240625-497 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ026.txt
เนื้อหาในไฟล์
บันไดกำชับกัญชาทั้งเรื่องการปรับปรับตัวเองแต่ละคนซึ่งเราก็ปรับเข้ามาตามหลักเกณฑ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและปฏิบัติธรรมด้วยรู้กายกรรมรู้กายยะกาโยคือความประชุมที่อยู่กับเราขณะนี้เรากำลังทำงานอะไรมีเรื่องอะไรต่ออะไรเกี่ยวข้องนี้เรียกว่าความประชุมหรือเรียกว่ากายทั้งสิ้นกายเหล่านี้มันเกี่ยวข้องมากับตัวเราเรามีจิตวิญญาณจิตวิญญาณเป็นตัวรับรู้มันรู้หมดแหละจิตเราจะร่วมไปทำงานด้วยเราก็รู้และจิตตัวเราไปทำงานด้วยนั้นเราจะต้องพิจารณาอ่านให้ออกว่าจิตของเรามีกิเลส ถือใหม่อย่างไรการแบ่งอ่านจิตหรือว่าพยายามที่จะทำปัญญาให้แจ้งในจิตของเราว่าอันนี้เป็นกิเลสอันนี้ไม่ใช่กิเลสอาการอย่างนี้เป็นกิเลสแรงอาการอย่างนี้เป็นกิเลสน้อยหรืออาการอย่างนี้ไม่เป็นกิเลสเลยนั่นแหละคือสิ่งที่เราจะอ่านแล้วจะเรียนรู้ให้จริงถ้าจะยาวแล้วก็รู้ง่ายว่าเป็นกิเลสความโลภราคะรุนแรงกับการโกรธไม่ชอบใจอะไรต่างๆมันก็อ่านง่ายแต่ซับซ้อนเข้าไปอีกแล้วเราจะพิจารณาเห็นว่าแม้แต่เรายังเป็นความปรารถนาเป็นความที่ต้องการต้องการจะทำแต่ทำแล้วเราทำเสพอยู่ในตัวหรือไม่หรือว่าเราต้องทำแล้วก็ทำเพื่อสร้างสรรค์ให้แก่ผู้อื่น ทำอย่างมีการเสียสละทำอย่างมีกะจิตกะใจยินดีด้วยยินดีจะทำทั้งๆที่ไม่ได้ทำให้แก่ตัวสักนิดนึงเราก็ไม่ได้เสพเราก็ไม่ได้สุขเราก็ไม่ได้เอร็ดอร่อยอะไรเลยแต่เราก็ทำอย่างกับคนเอาเด็กอร่อยทำอย่างพอใจทำอย่างยินดีมีฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสาอยู่อย่างเต็มครบอิทธิบาททีเดียวอันนี้เป็นความรู้ที่เราจะจัดสรรที่เราจะอ่านพิจารณาซ้อนแทรกลงไปหรือว่าเราทำอย่างที่ไม่ยินดีมีอะไรติดในใจมีความที่ไม่พอใจไม่มีฉันทะมีความละเอียดเบื่อๆทั้งๆงานนั้นก็ไม่มีอธิบายงานนั้นก็ไม่มีวิมังสาไม่มีความเจริญไม่มีความเป็นไปด้วยดีเพราะว่าจิตของคนใต้จิตมันสังกัจจายน์ทำจิต เต็มใจทำยิ
อ่านต่อ
