ว่าเป็นการพิจารณา แปลแค่ว่าพิจารณาอย่างแยบคายถ่องแท้ ไม่ได้แปลว่าการกระทำใจ ทำอกุศลจิตให้ตายไป คุณไม่ทำ เพราะคนแปลเขาไม่ได้แปลให้ทำ แปลให้พิจารณา แต่ไม่ได้บอกให้พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม พิจารณารูปนาม มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัยธรรม ธรรม แปลว่า การทรงไว้ ทรงไว้ทุกอย่าง ส่วนการปฏิบัติธรรมนี้ พระพุทธเจ้าให้เอามาแค่ ธรรมะสอง รูป กับนาม ให้ปฏิบัติไปเป็นคู่ๆ ทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่ง ธรรมะสอง คือ ตัวหนึ่ง ตัวจริง อีกตัวหนึ่ง ตัวเก๊ ให้เหลือแต่ตัวจริง ปฏิบัติธรรมให้เป็นลำดับ ไม่ใช่ทำไปหมด จับไปหมดไม่ได้ ต้องจับทีละตัว ผัสสะปัจจุบันเกิดกิเลสนี้ เรื่องนี้ มะละกอ สัปปะรด เหตุเกิดกับมะละกอ ก็จัดการกิเลส ที่เกิดกับมะละกอก่อน สับปะรดอย่าเพิ่งเอา แต่ถ้าเอาทั้งสับปะรดและมะละกอ 2 อัน มันก็จะรวมหัวกันฆ่าเราได้ ยิ่งมี 3 อัน 4 อันก็เลยมั่ว สู่แดนธรรมว่า สำนักอื่นสอนว่า ถอนอวิชชาหมด กิเลสก็หมดไปด้วย พ่อครูว่าอย่างนั้นตักกะ สอนให้นั่งหลับตา แล้วจะบรรลุทุกอย่าง เช่นผู้ที่เขียนลงในหนังสือพิมพ์ อ.บูรพา หรือวิเวกานาคร ขออภัยที่พูดถึงท่าน แต่เพื่อให้เป็นตัวอย่าง ให้เห็นความต่าง อาตมายืนยันว่าท่านสอนผิด ว่าไปนั่งหลับตาแล้วจิตนิ่งอย่านึกคิด ไม่นึกคิด ถ้าคิดนึกผิดเลย วิจัยวิจารไม่ได้ นิ่งสนิท แล้วปัญญาจะเกิด ถ้าไปนึกคิดไม่ใช่ปัญญา เป็นเรื่องปรุงแต่ง ต้องนั่งให้สนิท แล้วปัญญาจะเกิด แต่นั่นคุณแยก ปัญญากับสัญญาไม่ออก
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปฏิบัติธรรมจุดไหนมีสิทธิ์ได้อรหันต์ ให้เทน้ำออกจากถ้วยชาก่อนนะ สัญญากับปัญญาก็ไม่เข้าใจ นั่งหลับตาสะกดจิต เป็นเจโตสมาธิ จะรู้แต่อดีตกับอนาคต ตามพรหมชาลสูตร จะไม่รู้ปัจจุบันเลย การนั่งหลับตา มีแต่อดีตและอนาคต แม้จะเป็นอนาคตที่เป็น กามคุณ 5 ฌาน 1 2 3 4 ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 ที่ ท่านได้บอกไว้ในอนาคต 44 มันก็เป็น กามในภพ เป็นฌาน ในภพ ไม่ใช่ฌานของพุทธ คุณไปเข้าใจว่า สัญญาเป็นปัญญา แล้วบอกว่า จะเกิดขึ้นเอง ปัญญาจะเกิดขึ้นเอง แท้จริงแล้วมันคือสัญญา ล้วนแล้วแต่เป็นสัญญา ทั้ง 62 ทิฏฐิความเห็นทฤษฎี เป็นความแส่หาของตัณหาทั้งสิ้น ปัญญาเกิดได้อย่างไร ปัญญาเกิดได้ด้วยการลืมตา ไม่ลืมตาปัญญาไม่มี ปัญญาเป็นภาษาของศาสนาพุทธ มาจากอัญญะ มาเป็นปัญญา ต้องท้าวความไปถึงพยัญชนะ ปัญญาเกิดได้ด้วยองค์ 6 ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 258 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล จากการปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ด้วยการมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัยในการกระทบสัมผัส เพราะปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ทำมรรคทั้ง 7 ลืมตาปฏิบัติ ในการทำอาชีพอยู่ก็ตาม ทำกรรม ทุกอย่าง กัมมันตะ พูดอยู่ คิดอยู่ ก็มี สติ ธัมมวิจัย วิริยสัมโพชฌงค์ วิจัยตัวกิเลสอกุศลจิตออกให้หมด ผู้ที่จะอ่านจิต เจตสิกของตัวเองออก ต้องฝึกอ่าน เห็นอาการจิต อาการ ลิงค นิมิต เห็นอาการจิตอย่างนี้เรียกว่า โลกียจิต อย่างนี้เคหสิตะ อย่างนี้ เนกขัมมะ สัมผัสตัวตนของมัน ด้วยญาณของคุณ จะเห็นจริงด้วยคุณเอง เป็นนามธรรม ต้องกำหนดอาการนี่เอง อาการนี้กำหนดเป็นราคะ อาการนี้โทสะ อาการนี้ทุกข์ อาการนี้สุข เป็นต้น ต้องอ่านสิ่งนั้นด้วยตนเอง ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิ อ่านเมื่อสัมผัสอยู่หลัดๆ มีผัสสะ เกิดกิเลสชอบใจหรือไม่ชอบใจ อยากได้หรือไม่อยากได้ หรือเฉยๆ มันมีเวทนาอยู่ 3 อาการ ก็ต้องอ่าน ที่ไม่อยากได้และอยากได้ด้วยไม่มี มะละกอนี้ สัมผัสเมื่อไหร่ เมื่อก่อนก็อยากกิน แต่ตอนนี้สัมผัสแล้วเฉยๆ หรือบางทีเซ็งๆ ได้บ้างไม่ได้บ้าง เป็นครั้งคราวเป็นธรรมชาติ อย่างนั้นคือ เคหสิตอุเบกขาเวทนาเป็นได้ ต่างกับ เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา แล้วแยกมโนปวิจาร 18 ตากระทบรูป หูกระทบเสียง เกิดความสุขความทุกข์หรือเฉยๆ ในหกทวารนี้ รวมแล้ว เป็น 18 มโนปวิจาร 18 เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจกระทบสัมผัสแล้ว เกิดความสุข ความทุกข์และ อุเบกขา แต่แยกออกว่า นี่คือเคหสิตเวทนา ผู้อ่านจิตออก แยกได้ว่านี่เนกขัมสิต อย่างนี้เคหสิต ผู้นี้มีหวังนิพพาน ได้มรรคผล เพราะรู้จักเวทนาที่เป็นกรรมฐานของศาสนา ถ้าเอาอย่างอื่นเป็นกรรมฐานนี้ผิดหมด ถ้าปราศจากเวทนาแล้วไม่มีฐานในการปฏิบัติ แต่คุณอ่านและแปล พระไตรปิฎกผิดเอง หรือไปเข้าใจว่า กสิณคือกรรมฐาน มันไม่ใช่ เวทนาคือกสิณ ใช้จดจ่ออ่าน ถ้าแยกเคหสิตอุเบกขาเวทนา ต่างกับ เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา เป็นสองทาง ทางอลมริยา คือทางที่ประเสริฐ ส่วน นาลมริยา คือทางสู่นรก ต้องแยกแยะอาการจิต สองอย่างนี้เป็น คนนั้นเป็นอาริยะ เริ่มต้นปฏิบัติถูก รู้ทิศทางที่จะเป็นโลกุตระ ทิศทางไหนเป็นโลกียะ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมเวทนา 108 โดยเฉพาะ มโนปวิจาร 18 ทำได้ ผู้นี้มีหวังได้บรรลุพระอรหันต์ สัมโพธิปรายนะได้แน่นอน
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน กินของอร่อยทีหลังเป็นสมถะหรือวิปัสสนา _มีพวกเราบอกว่าของอร่อยๆ เอาไว้กินตอนจะอิ่มละกัน พออิ่มแล้วมันเป็นอุเบกขา จะเป็น เคหสิตอุเบกขาเวทนา หรือ เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา พ่อครูว่า อาตมาเคยปฏิบัติเช่นนี้จริง อันไหนอร่อยๆ เอาไว้ทีหลัง กินสิ่งที่สำคัญก่อน ถ้ามันเต็มท้องแล้ว ดีไม่ดีไม่ได้กินสิ่งอร่อย อันนี้เป็นสมถะเท่านั้น แต่จะให้จริง จะต้องพิจารณา แต่ทำแล้วจะช่วย มันอยากตัวนั้นจะอ่านได้ อย่านะ อ่านใจตัวเอง มันจะสำคัญอย่างไหนเชียว เอ็งไม่เที่ยงหรอก ถ้าให้ เอ็งก็จะโตหนาอ้วนใหญ่ เอาของสาระสำคัญใส่ท้องก่อน ของอร่อยไว้ตอนท้ายๆ
_เมื่อกี้นี้พ่อครูค้างเรื่องอายุ 83 ปี ค้างไว้ไหมครับ พ่อครูว่า ก็ไม่ได้จริงจัง มีเวลาค่อยแวะ ไม่มีเวลาไม่แวะ
