600818_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัตตาวาส 9 วิโมกข์ 8 มูลสูตร 10.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข19 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600818_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัตตาวาส 9 วิโมกข์ 8 มูลสูตร 10

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม 2560 ที่ราชธานีอโศก พวกเราก็ได้บำเพ็ญบารมีกันทำงานหนักในช่วงนี้ แล้วก็ได้ฟังธรรมที่เป็นสาระแก่ชีวิตเพิ่มเติมขึ้นทุกวัน สิ่งที่พ่อครูได้อธิบาย สิ่งหนึ่งคือ พ่อครูรู้จักเกิดและรู้จักจบ อะไรที่เกิดไปแล้ว ไปไม่ได้ก็จบกัน จบที่ตัวเรา เขาไม่จบก็เรื่องของเขา ก็หมดปัญหา แสดงให้เห็นได้ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกับใคร เป็นศาสนาแห่งความสันติสุขร่มเย็น เป็นพลังรวมของสังคม อยู่กันด้วยเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มีสาราณียธรรม 6 ระลึกถึงกัน รักกัน เคารพกัน เคารพในวัยวุฒิ คุณวุฒิ และเป็นคนเกื้อกูลกัน ตั้งแต่วัตถุทางด้านนามธรรม ทำให้ตัวเองพัฒนาการมากขึ้นและเป็นคนไม่ทะเลาะกัน แต่สามารถถกธรรมะกันได้ โต้ตอบกันได้ และเป็นคนสามัคคีกัน อยู่ร่วมกันทำงานเป็นปึกแผ่น เหมือนเนรมิตได้ทำงานสำเร็จ ถ้าคนบ้านราชฯมีเป็นพันคนได้ อะไรก็สำเร็จ มีความเป็นหนึ่งเดียวกันเอกีภาวะ เกิดจากการที่คนได้ลดละกิเลส ตามที่พ่อครูได้สอนมาเกือบสี่สิบปี ได้ผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน มีคุณภาพคุณธรรมจากสิ่งที่พ่อครูสอนโลกุตระ เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาแจกแจงให้พวกเราได้เข้าใจชัดเจน ตั้งแต่คำว่าบุญคือการชำระกิเลส บุญไม่ใช่สมบัติ บุญเป็นวิบัติ พ่อครูเป็นคนที่พูดคนเดียวคนแรก คนอื่นพูดไม่ได้เพราะว่าไม่มีสภาวะ คำว่า กาย ถ้าไม่ได้มาศึกษากับพ่อครูก็ไม่รู้ เรารู้แต่ว่ากายคือดินน้ำไฟลม ไม่ได้เป็นองค์ประกอบธรรมะ 2 อย่างที่พ่อครูอธิบาย แม้แต่สัญญาในสัตตาวาส 9 พ่อครูว่า...ตอนนี้เราก็จะได้เห็นกล้วย ง้าว ภาษาอีสานว่า ง่าว คือง้าว ไม่ใช่ง่าวแบบภาษาภาคเหนือ อาตมาก็ยังไม่ได้ชิมว่ารสเป็นอย่างไร แต่กินเข้าไปลูกหนึ่งจุก

อ่านต่อ

แน่ๆ อาตมาเคยพูดเล่นๆตอนเด็กว่า สารพัดยัดเข้าไป กล้วยทั้งเครือไม่เหลือซักใบ พูดอย่างนี้นึกถึง คนญี่ปุ่นที่ซื้อกล้วยหอมไปกินในห้องจนตายเลย

เอาเรื่องสำคัญ ตีปลาหน้าไซก่อนเถอะ เตรียมกวีไว้ อยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องทำความเข้าใจกัน ใช้สัจจะ ความจริงที่ประเสริฐ แล้วเราจะทำงานทำอะไรได้ดี ประเสริฐ แล้วเป็นคุณค่าต่อมวลมนุษยชาติด้วย “ยิ่งลักษณ์”คือยิ่งทำยิ่งเป็นลักษณะแท้

(1) “อาริยสัจ”นามเรียกนี้ “อริยสัจ” ความประเสริฐยิ่งชัด “ยิ่ง”แท้ ความชั่วก็ตระบัด- สัตย์มิ ได้เลย เป็นมนุษย์ไม่คิดแก้ ยิ่งซ้ำ“กรรมตน” (2) “ลักษณะ”คนย่อมแท้ ใน“กรรม” “ยิ่ง”ดัดจริตเป็นทำ ดีดดิ้น “ยิ่ง”ผิดยิ่งย้ำยำ “ลักษณ์”ผิด เพิ่มแล “ยิ่งลักษณ์”ล้างสัตย์สิ้น ยิ่งล้วนตนทำ (3) “กรรม”ใดทำย่อมแท้ เป็นผล “วิบาก”เป็นของตน ครบสิ้น ทั้งกุศลอกุศล ถ้วน“สัจ” ทุกมนุษย์ใครหลีกดิ้น ไป่ได้“เวรกรรม” (4) “ยิ่ง”ทำกรรมชั่วไซร้ “ยิ่ง”จริง “ลักษณะ”ใดควรประวิง บ่รู้ “ยิ่ง”ผิด“ยิ่ง”ดิ้นชิง เพื่อชนะ “ยิ่ง”ฤา “ลักษณ์”อย่างนั้น“ยิ่ง”ผู้ โง่แท้อวิชชา (5) ศึกษาพุทธรอดได้ ด้วยกรรม กรรมผิดแล้วอย่าทำ อย่าย้ำ “ยิ่ง”ผิด“ยิ่ง”โง่สัม- ประสิทธิ์ส่ง หลงผิดว่าจักค้ำ ยิ่งซ้ำเลวเสริม (6) หยุดเหิมเกริมได้จัก ลด“ลักษณ์” หากบ่หยุด“ยิ่ง”หนัก “ยิ่ง”ช้ำ “ยิ่งลักษณ์”รักพี่ทัก- ษิณ“ยิ่ง” ถลำรา พี่“ยิ่ง”หลอกลึกล้ำ โง่ซ้ำระเริงหลง (7) ลงนรกตกกระทะต้ม จนสุก ชีพหกล้มหกลุก โหดร้าย ยิ่ง“หนูไม่รู้”ทุก ใดถูก ผิดเลย “ยิ่งลักษณ์”จึงเป็นป้าย ตลกให้คนเห็น.

“สไมย์ จำปาแพง” 4 ส.ค. 2560 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 326 ประจำเดือนกันยายน 2560] ยิ่งลักษณ์หมายถึงชื่อของคนๆหนึ่ง คือยิ่งทำยิ่งเป็นลักษณะแท้

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ผู้ยอมผู้แพ้ คือผู้ชนะทุกอย่างในโลก ถ้าคุณยิ่งลักษณ์หยุดยอมแพ้แล้วสั่งการเลยว่าไม่ตอบก็ยอมแพ้แสดงอาการใหม่ แสดงอาการยอมแพ้ก่อนถึงวันที่ 25 หรือใครมาก็บอกพวกเลยว่ามาศาลก็ยอมแพ้ เปลี่ยนแปลงเลยคุณว่าจะได้แต้มหรือเสียแต้ม ได้แต้ม พวกคุณตอบได้หมด แต่เขาจะคิดได้ไหม.. (ตอบกันว่า ไม่ได้).. จริงๆใจลึกๆของอาตมาอยากให้เขาได้นะ เพราะว่าจะเป็นการประกาศธรรมะที่ยิ่งใหญ่ เป็นการจารึกประวัติศาสตร์ทางการเมือง จะจารึกไว้ให้คนได้ศึกษา ถ้าเขายอมได้เขาจะเป็นตัวอย่างอันดีงามมาก เป็นประโยชน์ตัวเขาด้วยชีวิตเขาด้วย สาธุ ขอให้คุณยิ่งลักษณ์ได้ฟังอันนี้ ได้บันดาลใจ มีใครเอาไปให้ก็ได้ เสร็จแล้วเขาก็ได้คิดยอมได้จริงๆ ผู้ยอมผู้แพ้นี่ชนะทุกอย่างเลยในโลก จริง ชนะ แม้คุณจะแพ้ แล้วถูกฆ่าตายในชาตินี้ก็ชนะ ในชาติหน้า ชนะในที่สุดเลย ผู้แพ้ โดยชัดเจน แพ้โดยไม่ทุกข์ เป็นผู้มีปัญญาที่แท้จริง ขออภัยเหมือนอาตมา แพ้ๆ ไม่มีปัญหาเลย อาตมายอมแพ้ แพ้ได้จริงๆ แพ้นี่คือหมดอัตตา เพราะที่สุดคือคนที่ยอมแพ้ได้ทั้งๆที่รู้ ไม่ใช่แบบจำนน ตัวเองไม่ได้แพ้ ไม่ใช่ใจยังฮึดยังสู้นะ แต่อาตมาวางใจ แพ้อย่างสูญ แพ้อย่างสูญนี่ชนะทุกอย่าง ก็เท่ากับสุญญตา ให้จริงเลย สะอาดจริงๆ ถ้าแพ้แล้วเล่ห์เหลี่ยมก็ไม่สูญ ดีไม่ดีเป็นภัย กิเลสทับทวี แพ้อย่างมีเล่ห์ยึกยักอะไร

พวกเราเข้าใจคำว่าสัมประสิทธิ์แล้ว มันมีแต่ก้าวหน้างอกงามไพบูลย์แต่ถ้าผิดก้าวหน้างอกงามไพบูลย์ส่ง ใครทำก็สุดยอดเจ็บปวดรวดร้าวเลยเป็นกรรมที่คุณทำ คำว่าสัมประสิทธิ์ใช้กับสิ่งไม่ดีก็ใช้โดยอนุโลม แต่ก็ใช้ในคนไม่รู้ก็ใช้ คือเต็มที่ เป็นพลังงานชนิดหนึ่งในสมมุติสัจจะ แต่ปรมัตถสัจจะไม่ใช่ แต่โดยสมมุติเขาก็ใช้โดยมั่ว อยากใช้ก็ใช้ไป เหมือนคนเอาคำว่าปัญญาไปใช้ ก็เช่นกัน

SMS วันที่ 16 สิงหาคม 2560 (พ่อครู-บวรราชธานีอโศก)

_3553กราบนมัสการพ่อครู คำว่า"อุ้มบุญ" ที่ถูกต้อง ควรใช้คำว่าอะไรครับ พ่อครูว่า...อุ้มบุญนี้ ผู้หญิงทำได้ ให้อุ้มท้องแทนนั้นเอง แต่คำว่าบุญโดยปรมัตถสัจจะเป็นเอกังสะ มีหน้าที่กำจัดกิเลสอย่างเดียว ทำเสร็จแล้วบุญก็สลายแต่เอาไปใช้กันเลอะเทอะ เอาไปใช้ถึงอุ้มบุญ หมายความว่ารับจ้างอุ้มท้อง ให้สรีระอาการ 32 เราเลี้ยงลูกแทนคนอื่นจนคลอด ใครจะรับจ้างหรือรับฝาก ธรรมชาติของคนเป็นไปได้ แม้อายุมากก็ตาม รับจ้างกัน ก็ใช้คำให้ดูดี อาตมาก็ไม่รู้จะใช้ภาษาอะไร คุณจะใช้อะไรก็แล้วแต่เถอะ

_5263กราบนมัสการพ่อครูคะที่ลูกใด้ส่งมาขอร้องให้พ่อครูจิบน้ำระหว่างเทศนั้น ขอแก้จาก40ปีเป็น47ปีค่ะ และไม่เห็นด้วยที่พ่อครูบอกเสียเวลาเพราะการที่พ่อครูจิบน้ำนั้นจะทำให้พ่อครูมีเสียงและอยู่สอนลูกๆใด้อีกนานๆค่ะ(จากลูกคนเพชรบูรณ์ รักและห่วงพ่อค่ะ)

_3867ที่เคยศึกษาธ.โลกุตระผ่านบุญนิยมบ้างผ่านงานวบบบ.พุทธาฯปลุกเสกฯบ้างทุกบวรอโศก!มีถูกผิดพลาดพลั้งบ้าง!กราบขออภัยอย่างสูง!คำติเตือนพ่อครูเสมือน คำพร่ำเตือนจากปู่ย่าตายายที่รักห่วงใยลูกหลานจริงๆ พ่อครูว่า...จริงอาตมาจริงใจอย่างนั้น แต่คนไม่เข้าใจก็มี

_3867จนใจเสียทรัพย์!จนแต้มเสียพนัน!จนตรอกเสียลาภยศ!จนพอเพียงไม่เสียอะไร!คำสอนในพ่อหลวงฯไม่เคยทำใครอับจนเลย!

SMS จากเฟซบุ๊ค (พชร ทองอ้ม)Portchara Thongom · ทำไมต้องเขียนหัวข้อเป็นภาษาอังกฤษ แต่เทศภาษาไทย เพื่อ? พ่อครูว่า...อาตมาไม่ใช้หัวข้อเป็นภาษาอังกฤษหรอก

_คนเหนือ ประเทศไทย เป็นอโศกหน้าจอติดตามฟังพ่อครูเทศและบุญนิยมทีวีทุกวัน

_(อ๋อย บริงโซ) Aoi Bringsoe. พ่อครูพูดว่า "อาตมาไม่อยากเสียเวลาแม้นนิดแม้นน้อย อาตมาเสียดายเวลา" ฟังแล้วจับขั้วหัวใจค่ะ คนทั่วไป ที่ไมใช่คนปรกติเสียเวลา เสียทุนรอนไปกับสิ่งที่ไม่ใช่สาระของชีวิตมากมาย พ่อครูเป็นพระโพธิ์สัตว์ พยายามทำงานช่วยคนทั่วไป ให้เป็นคนปรกติ ไม่ยอมเสียเวลาแม้นนิดแม้นน้อย ลูกฟังแล้วตื้นตันใจ บอกไม่ถูกค่ะ รู้แต่ว่าชีวิตนี้โชคดีนักที่ได้มีโอกาสรู้จัก และฟังธรรมะแท้จากพ่อครู แลัหมู่สมณะ-สิกขมาตุชาวอโศก กราบสาธุพ่อครู จากแดนไกลค่ะ

SMS วันที่ 17 สิงหาคม 2560 (สมณะ สิกขมาตุ-บวรสันติอโศก) 3867ร.ร.สัมมาสิกขาฯคงเป็นร.ร .แรกร.ร.เดียวที่ฝึกเด็กเรียนรู้อยู่กับทุกขพิบัติภัยด้วยการพึ่งตนเป็นที่พึ่งแก่ตนเองและผู้อื่นได้ทุกสถานการณ์!ถ้าตนอยู่ใกล้บ้านราชก็คงลงน้ำไปช่วยกู้เก็บผักฯเหมือนกันเพราะโตมากับปู่ย่าตายายที่ใช้เราทำงานยกขนแบกหามพืชผักผล!ติดดินลงน้ำลุยโคลนมาสารพัด!ชีวิตชาวอโศกเหมือนชีวิตคนรุ่นเก่าสมัยโบราณที่ใช้ชีวิตกลมกลืนเข้ากับธรรมชาติมากที่สุด!

SMS จากเฟซบุ๊ค _วรรณชัย บุญพิทักษ์ · อโศกทำประโยชน์ตนพร้อมกับประโยชน์ท่าน สาธุ _แหม่ม สวิส · กราบนมัสการค่ะ / รับชมจากสวิส ชัดเจนดีทั้งภาพและเสียงค่ะ _เล็ก มณีรัตน์ · ปลาไหลโชคดี ที่เจอะเจอคนมีศีล คนมีศีลยังห่วงปลาไหลจะเวียนหัวเสียอีก สาธุค่ะ