่งไม่เต็มใจมากยิ่งจะเห็นชัดว่าทำงานไม่เป็นโล้เป็นพายทำเสียๆหายๆตกๆหล่นๆแต่ถ้าเราทำด้วยจิตใจที่เราจัดแจงของมันให้มันเป็นฉันทะเป็นวิริยะเป็นจิตตะวิมังสาก็เกิดปัญญากับพินิจพิเคราะห์พิจารณาซ้อนได้แล้วเราก็จะได้ปรับปรุงความเจริญก็ยังเกิดจิตของเราเสียสละได้จริงเพราะฉะนั้นเราทำงานเราทำจริงไม่ได้ทำเพราะว่าเรารักเราชอบเราจึงทำไม่ใช่เราไม่ได้รักไม่ได้ชอบและทำงานด้วยจังเพราะถูกบังคับเพราะจำใจจำเป็นมันก็ไม่ดีมันก็ไม่เจริญดังกล่าวแล้วขอให้ทบทวนให้ดีว่าเราต้องทำกรรมหรือทำการงาน ด้วยใจอย่างไรจึงจะเป็นสัมมากัมมันตะจึงจะเป็นความเลิศยอดเป็นความเจริญงอกงามเป็นอิทธิบาทเต็มเราจะทำอย่างไรในขณะที่เราปรับปรุงจิตทำให้จิตออกไปจากความรักความชอบกลับทำให้ออกไปจากความโกรธความชังนี้การกระทำอย่างนี้แหละคือการปฏิบัติธรรมการละความไม่ชอบการละความชอบอย่างนี้แหละในการปฏิบัติธรรมที่จริงๆและมีผลด้วยมีผลในการสร้างสรรค์มีผลในการชำนาญในการเก่งขึ้นสามารถขึ้นในการรู้ในการเป็นผู้ที่เป็นนักผลิตตัวนักสร้างสรรค์อยู่ในตัวมันได้ประโยชน์ท่านด้วยตนก็ได้ปฏิบัติธรรมตนก็ได้ละ กิเลสอย่างแท้จริงหลักการนี้เลยเป็นหลักการที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์สมณโคดมเป็นผู้ค้นพบทฤษฎีนี้การทำให้จิตมันเป็นอันที่จิตจิตที่มันละราคะโทสะและก็รู้ชัดรู้แจ้งไม่โมหะไม่หลงผิดอ่านให้ตรงอ่านให้ถูกเป็นอุชุอ่านแล้วก็ทำไม่ถูกเป็นกรรมเป็นภิกษุทุกกรรมทำให้ตรงทำให้จริงเราจะเป็นผู้ที่ได้ผลได้มากได้ผลทำถูกต้องเพราะมีมรรคอันปฏิบัติถูกทางของพระพุทธเจ้าเพราะการทำงานจึงเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งการสัมผัสรู้ทางทวารทั้ง 6 อยู่ตลอดเวลาเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งการมีสติสัมปชัญญะประกอบ การมีจิตอันแยบคายประกอบเป็นการปฏิบัติธรรมอันรู้เข้าไปในจิตรู้ในอารมณ์แล้วก็ทรงไว้ธรรมะแปลว่าสิ่งทรงไว้ทรงสภาพกายกรรมทรงสภาพวจีกรรมโดยเฉพาะทรงสภาพมโนกรรมให้เป็นมโนปวีวิจารณ์ฐานนิพพานคืออรรถทุกคำว่าสุขหรืออุเบกขาฐานดังที่ได้อธิบายความหมายของคำว่าสุขหรืออุเบกขานั้นได้ฟังกันมามากแล้วเราก็ต้องเข้าใจอาการที่ขยายความของอุเบกขานั้นเป็นอย่างไรแล้วเราก็สอดส่องดูอาการนั้นในจิตของเราเองเราจะเป็นผู้รู้จิตของเราเองจิตนี้ตรงหรือไม่ตรงถูกแล้วหรือไม่ถูกมันยังมีอะไรบกพร่องอยู่หรือไม่บกพร่องจริงๆอ่านดูแล้วก็ปรับไปปรับไปปรับไปตลอดเวลา