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน พรรคเพื่อฟ้าดินจะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ _ตอนนี้พวกพรรคการเมืองกำลังกระตือรือร้น ภาวะใกล้เวลาเลือกตั้ง แล้วพรรคเพื่อฟ้าดิน จะทำอย่างไร พ่อครูว่า เราตั้ง พรรคเพื่อฟ้าดิน ไม่ได้ตั้งมาเพื่อจะลงสนาม แย่งอำนาจแข่งขันกับพรรคการเมืองใดใดเลย ไม่ได้มีสักเศษเสี้ยวธุลีละอองความคิดอย่างนี้เลย พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมานี้ เป็นเรื่องตกกระไดพลอยโจน มีนิทานมายาวตั้งแต่ ดร.นิติภูมิ แกไปขอจดทะเบียน ตั้งพรรคสหกรณ์ขึ้นมา แต่มันจะหมดเวลา ตั้งไม่ทัน ก็เลยมาขอให้หมู่กลุ่มชาวอโศก มาทำพรรค บอกว่าเอาหน่อยๆ มีโลโก้แล้วด้วย ไปจดทะเบียนก็ได้เป็นพรรคสหกรณ์ แต่พวกสหกรณ์ก็ประท้วงว่า อย่าเอาชื่อนี้เลย ต่อมาเราก็เลยเอาพรรคเพื่อฟ้าดิน เราจะปฏิบัติให้เห็นว่า การเมืองเป็นเรื่องของธรรมะ การเมืองไม่ใช่เรื่องของการแย่งชิงอำนาจ จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมของพรรคเพื่อฟ้าดิน ไม่เคยไปแย่งอำนาจใคร ไม่เคยไปเสนอหน้าหาเสียง การหาเสียงให้แก่ตัวเองอยู่ ยังไม่ถือว่าเป็นพฤติกรรมของประชาธิปไตย ยังเป็นคนมีกิเลส ผู้ที่เป็นประชาธิปไตยแท้ ไม่มีกิเลส พระพุทธเจ้าเป็นสุดยอดนักประชาธิปไตยสูงสุด รับใช้ปวงชน พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ ล้วนเป็นผู้รับใช้ประชาชน ในหลวงของเราเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้รับใช้ประชาชน ท่านทรงรับใช้ประชาชนมาตลอด 70 ปี เป็นเรื่องจริงเลย อาตมารับใช้ประชาชนทางนามธรรม จึงมองได้ยาก คนจะมารับของอาตมาได้นั้น เป็นกุศลของเขา พรรคเพื่อฟ้าดินเกิดขึ้น อาตมาก็ให้มาประพฤติปฏิบัติกัน กกต.นี้รู้จักพรรคนี้ดี เพราะว่ามีการรายงานกิจกรรมของพรรคไปให้ อย่างละเอียดลออกว่าพรรคใดๆ ส่งให้ทุกเดือน จน กกต.นี้ เขาเชื่อพรรคนี้แล้วว่าขยันจริงๆ เราก็ทำงาน เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า ประชาธิปไตยคืออะไร ไม่หาเสียง ไม่แย่งอำนาจ รับใช้กลุ่มชนออกไปชุมนุมประท้วง ไปทำหน้าที่ต่างๆนานา ที่จะรับใช้ประชาชน อโศกออกไปทำงาน แต่ไม่ได้ติดตั้งป้ายพรรคเพื่อฟ้าดิน ทั้งหัวหน้าพรรค ก็ไปแต่ไม่ได้บอกชื่อ คนไม่รู้จักแต่ทำจริงๆ แม้จะกล่าวถึงการไปประท้วง คือการเมืองแท้ๆ ก็ไม่ได้ติดป้ายว่า พรรคเพื่อฟ้าดิน เราประท้วงอย่างเรา แล้วถือว่าประสบความสำเร็จด้วย ก็ไล่ออกไปได้หลายรัฐบาล แต่เราไม่เคยแสดงว่าเป็นผลงานของเรา ก็เราทำด้วยใจจริง หาผู้รู้มาอภิปราย แสดงความคิดเห็น เพื่อยืนยันว่า ประชาธิปไตยต้องทำกันอย่างนี้ อันไหนผิด ถูก อันไหนควรค้านหรือสนับสนุน เราทำตามครรลองประชาธิปไตย แต่เขาหาว่า เราออกไปละเมิด พระราชบัญญัติความมั่นคง จนบางคน ได้ข้อหาก่อการร้าย เวรๆ เวรจริงๆ ก็ไม่มีปัญหา เพราะว่ารัฐบาลที่ตรงกันข้าม เขาก็ต้องตั้งข้อหาอย่างนี้ เป็นหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย ก็ว่ากันไป แต่เราทำงานเพื่อสังคมประเทศ ไม่ได้ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เราเป็นประชาชนคนไทย ในระบอบประชาธิปไตย ก็ทำงานหน้าที่ของประชาชนคนไทย นักปฏิบัติธรรม เป็นพระเป็นเจ้า มีหน้าที่ช่วยประเทศชาติ ช่วยพลเมือง ใครที่ไปแยกธรรมะออกจากการเมือง คนนั้นบ้าและโง่ แต่ก็น่าเห็นใจว่า พระไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่มีภูมิปัญญา จะไปทำงานช่วยประชาชนจริง แอบไปหาลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไปเรี่ยไร มหาเถรสมาคมออกกฎว่า พระห้ามยุ่งกับการเมือง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive