600807_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนปกติคือคนมีศีลมั่นคงยั่งยืน_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์23 KB
วันที่แก้ไข13 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600807_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนปกติคือคนมีศีลมั่นคงยั่งยืน

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม 2560 ที่ราชธานีอโศก เข้าพรรษามาได้แล้ว 1 เดือน น้ำก็มาท่วม ตอนนี้คนพักได้ที่ เฮือนศูนย์สูญ เฮือนสวน. สวนอุทยาน และอุทยานบุญนิยม แล้วแต่ว่าจะไปพักที่ไหนก็ได้ เด็กนักเรียนฝ่ายชายไปพักเฮือนสวน. ตอนนี้ชาวบ้านราชฯทำหน้าที่ขนของหนีน้ำ พ่อครูให้ความหมายของสัมประสิทธิ์มี 2 ทิศทาง เป็นจอมมารหรือเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ เราก็อย่าไปเกิดเป็นจอมมาร ก็แล้วกัน

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน พุทธศาสน์ต้องแยกรูปแยกนามได้ พ่อครูว่า...วันนี้ก็อยากจะ พาดพิงไปถึงสังคมปัจจุบันที่มันเป็นอยู่ อาตมาได้เทศน์ผ่านมา เมื่อวานก็ได้ย้ำให้เห็นว่า ความยิ่ง ภาษาไทยคำว่ายิ่ง มันยิ่งได้ในมุมที่ยิ่งแย่กับยิ่งยอดเยี่ยม หรือยิ่งดีกับยิ่งเลวก็ได้ มีสองทิศทาง ถ้าเราไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้ละเอียดอย่างดี ก็หลงความสามารถ ความเก่ง ยิ่งคนที่หลงโลกียะ มันมีจิตที่ยินดีในเรื่องได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ได้ศักดิ์ศรี ได้อัตภาพต่างๆ ที่มันละเอียดลึกซึ้งไปถึงขั้นอรูป ถ้าไม่ได้ศึกษาสัมมาทิฏฐิจริงๆมันแยกยาก แยกไม่ออก ไม่สามารถที่จะรู้ แยกละเอียดลออมารู้ได้จริง ทีนี้ของพระพุทธเจ้านี้แยกแยะได้เพราะว่ามี การแยกที่เรียกว่า วิจัย ธัมมวิจัยมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เริ่มต้นให้หัดที่จะมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ ตั้งแต่สอง จนถึง ล้านๆๆๆ แล้ววิจัยก็ค่อยวิจัยรวบรวมมาเป็นคู่ เป็นธรรมะ 2 เสมอ ค่อยๆรู้แล้วค่อยเค้นมาถึงสอง จึงรู้จักความต่างที่เรียกว่าลิงคะ นามธรรม โดยเฉพาะ เป็นโลกียะกับโลกุตระ ในธรรมะของพระพุทธเจ้าถ้าเข้าใจสภาวะธรรมแค่ เวทนา 18 กับ เวทนา 18 ท่านเรียกว่ามโนปวิจาร 18 เป็นเคสิตกับเนกขัมมะอย่างละ 18 อ่านออกเลยนะ อ

อ่านต่อ

าการความเคลื่อนไหวทางใจ จะเรียกว่ามโนวิญญัติก็ได้ แต่มันไหวน้อย จนกระทั่งเราจะเรียกวิญญัติก็ยาก มันจะมี เพราะว่ามีอาการ วิการ คือ ยิ่ง มีการงานมีความเคลื่อนไหวอย่างเบา เรารู้จักสิ่งที่ถูกรู้ โดยญาณของเรา วิปัสสนาญาณเรา รู้ความเป็นลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา หรือ ความเป็น กายวิญญัติ วจีวิญญัติ เป็นต้น ท่านไม่มีคำว่า มโนวิญญัติ เพราะว่ามันเป็นรูป คำว่ามโนก็รวมไว้ใน ลหุ มุทุ แม้จะออกมาเป็นความเคลื่อนไหวเรียกว่า วิญญัติรูป กัมมัญญตา กับลหุตานี้ ลหุตา ถ้าว่าจริงๆแล้วจะเป็นลักษณะของ ปุริสภาวะ กัมมัญญตา จะเป็นลักษณะอิตถีภาวะ เป็นลบ ส่วน ลหุตา เป็นบวก เป็นสิ่งที่นิ่ง แก่น เบา มีตัวกรรมกิริยาเป็นกัมมัญญตา เป็นตัวบทบาท แอ๊คอาร์ท แอ๊คชั่น พวกเรานี่อาตมาสบายใจตรงที่ว่า ได้ปลูกฝังมาตั้งแต่ต้น ทั้งรูปและนาม ทั้งบัญญัติและสภาวะ ไม่ใช่ว่ารู้แต่บัญญัติ ก็ร้อยเรียงกันไป อย่างที่เขาเรียนกันส่วนใหญ่ ไม่พยายามทำสภาวะก็เลยได้แต่ตรรกะ ได้แต่ความรู้ทางด้านปรัชญา เป็นตรรกะ เหตุผล บัญญัติ ไม่มีสภาวะ ยิ่งถ้าเข้าไปถึงสภาวะนามธรรม จริงๆแล้วในรูป 24 อุปาทายรูปนี้เป็นรูปที่เป็นอรูป ผสมกับนาม อาจจะมีรูปที่หยาบใหญ่ก็ได้ โอฬาริกอัตตาก็ได้ แต่ต้องไล่เรียงไปจนละเอียดถึงอรูปนั่นแหละ ซึ่งผู้ศึกษาไป โดยใช้ปฏิภาณปัญญาไหวพริบ ก็จะรู้ว่าหยาบ กลาง ละเอียด มีขั้นตอนสภาวะทำอย่างไรอยู่ เราศึกษามาตามลำดับถูกต้องตามทฤษฎีพระพุทธเจ้าแล้ว อาตมาเองมั่นใจว่าสอนมาแนะนำมา เอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาไล่เรียงเป็นลำดับ พยายามไม่ให้ผิดเพี้ยนสับสน ไม่ให้ออกนอกกรอบลำดับของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสรรเสริญความเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ ไม่ขรุขระไม่เป็นปุ่มปม เรียบเหมือนกระจก หาดทรายน้ำทะเลซัดไปให้ราบเรียบ เป็นสิ่งสุดยอดที่ระเบียบอยู่ตลอดเวลา น้ำทะเลจะซัดอยู่ตลอดเวลา ใครจะทำให้เกิดความขรุขระ ประเดี๋ยวน้ำทะเลก็จะซัดทำให้ราบเรียบตลอดเวลา ผู้ที่เข้าใจซาบซึ้งก็จะเข้าใจปหาราทสูตร 1.มหาสมุทรต่ำไปโดยลำดับ ลาดไปโดยลำดับ ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่ลึกชันดิ่งไปทันที คือพระธรรมวินัยมีการศึกษาไปตามลำดับ มีการบำเพ็ญไปตามลำดับ ไม่ใช่มีการบรรลุอรหัตผลโดยทันที 2.น้ำในมหาสมุทรมีปกติคงที่ไม่ล้นฝั่ง คือสาวกทั้งหลายของเรา ย่อมไม่ละเมิด สิกขาบทที่บัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต 3.มหาสมุทรไม่ร่วมกับซากศพ ย่อมซัดซากศพขึ้นจนถึงบนบกทันที คือสงฆ์ (ในพระธรรมวินัยนี้)ไม่ร่วมกับผู้ทุศีลและจะขับไล่ให้ไกลจากสงฆ์ 4.มหานทีทุกสาย ไหลลงสู่มหาสมุทร แล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิม รวมเรียกว่ามหาสมุทรทั้งสิ้น คือคนในวรรณะ 4 เหล่า คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร เมื่อออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิม รวมเรียกว่าสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ทั้งสิ้น 5.แม่น้ำสายใดสายหนึ่งในโลกที่ไหลไปรวมลงสู่มหาสมุทร และสายฝนตกลงจากฟากฟ้า ก็ไม่ทำให้มหา สมุทรพร่องหรือเต็มได้ คือในพระธรรมวินัยนี้ แม้มีภิกษุจำนวนมากปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส-นิพพาน ก็ไม่ทำให้นิพพานพร่องหรือเต็มได้ 6.มหาสมุทรมีรสเดียวคือรสเค็ม คือพระธรรมวินัยนี้มีรสเดียว คือ วิมุตติ-รส (ความหลุดพ้น) 7.มหาสมุทรมีรัตนะมาก มีรัตนะหลายชนิด คือ แก้วมุกดา ฯลฯ คือพระธรรมวินัยนี้มีรัตนะมาก มีรัตนะหลายชนิด คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปธาน 4 อิทธิบาท 4 ฯลฯ 8.มหาสมุทรเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนาดใหญ่ คือ ปลาติมิ ฯลฯ มีตัวขนาดใหญ่ 100 - 500 โยชน์ คือพระธรรมวินัยเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ใหญ่ คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ และผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุอริยผล 4

คนที่มีอัตตาจะไม่เข้าใจ แม้ว่ามาบวชเป็นภิกษุแล้ว ก็นึกว่าฉันบวชแล้ว ศีลฉันมี 227 ทั้งที่เข้าใจผิดด้วยซ้ำไป 227 คือพระวินัย สับสนอยู่ทุกวันนี้ก็น่าสงสาร อาตมามาพูดนี้ไม่ค่อยมีน้ำยา เท่าไหร่ คือ ก็ยังช่างเย็น เช่นยาค่าไร้

เพ่งมองผ่านเมฆ เฉกใจให้ช้ำ คล้ำดำซ้ำเป็น เห็นปานขวานผ่า ความคิดเคย เฉยเชือน ก็เตือนตามมา แม้เพียร เพ่งแพงแรงพาผองธรรมก้าวมาหน้าแนว แล้วเล่า

ก็ยังช่างเย็น เช่นยาค่าไร้ หรือคนไซร้ซาน เขลาคลานคุกเข่า ยอมซบจนซ้อน จมใต้ตมซมเซา มิเงยหน้าเลยเคยเนา ฉันใดก็เยาว์เยี่ยงเดิม โธ่เอ๋ย

ฟ้าดินผินเพลิน เผินพลอย เมินไม่คอยเอื้ออวยช่วยใด ไยเฉย หรือธรรมต่ำศักดิ์นัก จึ่งปึ่งเลย คนเอ๋ย ควรครวญใคร่ก่อน

ผิเป็นเช่นใด ไม่ควรด่วนท้อ แข็งพอขอเพียง มิพาลเพี้ยนผ่อน ยังยิ่งยงยั้งยืนหยัด ทนอาทร แสงธรรมต้องทอบวร มิจางจิตถอน เทิดธรรม สู้ทน (เถิดเทอญ)

เพลงนี้เป็นการรำพึงรำพัน...ได้ระบายออกไปก็ค่อยยังชั่ว คล้ายๆอย่างนั้น

ลึกๆอาตมาจะว่าห่วงก็ใช่ จะให้คิดว่าไปรอดแล้วห้าพันปี อาตมาไม่ใช่ ต้องทำเผื่อพอไว้ ไม่ไว้ใจตนเอง และถ้าเผื่อว่ามันไม่พอไม่ได้ อาตมาถือว่า เป็นความผิดของอาตมานะ อย่างเทวนิยมเขาจะว่า จะไปตอบคำถามพ่อแม่ที่บนสวรรค์ได้อย่างไรนะ ก็ต้องพากเพียร คืออาตมายังรู้สึกว่ามีรายละเอียดที่จะต้องอธิบายอีก มันไม่ใช่น้อยเลย รู้สึกไหมว่าผมมีอะไรอธิบายให้ละเอียดต่อไปอีก สมณะฟ้าไทว่า...ผมก็ต้องไปฟังซ้ำบ่อยๆครับ พ่อครูว่า..ก็ต้องถามพวกเราว่า นี่บ้าวนซ้ำไปซ้ำมาหรือเปล่าก็ต้องถาม วนไปวนมาซ้ำเก่าอยู่นั้นแหละ จริง คนที่ไม่มีปฏิภาณปัญญา ฟังแล้วก็จะดูเหมือนว่าวนอยู่ที่เก่า ไม่เห็นมีรายละเอียดอะไรที่แปลก แต่อาตมาว่ามันวนแต่มันสูงขึ้นๆ เหมือนก้นหอยนะ วนไปวนมาซ้ายขวาๆ แต่ว่าวนแล้วมีนัยยะสำคัญสูงขึ้นนะ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน คนปกติคือคนมีศีลมั่นคงยั่งยืน _สมณะพอจริง.....คน มี 2 ประเภท คือ 1.คนทั่วไป อยู่ที่ โลกียะ(โลกอบายภูมิ6 โลกกามคุณ5 โลกธรรม8 โลกอัตตา3) เดินทางสาย อปรโคยานทวีป(เคหสิตเวทนา) สะสมกรรม ไว้ที่ ปุพพวิเทหทวีป(อกุศลวิบาก) จุดหมายปลายทางอยู่ที่ ดาวดึงส์(อมนุษย์ สมมุติเทพ 6 อบายภูมิ 4) 2.คนปกติ อยู่ที่ โลกุตระ(เหนือโลกทั้ง4 ทั้งเสขะและอเสขะ) หรือ ชมพูทวีป(สุรภาโว คือสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ สติมันโต คือ รู้ตัวในขณะสัมผัสนอกที่เป็นสมมุติสัจจะ และ สัมผัสในที่เป็นปรมัตถสัจจะตั้งแต่วิญญาณ เป็นต้นไป อิธพรหมจริโยวาโส คือ สามารถพัฒนาตนเองให้อยู่ในพรหมระดับต่างๆได้) เดินทาง อมรโคยานทวีป(เนกขัมมสิตเวทนา) สะสมกรรม ไว้ที่ ปุพพวิเทหทวีป(กุศลวิบาก) จุดหมายปลายทางอยู่ที่ อุตรกุรุทวีป(มนุษย์ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ) สะสมกรรมไว้ที่ ปุพพวิเทหทวีป ใช่ไหม เรียงลำดับอย่างนี้ถูกไหม คนทั่วไป คือ คนไม่มีศีล ได้แก่ ปุถุชนและกัลยาณชน คนปกติ คือ คนมีศีล ได้แก่ อาริยะชนนับจากเสขะไปจนถึงอเสขะ

พ่อครูว่า...ไม่ปกติคืออะไร บางทีก็มีศีล บางทีก็ไม่มีศีล แล้วเวลาที่ไม่มีศีลมากกว่านะ มีแต่ผีเข้าผีออก…. เข้าไปเป็นผี ออกไปเป็นเทวดาก็พอทำเนา แต่ถ้าเข้าเป็นเทวดา ออกมาเป็นผีก็ไม่ดีแน่ ยิ่งซวยหนักเข้าไป

ต้องเริ่มตั้งแต่มีมิตรดี พาให้มีศีล อาตมาภูมิใจที่ทำให้คนมีศีลมารวมกันเป็นหมู่บ้าน ต่อมามีหลายหมู่บ้านจะเป็นเครือแห ถ้าเครือแหนี้อยู่ในตำบลเดียวกัน จะมีความชัดเจนเป็นรูปธรรม ที่สวยงามมาก จะทำให้เกิด มีพลังฤทธิ์มีผลต่อระดับอำเภอ อาตมาถึงสาธุ อยู่ต่อไปอย่างแย่ 125 อย่างดีเอา 151 ปี อาตมาทุกวันนี้รู้สึกว่า ถ้ากระเสือกกระสนไปถึงอายุ 96 ต้องฉลองแน่เลย ตอนนี้กำลัง 83 84 ครบนักษัตร ถ้าไปอีก 12 ปี 96 ปี ก็ฉลองแน่ แม้แค่ 90 นี้ก็คงฉลองชัยกันแล้ว ถ้ายิ่งไปถึง 108 ไปอีกนักษัตร ก็ต้องเข็นต้องฝืนกัน เพราะว่าอาตมาพากเพียรพิสูจน์ โพชฌงค์ของพระพุทธเจ้าต่ออายุ ด้วยความพากเพียรใช้ธรรมะพระพุทธเจ้า อธิบายได้ยากมากว่าเดินโพชฌงค์อย่างไรให้อายุยืนยาว ไม่ป่วยเจ็บหรือป่วยเจ็บก็รอด แต่จะมีอีกอย่างหนึ่งคืออุปัทวเหตุ อันนี้ยากกว่า พยายามพากเพียรที่จะแก้อายุขัย เสริมสร้างอายุขัย ถ้าเป็นอุบัติเหตุเขาเรียกว่ากรรมตัดรอน ภาษาบาลีว่าอุปฆาตกรรม ถ้าคุณไม่มีญาณข้ามโคตร หรือญาณครอบโคตร ไม่มีอัญญา ไม่สามารถข้ามเขตโลกียะมาได้ ไม่ปกติของปุถุชนคือคนบ้าแต่ไม่ปกติของอาริยชน คนปกติคือคนมีศีลมั่นคงยั่งยืน คนไม่ปกติ คือไม่มีศีลหรือมีบ้างไม่มีบ้างไม่แน่นอนยั่งยืน แต่ถ้ามีเที่ยงแท้ แล้วแวบวาบน้อยก็ยังดี แต่นี่แวบวาบมาก มีศีลน้อย คนที่จะอุตสาหะวิริยะ ทำให้ตนเจริญ ยิ่งรู้จักลำดับ เอาตั้งแต่ศีลข้อ 1 ก่อนจะศีลข้อ 1 เอา สี่หน้านี้ก่อน…. ดีขึ้นนะ เดี๋ยวนี้มีคนฟัง มีหน้าเก่าบ้าง แต่ก็แน่นอนทุกวันนี้สอนกันยาก คนมาเข้าห้องเรียนนี้ได้ไม่ใช่คนธรรมดานะ พูดไปแล้วอย่าหลงตัวเองนะ ท่านพอจริงนี้ก็เรียงลำดับไว้ถูกต้อง ท่านละเอียดลออดี อมรโคยานคือเนกขัมสิตเวทนา ถ้าอปรโคยานคือเคหสิตเวทนา ทั้งสองสั่งสม ที่ปุพวิเทหทวีปเหมือนกัน แต่อันหนึ่งสั่งสมกุศล อีกอันสั่งสมอกุศล ซึ่งกุศล เป็นสมบัติผลัดกันชม แต่บุญเป็นโลกุตระไม่วนเวียน จบแล้วไม่วนเวียน โลกียะเท่านั้นที่วนเวียนเป็นโลก วนไปวนมาไม่จบ แต่โลกุตระไม่วน สมมุติเทพจะวนไปวนมาระหว่างเทพกับนรก แต่อุปปัตติเทพนี้จะไม่วนเวียน ทำให้จิตวิญญาณเกิดได้ด้วยโลกุตรธรรมอาริยธรรมของพระพุทธเจ้า เมื่อรู้จักเส้นทางกระแสของโลกุตระ โสตาปันนะ จะรู้จักเวทนาสอง ทำตั้งแต่พ้นสีลลัพพตปรามาส พ้นสังโยชน์3 ได้เป็นส่วนบุญ รู้สัจญาณ ทำกิจญาณ จนทำได้เป็นกตญาณ วิเทหะคือเป็นแท่งทึบเพราะคนอวิชชา อยู่ในอวกาศมันมีสารพัด คนไม่มีปัญญารู้ในอวกาศก็ไม่รู้เรื่องว่ามีอะไร เพราะไม่มีแสงให้มองเห็น แม้มีแสงก็พร่ามัว ต้องหยิบมาแต่น้อย ตั้งแต่จักรวาลน้อย ต้องมีดาว 9 ดวงเป็นต้นไป ทุกวันนี้เขาว่าจักรวาลที่โลกเราอยู่นี้ มันหายไปดวงหนึ่งแล้ว เก้าดวงนี้คือสามเส้า จะเรียกว่า หมู่ของดาวเคราะห์ ต้อง 9 ดวง จึงเรียกว่าจักรวาล 1 ถ้าไม่สามเส้าจะไม่ครบ ถ้าเหลือ 8 จะเป๋ ยิ่งเหลือ 7 เหลือ 6 ก็แย่แล้ว เพราะฉะนั้น 9 ดวงเป็นสามสังขยาเลขนะ เรานับ 3 ก็เป็นหนึ่งจักรวาล หนึ่งเอกภพ หนึ่งวงวน แม้แต่พีชธาตุก็มีสาม จะออกมาเป็นจิตนิยามก็มี 5 6 ก็ต้องพยายาม มีพลังงาน Coefficient ของตัวเองเพิ่มขึ้นจนกระทั่งเป็น 7 ก็นิยตะ อย่างนี้เป็นต้น

แก้ของท่านพอจริง คนทั่วไปคือคนไม่มีศีล เรียกว่าปุถุชน และก็กัลยาณชน แต่กัลยาณชนมีรายละเอียดลงไปอีก แต่ปุถุชนนี้ไม่แน่นอนแน่ ไม่ได้มีศีลมั่นคงอะไร กัลยาณชนสามารถมีศีลได้บ้างแล้ว สามารถตั้งใจปฏิบัติ ให้ศีลสั่งสมลงไปแข็งแรงมั่นคงได้เหมือนกัน ได้ยาวนานเหมือนกัน แต่ไม่มีปัญญา อัญญา ไม่มีบุญ ไม่สามารถชำระกิเลส ไม่รู้จักกิเลสอย่างเป็นลำดับ เหมือนศาสนาพุทธ ต่อให้กดข่มเก่ง สามารถ แต่ไม่เที่ยงแท้ ไม่สามารถทำเป็นเบื้องต้นท่ามกลาง บั้นปลาย เป็น สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ ไม่สามารถจบได้เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ คนทั่วไปคือคนไม่มีศีล หรือมีศีลบ้างเป็นกัลยาณชน แต่มีได้แค่กุศล ไม่ถึงบุญ กุศลที่สูงสุด ศีลที่เป็นกุศลย่อมยังให้ถึงความเป็นอรหัตผลไปโดยลำดับ เพราะถ้าศีลที่ไม่เป็นกุศลเลยก็ยังไม่เป็นลำดับอะไรได้ แม้เป็นกุศลที่ค่อยๆเจริญไปจนสุด ปลายกุศลคือการรู้จบ รู้จักกิเลสตัดกิเลสได้ ถ้าเริ่มรู้จักกิเลส ก็ทำลายกิเลสได้ เป็นบุญไปตามลำดับ กุศลเจริญเริ่มต้นเป็นพระโสดาบัน เริ่มต้นมีส่วนบุญนิด เช่นพ้นสักกายทิฏฐิ พ้นวิจิกิจฉา พ้นสีลพตปรามาส ได้ พ้นจักรวาลน้อย 3 องค์ได้รอบหนึ่งแล้ว เป็น cyclic order เริ่มต้น โสตาปันนะ เข้ากระแส ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา อวินิปาตธรรม แต่ยึกยักแช่ ดีไม่ดีโสดาบัน ลงไปเละกับโลก ถึง 7 ชาติ 7 รอบ ไม่ใช่เกิดจากท้องแม่ 7 รอบนะ แต่เป็น 7 วัฏฏะ เพราะฉะนั้น เที่ยวไปเละเทะ โสดาบัน วัฏฏภิรตโสดาบัน อย่างเช่นนางวิสาขาไม่ลงไปหาอบายมุข มีโสดาบันบางอย่างไปเปื้อนกับโลกียะแล้วก็วนไปได้ แต่พวกนี้ถ้าไปวนสู่โลกียะ วนไปได้ 7 รอบเท่านั้นแหละ เรียก สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ถ้าเกิน 7 รอบนี้ ไม่ใช่โสดาบันแล้ว เป็นโซดาไปเติมอะไรแล้ว ถ้าใครกิเลสตกเกิน 7 รอบไม่ใช่โสดาบันแล้ว ระวังคนมาอโศกเข้ามาเกิน 7 ครั้งก็ยังมาไม่ได้ มันไม่ใช่โสดาบันแล้ว ที่อาตมาว่ามาศึกษา 7 ครั้งถึงบริจาคได้ก็เอาหลักนี้มาใช้ คนทั่วไปไม่มีศีลหรือมีศีลไม่เที่ยงแท้เป็นกัลยาณชน เพราะไม่มีอำนาจพลังงานระดับบุญ ไม่มีญาณปัญญาที่เกิดอัญญธาตุ จิตยังไม่เข้ากระแส ดีได้ถึงเป็นศาสดาเทวนิยมได้ยิ่งใหญ่แต่วน ไม่รู้จัก จิตเจตสิกรูปนิพพาน ไม่รู้รายละเอียดของปรมัตถธรรม อาจรู้แต่สับสน เรียงลำดับไม่ได้ เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไม่ได้ อาจดีได้จนหลงเป็นนิรันดร หลงสูงสุดคือได้ถาวรนิรันดรแล้วเป็นศาสดานะ แต่ของพุทธไม่มีนิรันดร มีอนัตตา อัตตานิรันดรไม่มี เพราะศาสนาพุทธอนัตตาไม่นิรันดร์มีที่สุด ของโลกียะเทวนิยมมีแต่ดีกับชั่วไม่รู้จักตัวตัดขาดหลุดพ้น ไม่รู้จักสุญญตา อนัตตา ศาสนาพุทธนี้ดีได้ด้วย อย่างเที่ยงแท้ ไม่วนเดี๋ยวต่ำเดี๋ยวสูง ดีๆชั่วๆ สมบัติผลัดกันชม แต่ของพุทธโลกุตระดีได้เที่ยง ไม่วนต่ำอีก เป็นขั้นๆไป เหมือนในจอกน้ำมีฝุ่น จับตัวฝุ่นได้ก็เอาออกทีละฝุ่น จนฝุ่นไม่เหลือเลย จะกวนน้ำอีกเท่าไหร่ก็ใสไม่ขุ่น แต่ของทางนั้นไม่ได้เรียนเม็ดของฝุ่นของกิเลส แต่กดข่มได้แน่นแข็ง สึนามิมาไม่เคลื่อนเลย แผ่นดินไหวก็ไม่แตกเลยนอนก้นแก้ว ต้องมหาสึนามิถึงแตกมีฝุ่นมาบ้าง เรื่องของเวลานี้ยาวนานอย่าไปพูดถึงเลย เทียบกัปป์แต่ละกัปป์ยาวนานมากเลย ช่องนี้ถึงได้เปิดเพลงก่อนสิ้นแสงตะวันบ่อย ระวังวัยและวันจะผ่าน คนปกติเป็นกัลยาณชนได้ แต่ไม่เที่ยง ของพุทธโสดาบันนี้เที่ยงไประดับหนึ่งแล้ว สกิทาฯนี้ยาว กรอบยาว จนกว่าจะหมดกามภูมิ ก็เป็นรูปภูมิ อรูปภูมิ เป็นอนาคามี แต่เสร็จแล้วมีสัจญาณ กิจญาณ กตญาณ ของพุทธจึงมีที่จบ คนปกติของพุทธคือคนมีศีลได้แต่กัลยาณชน แต่ท่านพอจริงว่านับคนปกติ นับตั้งแต่เสข ไปถึงอเสข ถ้านับอย่างนี้จะไปตัดของเขาไป อาริยชนคือผู้มีกุศลระดับบุญไปจนหมดบุญ นับแต่เสขบุคคล โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ จนถึงอรหันต์เป็นอเสขบุคคล ผู้ที่จบแต่ละบุญๆ จึงเป็นคนที่อยู่กับกุศลเป็นเครื่องอาศัย โสดาฯก็มีกุศล สกิทาฯก็มีกุศลแน่นอน อนาคาฯก็เช่นกัน ได้กตญาณตามแต่ละที่ได้ มีกุศลเป็นเครื่องอาศัย บุญไม่ใช่เครื่องอาศัย บุญเป็นอาวุธ เหมือนเขี้ยวเล็บ พิษ หรือระเบิดปรมาณู ใช้ปั๊บก็หมดไป แม้เล็บก็สึกไป

ต่อของคนอื่น _อุ๋ม รอยใบไม้ ขอรายงานผลการปฏิบัติธรรมในช่วงเข้าพรรษานี้ค่ะ ตั้งตบะหลายข้อ หนึ่งในนั้นตั้งใจว่าจะออกกำลังกายตามแบบพ่อครู ได้ลดกิเลสความขี้เกียจอย่างมากค่ะและได้เห็นกิเลสตัวเองคือ ตอนไปปั่นจักรยาน เห็นนักศึกษาคณะหนึ่งมาวิ่งหลายร้อยคนที่สวนสาธารณะ เขาทิ้งแก้วพลาสติกไว้เกลื่อนไปหมด ในใจคิดว่าถ่ายรูปไว้ดีมั้ย ถ้าเขาไม่เก็บเราจะโพสต์ ปั่นจักรยานไปก็คิดแต่ว่าจะเอาเรื่องเขายังไงดี คิดวนจนรู้สึกว่าออกกำลังไม่เป็นสุขเลยค่ะ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าท่านสอนให้ดูความคิดตัวเอง

ขณะนั้นก็เห็นขวดและถุงพลาสติกอยู่กลางถนน ก็ลังเลว่าจะเก็บดีมั้ย มีเหตุผลไม่เก็บขยะให้ตัวเองตั้งร้อยแปด สุดท้ายตัดสินใจว่าจะเก็บ พอดูใกล้ๆเห็นถุงสกปรกมากจึงไม่เก็บ และนึกถึงนักศึกษากลุ่มนั้นว่า ถ้าเขาไม่เก็บขยะก็คงมีเหตุผลร้อยแปดเหมือนเรานั่นแหละ

ตอนขากลับ ปรากฎว่าขยะของนักศึกษาที่ทิ้งเกลื่อนสวนสาธารณะก็ไม่มีสักชิ้น เขาคงช่วยกันเก็บจนหมดค่ะ ได้ข้อสรุปว่าคนที่ไม่ยอมเก็บขยะคือตัวเรานั่นเองค่ะ เราคิดที่จะให้คนอื่นทำมากกว่าคิดให้ตัวเองทำ คิดที่จะเอาเรื่องคนอื่นซะมากมายแต่ไม่กล้าคิดเอาเรื่องตัวเองสักข้อ ขอรายงานความจริงเปิดเผยกิเลสไว้เพียงเท่านี้ค่ะ

...ขอพ่อครูช่วยชี้แนะด้วยค่ะ กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ…

พ่อครูว่า...อาตมาเองก็มีคนคอยเตือนให้ออกกำลังกาย ท่านหนักแน่น ท่านดินไท หรือคุณเพ็ญเพียรธรรม แต่บางครั้งก็ทำงานจนไม่ได้ออกกำลังกาย แต่ก็ดูว่า อาการจิตเจตสิกตัวขี้เกียจมีไหม เราทำงานเราอ้างไหม เราขี้เกียจไหม จริงๆ มีเหตุปัจจัยเยอะ บางทีร่างกายไม่อยากจะออก ก็ไม่ได้อธิบาย แต่งานอีกเรื่องหนึ่ง งานที่อาตมาทำบางทีติดต่อ ถ้าไม่ทำต่อนี้มันลืมเลยนะ หายเข้ากลีบเมฆเลย ควักออกมาอีกไม่ได้ ท่านก็เกรงใจ คนที่ละเอียดจะรู้ อย่างอาตมานี้ เราบางทีก็หายไปเลยจะลืมทิ้ง บางทีก็มันก็แก้ตัวได้ แก้ตัวได้ว่าไม่ขี้เกียจมีอะไรทำ แต่อาตมาไม่ได้ขี้เกียจรู้คุณค่า มีเหตุปัจจัยให้ไม่ได้ทำ การปฏิบัติธรรมเราก็จะได้รายละเอียด เห็นว่ามันมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ทำ

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อรหันต์กับวิปลาส 3 _กมล Rangpha Jumpee กราบนมัสการเรียนถามขอรับ กระผมเข้าใจอย่างนี้ว่า พ่อครูอธิบายธรรมะจากสภาวะ หมายถีงอธิบายบัญญัติจากเวทนาที่ปรากฏในปัจจุบัน อันตรงกันกับเวทนาในอดีต ดังนี้แม้จะมีอาการสัญญาวิปลาสแต่เวทนาก็จะยังเที่ยงแท้เป็นหนึ่งหรือเป็นสูญ(0)อยู่เสมอ เข้าใจอย่างนี้ถูกต้องเป็นประโยชน์หรือไม่ครับกระผม กรณีนี้ใช้อธิบายกับอาการผู้ป่วยที่เป็นพระอรหันต์ได้หรือไม่ครับว่าบางครั้งที่อรหันต์ป่วยหรืออวัยวะเสื่อมจนสัญญาวิปลาสไป แต่เวทนนาของอรหันต์เที่ยงเป็น1หรือ0เสมอ คือจิตอรหันต์ ไม่วิปลาส ทิฏฐิอรหันต์ก็ไม่วิปลาส กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูงครับ พ่อครูว่า…เขาพยายามเห็นใจอาตมาแก้ต่างให้บ้าง ถือว่าถูกก็แล้วกัน มองอย่างนี้ก็เข้าใจได้ว่าสิ่งที่มั่นคงแน่นอนเที่ยงแท้แล้ว ไม่มีเปลี่ยน จะต้องสูญอย่างมั่นคงเที่ยงแท้ 000 มั่นคง เวทนาในอดีตที่จริงแท้มั่นคงเป็นหนึ่งหรือเป็น 0 แล้ว มันจะเป็น 2 หรือเป็นอะไรอื่นอีกไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ส่วนสัญญาวิปลาส นี้เป็นบัญญัติที่สับสน แต่เวทนาเที่ยงแท้ เวทนาของอรหันต์จะเป็น 1 หรือ 0 เสมอ เป็นปุงลิงค์หรือนปุงสกลิงค์ได้ ทำให้แข็งแรงเป็นเอกธรรม ถ้าไม่ทำให้เกิด 0 อรหันต์ใดก็ตามไม่ทำอุภโตภาควิมุติ ทำแต่ 1 1 1 1 แต่ไม่ทำ 0 ก็ปรินิพพานไม่ได้ เพราะทำ 0 ไม่เป็น ต้องทำ 0 ให้เป็นจน 0 นี้เที่ยง จะต้องทำเวทนา 36 36 36 ให้เที่ยงเป็น เวทนา 108 หรือทำอวิชชาข้อที่ 7 ให้เป็น 0 คือ ทำทุกปัจจุบันให้ อดีต 0 อนาคตมาอีกเท่าไหร่ก็ 0 อดีตกับ ปัจจุบันกอดคอกัน 0 อนาคตก็ต้อง 0 เป็นโมเลกุลตกมาปั๊บก็ต้องตามปัจจุบันและอดีตที่เป็น 0 สนามแม่เหล็กของปัจจุบันและอดีตมีความแข็งแรง อรหันต์มีสัญญาวิปลาสได้ในปัจจุบัน อรหันต์มีอันตรายอันแสบเผ็ดได้คือ สัญญาวิปลาส คนจะนับถือหรือไม่ก็อยู่ที่วิปลาสมาก ก็ไม่นับถือ ก็เสียประโยชน์แต่จิตอรหันต์มี สัญญาวิปลาสได้ แสดงว่าอาตมาไม่บริบูรณ์ทำงานมากเป็นโทษได้แต่จิตกับทิฏฐินี้ไม่วิปลาสแล้วเที่ยงแท้มั่นคง อาตมาต้องทำงานมาก ต้องโทษพวกคุณนะ … สมณะฟ้าไทว่า...ใช่แล้วครับ พ่อครูว่า…แรงผาเข้าใจถูกต้องแล้ว วิปลาส 3 มีสัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส วิปลาส 4 มี วิปลาสด้วยยึดเอาวัตถุเป็นที่ตั้ง 4 ประการ คือ 1. วิปลาสในของที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง 2. วิปลาสในของที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข 3. วิปลาสในของที่ไม่ใช่ตน ว่าเป็นตน 4. วิปลาสในของที่ไม่งาม ว่างาม (เขียนว่า พิปลาส ก็มี)

อรหันต์เก๊จะเข้าใจสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง เช่นเข้าใจนิโรธเก๊เป็นนิโรธมืดว่าเที่ยง ไม่เข้าใจนิโรธพุทธ จริงๆแล้วรสอร่อยเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ไปถามใครเขาก็ว่าสุข คือวิปลาส คนปกติไม่วิปลาส คนไม่ปกติเท่านั้นที่วิปลาส ...นร.ตอบผิดกัน พ่อครูเลยท้วงว่าเข้าใจผิด ตกลงคนน่าได้สวรรค์นี้คือคนไม่ปกติ คือคนทั่วไป...หากไม่ตั้งหลักดีๆจะเมาได้ คนปกติแล้ว เที่ยง ไม่เอาสวรรค์แต่ถ้ายังสวรรค์อยู่นี่ไม่ปกติแล้ว นี่ก็ศึกษาบัญญัติกับสภาวะจึงต้องชัด ไม่อย่างนั้น ภาษากลับไปกลับมาได้ สลับสองมุมได้ เที่ยงหรือไม่เที่ยง น่าได้หรือไม่น่าได้ ถ้าคนไม่ชัดสภาวะจะเมา

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พระจักขุบาลตาบอดแต่ทำไมบรรลุได้ _อ.นริศร์ แสงปัญญา กระผมก็ขอเรียนถามด้วยครับ แต่เข้าใจไปคนละอย่าง คือธรรมะจากสภาวะ ผมเข้าใจว่า ท่านพ่อครูอธิบายธรรมะ ตามผลอันเกิดจากการปฏิบัติ(ปฏิเวธ) ของตัวท่านเอง ซึ่งได้บรรลุธรรม แบบสัมมาทิฏฐิแท้ อันเกิดจากการปฏิบัติแบบลืมตา จึงเกิดพลังงานจลน์(Dynamic) ที่มากเพียงพอที่จะทำลายกิเลส บักยึด ได้สำเร็จ แต่ก็ยังสงสัยอีกต่อไปอีกว่า ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 ในส่วนของธรรมบท พระพุทธองค์ตรัสที่ เชตวันมหาวิหาร เรื่องจักขุบาลภิกขุ ท่านได้บรรลุธรรม พร้อมกันกับตาทั้งสองข้าง บอดพอดี(ไม่ก่อนและไม่หลังจากตาบอด) ซึ่งคนตาบอดก็มองอะไรไม่เห็น (เหมือนคนหลับตา) ผัสสะไม่ครบ 6อย่าง แต่ทำไมท่านจักขุบาล จึงบรรลุธรรมได้ขอรับ และสงสัยต่อไปอีกว่าคนตาบอดแต่หูดี เมื่อฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้ว เข้าใจธรรมะเป็นอย่างดี พร้อมกันนั้นก็ทำ โยนิโสมนัสสิการไปด้วยอย่างถูกต้อง ไม่มีสิทธ์บรรลุธรรมแบบฆราวาสอื่นๆ ได้เลยหรืออย่างไรขอรับ

และกระผมเข้าใจว่า การบรรลุธรรมนั้น เกิดจากการการเพาะบ่ม อินทรีย์5 พละ5 ให้แก่กล้าโดยกาล แล้วเกิดความสมดลย์กันอย่างถูกต้อง พร้อมกันทั้งหมด5อย่างคือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ในขณะนั้นจึงเกิดการบรรลุธรรมขี้น สงสัยว่าเป็นอย่างนี้หรือไม่ขอรับ (พร้อมกันนั้น ก็โยนิโสมนัสสิการ อย่างถูกต้องด้วยครับ) พ่อครูว่า..พระจักขุบาล เป็นคนตาดีมาก่อน บรรลุธรรมพร้อมกับตาบอด เหมือนอรหันต์สมสีสี แต่พระจักขุบาล บอดก็บรรลุธรรม บรรลุธรรมก็บอด เหมือนอรหันต์สมสีสี คือ บรรลุธรรมปุ๊บก็ตายทันที คือคนที่พิเศษมากในหลายๆล้านๆๆๆคน แต่ค้านไม่ได้หรอก จักขุบาลไม่ใช่คนตาบอดแต่เกิด แต่มีอาการ 32 ครบ ก็ปฏิบัติจนได้บรรลุ อันนี้สุดท้ายแล้วก็บรรลุ คุณจะไปเผื่อเขาทำไม จะต้องไปเป็นอย่างจักขุบาล หรือเป็นคนตาไม่บอดแต่หูหนวก หรืออย่างไร? อย่ามาแย้งเลย ก็คุณไม่ตาบอดหูหนวกก็อย่าถามเผื่อเลย เอาอย่างนี้อาตมาเคยพูด พพจ.ท่านก็ตรัสเช่นนี้ คนที่มีวิบากตาบอดแต่กำเนิด หูหนวกแต่กำเนิดก็ดี ยากที่จะบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ บรรลุโสดาฯ สกิทาฯได้นะ แต่บรรลุอรหันต์ไม่ได้ เช่นเดียวกับกระเทย บรรลุอรหันต์ไม่ได้ ให้มาบวชไม่ได้เสียผลมากกว่า แต่ก็ไม่ได้ตัด ว่ากระเทยจะปฏิบัติธรรมไม่ได้ ต้องมาสะสมบารมีต่อไป

สื่อธรรมะพ่อครู(สัมประสิทธิ์) ตอน สัมประสิทธิ์มีแต่เจริญไม่มีเสื่อม _จากไลน์ สม.พุทธพอนวล ท่านคะมีคนถามดิฉ้นว่าสัมประสิทธิ์ ใช้ได้ทั้งเชิงบวกและเชิงลบหรือ เมื่อกี้ได้ยินท่านจันทร์บอกว่า ใช้ได้ทั้งเชิงลบและบวก ดิฉันคิดว่า ถ้าเชิงลบน่าจะเป็นอสัมประสิทธิ์ไหม แต่พวกบอกว่า คำว่าอสัมประสิทธิ์ไม่มี ให้เรียนถามพ่อครู พ่อครูว่า... สัมประสิทธิ์หมายถึงความเจริญก้าวหน้าแล้วมีเงื่อนไขเป็นความเจริญก้าวหน้าระดับคูณ เป็นความก้าวหน้าที่มีโพชฌงค์ 7 พลังสัมประสิทธิ์โดยเฉพาะของพุทธมีโพชฌงค์ 7 แต่อกุศลไม่มี เพราะฉะนั้นจะไปเป็นลบได้ไหม ไม่ได้ อกุศลไม่มี โพชฌงค์จะมี สติ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

600807_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนปกติคือคนมีศีลมั่นคงยั่งยืน_.docx | สารานุกรมชาวอโศก