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน สัญญามีทั้งนิ่งและเคลื่อนไหว _ส.ดาวดิน มีผู้ฝากความเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของจิตกรณีที่พ่อท่านอ้างถึงนีล อาร์มสตรองอาจจะส่งจิตไปที่ดวงจันทร์ซึ่งอยู่ห่างจากโลกมากด้วยเวลาเพียงชั่วขณะด้วยว่า นั่นไม่ใช่การส่งจิตไปแน่ แต่เป็นเพียงเขาได้เอาความทรงจำของเขาเกี่ยวกับดวงจันทร์ให้กลับเข้ามาสู่การรับรู้ของเขาอีกครั้งเท่านั้นเอง. พ่อครูว่า…ไม่ใช่ส่งจิตไปแล้วส่งกาละมังไปหรืออย่างไร ไม่ใช่อรูปด้วยนะ เพราะว่านีล อาร์มสรอง ส่งไปเป็นนามธรรมของตนว่า ตรงที่ตนไปเหยียบดวงจันทร์ ตรงนั้น พอใครถามก็ส่งจิตไป เพราะต้องระลึกได้แน่ เป็นสิ่งที่ตนภูมิใจ นึกตอนไหนก็ได้ ใหม่ๆ นีล อาร์มสตรองส่งจิตไปแน่ เพราะชีวิตนี้หนึ่งครั้งได้ไปเหยียบดวงจันทร์ ถ้านีล อาร์มสตรองพูดตรงนี้ ว่าไม่ได้ส่งจิตไป อยู่กับที่เอาความจำ คือเอาความจำมาพูด แต่ถ้าความจำที่ทำงานเพ่งกำหนดหมาย การเพ่งกำหนดหมายก็เป็น kinetic ของสัญญาของผู้นี้ แต่ถ้าความจำอันนั้นของผู้นั้นไม่ได้ทำงาน เอามาระลึก ความจำอันนั้นก็เป็น static แต่เชื่อว่า นิล อาร์มสตรองต้องระลึกไปถึงแน่เลย อาตมาไม่เชื่อว่านีล อาร์มสตรองจะส่งจิตไปช้าๆแล้วค่อยมาคุยต่อ แต่เชื่อว่าจิตพุ่งปร๊าดไปดวงจันทร์แน่เลย สมณะฟ้าไทว่า...คำถามนี้ถ้าไม่ใช่ พ่อครูอธิบายยาก พ่อครูว่า...ไม่มีใครพูดอธิบายได้แบบนี้หรอก นี่กำลังอธิบายขยายความ kinetic หรือ dynamicของสัญญา การวิ่งของจิต ไม่ใช่เรื่องเดา ท่านดาวดินนี้ก็ยังดุ๊กดิ๊กๆอีกเยอะ น่าจะชื่อดาวดิ้น

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ยอมแพ้ได้คือยอมลดตัวตนได้ _พิมพ์เพชรรุ้ง...ชอบ ประโยคนี้ "จบมั้ย ถ้าคุณไม่จบ อาตมาขอจบ" ตอบโจทย์สภาวะอึดอัดของลูกได้อย่างดีมาก เวลาฟังคำถามของนักถาม (นักแถ) ขี้สงสัย ถามวกไปวนมา แบบนี้ คือไม่รู้จักสดับฟัง แล้วทำ ธัมมวิจัยใช่มั้ยคะ ? .... เข้าใจว่าจมอยู่กับภพวิตกของตัวเอง มากไป ...ถามแค่นี้พอแล้วค่ะ ไม่อยากเสียเวลาวิตกกับคนประเภทนี้ มากเกิน กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า...ใช่ เขาไม่ได้ธัมมวิจัย แต่ขอถามเพียงเพื่อจะเอาชนะ ถ้าคนจะหยุดนี้จะผิดหรือถูกก็ได้ แต่ถ้าเป็นนักแถ ก็ต้องถามต่อ ก็ต้องแย้งอีก ถ้าเกิดหยุดแล้ว จะวิจัยอีกต่อ คุณอาจถูกหรือผิด แต่นี่ยังไม่ยอมวิจัย แต่ถ้าทำธัมมวิจัยคนนี้ก็จบ ก็ขยายความอันนี้ว่า จบไหม ถ้าคุณไม่จบเราก็จบ เรายังขอเสริม ยังจะไม่ไปจากคุณยิ่งลักษณ์ อยากจะให้พลพรรคคุณยิ่งลักษณ์อีกนิดหน่อย พลพรรคของคุณยิ่งลักษณ์ก็ไม่น้อย ตอนนี้ได้ข่าวว่ากำลังเตรียมพลพรรคไม่น้อย (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) ความเชื่อของตน หรือจริงๆแล้วบางทีน่าสงสารที่ ก็รู้อยู่ว่าแพ้แต่จิตใจยังไม่ยอมแพ้อันนี้น่าสงสาร รู้ว่าอะไรยังไงก็แพ้แต่ไม่ยอมแพ้ อาตมาว่า ถ้าอย่างไรก็แพ้ก็ยอมแพ้ดีกว่า แต่มันไม่ยอมแพ้ต้องการจะเอาชนะก็ต้องดันทุรังต่อไป แต่ถ้าเรารู้ว่าถึงอย่างไรก็แพ้ อาตมาว่า แพ้นี่แหละได้ลดอัตตา ใครอยากชนะแล้วก็ยอมแพ้ ก็คือยิ่งคุณลดตัวตน ก็แพ้เป็น เป็นการลดมานะอัตตา มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ มันลดอัตตาจริงๆ น่าสงสารคุณยิ่งลักษณ์ ก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งเป็นวิบากของเขา ถ้าคุณยิ่งลักษณ์ไม่มีกุศลวิบาก อยู่ดีๆจะไปเป็นนายกรัฐมนตรีภายใน 15 วันได้อย่างไร เป็นกุศลวิบากของเขา แต่เป็นทุกขลาภ เป็นประโยชน์ที่จะได้ศึกษาแม้จะไม่สำนึกก็เป็นประวัติให้เขาระลึกในอนาคต เขายังไม่เข็ดก็จะต่อไปอีก จนกว่าเขาจะเข็ด ก็จะได้มีความจำเป็นตัวอย่างระลึกให้กับตัวเองในอนาคตว่า ตูหนอตู ชาตินั้นเป็นยิ่งลักษณ์มีพี่ชายชื่อทักษิณ ตูหนอตู ต้องให้พี่ชายทักษิณไปต้มเอา ต้องให้ทักษิณริ ยิ่งลักษณ์ ยำ ขออภัยแรงไปไหม ก็พูดตามที่เขาพูดกัน มันเป็นตัวอย่างในโลก จะเป็นตัวอย่างแบบหนึ่ง ถ้ายิ่งลักษณ์หยุด จะเป็นตัวอย่างอีกแบบหนึ่งถ้าไม่หยุดจะเป็นตัวอย่างอีกแบบหนึ่งอยู่ในนิทานเรื่องนี้ สมณะฟ้าไทว่า...ถ้าเขาจะแทงกันก็แทงยิ่งลักษณ์ไม่หยุด พ่อครูว่า...นักแทงหวย จะแทงเบอร์นี้พวกนักเล่นการพนัน เล่นได้ทุกอย่าง หายใจเข้าออกก็เล่น ท่านก็ผ่านการพนันมา

