610304_วิถีอาริยธรรม ปฐมอโศก การเมืองและเศรษฐกิจGDPแบบบุญนิยม.docx
เนื้อหาในไฟล์
610304_วิถีอาริยธรรม ปฐมอโศก การเมือง และเศรษฐกิจ GDPแบบบุญนิยม
สมณะบินบนว่า… วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2561 ที่บวรปฐมอโศก เป็นรายการวิถีอาริยธรรม ในครั้งนี้ชาวอโศกรู้สึกว่าจะได้รับวิบากดี หลังจากร่วมกันจัดงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 42 ที่เพิ่งผ่านไปอุ่นๆ เมื่อวานนี้ ปีก่อนจัดครั้งแรกที่นี่ มีญาติธรรมท่านหนึ่งบอกว่า ฟังธรรมพ่อท่าน ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่มาฟัง ในงานพุทธาภิเษก ที่ปฐมอโศก เมื่อปีที่แล้ว รู้สึกว่ารู้เรื่องมากเลย ในงานนี้ พ่อท่านจะพูดถึงเรื่องมีพรรคการเมือง เขาบอกว่า ถ้าพ่อท่านเทศน์ เมื่อปีที่แล้วคงรับไม่ได้ แต่ปีนี้เขาฟังแล้ว รับได้ แสดงว่า คนเราเปลี่ยนแปลงได้ และในครั้งนี้ มีญาติธรรมเปิดใจว่า ฟังธรรมพ่อท่าน เข้าใจชัดเจนจากที่เคยฟังไม่รู้เรื่อง อาตมาว่า คงมีมากกว่าหนึ่งคนแน่นอน เมื่อฟังธรรมพ่อท่านเข้าใจ เขาก็จะมีความกระหายในการฟังธรรม เป็นมงคลของพระโสดาบัน ในญาณข้อที่ 7 เป็นผู้ขวนขวาย ในการฟังธรรม มีปิติในการฟังธรรม วันนี้อาตมาก็ดู ญาติธรรมที่มา จะมีความกระหาย ในการฟังธรรม ที่ผ่านมา พ่อครู พูดถึงสังคมเศรษฐกิจ การเมือง ทั้งด้านจิตใจตัวเราเอง และสังคมด้วย ให้อยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง วันนี้ก็จะมีเรื่องเกี่ยวกับ การรับสมัครพรรคการเมือง ที่จะลงเลือกตั้ง สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน การเมืองและเศรษฐกิจGDPแบบบุญนิยม พ่อครูว่า... ตอนนี้เป็นเรื่องของการเมือง กำลังจะคลอด ไม่คลอด ตอนนี้ว่าจะคลอดกัน กำลังมะรุมมะตุ้มกัน ที่ช่วยก็ช่วย แต่ที่จะเอาเปรียบเอารัดเอา ของตัวเอง ก็วุ่นอยู่ แต่อาตมามั่นใจว่า เมืองไทยคลี่คลายแล้ว ภูมิปัญญาก็ดี ความเป็นจริงของอัตภาพแต่ละคน ก็ดี มันลดลง จากที่มันมีกิเลสหยาบๆ ลงมาเรื่อยๆแล้ว ตอนนี้จะเห็นได้ว่า ผู้ที่มีกิเลส
อ่านต่อ
มาก ผู้ที่ยังไม่ค่อยดี หรือจะเรียกว่าเลว ก็พ่ายแพ้ไปเรื่อยๆ มันเป็นสงครามทางธรรมะ ธรรมาธรรมะสงคราม เป็นเรื่องที่ค่อยๆเห็นจริง เป็นจริง เราจะชัดเจนในความเป็นจริงว่า ธรรมะนี้ชนะนะ มันก้าวหน้ากว่า เท่าที่อาตมาดู เพราะอาตมาก็เป็นนักธรรมะแท้ๆ ใครจะว่าอย่างไร ว่าอาตมาอวดดี เป็นนักธรรมะ แต่ก็ไม่ใช่ อะไรก็ตามเถอะ อาตมาว่าอาตมามีชีวิตอยู่กับธรรมะ ซึ่งก็พูดไปหมดแล้ว ไม่ใช่ชาตินี้ชาติเดียว มาไม่รู้กี่ชาติแล้ว มาชาตินี้ ก็จะทำ เราก็คิดตั้งใจ ตั้งปณิธาน อยู่ต่อไปว่า จะทำให้จนสำเร็จ จนกระทั่งได้ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง กับเขานั่นแหละ นี่เป็นปณิธานที่แท้จริง ได้มาขนาดไหน ก็เปิดเผยทั้งหมดแล้ว อยู่ชั้นนั้น ชั้นนี้ อย่างไร แยกแยะจนกระทั่ง ภูมิโลกุตระ ตั้งแต่เกิดอัญญธาตุ แจก อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ก็ยังมีคนไม่ชัดแจ้ง บอกว่า ถึงอย่างไร พระโพธิรักษ์เกาะอยู่กับพระไตรปิฎกสยามรัฐ ที่จริงแล้ว มีพระไตรปิฎกอีกตั้งหลายฉบับ ไปยึดมั่นถือมั่นทำไม เอาเถอะ คุณจะยึดมั่นถือมั่น จับมั่นคั้นตาย