relax คือการปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้าปฏิบัติสัมมาสังกัปปะปฏิบัติสัมมาวาจาปฏิบัติธรรมทันตะให้เกิดเป็นอาชีวะคือเกิดเป็นอาชีพหรือเกิดเป็นส่วนมากเราทำอยู่ในชีวิตวันหนึ่งวันหนึ่งเป็นส่วนมากได้สัมมาทั้งหมดเราก็เป็นคนสร้างอาชีพสร้างการงานสร้างการกระทำปรับปรุงตนพร้อมกันนั้นเราก็สะสมสัมมาสมาธิอันประเสริฐเป็นอธิจิตเป็นชาที่ปราศจากกิเลสนิวรณ์ปราศจากราคะโทสะโมหะปราศจากโดยที่เรียกว่าเรารู้อ่านอยู่ตลอดเวลารู้อาการรู้อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปลดน้อยลงนิดก็รู้ลดน้อยลงมากก็รู้มันไม่ลดเลยตอนนี้มันกลับขึ้นสูงขึ้นสูงขึ้นเราก็รู้ เราสู้มันไม่ได้แล้วเราก็ปรับปรุงให้มันเป็นไปด้วยดีให้พอเหมาะพอสมการปฏิบัติให้เป็นสังกัปปะก็พอเหมาะได้วาจาก็พอเหมาะได้กัมมันตะกับคอหมอได้แม้อาชีวะก็พอเหมาะได้คือมากเยอะตามควรในชีวิตแต่ก็ไม่ได้ทรมานตนไม่ทรมานผู้อื่นโดยเฉพาะทรมานตนเราทำได้มากแต่ไม่ทรมานตนก็เป็นไปได้พออาศัยตั้งตนอยู่ในความลำบากอยู่พอดีพอดีก็ไม่ใช่ออเซาะตนเองไม่ใช่เอาอกเอาใจตัวเองเกินไปอ่อนแออะไรนิดอะไรหน่อยก็จะเมื่อยจะพักแล้วจะเมื่อยจะพักแล้วก็เป็นคนที่ไม่ตั้งตนอยู่ในความลำบากกุศลธรรมก็ไม่เจริญแต่พระพุทธเจ้าสอนเรานั้นสอนให้ตั้งตนอยู่ในความลำบากเถิดกุศลธรรมจะเจริญยิ่ง พระยกสูตรนี้เข้ามาขยายความสัมมากัมมันตะหรือสัมมาสติ 8 ที่กำลังอธิบายอยู่ขณะนี้เราก็จะเห็นเด่นชัดว่ามันสอดร้อยกันส่งเสริมกันถูกต้องมันไม่ได้เป็นไปอย่างขัดแย้งกันเลยเพราะงั้นการปฏิบัติตนเพื่อตั้งตนอยู่ในความลำบากนั้นก็ไม่ใช่ว่าไปทรมานอะไรอื่นจะไปนั่งตะปูจะเป็นที่ได้เอามีดมาเข็มมาทิ่มมาแทงตัวหรือไปนั่งกดผิดกดใจอะไรเปล่าเปล่าไม่ได้สะกดจิตสะกดใจแต่เป็นสติปัฏฐานเป็นวิปัสสนามีสัมมาคารวะองค์ 8 ประกอบถ้าละเอียดลงไปอีกก็คือเราอยู่ในขอบข่ายไหนเราก็มีกรรมฐานหรือมีศีลมีหลักเกณฑ์ที่เราจะประพฤติตามฐานะของเราตามอินทรีย์พละของเราเราทำได้แค่ไหนเรากำหนด ก่อนนอกจากนั้นเราละไว้ก่อนเพราะว่าเราไม่มีกำลังพอที่จะไปรับผิดชอบหลักเกณฑ์ที่ละเอียดละออหรือสูงส่งเกินไปนักหรือว่ามันยากเกินไปนักเกินกำลังเราทำแค่นี้ให้ได้ก่อนเราก็จะมีฐานที่แข็งแรงเราจะมีอินทรีย์พละที่สูงขึ้นและเราก็จะปฏิบัติได้มากหลักการขึ้นหรือหลักการที่ยากหลักการที่เก่งสูงขึ้นสูงขึ้นเราก็จะทำได้จริงจึงเรียกว่าเบื้องต้นท่ามกลางบ้านปลายหรือว่าฐานะตั้งแต่ต่ำจนกระทั่งกลางจนกระทั่งสูงเป็นพระอริยเจ้าหลายระดับโสดาสกิทานาคาอรหันต์ตามขั้นตอนดังนี้นี่คือนัยยะแห่งการปฏิบัติธรรมตามทฤษฎีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะฉะนั้นขอให้พวกเราได้สอดส่องอ่าน กายในกายกายกายกายกายกายกายนอกกายกายกายกายนอกกายคือความประชุมทั้งหมดก็ที่มีสิ่งที่เรากำลังจะทำอยู่ทั้งวัตถุทั้งการสัมผัสแตะต้องแล้วก็เรียนรู้ไปจนกระทั่งถึงจิตนั้นเราจะเรียนรู้แทรกซ้อนลงไปถึงเวทนาเราก็เรียกจิตธรรมารมณ์โดยจิตธรรมะเฉยๆที่ทรงไว้แล้วก็มีความหมายว่าอย่างนี้เป็นกุศลธรรมอย่างนี้เป็นอกุศลธรรมเราก็จะต้องรู้แล้วเราก็ปรับปรุงให้มันไปในส่วนกุศลให้มันเป็นไปในทางที่เป็นเวทนาก็เวทนาที่ดีเป็นฐานนิพพานดังกล่าวแล้วปรับจริงๆเข้าใจอารมณ์เข้าใจอาการแม้แต่น้อยที่มันแตกต่างกันนิดๆหน่อยๆก็ให้รู้แล้วก็ปรับไปในส่วนที่มันดียิ่งกว่าดียิ่งกว่าเสมอๆผู้รู้อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้ที่รู้เจโตปร ยานเป็นผู้ที่รู้ราคะโทสะโมหะมูลทั้ง 3 และผู้ที่รู้ว่าดีขึ้นบ้างแล้วเรียกว่าสังกิจหรือวิจิตรแต่มันก็ยังทนสังกิจก็ยังมีการท้อแท้ยังมีการเปาะแปะอยู่วิกฤตดีขึ้นอีกแต่ยังมีฟุ้งซ่านเรามีกระเซ็นมีกับฝอยอะไรอยู่ยังไม่เก่งนักวิกฤตการณ์สูงขึ้นไปก่อนนั้นเรียกว่ามหากษัตริย์จิตต์ถ้าไม่สูงก็เรียกว่าเป็นมหากษัตริย์จิตของเราทำได้สูงแน่ๆมันเนียนได้มีความหมายความจริงที่มันยิ่งขึ้นดีขึ้นเรื่อยๆเราเรียกว่าเราเห็นจิตที่เป็นไปเป็นไปด้วยความเจริญอยู่สูงขึ้นเรื่อยสูงขึ้นเรื่อยๆถ้าไม่ก็อาจเติมหน้า มหากษัตริย์ 7 เราดูจิตของเราว่าเป็นมหากษัตริย์หรือไม่หรือเป็นมหากษัตริย์ 70 หรือไม่ถ้าเป็นอยู่ก็แสดงว่าเราปฏิบัติธรรมอย่างเจริญอยู่ดูทุกขณะก็เจริญอยู่ทุกขณะอย่างนี้เป็นอภิญญาเป็นเจโตปริยญาณเป็นผู้รู้จิตในจิตแท้ๆมีปัญญารู้จิตรู้เจโจของเราจริงๆสูงขึ้นไปอีกจิตจะเป็นสภาพของคีตะจะเป็นสภาพของซาอุดรติดตั้งคือเป็นจิตที่ยังไม่ดีกว่านี้ยังมีอีกเรารู้เลยว่าตอนนี้เราทำได้แค่นี้ที่จริงน่ะมันดีกว่านี้ทำได้อยู่แล้วก็ทำเพียรขึ้นนั้นเรียกว่ามหากษัตริย์และเราก็เพียรมันขึ้นดีขึ้นเรื่อยๆพยายามจะเริ่มมีวิริยะอุตสาหะปรับให้มันดีขึ้นด้วยเหตุผลได้ ดูให้ละเอียดแล้วออกขึ้นเรียกว่าสระอุจจาระจิตตังปรับจนกระทั่งเอาจิตนี้เราปรับได้สูงสุดแล้วเป็นอนุตราเป็นจิตที่ไม่มีอะไรดียิ่งกว่านี้อีกแล้วเท่าที่เราสามารถเราจะรู้ว่าเราสามารถสุดของเราแต่แท้จริงมันก็สุดเท่าของเรานั่นแหละมันยังไม่สุดสูงสุดทีเดียวก็ถามถามต้นๆก็ยังจะไม่รู้ดีนักก็ไม่เป็นไรถ้าไม่จริงใจทำให้สะอาดอย่าขี้โกงรู้อยู่ว่าของเรามันไม่ดีก็ต้องรู้ให้ชัดรู้ทั้งๆที่รู้แล้วเราจะเป็นเบี้ยวเสียเราเรียกว่าจอมโจรบัณฑิตตัวเราเองนั่นแหละซวยเพราะเราจะต้องทำให้ดียิ่งที่สุดจนสุดที่แล้วระหว่างจิตดีที่สุดแล้วเต็มเหยียดเต็มเต็มเก่งของเราแล้วเรียกว่าอนุรักษ์ที่ดียิ่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้วก็ทำได้พยายามเอา นั้นเป็นจุดหมายเอาอย่างนี้อาการอย่างนี้เป็นเป้าหมายแล้วก็ปรับปรุงไปแล้วจิตของเราก็จะดียิ่งขึ้นยิ่งขึ้นเป็นทีนี้ก็เป็นสมาธิตั้งจิตตังเป็นจิตที่เป็นประโยชน์เป็นสมาธิเป็นอาทิตย์จิตเขาเรียกสมาธิก็แปลทับศัพท์ว่าสมาธิซะด้วยซ้ำไปสมาธิตัดแต่สมาธิอันนี้มุ่งหมายไปในทางหมายถึงประโยชน์โดยพยัญชนะของควบคุมไว้โดยความหมายก็เป็นสมาธิเพราะว่าจิตดีขึ้นตั้งมั่นขึ้นดีด้วยเป็นประโยชน์แก่ท่านเป็นประโยชน์แก่ตนเพราะตนได้ปรับปรุงตนมีจิตอันละจากกิเลสหงายชายไม่เห็นแก่ตัวเสียสละแท้ไม่มีไม่มีราคาโทรศัพท์โมหะอย่างละเอียดละออประโยชน์ท่านก็ได้พร้อมกันมันจะได้พร้อมกันก็โดนนัยยะอย่างใช้ องค์ 8 ดังกล่าวนี้แหละมันถึงจะได้น้ำที่กล่าวให้ฟังแล้วอธิบายมายำมามันจะดีมีประโยชน์อันใดที่ไม่ก็เรียกว่าอสมทอังกฤษแปลว่าจิตที่ไม่มีประโยชน์เป็นสมาธิที่ไร้ค่าเป็นสมาธิเห็นแก่ตัวด้วยซ้ำสะกดจิตนั่งเฉยอยู่แล้วเราก็เอาแต่ว่าวางและลอยลมๆอยู่ไม่มีประโยชน์ท่านอะไรแต่ว่าเป็นประโยชน์ตนก็หัดตัดกิเลสออกหัดสะกดจิตไม่ให้มันมีอารมณ์ของนิวรณ์ก็ดีอยู่บ้างเป็นอุปการะบ้างสำหรับผู้ที่อยู่ในฐานต้องฝึกดูฝึกเรียนรู้ว่าอาการไม่มีกิเลสเป็นอย่างไรอาการไร้นิวรณ์เป็นอย่างไรเพราะฝึกดูดูถ้ำทองแล้วก็ไปเรียนรู้ในขณะที่มีผัสสะเป็นปัจจัยรวมทั้งวอนอินทรีย์ทั้ง 6 ทำกิจการมันผัสสะแล้วทั้งผู้คนมาปรึกษา ทั้งวัตถุอื่นๆด้วยแล้วเราก็อ่านจิตของเราจิตของเราไม่มีนิวรณ์ไม่มีกิเลสเป็นสมาธิหรือเป็นสมาธิตามประโยชน์ตนได้ประโยชน์และคนอื่นก็ได้จากกิจกรรมที่เราทำนั้นอย่างแท้จริงสมาธิตามจิตตามหรือสมาธิขั้นนี้จึงมุ่งหมายเอาประโยชน์เป็นเลิศจึงจะถึงวิมุติจิตที่นิมิตก็คือจิตที่ทำจิตทำการได้มีประโยชน์ได้เป็นสมาธิอย่างแข็งแรงเป็นสัมมาสมาธิของพระอริยะหรือสมาธิอันประเสริฐดังที่พระพุทธเจ้าท่านได้ยกมาสอนพุทธสาวกทั้งหลายกราบเท้าทั้งวันนี้เรากำลังจะลืมกันถึงสมาธิของพระพุทธเจ้าเราไปหลงแต่สมาชิกของฤาษีที่สอนมาก่อนพระพุทธเจ้าเพราะฉะนั้นขอให้เอาสูตร กลับคืนมาเราจึงจะพบวิมุติที่มีประโยชน์วิมุตที่มีการงานวิมุตติที่มีเป็นผู้รู้เป็นผู้ตื่นเป็นผู้เบิกบานอยู่ไม่ใช่เป็นผู้เป็นลำดับดีไม่รู้เรื่องนิโรธหรือวิมุตแบบหลับไม่รู้เรื่องไม่ตื่นด้วยซ้ำไม่เบิกบานแจ่มใสด้วยซ้ำไม่รู้อะไรเลยเอาไฟเผาเอาน้ำราดก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำอย่างนั้นไม่ใช่ของพุทธแต่ของพุทธนี้เป็นผู้รู้แววไวเป็นผู้ตื่นผู้เบิกบานเป็นมดลูกภูเตเป็นกรรมมโนเหมาะสมแก่การงานเหมาะควรแก่การงานจิตเป็นฌานหรือจิตเป็นสมาธินี้แววไวแคลคอมรู้เร็วและเป็นกรรมเวรเหมาะแก่การงานกระทำการงานได้อย่างดีพร้อมกันนั้นก็สะสมตั้งมั่นแข็งแรงด้วยเป็นทีเจ ปัจจัยไม่มีหวั่นไหวต่อพรรษาใดๆไม่กระเทือนเป็นผู้ที่อยู่เหนือมันอย่างแท้จริงฌานอย่างนี้เป็นฌานของพุทธสมาธิอย่างนี้เป็นสมาธิของพุทธและเห็นไหมว่ามันมีการงานมันทำการงานได้ก็ขอให้พวกเราได้เข้าใจให้ทราบซึ้งขึ้นแล้วเราจะได้ปฏิบัติถูกมักมาเดินไปตามทางของมรรคของพระพุทธเจ้าหรือทฤษฎีของพระพุทธเจ้าถูกต้องผลย่อมเป็นอันหวังได้พระพุทธเจ้าทาไว้ด้วยว่า 7 ปีเป็นสูงสุดเราจะเป็นพระอรหันต์หรือไม่เป็นอนาถามีเชียวขอให้พิสูจน์ดูจริงๆถ้าปัญญาก็ดีวิริยะก็เพียงพอผมแน่ใจที่สุดว่า ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าและคำสั่งที่พระพุทธเจ้ายืนยันนั้นไม่ใช่ของแกเป็นของจริงทีเดียวขอให้ทุกคนประสบผลนั้นเถิด