สื่อธรรมะพ่อครู(สัตตาวาส 9) ตอน สัตตาวาส 9 อาตมาเข้าสู่เนื้อหาสาระสำคัญ เรายังไม่ได้พูดต่อในเรื่องของ สัตตาวาส ใช่ไหม ได้อธิบาย ถึง สัตตาวาสข้อที่ 5 สัตตาวาสข้อที่ 1 มันไม่มีความรู้ในเรื่องความเป็นสัตว์เลย เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณของตนเอง กายของจิตวิญญาณ เป็นมนุษย์ก็ไม่รู้จัก กายเป็นเทวดา เทวดาหมายถึงจิตก็ไม่รู้ เปรตกายของตนที่หมายถึงจิตก็ไม่รู้ สรุปในข้อที่ 1 กายต่างกันสัญญาต่างกัน สองคนนี้ไปด้วยกันได้ พูดอย่างไปไหนมาสามวาสองศอก นึกถึงตอนเล่นไสยศาสตร์ เขาเรียกว่าใช้ภาษาเทพ ส่งเสียงล้งเล้ง เข้าใจกันแต่ไม่รู้เรื่องหรอก พอออกจากการทรงไม่รู้เรื่องหรอก แต่ตอนนั้นก็ว่ารู้เรื่อง คนทรงกับคนทรง แต่คนทรงกับคนไม่ทรงก็พูดกันรู้เรื่องก็มีนะ อันที่ 1 ไม่มีความรู้เรื่องกายเรื่องจิตไม่รู้มนุษย์เปรตเทวดา พูดกันเละเทะ เหมือนคนสมัยนี้ แต่เขาก็ตกลงกันได้

2. พวกมีกายต่างกัน แต่สัญญาอย่างเดียวกัน เช่นกำหนดว่า ฌาน ปฐมภูมิ ทำจิตให้เป็นปฐมฌาน คือจิตไม่มีนิวรณ์ 5 ทั้งคู่ แต่กายต่างกัน เช่น พวกนั่งหลับตาทำฌาน เขาก็จิตไม่มีนิวรณ์ แต่พวกสัมมาทิฏฐิแบบพุทธ ลืมตาปฏิบัติก็ไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน แต่ของพุทธนี้เห็นรูปนามเหมือนกันหมด ทุกคนลืมตา แต่คนหลับตานั้น เขาก็ไม่มีนิวรณ์ 5 แต่เขาเห็นกายอีกอย่างหนึ่ง กายของเขา รูปนามของเขาไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย มีแต่นามอันเดียว กายของเขาที่ได้ ดีไม่ดีไปปั้นนามใหม่ เป็นมโนมยอัตตา มีรูปร่างสีสันได้อีก แต่ไม่ใช่อันที่ ตาหูจมูกลิ้นกายภายนอกเห็น กายจึงต่างกัน แต่สัญญา ไม่มีนิวรณ์ 5 เหมือนกันเป็นคู่ แต่รูปนามเห็นต่างกัน อันที่สอง

3. กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน ...อันนี้อธิบายยากพอสมควร กายอย่างเดียวกัน เช่นเทวดาอาภัสรา แสงสว่าง อย่างธรรมกาย ใสๆๆๆ กายอย่างเดียวกัน เขาก็ใส โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ใสที่มีอุปาทานทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้นในอันที่ 3 พวกเดียวกันเขาจะใสเหมือนกัน แต่คนที่ใสโสดาบันนี้ คนนี้ เขาจะต้องหลับตานะ สายนี้ สายธัมมชโย ใสนั่งหลับตาแล้วเห็นใสไหมลูก เห็นแล้ว เขาไม่พูดข้างนอกว่าใสอย่างไร เขาจะพูดเป็นความลับกับคนข้างในเฉพาะหมู่ เพราะฉะนั้น คนที่เขาบอกว่าได้ใสโสดาบันก็จะได้อย่างหนึ่ง ใสสกิทาฯก็อย่างหนึ่งใสอนาคาฯก็อย่างหนึ่งแต่แท้จริง เป็นใสที่เป็นมโนมยอัตตาเท่านั้น เขาเห็นได้จริงๆ กายเขาก็ใสอย่างเดียวกัน แต่สัญญาของเขาก็ต่างกันไป ต้องไปนั่งหลับตา ถ้าลืมตาเห็นใสเหมือนกันหมด ไม่ได้ปั้น แต่พวกลืมตาปั้นนี่แหละ ขนาดไม่มีอะไรเลยยังปั้นเป็นนางตานี พระพหรม โครงกระดูกเดินได้เลยอะไรอย่างนี้เป็นต้น

4. มีกายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน เหมือนเทวดาสุภกิณหา กิณหาแปลว่าดับดำมืด หลับตาดำมืด สาย...ขออภัยต้องเอ่ยชื่อสายอาจารย์มั่น สายหลวงตาบัว ดับดำมืดได้สนิท จะแยกไม่ค่อยออกว่าต่างกันไหม อาจแยกได้เป็นแบบอาฬารดาบส อุทกดาบส แต่ส่วนมากจะแยกไม่ได้มืดดำดับสนิทไปหมด สายที่ 4 กายจะดำดับไปหมด แล้วเขาก็เรียกว่าคือนิโรธ คืออรหันต์ สูญแล้วดับสนิทแล้ว นั่งหลับตา เพราะฉะนั้นลืมตาขึ้นมา คุณก็ดับดำอย่างนี้เลยก็เหมือนกัน กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน หลับตาก็ทำง่าย ลืมตานี่ทำยากกว่า แต่ถ้าดับดำแล้วก็อย่างเดียวกัน คนที่ทำแบบตาลืมเลยนะ ก็ทำได้ อย่างคนตกภวังค์สนิทๆ พวกนี้เห็นความรักความดับดำว่าเป็นของดีสุภกิณหา สิ่งเหล่านี้อาตมารู้สึกสงสารเห็นใจ ถ้าอาตมาไม่ได้เอามาพูดก็จะไม่เข้าใจกัน จึงจำเป็นต้องเอาไปพูด จึงเหมือน เชิงข่ม ลบหลู่ ก็ขออภัยคนที่เขานับถือกันก็พูดเป็นวิชาการให้รู้ 5. พวกไม่มีสัญญาไม่เสวยเวทนา ตัดความรับรู้หมดเลย อสัญญีสัตว์ ดับไม่รู้สึกไม่รู้เรื่องเลย ดับปี๋ จะลืมตาทำก็ได้ แต่ยากกว่าหลับตาทำ หลับตาทำได้ง่ายกว่า แต่คนลืมตาทำได้ก็มี จะยากมาก ต้องสร้างประสาทให้แข็งค้างไว้แล้วตนเองก็ดับจิตตัวเอง อาตมาเคยเห็นคนเล่นไสยศาสตร์ด้วยกัน เขายกย่องให้เป็นอาจารย์เป็นหัวหน้าด้วย ตาแข็ง พวกนี้ลูกน้องเห็นตาแข็งได้อย่างนี้ก็ว่าอาจารย์เข้านิโรธแล้ว ลืมตา ธรรมดาตาจะมีการกระพริบมีเวลาแต่ ถ้าตาแข็งเมื่อไหร่ก็ว่าอาจารย์เข้านิโรธแล้ว สมณะฟ้าไทว่า...แสดงว่าอันที่ 4 รู้ว่าดำ แต่อันที่ 5 นี้ไม่รู้อะไรเลย พ่อครูว่า...ใช่ ไม่มีเวทนาไม่มีสัญญา ไม่รู้อะไรเลยไม่มีความรู้สึก อสัญญี พวกนี้ ไม่มีสัญญาไม่มีเวทนาเลย อันอย่างนี้ พวกที่ สายส่วนใหญ่บอกว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ คือดับเวทนา ดับสัญญา ซึ่งมันไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้าปรินิพพานแบบ จักขุมาปรินิพพุโพติ ลืมตารู้ชัดเจน แคล่วคล่องด้วย ตาหูจมูกลิ้นกายความรู้สึก ยิ่งคล่อง เป็นปาคุญญตา เวทนาสัญญาสังขารแคล่วคล่อง ไม่ใช่ดับจนหมดฤทธิ์เดชอะไร 6. อากาสานัญจายตนะ แล้วก็เข้าถึงความสว่าง ไปว่าง สว่าง ไม่มีที่สิ้นสุด อากาสานัญจายตนะ คือเหมือนมองไปท้องฟ้านอกโลก อวกาศก็สว่างไม่สิ้นสุดคือรูปธรรมง่ายของอากาสานัญจายตนะก็มองไปสว่างไกลเท่าที่จะมองได้ก็จบเท่านี้ เขาเรียกว่าว่าง สุดท้ายเรียกที่ว่างไกลลิบว่าท้องฟ้าหรืออากาศ สายสว่างนะ คู่หนึ่งของอรูปคืออากาสานัญจายตนะกับวิญญานัญจายตนะ อีกคู่หนึ่งคือ อากิญจัญญายตนะกับเนวสัญญานาสัญญายตนะ พวกที่หลับตานั่งสมาธิแล้วเห็นความว่างอยู่ในภพของตัวเอง ไอ้ที่มันเห็นความว่างอยู่คือวิญญาณคุณยังเกิด วิญญาณคุณไม่ได้ดับ ไม่เหมือนอุทกดาบส อาฬารดาบสที่ดับนึดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มี แต่อาฬารดาบส ไม่เก่งเท่าอุทกดาบส คืออากิญจัญ คือนิดหนึ่งน้อยหนึ่ง อากาสาคือว่างไกลไปลิบ เป็นท้องฟ้าไม่มีที่สิ้นสุด สว่างใสไปหมดอะไรจนกระทั่งความรู้ของคุณไปไม่ได้ มันสุด แต่ความไกลนั้นมันไปไกลกว่าคุณ แต่คุณไปไม่ได้ไม่ถึง สัญญาของคุณจบแค่นั้น สัญญาของคุณกำหนดได้แค่นั้น ในปัจจุบันกำหนดรู้ ตัว static ตัว dynamic ตัวสัญญาที่เป็นเครื่องหมายอันนั้น กับสัญญาที่กำลังปฏิบัติปัจจุบัน 7. วิญญานัญจายตนะ เป็นความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนอากาสาคือว่างทะลุไปไม่มีที่สิ้นสุด หรือว่าสุดของคุณ คุณไปไม่ได้แล้วก็สุด 8. อากิญจัญญายตนะ อันนี้นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี คนที่มีตัวรู้ว่ายังมี อย่างอาฬารดาบส มีจิตแวบขึ้นมา แต่ภูมิรู้ไม่พอก็เลยไม่รู้ แต่อุทกดาบสนั้นรู้ได้ แม้แวบนิดน้อย อุทกดาบสสูงกว่าหนึ่งขั้น แต่ก็ยังโง่อยู่ทั้งคู่ไปหลงอยู่แบบนั้น พระพุทธเจ้าถึงบอกว่ามีฐานบารมีเพราะได้เลยแต่ไปช่วยไม่ทัน นี่ก็เป็นเรื่องของวิบากเหมือนกัน มีอรรถกถาเขียนไว้ไหมไม่รู้ 9.เนวสัญญานาสัญญายตนะ อันที่เป็นสองอันสุดท้าย เนวคือภาคเศษ จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่รู้ก็ไม่ใช่ เนว การกำหนดรู้ยังไม่แน่นอนชัดเจนทีเดียว ยังรู้ไม่หมด คนไหนที่ไปหลง เนวสัญญานาสัญญายตนะว่าสุดแล้ว คนนั้นก็จบอยู่แค่นี้ เหมือนกันอาฬารดาบส คนที่หลง เนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นสายรู้ ส่วนอากิญจัญคือตัวถูกรู้ อากิญจัญ คือสิ่งนี้นิดนึงน้อยหนึ่ง เนวสัญญาคือต้องรู้ให้ได้ ถ้าไม่รู้ก็ค้างอยู่ตรงนี้แหละ ตัวที่ 9 นี่แหละ สุดเลย สัตว์ตัวที่ 9 คุณจะต้องค้นความเป็นสัตว์ตัวที่ 9 นี่ให้ได้ โดยคุณจะต้องพ้นอวิชชาสวะ หรือสุดแห่งที่สุด อวิชชานุสัย สุดเลย สิ่งที่ไม่รู้อีกไม่มี พ้นอวิชชาถึงขั้นพ้นอาสวะก็เป็นอรหันต์ปัญญาวิมุติ แต่ถ้าจะให้หมดอนุสัยก็เป็นอุภโตภาควิมุติ แต่คนจบหมดอาสวะแล้วก็ได้ที่ชอบๆแล้วสบายๆไปแล้ว เหลืออันนั้นจะทำหรือไม่ก็ได้ แล้วอาสวะนี่เป็นสิ่งที่จะว่าแล้วมี 2 คำ สวะ แปลว่าตัวตน กับอนุสยะ ตอนนี้มาเล่นพยัญชนะเลย สวะ คือเศษวรรค สยะ ก็เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ย เป็นตัวต้นเลย ตัว ฬ เหมาเข่งหมดเลย มีเต็มเบ้า โอฬาร เอกภพคือโอฬาริกโลก ก็ตัดทิ้งไม่ต้องพูดถึง มาพูด ตัว ว กับ ย สว กับ สย มันสลับกันอยู่ ย ขึ้นก่อน ว เป็นเส้าที่สอง ในเศษวรรค มี ย ร ล ว ส ห ตัว ย เป็นเส้าที่1 ส่วน ว เป็นตัวต้นของเส้าที่ 2 เพราะฉะนั้น ว หยาบกว่า ย นี่คือความหมุนรอบเชิงซ้อน เพราะบัญญัติมาแล้วว่า อนุสัย กับอาสวะ ผู้มีสภาวะก็รู้ว่าสลับกัน เหมือนเอาหัวเดินต่างตีน เดี๋ยวเอาตีนเดินต่างหัว สมณะฟ้าไทว่า...สักกายะตัวตน อาสวะตัวกลาง อนุสัยตัวท้าย ได้ไหมครับ พ่อครูว่า...ก็ถูกแล้ว แต่สักกายะนั้น ถ้าจะว่าก็มี ย ยักษ์ ก็ต้องหยาบแน่นอน สิ่งเหล่านี้ บัญญัติจะกลับไปกลับมาได้ สภาวะจึงเป็นตัวยืนยันสัจจะที่ดีที่สุด คนไหนไม่ถึงสภาวะก็จะยาก อาตมาถึงได้บอกว่า อาตมาแปลบาลีด้วย สภาวะไม่ได้แปลด้วย บัญญัติหรือไวยกรณ์หรือตามตำราที่เขาเรียนกัน ก็ขอถามว่า สภาวะกับตำราไวยากรณ์อันไหนเกิดก่อนกัน ก็ต้องสภาวะ เพราะภาษาเกิดจากสภาวะ หรือไวยกรณ์ก็เกิดตามภาษาด้วย มาตั้งกฎเกณฑ์กันมาเอามาใช้ได้ เหมือนกันกับความที่ยังไม่ละเอียดพอ แต่ก่อนนี้คนเราเข้าใจว่าโลกแบน เขาก็คำนวณและอาศัยอะไรอยู่ อย่างคนสังคมโลกแบน เขาก็คำนวณกันได้ เส้นโคจรดาราศาสตร์ก็คำนวณได้ทั้งที่รู้ว่าโลกแบน คือโลกนี่มันวิ่งระดับหนึ่ง โลกแบนหมายถึงว่า มันไม่ได้วิ่งรอบตัวเอง แต่มันวิ่งรอบจักรวาล รอบพระอาทิตย์ รอบจักรวาลน้อยใหญ่ ก็อาศัยระยะทางเป็นเหตุในการคำนวณได้ เขาจะคำนวณตั้งแต่โลกแบนเขาก็คำนวณสุริยคติ จันทรคติได้แล้ว ถ้าโลกกลมก็ยิ่งแม่นกว่า เป็นความละเอียดเข้าในระดับหนึ่งเหมือนอาฬารดาบส อุทกดาบสก็ดำทั้งคู่ แค่คนรู้ละเอียดจะรู้ว่าต่าง คนที่รู้ยิ่งกว่าก็จะจบ แต่คนไม่รู้ก็จะเถียงเอาชนะส่วนมากจะเป็นอย่างนั้น นี่คือลักษณะที่มันยาก สรุปแล้ว วันนี้ได้ฟัง สัตตาวาส 9 ยังไม่ได้สรุปตรง สัญญาเวทยิตนิโรธไม่ได้อยู่ในสัตตาวาส 9 แต่ในวิโมกข์ 8 มี

สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8) ตอน วิโมกข์ 8 วิโมกข์ 8 พาไปสูงกว่า สัตตาวาส 9 มีตั้ง9 แต่ไม่มีสัญญาเวทยิตนิโรธ 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) ผู้ใดมีประสาทมีจิตวิญญาณมีธาตุรู้ก็จะสามารถเห็น ถึงภายนอก รูปี รูปานิ คือรูป ในขณะที่คุณเองคุณมีรูป ถ้าคุณเองอยู่เฉย มองไปเห็นรูปอะไรที่จะสัมผัสรู้ คุณก็เป็นคนผู้สามารถรู้รูป ประสาทไม่เสีย ถ้าคุณมีรูป ผู้มีความสามารถที่จะเห็นรูป ก็จะเห็นรูป รูปีคือรูปทั้งหลาย รูปานิ เขาแปลว่าผู้รู้รูป อาจแปลสลับไปมาได้ บางทีเขาแปล รูปานิว่า รูปที่ถูกรู้ ส่วนรูปี เป็นตัวรู้ ก็เหมือนกับ อานา อาปานะก็สลับ ระหว่างลมหายใจเข้าออกได้ ถ้ามีสองอันนี้ ทำงานร่วมก็จะเป็นสามเส้าอันที่ทำการเห็นได้ ครบสามเส้าธาตุรู้ทำงาน ต้องมีสามเส้า มีตัวรู้กับตัวถูกรู้แล้วมีประธาน ถ้าเกิดว่า ไม่มีธาตุรู้ ไม่มีผู้รู้แล้วจะศึกษาได้อย่างไร ถ้าไปดับจิตก็ไม่มีตัวรู้ก็ไม่มีทางปฏิบัติได้บรรลุ การหลับตาเป็นอุปการะ ไม่ใช่ทางอันสมบูรณ์ อาตมาพูดแล้วพูดอีกมา 47 ปีแล้ว แต่ท่านก็ไม่ฟัง อันที่หนึ่ง คนมีรูป คนที่สามารถรู้รูปได้ก็เกิดเส้าที่สาม สัมผัสกันทำงานร่วมกัน วิสยรูปกับโคจรรูป ปสาทรูปทำงานร่วมกันก็เกิดภาวรูปเป็นอันที่สาม

2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) แต่ท่านแปลว่า ไม่สำคัญมั่นหมายรูปภายใน เห็นรูปภายนอก แต่อาตมาแปลว่าต้องรู้จากภายนอก เข้าไปถึงภายในจนถึงอรูป รู้จนถึงอัชฌัตตังคือรู้หมดภายนอกภายใน รูป อรูป รู้ละเอียดหมดรู้ครบ นี่คือวิโมกข์ข้อที่ 2 หลุดพ้นด้วยการรู้ทั้งนอกและใน รูป อรูป เล็กที่สุดจนแม้เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ก็ต้องรู้ให้ได้ แล้วรู้จนจบความไม่รู้พ้นอวิชชาสวะ พ้นอวิชชานุสัย เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นการใช้สัญญากำหนดรู้เวทนา 108 หรือเวทยิต ท่านแปลว่าเคล้าเคลียอารมณ์เป็นปฏิเวธธรรมรู้ทั้ง 108 ตั้งแต่ 2 3 5 6 36 108 นั่นคือผู้ที่รู้ชัดเจนหมด ในรูป อรูป ทั้งภายนอกและภายใน คือวิโมกข์ ข้อที่ 2 3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน