600818_สัมภาษณ์วิจัย พฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 8 อ. ของพ่อท่าน_.docx
เนื้อหาในไฟล์
600818_สัมภาษณ์วิจัย พฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 8 อ. ของพ่อท่าน
พิมพ์ว่า…ดิฉัน นส.ถึงขวัญพุทธ เป็นนักศึกษาปริญญาโทมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ขออนุญาตถามพ่อครู เรื่องหัวข้อ "ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองกับภาวะสุขภาพของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก" ตัวแปรต้นคือ พฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 8 อ. ของพ่อท่าน ตัวแปรตามคือ ภาวะสุขภาพ 4 ด้าน (กาย ใจ สังคม จิตวิญญาณ) ขอสัมภาษณ์พ่อท่านเกี่ยวกับ หลักสุขภาพ 8 อ มีเกณฑ์ประเมินอย่างไร และภาวะสุขภาพ 4 ด้าน ตามหลักของพ่อท่านเป็นอย่างไร มีเกณฑ์ในการประเมินสุขภาพ 4 ด้าน อยากถามภาวะสุขภาพหมายถึงอะไร พ่อครูว่า…หมายถึงสรีระร่างกายของเราอาการ 32 ทำหน้าที่ทำงานสังเคราะห์สังขารได้สัดส่วนสมดุล หมายความว่าได้ องค์รวมอย่างพอเหมาะลงตัว เป็นไซคลิก order ถ้ายังไม่เสื่อม ถ้ามันเท่ากันที่อยู่ได้นาน แต่ทุกอย่างมันไม่เที่ยงหรอก อย่างไรมันต้องมีเสื่อม ถ้าไม่มีอะไรกระตุ้นให้เพิ่มขึ้น แต่ถ้ามีอะไรกระตุ้นขึ้นมาก็จะไปได้ ยิ่งมีการกระตุ้นมากขึ้นอัตราการก้าวหน้าก็จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ตัวแปร เป็นตัวเร่ง ถ้าไม่มีตัวเร่ง เป็นธรรมชาติเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปก็เสื่อม ชรตานี้ ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงให้อยู่ติดกับอนิจจตา อนิจจตา ตัวท้าย ขึ้นอยู่กับจิตนิยามของมนุษย์ ถ้ามีเหตุปัจจัยกระตุ้นให้เพิ่มขึ้นมันก็สูงขึ้นไม่เสื่อม ก็แก้ชราตาได้ แต่ถ้าการ์ตูนไม่พอมันก็เสื่อม ยิ่งถ้าเพิ่มความเสื่อมก็ยิ่งไปเร็ว เสื่อมไวกว่าที่ควร
พิมพ์ว่า.ความหมายสุขภาพ 4 ด้าน (กาย ใจ สังคม จิตวิญญาณ) พ่อครูว่า...คำว่ากายจะต้องมีภาวะคู่ภาวะ 2 อย่าง ถ้าไม่มีนามธรรมไปเกี่ยวข้อง กับวัตถุ วัตถุกับวัตถุมันก็แปรเปลี่ยนไปตามสภาพดินน้ำไฟลม ถ้าเร่ิมเป็นจิตวิญญาณก็สูงกว่าพีชะ ที่พืชก็พัฒนาควบคุมตัวเองไ
อ่านต่อ
ม่ได้ แต่ไปมีอิทธิพลกับอันอื่นยาก แต่จิตนิยามนั้นมีอิทธิพลกับอันอื่นได้ กายก็ต้องเน้นที่จิตวิญญาณเป็นประธาน กายกับใจ รวมกันแล้วเป็นคน ก็อยู่กับสังคมก็เป็นสามเส้า กาย ใจ สังคม รวมเป็นหนึ่ง ก็คือต้องที่ใจ เป็นประธาน ถ้าเผื่อว่า ใจไม่มีสิทธิผลสู้กับสังคมกับกายไม่ได้ ก็เสื่อม ถ้าสังคมเยอะก็ต้องวิจัยไปยาว ต้องมาหาที่จบตรงใจ ใจของเราเป็นประธาน ใจต้องการอะไร แล้วจะมีพลังงานสัมประสิทธิ์ของเราเป็นตัวแปรมีอิทธิพลได้ ถ้ามีอิทธิพลพอจะเป็นได้ก็ทำได้ เห็นควรหรือไม่ ใช้มหาปเทส 4 สัปปุริสธรรม 7 โดยไม่มีอคติก็จบ นี่คือลักษณะของผู้ที่ตัดสิน ทีนี้พลังงานต่างๆที่เราหมายปักใจไปหาสุขภาพ จำกัดความเลยว่า ความลงตัวของสรีระร่างกายที่จัดส่งอยู่ดี สมดุลไปได้นานที่สุด ในภาวะของเหตุปัจจัยร่างกายจะสมดุลได้นานที่สุดเราก็ต้องรู้ ต้องหาเหตุปัจจัย ตรงไหนเกี่ยวข้อง จะเรียกว่าธาตุวิตามิน อาหารก็แล้วแต่ให้พอดีหรือมันเกิน ก็ไปจบตรงนั้น หากความพอเหมาะพอดีจะอยู่ได้นาน กำหนดรู้โดย อาการ ลิงค นิมิต อาการคือสิ่งที่เคลื่อนไหว นิสิตคือสิ่งนี้ๆ เป็น static ส่วนอาการคือ dynamic ที่จะได้สัดส่วนอันพอเหมาะ รู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อุเทสคือคำอธิบายของผู้รู้ ส่วน อาการกับนิมิต นิมิตคือรูป อาการคือนาม หรืออาการคืออรูป เคลื่อนที่ นิมิตคือ static จะให้มันยาวนานหรือสั้นลง จะให้สวยจะให้ขี้เหร่ จะให้แข็งแรงอ่อนแอ ให้บางให้หนา ก็ขึ้นอยู่กับความรู้ที่เราจะจัดการ
_ทำอย่างไรจะให้สุขภาพดี พ่อครูว่า ให้พอเหมาะ ปโหติ ให้พอดีสมดุล เป็นความได้สัดส่วนที่พอเหมาะที่สุด ซึ่งมันละเอียดในระดับที่เราพูดไม่ได้โดยใช้ ความเป็นสาเหตุของดินน้ำไฟลมอากาศ โดยเฉพาะมีจิตวิญญาณร่วมด้วยก็ของใครของใคร ดีๆก็เยอะ ชั่วๆก็เยอะ
_หลัก 8 อ.ที่พ่อครูนำมาใช้ในอโศก พ่อครูว่า..ได้จากการศึกษาความรู้ทางธรรมที่สำคัญ จริงๆแล้วอจินไตย อาตมาก็ศึกษาความรู้วิทยาศาสตร์มา ที่พูดนี้เอาของเก่ามาใช้ทั้งนั้น ชีวิตชาตินี้เกิดมาไม่ค่อยได้เรียนทางโลกเท่าไหร่ก็อาศัยของเก่า ก็พอกระทบไหล่ดาราได้นะ ไม่ตกยุค _8 อ.ในแต่ละด้าน ก็ความหมาย พ่อครูว่า...ก็คงครบแล้ว เขารวม 4 อ 5 อ. อาตมาก็มาเติม สูงสุดได้ 8 อ.แล้วนะ เร่ิมด้วยอิทธิบาท ลงท้ายด้วยอาชีพ หากควบคุมได้ 8อ.นี้จะอยู่นานเท่าไหร่ก็น่าจะพอแล้ว จะมีความรู้ต่อไป มีต้นทุนสะสมใหม่ ที่จริงคนเราตายไป ต้นทุนเราจะกลับไปสังเคราะห์ เลือกเฟ้นมาใหม่ เมื่องบดุล คนมีกุศลก็เพิ่มกุศล แต่คนอกุศลก็กุศลลดลง
อิทธิบาทพอเหมาะไหม ถ้าเกินหรือขาดก็เสื่อม อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย เอนกาย เอาพิษออก อาชีพ อันไหนเกินก็ตัด อันไหนขาดก็เติม คุณใช้ 8อ.นี้ได้กี่ล้านๆๆๆชาติ มากไปน้อยไปของแต่ละคนอย่างไร พ่อครูว่า….ของแต่ละคนก็แล้วแต่ อารมณ์เป็นตัวสำคัญหนัก อารมณ์คือเวทนา เป็นตัวแตกปฏิจจสมุปบาท ผู้ใดเรียนรู้เวทนาได้ ต้องทำสภาวะ บางคนชอบเศร้าๆทุกข์ๆ บางคนชอบเบาๆ ก็แล้วแต่คน ถ้าเบาๆก็ต้องช้าหน่อย แต่ถ้าแข็งแรงก็เร็ว แต่ถ้าแข็งมากเกินก็ไม่ค่อยดี เป็นธรรมชาติ สังคมที่มีความรู้เรากระทำจะมีการจัดสวนได้พอดีพอเหมาะพอสม ดีกว่า สังคมที่ไม่มีความรู้โลกุตรธรรม
แพรลายไม้ว่า...ถ้าเราอยู่กับสังคม ที่มีคนมีภูมิใกล้กันจะทำให้กิเลสลดลงได้ดีขึ้น
พ่อครูว่า...ศีลคือข้อปฏิบัติที่ทำให้เราเจริญ ไปเป็นรอบรอบ ศีล 5 8 10 26 จะมีความเจริญของจิตที่เป็นวิมุติ ส่ิงไหนไม่ควรจะมีอยู่ในจิตเราก็ล้างออกได้เธอเกิดโตวิมุติเป็นตัวที่ 4 เป็นวิมุติญาณทัสนะ ไปเรื่อยๆ ซึงมันจะได้ตามความเป็นจริงเหตุปัจจัย มีสัดส่วนสมดุลดีเจริญได้ อยู่ที่ผู้เป็นเจ้าของความรู้และก็ทำได้จริงเป็นจริง หากมีแต่รู้แต่ไม่ทำก็ไม่ได้ ทำเป็นแต่ไม่รู้ก็ไม่ได้ ต้องได้สัดส่วนที่ดี ความรู้ที่ว่านี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะศึกษาหรอก ถ้าเราไม่รู้หรือรู้ผิดก็ว่าไป
พ่อครูว่า หากจะให้บอกคนข้างนอก ว่า ให้เข้ามาศึกษา อาจอยู่ภายนอกแล้วก็มารรับความรู้จากผู้ที่ทรมานตน
_ถ้าจะพัฒนาผู้ใหญ่ทำอย่างไร พ่อครูว่า..ผู้ใหญ่สังขารร่างกายก็เสื่อมไม่fresh up เท่าวัยหนุ่มสาว ให้เอาแต่พอดีๆไปตามลำดับ รู้มากจะยากนาน
_อากาศ พ่อครูว่า...อากาศคือสิ่งสองสิ่งเป็นต้นไป ถ้าสิ่งเดียวอันเดียวสนิทไม่มีช่องว่าเลย ถ้าสามเส้าก็แน่นอน มีช่องว่างแน่ อะไรสนิทแน่นไม่เกิดช่องว่างเลยก็แล้วแต่ ทุกอย่างหากดำเนินอยู่ตามเหตุปัจจัย ถ้าเดินได้สมดุล น้อยไป ก็เสื่อม มากไปก็เสื่อม สมดุลอยู่ได้นานที่สุด
สมดุแล้วจะยิ่งขึ้นได้ต้องดูตัวก้าวหน้า ตัวก้าวหน้าคือ + คูณยกกำลังเป็นสัมประสิทธิ์ coefficient เป็นตัวแปรทำให้เราไม่เสื่อม ใครจะสามารถรู้ยิ่งกว่าอาตมารู้ เรื่อง Coefficient ส่วน ใครจะทำสูตรนี้ให้เจอกันกว่าจะมาได้อีกเอามาเสนอกันแต่อาตมาคิดไ้ด้ทำได้ขนาดนี้
_ใน 8 อ.นี้ ตัวไหนสำคัญสุด
พ่อครูว่า...ตัวอารมณ์สำคัญสุด พ่อครูว่า...อิทธิบาท อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย เอนกาย เอาพิษออก อาชีพ อิทธิบาท อารมณ์ อาหาร สามเส้า ถ้าทำสามอันนี้ดีแล้ว สิ่งอื่นเป็นตัวเสริม ต่อจากนั้นเป็นอากาศ ออกกำลังกาย เอนกาย เอาพิษออก เราก็รู้ความจริงของภาษา ถ้าแกนได้ก็เสริม อันนี้ก็เป็นอีกเส้า ออกกำลังกาย เอนกาย เอาพิษออก ก็เป็นสามเส้า อาชีพคือตัวรวม คือยังชีวิตอยู่ อาชีพคือชีพที่ขึ้นอยู่กับสองเส้านี้
_จิ๊บว่า ลดกิเลสได้ก็จะทำได้ พ่อครูว่า คำว่ากิเลสนี่คือตัวโง่ จะทำให้ไม่รู้ที่พูดมานี้ แต่ถ้าจัดการกิเลสคือโง่ได้ก็ฉลาดรู้ขึ้นมา จัดให้พอเหมาะสัดส่วนพอดี ปโหติ พอเหมาะคือความมี ถ้าไม่พอเหมาะคือความไม่มี เสื่อม
_จิ๊บว่า...เราไม่ต้องดูว่าช่วงอายุ เราดูที่กิเลสเสื่อมหรือไม่ พ่อครูว่า..ใช่ เราทำกิเลสให้หมดไป มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตอยู่เป็นผล กิเลสทำให้ไม่ได้สัดส่วนพอดี ก็เพราะไปหลงชอบอันนั้นอันนี้ กิเลสคือตัวหลง
_จิ๊บว่า… การแพทย์สมัยใหม่ก็ใช้เครื่องมือวัดเก่งรู้ พ่อครูว่า...เครื่องมือเกิดเองไม่ได้ จิตทำให้เกิด ทำให้สร้างสิ่งเหล่านี้ที่เป็นเครื่องมือวัดได้…
_พูนบำเพียร...อยากได้นิยามของพ่อครูเรื่องบทสวดมนต์ การสวดมนต์ การทบทวนธรรม พ่อครูว่า...บทสวดมนต์เป็นของตายตัวอยู่แล้ว ก็คือตัวมนต์ การสวดมนต์ต้องมีคนไปสวด ให้สัตว์ไปสวดไม่ได้ คนที่ชอบสวดก็สวดไป เขาก็จะท่องจำไว้ ถ้าท่องจำแล้วมันก็ติดจิตสัญญาเราข้ามชาติไป แต่ถ้าใครสวดแล้วหาเงินค่าสวดก็แล้วแต่วิบากใคร การจำมนต์เพื่อรักษาความรู้ไว้ มนต์คือใช้บัญญัติรักษาไว้ ท่องไว้ข้ามชาติไป จำได้ก็เอามาใช้กับคนอื่นที่ร่วมรู้ได้ แต่ถ้าคนอื่นไม่รู้ด้วยก็สื่อไม่ได้ เอาไปอวดดีอวดใหญ่ หรือมีฤทธิ์เดชก็อุปาทานกันใหญ่ ใครหลงก็เรื่องของเขา การท่องไว้มีสองประเด็น หนึ่งคือสังคีติคือท่องจำไว้ แต่อีกอันคือสังคายนาคือผู้ท่องคนเดียวแล้วมีคนฟัง เพื่อทักท้วงว่า อันไหนตรงที่สุด ก็ตัดสินกัน ในวาระที่ไม่มีเครื่องมือบันทึกก็ต้องท่องจำ สมัยนี้ก็ใช้เครื่องมือบันทึก แต่ว่า ต่อไปจะเปลี่ยนแปลงเป็นพวกท่องจำอีกก็อีกนานมาก พวกท่องจำคือจับกังแบกลังทอง เขาหลงว่า จะมีฤทธิ์เดช ก็ท่องไป ในยุคไม่มีเครื่องมือบันทึกก็ต้องอาศัยคนจำ ใช้สัญญาจำ ก็สำคัญมาก ในยุคที่ไม่มี แต่ถ้าโง่ไม่รู้ก็เท่ากับจับกังแบกลังทอง ได้ค่าจ้างแบกลังทอง อย่างน้อยเขาก็ชมเชย เก่งขอบคุณ เอาไปห้าบาทสิบบาทเป็นต้น
ทบทวนธรรมเพื่อให้จำก็ได้ หรือสองทบทวนเพื่อธัมมวิจัยต่อ เทียบเคียงว่าอะไรถูกหรือไม่ถูกแยกแยะใช้ประโยชน์ ต้องเลือกส่ิงควรสิ่งดี สิ่งไม่ควรต้องไม่ทำ สูงสุดมีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 มหาปเทส 4 กันไว้ในสิ่งไม่เที่ยงในปัจจุบัน มีอันใดห้ามกับอนุญาต หากไม่มีเลยก็ต้องใช้ปฏิภาณปัญญาว่าควรหรือไม่ ในเหตุปัจจัยปัจจุบัน ต้องใช้สิทธิของเราสมบูรณ์แบบ ควรในสิ่งที่ควร หรือถ้าไม่ควร แม้อยู่ในสิ่งที่ควรก็ไม่ทำ หรือว่ามันควรในส่ิงที่ไม่ควรเราก็ทำ สมมุติว่า ทุกคนเห็นว่าไม่ควร แต่เราเห็นว่าควร เราก็ทำไปโดยรับผิดชอบเองนะ ก็เท่านั้น แต่ถ้าเขายอมคุณ คุณก็ชนะตัดสินควรในสิ่งไม่ควร หากคุณมีอิทธิพลก็ชนะ
_ความเครียดหมายถึงอะไร พ่อครูว่า ส่ิงนี้มันตึงไปเคร่งไป ไม่พอเหมาะพอดี เมื่อไม่พอเหมาะพอดีอยู่แล้วคุณก็ไปซ้ำเติมอีกก็เลยหนัก ถึงว่าอย่าไปเพิ่มโทษในส่ิงที่เป็นโทษอยู่แล้ว เครียดมันไม่ดีแล้วก็อย่าไปทุกข์ซ้ำอีก ถ้ารู้สึกว่าต้องทนลำบาก แต่แท้จริงทุกอย่างก็ต้องทน แต่ทนได้โดยไม่ยากโดยไม่ลำบาก ฌาน 1 ทนได้โดยมีวิตก(กังวล) ตรวจสอบวิจาร ต่อ ถ้าทำได้ดีขึ้นก็ดีใจ มีปีติ อาศัยปีติ ประคองไป ถ้าไม่ต้องใช้ให้เสียพลังงาน สงบลง เร่ิมฌาน 3 ก็เป็นอุเบกขาก็จะกลางๆ ไม่อะไรมากแล้ว มีสุขสงบ สี่ก็ทนแม้แต่อะไรนิดนึงก็ไม่มี สบายที่สุดแล้ว นี่คือภาษาที่อธิบายสภาวะถึงอุเบกขาเนกขัมสิตะ ในความเจริญของอุเบกขาก็จะมี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา พระโพธิสัตว์ก็จะพัฒนา 5 พลังงานนี้ ถ้าไม่พัฒนาจะสู้ความเสื่อมไม่ได้ แต่ถ้าพัฒนาก็จะต่อได้ ต่อสันตติ ชนะความเสื่อมได้ แต่ถ้าไม่ชนะก็อุปจยะ ไม่สันตติก็ต้องชรตา อนิจจตา สันตติ มันเป็นตัวกลาง คุณเป็นประธานจะตัดหรือต่อก็ได้ แล้วมี ชรตา อนิจจตา มีชรตาได้แต่ถ้าเติมพลังงาน ฮึดมาก็ ไม่อนิจจตา สันตติต่อได้….จบ