ที่สุดแห่งที่สุด ไม่ได้ก็อยู่ที่คุณ อาตมาจับได้แล้ว ไม่เหลาะแหละ ไม่เสียเวลา ก็เอาตามฉบับนี้ แม้จะมีบกพร่องบ้าง อาตมาก็รู้ แต่ในเนื้อ 95 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป มันใช้ได้แล้ว อาตมาทำแล้ว มันลงตัว ก็มั่นใจของอาตมา ใครจะไม่มั่นใจ ก็เรื่องของคุณ อยากจะหลบไป หลบมา อันนี้ใช่ หรือไม่ใช่ ก็เรื่องของคุณ อาตมาว่าใช่แล้วอันนี้ ก็เดินหน้าเลย คุณจะเสียเวลาอีกนานเท่าไหร่ ก็เชิญเรื่องของคุณ อาตมามีหน้าที่ลุย มั่นใจแล้ว มาเข้าสู่เนื้อหาสาระ พูดถึงปัจจุบันธรรม status quo การดำเนินการพรรคการเมืองต่างๆ 40 กว่าพรรค ดีนะ พรรคเพื่อฟ้าดิน ไม่ไปเป็นตัวแย่งกับเขา เราถอดตัวตน เราตั้งใจแล้วว่าเราไม่เข้าไปยุ่ง ให้เขาแย่งกันไปเถอะ เพราะอาตมามั่นใจ ในความจริงความหมายของมัน อาตมามั่นใจว่า มุ่งหมายถูก คือ เรื่องของการเมืองนี่ ประชาธิปไตยนี่ ประชาชนเป็นใหญ่กว่าอะไรทั้งนั้น เพราะฉะนั้น อาตมาว่า คนจะแย่งกัน ไปเป็นผู้บริหาร ก็แล้วแต่ เราจะเป็นประชาชน อาตมามั่นใจว่า ประชาชนเป็นใหญ่กว่าคุณ คุณจะไปบริหาร ก็เชิญ อาตมาอธิบายการบริหาร การอภิบาลไปด้วย โดยเอาคำว่าอธิปไตย กับคำว่าอภิบาล มาอธิบาย อาตมาว่า นักการเมือง นักวิชาการ ยังจะศึกษาคำว่า อธิปไตยกับอภิบาล ไปลึกซึ้งแน่นอนรึยัง ตอนนี้อาตมาว่า มีแต่ไปมุ่งอธิปไตย แต่ไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว อธิปไตยมันเกิดได้ เพราะอภิบาล เป็นพ่อเป็นแม่ ถ้าหากอภิบาลไม่ดี ลูกออกมาเป็นกระเทย เป็นอธิปไตยเก๊ๆ แต่ถ้าพ่อแม่อภิบาลดี เป็นธรรมาภิบาลที่แท้จริง คุณจะเกิดอธิปไตยที่แท้จริง เป็นอำนาจโดยธรรม ธรรมาธิปไตย อำนาจเป็นธรรม ไม่ได้หมายความว่า คุณสร้างขึ้นมาเอง ไม่ใช่ คุณทำงาน มันมีอยู่ 2 คือ คุณกับประชาชน คุณทำงานให้ดี คือรับใช้ประชาชน ไม่ใช่ไปเอาประชาชนเป็นเบี้ย ไม่ใช่ไปเอาเปรียบจากประชาชน ไม่ใช่เป็นเบ่งทับประชาชน ไม่ใช่ คนรับใช้ประชาชนต่างหาก ช่วยประชาชน ประชาชนเดือดร้อนอะไร ลำบากลำบนอะไร คุณก็เป็นผู้ที่ไปรับใช้ กับรับจ้าง สองคำนี้ต้องชัดว่า คุณเป็นผู้รับจ้าง หรือผู้รับใช้ อาตมาเห็นแต่เพียงผู้รับจ้าง ดีไม่ดี เอาค่าตัวแพงด้วย ไม่ให้ ก็ใช้เล่ห์เหลี่ยม ขูดรีดเอา รับจ้าง ผู้รับใช้จริงๆ ไม่เอาเลย ค่าจ้าง ไม่เป็นผู้รับจ้างเลย เป็นผู้รับใช้ที่แท้จริง ไม่เอาค่าจ้างเลย ช่วยคุณโดยถ่ายเดียว ไม่เอาค่าจ้าง ไม่ให้เสียศักดิ์ศรี ถ้าตีแตก รับจ้างกับรับใช้ คุณก็ต้องเป็นผู้รับใช้ ให้การรับใช้ คือการอภิบาล รับจ้างจะบอกว่า เป็นอธิปไตย ไม่ใช่อภิบาล เป็นอธิปไตย แต่แท้จริงแล้ว คุณไปคว้าเอาอำนาจ อธิปไตยคืออำนาจ โดยตนเองมีอำนาจแล้ว ก็ใช้อำนาจ ผู้ที่อภิบาล ไม่ใช้อำนาจนี้เลย มีแต่ใช้ความรู้ สมรรถนะ ความขยันหมั่นเพียรทำ ลงมือทำจริงๆ นั่นต่างหากคือ ผู้อภิบาลแท้จริง มันจะสลับไป สลับมา ผู้อภิบาลเหมือนอยู่ข้างบน ปกครองช่วยเหลือ แต่การปกครองช่วยเหลือคือ ช่วยเหลือจริงๆ ช่วยจริงๆคือ ผู้ปกครองจริงๆ ผู้รับใช้จริงๆนั่นแหละ แตกต่างกันนะ ปกครองกับรับใช้ ภาษากับพฤติกรรม มันสลับกัน ผู้ที่อภิบาลแท้จริงคือ รับใช้ แล้วไปหลงว่ารับใช้แล้ว ตัวเองต้องเป็นนาย รับใช้ตัวเองจะต้องเป็นผู้อภิบาล คุณก็นึกว่าผู้อภิบาลคือ ผู้อยู่บน ผู้ดูแล ผู้ช่วยเหลือ ผู้ใหญ่กว่า เขาต้องกราบเคารพ ต้องมาพึ่งพาฉัน มันเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง สลับไปมา ต้องแม่นคมชัดกระจ่าง แจ้ง มีแต่ปัญญา ไม่มีปัญหา ตอนนี้ก็ เราก็เป็นผู้ทำงานจริง ทำงานการเมือง 100% ยืนอยู่ฐานประชาชน ทำงาน ทำงานอะไร ทำงานเป็นกรรมกร ไม่เป็นด้วยกรรมการ เป็นผู้ทำงาน เป็นผู้ลงมือ ทำเลย ทำพืชพันธุ์ธัญญาหาร ทำงานแบกขน ทำงานออกแรง แม้ที่สุดความจริง ทำงานที่ใช้มันสมอง ทำงานที่ใช้พลังงาน ความรู้ เป็นความรู้ในระดับโลกุตระ เป็นความรู้ในระดับปัญญา โลกุตระ หรือปัญญา ปัญญาเป็นของโลกุตระ เฉกา หรือเฉโก เป็นของโลกีย์ ต้องชัดเจนในพยัญชนะ และสภาวะพวกนี้ เพราะฉะนั้น ผู้ใดมีปัญญา ปัญญาหมดความเห็นแก่ตัวแก่ตน ปัญญานี้ เป็นความรู้ตัวตน แล้วเอาตัวตนออกไปจากตัวได้จริงๆนะ จึงเป็นปัญญา เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีธาตุความจริงเหล่านี้ จึงชัดเจนต่อสภาพทุกอย่าง สภาพปัญญาที่ชัดที่สุด ที่อาตมาย้ำ ปัญญาที่รู้จักความจน ว่า ความจนเป็นสิ่งประเสริฐ ของความเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ของความเป็นมนุษย์ ความจนที่มหัศจรรย์ คนจนที่วิเศษ ความจนที่เป็นโลกุตระ ความจนนี้ เป็นความจนที่ 1. มีน้อย น้อยจนถึงขั้น 0 คือความไม่เอามาเป็นของตน ไม่ยึดเป็นตน นี่คือ 0 แต่คนที่มี 0 นี้มี มิตรสหายดี มีกลุ่มหมู่ด้วยสัจจะ คนที่ศูนย์ด้วยกันก็มาอยู่รวมกัน คนที่มี 0 อาจจะมีไม่หมด ยังศูนย์ไม่สนิท จะเหลือเศษอีก .000001 ก็ไม่เป็นไร คนนี้มี .00002 ก็ไม่เป็นไร ก็รวมกันในนี้ ดีกว่าคุณมีตั้งล้าน .0000 แต่เรานี่มี 0 ส่วนคนที่เหลือจะเป็น .000001 ก็คือทิศนี้แหละ ทิศคือผู้ไม่มี เจริญไปหาความไม่มี ส่วนคุณนั้นทิศมี เจริญไปทางหามี แล้วไม่มีที่สิ้นสุดด้วย infinity ของคุณไปทางโน้น ส่วนเรา Infinity มาทางนี้ เพราะฉะนั้น ก็มายืนยันกัน เราไม่แข่งกับคุณ เราไปของเราชัดเจน เราไม่มีศัตรู ไม่มีคู่แข่ง เรามีแต่ความเจริญ เราไม่แข่งกับใคร เราเจริญท่าเดียว จะทำไม เราแข่งกับตัวเอง ถ้าเราไม่ก้าวหน้า เราก็ต้องแข่งกับตัวเองให้ก้าวหน้า ให้พัฒนายิ่งขึ้น เท่านั้นเอง นอกนั้นเราก็ดูเทียบเคียง คุณเจริญอย่างนี้ เท่าเราหรือไม่เท่าเรา ดีกว่าเราหรือไม่ ถ้าดีกว่าเรา ก็จะตามคุณ หากไม่ดีเท่าไหร่ เราก็จะช่วยได้เท่าที่ช่วย จะมาด้วยกันก็มา สรุปแล้ว คือตอนนี้คนอยากจะทำงานการเมือง แต่คุณเองคุณเหมาะ จะเป็นนักมาทำการเมืองหรือไม่ เหมาะกับการเป็นผู้ทำการเมืองหรือไม่ ผู้จะมาเป็นนักการเมือง คือผู้ที่ต้องไม่มีตัวตน ไม่เห็นแก่ตัว ทุกวันนี้ เราพูดกันได้สะอาดบริสุทธิ์ เราพูดได้บริบูรณ์ ว่าคนไปทำงาน ขั้นไม่เห็นแก่ตัวนี้ มีนะจ๊ะ ในคนไทยนี้ เพราะฉะนั้นการเมืองของคนไทย จะเป็นตัวอย่างของโลก ถ้าเราทำงานถึงขั้น ไม่มีตัวตน มีแต่ของส่วนกลาง แล้วใช้ของส่วนกลางร่วมกัน เราไม่เบียดเบียนใครด้วย GDP เศรษฐกิจโลกุตระนั้น ไม่ไปเบียดเบียนต่างประเทศ เป็นเสือกินเนื้อตัวเอง ถ้าเราไปไม่รอด กินเนื้อตัวเองให้มันตาย คาเนื้อตัวเอง แต่ถ้าเรามีเนื้อที่ พัฒนามากพอ จนแบ่งเนื้อนี้ให้แก่ประเทศอื่นได้ นั่นแหละคือความเจริญ ถ้าเรายังมีสิ่งที่เราสร้างเอง ไม่พอกิน พอใช้ เราก็จะต้องยอมจำนน กัดเนื้อเราเองไปเรื่อยๆ จนไปไม่รอด ตายเป็นตาย พัฒนาด้วยทฤษฎีนี้ ชาติหน้า ถ้าต้องตาย ถ้ากินเนื้อตัวเองตาย ชาติหน้าก็พัฒนาตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า เพราะทฤษฎีพระพุทธเจ้า เรายังมีเหลือเนื้อตัวเอง และไม่เอาเนื้อที่เหลือของเราไปหากำไรจากผู้อื่น ทฤษฎีของอาริยชนที่แท้จริง จึงเป็น GDP ที่ไม่ไปเบียดเบียนใคร ทุกวันนี้ GDP เขาเอาของต่างประเทศมารวม เป็นรายได้องค์รวม Domestic มันไม่ใช่ Gross คุณไปรวมเอาของเขา มาเป็นของคุณ ที่จริงแล้ว ก็ต้องเอาแต่ของคุณสิ ได้เท่าไหร่ ก็เท่านั้น นี่คือนัยสำคัญ ที่เขาไม่เข้าใจ นัยของ Gross GDP นี้อาตมาไม่ได้หมายเล่นนะ แต่ทำจริงตามที่พูดนี้ได้ด้วย ยถาวาที ตถาการีนะ ทำอย่างนี้ ก็พูดอย่างนี้ให้ฟัง สมณะบินบนว่า... เราไม่นับของต่างประเทศ คืออะไร พ่อครูว่า... หมายความว่า เราไม่เอารายได้จาก export ส่งสินค้าไปขายต่างประเทศ และบวกกำไร ถือเป็นรายได้ ถือว่าเป็น Gross ถือเป็นมวลรวมรายได้ แล้วบอกว่าเป็นของเรา แต่คุณเอาเปรียบเขามา เอาส่วนของคนอื่นมา แต่ของเราไม่เอาอย่างนั้น เราเอาเนื้อของเราแท้ๆ เราเองผลิตเองสร้างเอง ถ้าเราไม่พอกินพอใช้ก็กินเนื้อตัวเองหมดจนตาย สู้ใหม่ เกิดมาชาติหน้า ก็ทำทฤษฎีของพระพุทธเจ้าอีก สมณะบินบนว่า... แสดงว่า GDP ที่พ่อท่านหมายนี้ก็ต้องชักเนื้อตัวเอง พ่อครูว่า... แต่เราทำให้เป็นคนอ้วนไม่เป็นไร ก็ชักออกไป ก็ไม่เป็นไร ยิ่งชัด ยิ่งสบาย เรามีเกิน เรามีความสามารถก่อสร้างได้เกินจริงๆ โดยไม่ได้เอามาจากคนอื่น อธิบายนัย GDP ก็อธิบายต่างกัน ภาษาเดียวกันนะ เราก็อธิบายอย่างที่คุณเป็น อาตมาจึงกล้า และมั่นใจ อีกหน่อย นักเศรษฐศาสตร์ระดับ nobel prize จะต้องมาศึกษาอันนี้ ใครจะช่วยอาตมาสร้างเศรษฐกิจแบบนี้ เศรษฐศาสตร์แบบนี้ยกมือ สมณะบินบนว่า... คนคงสงสัยว่า ทำได้หรือ GDP แบบพ่อท่านว่า พ่อครูว่า... ก็มาพิสูจน์สิ เอาความรู้ เอาตำรา เอาทุกปริญญา ทุกความรู้ doctor 50 ความรู้ มาเลยเอามาตรวจเลย เอามาพิสูจน์เลย จริง อาตมาอาจจะพูดดูใหญ่ ดูโตมาก ก็ขออภัย เพราะอาตมามั่นใจจริงๆว่า สัจธรรมอันนี้ เป็นสัจธรรมที่มั่นใจจริงๆ เป็น AXiom เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรเปรียบเทียบ สุดยอด นัตถิอุปมา ถ้าจะเปรียบเทียบ จะพิสูจน์ก็เชิญ เอหิปัสสิโก คำว่าเอหิปัสสิโกของพระพุทธเจ้านี้ ไม่มีในภาษาอื่น ในภาษาอังกฤษ ภาษายุโรป ภาษาตะวันออกกลางก็แล้วแต่ แม้แต่ภาษาจีน เชิญให้มาพิสูจน์ ไม่ใช่ท้าทาย ให้มาพิสูจน์ แต่เชิญให้มาพิสูจน์ เป็นภาษาสุภาพ เอหิปัสสิโก เชิญมาพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง คือผู้นี้แหละ ผู้นั้น คนใดๆ เอหิภิกขุ บวชด้วยตัวเอง เป็นต้น มาเห็นเองสัมผัส แตะต้อง ยืนยัน คุณจะได้เชื่อตัวเอง คุณไม่ต้องเชื่อใครหรอก คุณจะเก่งเท่าไหนก็แล้วแต่ มาเลย มายืนยัน มาสัมผัสพิสูจน์ สัมผัสจริง มันจึงจะได้ของจริง สัมผัสอย่างยาวนาน สัมผัสอย่าง สัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ มีสัญญาเท่าไหร่ ก็เอาไปแทงทะลุ ตรวจสอบ เคล้าเคลียอารมณ์ ละเอียดถึงขั้นอารมณ์ คุณก็เคล้าเคลียอารมณ์ ทุกซอก ทุกเหลี่ยม ให้ละเอียดหมดเลย แล้วคุณจึงจะยืนยัน พิสูจน์ออกมา ยอมรับ ใช่ เป็นเช่นนี้หนอ คุณจะยอมรับอย่างนั้น อาตมาได้พูดได้อธิบายถึงลักษณะสมบูรณ์ หรือลักษณะสัมบูรณ์ ครบถ้วน บริบูรณ์กับสัมบูรณ์ ก็ต่างกัน เหมือนอาตมาแยก อาสวะกับอนุสัย ก็ได้อธิบายกันไปมากมาย ก็จะอธิบายกันอีก
ถ้าเผื่อว่าเราสามารถเข้าใจเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า เศรษฐศาสตร์บทนี้ ซึ่งพวกเราชาวอโศก ทำได้ถึงขั้น บวร ทำได้ถึงขั้นสังคมกลุ่มของมนุษย์ บ้านมี คนมี สถานที่ บ้านช่อง เรือนชานมี บุคคลมี อาหารมี สถานที่มี ธรรมะ ครบสัปปายะ 4 สถานที่ บุคคล ธรรมะ ก็โดยในคำว่าวัด ท่านไม่ยึดสถานที่ เป็นตัวตน เป็นของเรา เป็นสมณะพราหมณ์ ให้อาศัยน้อยอย่างไรก็ได้ ให้ที่เป็นหลักแหล่งก็เอา ไม่ให้ที่เป็นหลักแหล่งก็อยู่ไปตามจรไป วันนี้ถูกพัดไปทางนี้ วันพรุ่งนี้ถูกพัดไปทางอื่น ก็ไป ไม่ถูกพัด ก็อยู่ตรงนี้ เหมือนวัตถุที่ถูกพัดพาไป อยู่ที่นี่ ก็เป็นทิพย์ ทำงานที่ไหนก็เป็นทิพย์ นอนที่ไหนก็เป็นทิพย์ นั่งที่ไหน ก็เป็นทิพย์ ไม่ทำความเดือดร้อน ทั้งตัวเอง และผู้อื่น เป็นความบริบูรณ์ เต็มรอบ บริ แปลว่า รอบ บูรณะ เรียกว่าเต็มรอบ สัมบูรณ์ คือเต็มอย่างสงบ สมะ แปลว่าสงบ แปลว่านิ่ง แปลว่าอยู่กับที่ static เป็น constant แล้วเที่ยงแท้ แน่นอน แน่วแน่ ไม่เปลี่ยนแปลงเสมอ ถ้าบริบูรณ์นี้ เต็มอย่างมีอะไรรอบๆ ถ้าจะกลับให้บริบูรณ์ แข็งแรงกว่า สัมบูรณ์ก็ได้ สัมบูรณ์อยู่นิ่ง แต่ว่า บริบูรณ์นี้มีตัววิ่งรอบไปได้ดีกว่า แต่ถ้าจะอธิบายสัมบูรณ์ ยิ่งกว่าบริบูรณ์ก็ได้ เพราะจะเนียนใน แน่นใน เต็มกว่า สมะ คือเสมอๆ เป็นอยู่อย่างนั้น มีการเคลื่อนอยู่ด้วย เคลื่อนแล้ว ไม่มีตกต่ำ ไม่มีสูญเสีย มีแต่ความก้าวหน้า มีแต่ความเจริญ มันก็จะยิ่งเกิดมวลก้าวหน้า มาเติมให้แก่ต้นฐาน ต้นทุน เติมให้เรื่อยๆไป มาพูดถึงรายละเอียดของการเมืองปัจจุบัน ขณะนี้คนไทยมีทั้งเลือด และวิญญาณ เป็นพุทธแท้ เป็นโลกุตระ แม้ว่าชาวอโศกที่เป็นตัวแกน จากแกนนี้ เช่นพรรคเพื่อฟ้าดิน ไม่ไปสมัคร ไม่ไปลงสนาม แต่ไม่ได้บอกว่า ชาวอโศก จะปล่อยปละละเลย ให้เขาปู้ยี่ปู้ยำการเมืองนะ ยังเอางานเอาการ เอาเรื่องอยู่นะ อย่าให้มีเรื่องนะ ถ้ามีเรื่อง ก็มีเรื่องนะ ถ้าไม่มีเรื่อง เราก็ไม่มีเรื่อง เราก็สงบได้ แต่ถ้ามีเรื่อง มีเรื่องแน่ อย่านึกว่า เราเอาเรื่องไม่ได้นะ เราอิสรเสรีภาพ มีสิทธิมนุษยชน ไม่ผิดกฏหมาย วัฒนธรรม แต่วัฒนธรรมอาจจะใหม่สำหรับคุณ เดี๋ยวนี้ มีวัฒนธรรมใหม่นะ ให้ลืมตาอ้าปากกันบ้าง การเมืองตอนนี้ กำลังพัฒนาการ มีบูรณาการ มีอัตราก้าวหน้าดีขึ้น สูงขึ้น เรื่อยๆ อาตมาไม่กังวล ไม่กลัว อาตมายังแข็งแรงอยู่ แล้วจะไม่ปล่อย ยังจับตาอยู่ และบอกแล้ว ยังเอาเรื่องอยู่นะ อย่ามีเรื่องเชียวนะ แม้จะบอกว่าอโศกน้อย แต่เอาเถอะ คุณใหญ่ แต่เราแน่นนะ แกนกัมมันตภาพรังสีมันแรง และมีฤทธิ์ แต่ไม่ร้าย ไม่ใช้คำว่าร้าย พลังงานกัมมันตภาพรังสีมันแรงนะ เราก็พิสูจน์ตัวเองว่า เราใช้อย่างบุญญาวุธ ธรรมาวุธ หลายนัย หลายลีลา อย่างที่อาตมาพูดชัดๆคือ เอาความสงบไปสู้ ไม่ใช้อาวุธ ตามกฏหมายสากลของโลก เรียกว่าไปสู้หรือ protest สู้อย่างสันติ สู้อย่างสงบ และมีพลังงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ง่าย มีพลังที่สุดยอด เนียนใน จนสำเร็จ อย่างเราไปสู้ ไปลงสนามรบ โดยไปสู้กันตั้งแต่พรรคชื่อว่า พรรคของทักษิณ เสร็จแล้วเขาเอง เขาทำตัวเอง มาบริหารเอง จัดการ มา activity ทำตัวเองไป ทั้งที่ติดคุกแค่สองปีไม่เอา หนีไปแล้วชักใย เอาตัวแทนข้างใน เอาสมชายมา เราก็ไปแสดงบทบาทสมชาย เอาความสงบให้สมัครเงิบไป สมชายก็เงิบไป ยิ่งลักษณ์ก็เงิบ เราละเว้นไปคนหนึ่ง ที่จริง 5 รัฐบาล ทักษิณ สมัคร สมชาย 4 ไม่ต้องพูด 5 ยิ่งลักษณ์ เราตรวจประวัติศาสตร์ได้ เราเอาอาวุธความสงบทั้งนั้น ส่วนมันจะมีรุนแรง ใช้อาวุธ ถึงตาย มันไม่ใช่เราเลย ไม่ใช่ชาวอโศกเลย มันมีพวกแฝงตัวมา ปลอมเป็นชาวอโศก แล้วมาผลิตลูกระเบิดปิงปอง มานิดหน่อย แต่นอกนั้นเป็นพวกคุณทำแรงทั้งนั้น จนมีคนเจ็บ คนตาย เรามีแต่ปาก จะบอกว่าหอก ก็มีแต่ปาก พูดแรง ดัง หนัก พูดสัจจะความจริง ชัดๆๆ มุขสตี มีอาวุธเท่านี้ กับความสงบแล้วก็ยอม จะฆ่าก็ตายเราไม่สู้ นี่คือ คุณสมบัติ อันประเสริฐ พิเศษ ของมนุษยชาติ ที่เราจะมีความรู้ความจริง มีพฤติกรรมอย่างนี้ มีความสามารถอย่างนี้ นำพาสังคมมนุษยชาติไปได้เรื่อยๆ ผู้ที่จะมาทำงานกับประชาชน ที่เรียกว่ามาเป็นนักบริหาร มาเป็นนักการเมือง ก็เอาเลยเชิญ จะต้องทำตนให้ดีงาม เราเองก็ขอยืนยันว่า เราเป็นนักการเมือง เท่ากับคุณ แต่เราเอง ไม่ไปเอาสนามรัฐสภา เราเอาสนามประชาชน เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ในสนามรัฐสภา คุณมีคู่แข่ง มีคนแย่ง มีสนามรบในสภา แต่ประชาชน เราไม่มีสนามรบ เราไม่รบ เป็นมวลประชาชนที่พร้อม พวกคุณอยู่ในสนามการเมืองนั้น รบกัน แก่งแย่งกัน ทะเลาะกัน คุณไม่หยุด แต่เราประชาชน เรามีมวลแน่นปึก แผ่นที่หยุดแล้ว ส่วนมวลคนนอกนั้น อยู่ในสนาม นอกสนาม เหมือนไม่ไกลกัน แต่เป็นสนามนอกกรอบ เข้ามาในนี้ยาก เข้ามาจะขับออก ไม่รวม แต่คนที่จะมารวมกัน เข้าสู่ใจกลางความแน่น มันเป็นลักษณะอย่างนี้ จึงแน่น แข็งแรง แม้จะดูไม่ใหญ่ แต่มีฤทธิ์มากกว่า พวกที่ดูใหญ่ แต่รวมไม่ติด ของเราเป็นพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่น พลังงาน nuclear Fusion นั้นมี nuclear Fission ในตัวเอง แต่พลังงาน nuclear Fission นั้นไม่มีพลังงานในตัวเอง มีแต่กระจายไป มีแต่องศาที่ออกไป มันไม่มีทิศทางโค้ง มันเป็นทิศทางตรง หากโค้งมาก ก็มาหาแก่นได้แน่นแข็ง มาพูดถึงคณะนักการเมืองตอนนี้ พอประกาศอาตมาจะตามดูพรรค 40 กว่าพรรค แล้วจะพยายามรู้จัก ใครหัวหน้าพรรคบ้าง ใครที่อาตมาไม่รู้จัก อาตมาก็จะพยายามรู้จัก เลขาพรรค กรรมการสำคัญของพรรคไหน เราก็จะรู้ เพราะว่าทุกวันนี้ เทคโนโลยี Hacker มันเก่งมากแล้ว อาตมาไม่เป็นแฮกเกอร์นะ แต่อาศัยเขา มันอดไม่ได้หรอก มันก็ต้องเอาออกมา เอามาแชร์กันแน่นอน ไม่ต้องห่วงหรอก เท่าที่แค่เปิดเผยได้ ก็เหลือกินแล้ว พวกสื่อสาร ก็แงะเอามาด้วย อาตมาสบาย มีคนงานไม่ต้องจ้างอีกเยอะ สรุปแล้ว แต่ละพรรคการเมือง ขออภัย อาตมาไม่ได้ดูถูก เอาให้ดีก็แล้วกัน ถ้าดีและสอดคล้องกัน ไปในทิศทางที่ตรงสัจจะ จะมาหาทิศทางที่เป็นหนึ่งเดียว เพราะสัจจะมีหนึ่งเดียว เพราะถ้าไม่เป็นสัจจะ จะไม่เป็นหนึ่งเดียว มีแต่จะแยกออก นี่เป็นธรรมะ เป็นสัจจะ ถ้าอาตมาเป็นแกนของสัจจะ มันต้องมีหนึ่งเดียว ใช่ไหม คนอื่นมีภูมิปัญญา ก็จะรู้ อาตมาก็ไม่ต้องออกไป จะ connect มาเอง เพราะทุกอย่าง relative สัมพันธ์กันทั้งหมด ในมหาจักรวาลนี้ เพราะฉะนั้น คนไหนที่สามารถ deal ได้ connect ได้ มันก็จะเชื่อมเป็นหนึ่งเดียว มันจะเข้ามาเอง อาตมาเองก็พร้อม เตรียมเหนื่อยอยู่เหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร เหนื่อยเพื่อมนุษยชาติ เหนื่อยเพื่อประเทศชาติ ก็ให้มันเป็นสิ่งที่ดีก็แล้วกัน ก็ไม่มีปัญหา อาตมาก็ขอสรุปว่า ยินดีต้อนรับพรรคการเมือง แต่ทุกพรรคการเมือง ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ดี ว่าคุณเองต่างคนต่างเอาของสากล คือ คำว่า ศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียง แต่คำว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ยังน้อยรายมาก เพราะภาษาไทยมันชัด เขายังไม่กล้าหาญ อาสโภ มาก ก็เลยไม่กล้า จะมีกี่ราย ที่กล้าหาญ ขาดทุนของเรา เราขาดทุนจริงๆ เราเป็นคนได้การขาดทุน เราไม่เอากำไร ใครจะกล้าอย่างนั้น ก็เชิญ ถ้าเผื่อว่าเขากล้าพูดและทำ เขาจะถูกจับตา คุณกล้าพูดแล้ว ทำถูกไหม ขาดทุนของเราคือกำไร คุณทำถูกไหม พูดไปแล้ว มันเป็นนายเรานะ คำพูดมันเป็นนายเรานะ ถ้าทำไม่ได้จริงตามพูด ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เสียประโยชน์ด้วย มันก็จริง ความจริงที่กล่าวนี้ คนเราขาดทุนมันไม่ตายหรอก เพราะว่าตัวเรานี้ทรัพย์เยอะ ทรัพย์ในตัวเราคือ...ทั้งปัญญา ความขยัน ความรู้ กับความสามารถ หรือปัญญา กับความขยัน คือทรัพย์ของเรา ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ไหม้ร่างได้ แต่ไหม้ความขยัน กับปัญญาไม่ได้ ถ้าเป็นความขยัน และปัญญาที่เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) มีคุณสมบัติเป็น Axiom แล้วจะเป็นอย่างนั้นนิรันดร ไม่มีอะไรแปรเปลี่ยน หรือหักล้างได้ ไม่ว่ามุมเหลี่ยมไหน มันครบหมดเลย มันเป็นสิ่งที่แท้จริงแล้ว สุดยอดแล้ว ทั้ง ultimate และ absolute สูงสุดครบ คนที่ยังไม่สุดยอด ก็มาสะสม มาพัฒนา อาตมาก็พร้อมที่จะสนับสนุน สิ่งที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นทิศทางเดียวกัน สนับสนุนให้เกิดมวลที่แน่น เป็นหนึ่งเดียว มากยิ่งขึ้น อาตมามั่นใจว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีการเมือง ที่จะเป็นตัวอย่างให้แก่โลก การเมืองนั้นคือ การเมือง ประชาธิปไตยสองขา ประชาธิปไตยที่ทั่วโลก ตอนนี้กำลังยอมรับว่าดีที่สุด กว่าทุกๆระบอบ ยังไม่มีใครกล้าหาระบอบที่มีชื่อใหม่ มาสู้ระบอบประชาธิปไตยยังไม่มี เราก็ยืนยันว่าประชาธิปไตย อเมริกาก็ยืนยันว่าประชาธิปไตย แม้แต่จีนกับรัสเซีย จะไม่พูดเต็มปากว่าประชาธิปไตย เขาก็คือพฤติกรรมแฝง แม้จะเอาจากของ เหมาเจอตุง แต่เป็นลัทธิประยุกต์ ไม่ใช่คอมมิวนิสต์แท้แล้ว เหลือ เกาหลีเหนือ ลัทธิแท้ เหลือเกาหลีเหนือ แม้แต่สแกนดิเนเวีย ก็ไม่ใช่คอมมิวนิสต์แท้ เลื่อนมาเรียกตัวเองว่าสังคมนิยม สังคมนิยมก็คือประชาธิปไตยนั่นแหละ คอมมิวนิสต์แกนใหญ่ ขยายจากคนเดียว สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นหลายคน แล้วก็มีน้อยคน จะได้ไม่เรื่องมาก แต่ถ้าขยายหลายคนได้มากก็ดี ถ้าทำได้ แต่หลายคนมาก ไม่ไหว ก็เลยจำเป็นต้องจำกัด คณะที่บริหารแท้ๆ ไม่ฟังเสียงคนอื่น เอาคณะพวกเขา ที่เป็นคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์เป็นหลัก เพราะฉะนั้นจึงมีอำนาจ อิทธิพล ไม่ใช่อำนาจของประชาชน แล้วประชาชนมา บวกลบคูณหาร แล้วเอาคะแนนเสียงส่วนมาก เป็นการตัดสิน เขาไม่ใช้ เขาใช้คะแนนในคณะของเขาเป็นใหญ่ คะแนนประชาชน เขาไม่ฟังเสียง ไม่คิดด้วย เขาเป็นนักบริหารประชาชน บงการประชาชน ต่อให้เขาเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ไม่เห็นแก่ตัวสักนิดก็ตาม มันก็เป็นแบบ Command หรือเป็นแบบคอมมิวนิสต์ ยังมีตัวกู ของกู ประชาธิปไตย จึงเอาคะแนนของประชาชนหมู่ใหญ่ มาเป็นอำนาจแทนคนเดียว หรือหมู่เดียว คนที่รู้อันนี้แล้ว แม้ว่าตนเองจะเป็นผู้ที่เขายอมรับ นับถือ เขายกให้ ทุกคนยกให้ เหมือนมีอาญาสิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ แต่ผู้ที่เป็นนักประชาธิปไตยแล้ว จะไม่ใช้ ถ้าจะใช้ ก็ใช้อย่างจำเป็น หรือสำคัญ อย่างนุ่มนวล อย่างที่เรียกว่าสุภาพ เรียบร้อยมาก ซึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์นั้น ตัวเองจะไม่ตัดสิน ให้ประชาชนตัดสิน ให้ประชาชนเป็นใหญ่ จะคิดอย่างนี้ ตลอดเวลา เมืองไทยก็ยืนยันมา ทำงานมา ก็ขออภัย ที่จะพูดเข้าหาตัวเองมากขึ้นหน่อย เพื่อความเข้าใจ ที่จะได้ชัดเจน ถ้าอคติ ถือสาอาตมา ก็ควรปล่อยวางบ้าง อย่าหาว่าอาตมาอวดตัว แต่กำลังขยายความจริงให้ฟัง อย่างเช่น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้ทรงงานอภิบาล บริหารประเทศมาด้วยภูมิธรรมของท่าน ด้วยความเป็นตัวท่าน ผ่านไป 70 ปี ทุกคนได้รับซับทราบ บันทึกไว้ในสมอง ในตัวหนังสือ ในตำรา ที่จริงอาตมาก็มาทำงานกับประชาชนเหมือนกัน แม้ว่าอาตมาจะเสียเวลา อยู่ทางโลกถึง 36 ปี อาตมาก็ไม่ได้ทำงานโลกีย์จัดจ้าน เป็นบารมี อาตมาทำได้พอสมควร จนออกมาทำงานธรรมะเต็มที่ ถ้านับอายุก็ 84 ปี จะอีกไม่กี่เดือน ถ้านับอายุ แต่มาทำงานอายุ 36 มาออกบวช เอา 36 ลบ 84 เหลือเท่าไหร่ ก็เหลือ 48 ปี ก็ได้เท่านี้ เห็นผลอย่างนี้ เป็นผลทางโลกุตระ ที่เป็น อาริยะ อีกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ อริยะ หรืออารยะ ที่เขาเป็น อริยะ นี้ทางศาสนาพุทธ เขาเรียกทางนามธรรมเก่ง หมายถึงจิต แต่ อารยะ หมายถึงองค์รวมภายนอก ที่เป็นทางวัตถุ ถ้าจะมาเป็นทั้งสองอย่าง เป็นอริยะ เหมือนพระกรรมฐานพระป่าได้ แต่ว่าพระบ้าน อารยะนี้ เป็นพระเมือง ไม่ได้มีคุณสมบัติทางจิตอะไรนะ ก็ไม่ได้ ดูถูกดูแคลน มันเป็นจริงเช่นนั้น ก็เอามาเป็นข้อมูล เป็นตัวละคร ในการศึกษาเท่านั้นเอง อาตมาก็ขอบคุณ ก็ขออภัยที่เอามาเป็นการศึกษา ต้องขอภัยที่ต้องเอาของในหลวงมายกตัวอย่าง แล้วก็จะยกตัวอย่างของอาตมาบ้าง ในหลวงทรงพระจริยวัตร อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัด และเด่น พฤติกรรม และพระจริยวัตรของพระองค์ ก็ทำจริงกับประชาชน ส่วนอาตมานั้น ท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive