360803 เจาะหัวใจพุทธ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์419 KB
วันที่แก้ไข8 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

เจาะหัวใจพุทธ ตอน 6/file:3960b.tap&TIS) เพราะเขาเอามา แม้จะแปรตัวเป็นธนบัตร เป็นเงิน เป็นแบงก์โน้ตแลกเปลี่ยน เข้ามา เขาเอาคืนจริงๆ เพราะมันเป็นค่าที่แม้จะไปแทนตัวในแบงก์โน้ต นี่เขา เอาคืนมาจริงๆ เป็นวัตถุด้วยซ้ำ แต่ฟังแล้ว มันเหมือนตัวแทนสิ่งแทนเฉยๆ แต่ใน โลกนี้ มันแทนกันไปหมดเลยทั้งโลก มันทดแทนไปหมดเลย เพราะฉะนั้น ค่านั้นลบจริงๆ ค่านั้นถูกลบจริงๆ อย่าว่าแต่นามธรรมเลย ที่เราพูดกันนี่นามธรรมพวกคุณเข้าใจแล้ว แต่ในโลกน่ะ รูปธรรมด้วยจริงๆใช่ไหม เขาเอาคืนมาจริงๆ เขาเอาค่าแรงงาน เขาเอาค่าความรู้ เขาเอาค่าวัตถุที่ เขาให้ไปอะไร แต่เขาเอาคืนมา คนไหนที่เขาขยันหมั่นเพียรนะ แล้วเขาสามารถ มาก มีสมรรถนะ มีสมรรถภาพสูง เขาทำมากจริงๆนะ แล้วเขาได้มากจริงๆนะ นอกจากได้มาจริงๆ แล้วยังมีกลวิธีที่เอาเปรียบ สร้างอัตราฉ้อฉลที่เขาได้มากกว่า ปกติด้วยซ้ำ ดูดเอามาให้แก่ตัวเองมาก แล้วมากจริงๆด้วย เขาเอาจริงๆเลยนะ คุณฟังความนี้ให้ดีๆนะ ที่อาตมาพูดนี่ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เอา เขาทำอยู่จริงๆ เพราะฉะนั้น เขาเอาจริงๆ เอาคืนมาจริงๆ แล้วเขาก็มาร่ำรวย ไม่ต้องเอาใคร หรอก อาตมามองในแง่ร้ายอันนี้นะ ฟังความอาตมาพูดนี่ ว่าเป็นแง่ร้ายด้วยนะ เช่น ไมเคิล แจ็กสัน เขาได้ค่าตัวเขา เมืองไทยเขาคิดแค่ 30 ล้านนะ ค่าตัว ของเขามาเที่ยวนี้เขาคิดค่าตัวเขา 30 ล้าน โดยกลวิธีฉ้อฉล เขาไม่ได้ใช้ 30 ล้านนี้เป็นการเสียสละ กระจายออกนะ นี่เป็นสิทธิส่วนตัวของเขาเลย เขาเอา ไป 30 ล้าน ค่าภาษี ค่าอะไรคนอื่นจ่ายให้หมดนะ ค่าที่จะทำลงไปในมูลนิธิ ใน อะไรต่ออะไร ในการที่เขาจะเสียสละการกุศลในตัวนี้ ผู้จัดเสียให้หมด 30 ล้าน นี่ เอาไปสดๆ ถ้าคิดรวมกันจริงๆแล้ว ส่วนได้เขาจริงๆ ก็ไม่ใช่ 30 ล้าน ค่า ภาษีก็ต้องบวกให้แก่เข

อ่านต่อ

า ใช่ไหม เพราะพวกเรานี่ได้มานี่ อย่างนี้ทุกวันนี้ได้มาแล้ว เอาไปเสียภาษี ก็คือเราควักเนื้อของเราเอาไปเสียภาษี หรือเราจะไปทำบุญทำ กุศล เขาได้หน้านะ ได้หน้า ได้บุญ ได้กุศลนะ ว่าข้าทำบุญกุศล ทำการกุศล นั่นๆนี่ๆ เสียสละ นั่นนี่ ให้ไอ้นั่นไอ้นี่ ซึ่งผู้จัดเป็นคนจ่ายนั้นก็ตาม ก็เป็นของเขา ที่เขาต้องคิดเป็นของเขา แต่มันเป็นแบบฉ้อฉลอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้น รวมแล้ว ถ้าอันนี้เขาลงทุนเท่าไหร่ ถ้าของเราทำกิจการ นี้เอง กิจการของคุณ คุณต้องลงทุนหมด ต้องจ้างค่านู่นค่านี่ ค่าเดะดะรายทาง อะไร เพราะฉะนั้น ทุนทั้งหมดรวมแล้ว นั่นคือส่วนของเขาทั้งนั้นเพราะฉะนั้น ถ้า การลงทุนคราวนี้ เขาบอกว่าเขาลงทุน 50 ล้าน ขาดทุน 10 ล้าน เขาว่างั้นนะ ก็แสดงว่านายคนนี้จะต้องได้ไป 60 ล้าน ใช่ไหม 30 ล้านนี่ เขาเอาไป แล้วเขาลงทุน 50 ล้าน เขาบอกเขาขาดทุน อีก 10 ล้าน 10 ล้านน่ะ มันจะ เป็นตัวที่เขาเอาไป แล้วเขาลงทุน 50 ล้าน 10 ล้านเป็นตัวซับซ้อนก็คือ เขาลง ทุนไป 50 ล้าน แล้วเขาควักกระเป๋าออกมาอีก 10 ล้าน ใช่ไหม เป็น 60 ล้าน เป็นภาวะซับซ้อนที่จากคนหมุนเวียนมา ซับซ้อนกันไปซับซ้อนกันมา แล้วมันก็ เหลือ 10 ล้าน นี่ อาตมาพูดลัดๆนะ เพราะฉะนั้น เงินควักกระเป๋าเขามาจริง 50 ล้าน ลงทุนลงไป ที่จริง คนที่ลงทุนนั้นน่ะขาดทุนไม่ใช่ 10 ล้านหรอก เขาขาดทุน 50 ล้าน เขาจากคนอื่นนี่ อีก 10 ล้าน รวมแล้วนายไมเคิล แจ็กสัน จะต้องได้หมดๆ 60 ล้าน เพราะ นอกนั้น เขาต้องจ่าย เพราะเป็นงานของเขา เป็นกิจของเขา เขาจะจ่ายแก่ลูก น้อง เขาจะจ่ายแก่ใคร เขาจะจ่ายลงทุนไปในเรื่องค่าวัสดุสูญเสีย ค่าโน่นค่านี่ ค่าอะไรก็ตามใจเถอะ ในที่สุด คิดค่าเสื่อมของวัสดุที่เขาขนมา อะไรก็ตาม พวกนี้ มันซ้อนแทรกอยู่ ไม่ได้ลงทุนเป็นตัวเงินในขณะนี้ แต่เครื่องมือ เครื่องไม้ของเขา เอามาใช้ แล้วเขาก็หอบกลับบ้านของเขา เขาซื้อไว้ตั้งเท่าไหร่ไม่รู้แต่ก่อนนี้ แต่ มาใช้ตอนนี้ ค่าเสื่อมอะไร มันเขาก็คิดก็หักใช่ไหม นั่นแหละพวกนั้นน่ะ มันซ้อนๆ อยู่ใน 10 ล้าน อะไรพวกนั้นน่ะ สรุปแล้ว ทั้งหมดก็คือ 60 ล้าน หมุนไปหมุนมา ซ้อนไป ซับซ้อนไป ซับซ้อนมา 60 ล้าน เขาเอาไป 60 ล้าน นี่คือความฉ้อฉล แต่พวกเขาบอกเขา ได้ 60 ล้านเอง เพียวๆ ตัวนายนี่ เอาไป 30 ล้าน แล้วเขาเอาไปจริงๆนะ ผลาญไปอีก 30 ผลาญทำลายลงไป 30 นั่นน่ะ สูญเสียไปแล้ว ไอ้ที่เหลืออยู่ที่ 30 แต่คือกิจการของนายคนนี้แหละ กิจการอันนี้แหละ นี่เอาตัวเลขมาพูดให้ฟังเท่านั้น จริงๆมันจะเท่าไหร่ ก็แล้วแต่เถอะนะ สมมุติจริงๆมันก็คงไม่เป็นตัวเลขอย่างที่ว่านี่เพียวๆอย่างนี้หรอก มันจะมีซับซ้อนมาก น้อยกว่านี้ มันจริงๆ มันก็เป็นจริงตามที่ว่านั่นแหละ ถึงอย่างไรก็ตาม จะมาก กว่านี้หรือจะน้อยกว่านี้ก็ตาม ก็คือลักษณะอย่างนี้แหละ แล้วเขาเอา ผลาญไปก็คือ ผลาญไปจริงๆ สลายไปก็คงหมดไปแล้ว สมมุติว่าไมโครโฟนตัวนี้ ซื้อมาสองแสน เขาเอามาใช้ มันก็ต้องเกิดความเสื่อม เขาก็คิดค่าเสื่อมใช่ไหม ราคาซื้อมาสอง แสนนั้น มันคิดค่าเสื่อมไปแล้ว เขาว่าไอ้ไมโครโฟนตัวสำคัญๆของดาราใหญ่ๆ ของเอลวิส นี่ตัวหนึ่งเป็นล้านนะ ไม่ใช่แสนนะ ตัวหนึ่งเป็นล้านนะ เพราะฉะนั้น ค่าเสื่อมมันก็ต้องมากด้วย เสื่อมไปด้วย มันก็สูญเสียไปแล้ว ค่าเสื่อม ปฏิกิริยาของ วัตถุ เมื่อใช้งาน มันก็เสื่อมไปแล้ว เช่น สมมติว่าหลอดไฟหลอดนี้ใช้ได้ 50 ชั่วโมง ใช้ไป 2 ชั่วโมง ก็ลดไปแล้ว เสื่อมไปแล้ว 2 ชั่วโมง คุณใช้ไปนี่ มันก็เสื่อม ก็คิดค่าเสื่อม เดี๋ยวมันก็หมดอายุมัน คนมันคิดละเอียดหมดน่ะ อย่างนี้ มันคิดทันหมด แล้วก็จริงๆด้วย มันก็ผลาญไปแล้ว ทำลายไปแล้ว คิดเป็นตัวเงิน ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ อยู่ใน 60 ล้านนั้น อะไรอย่างนี้เป็นต้นนะ สูญไป จ่ายไป เขาได้ไปหมดแล้ว ถ้าจะพูดว่ามันสลายไปก็ตาม เป็นกิจการของคุณคนนี้ ของนายคน นี้ นายคนนี้นั่นล่ะเป็นคนใช้ จะใช้กับอะไรก็แล้วแต่ แต่เป็นองค์ประกอบที่อันนี้ ใช้ลงทุนไป อย่างนี้เป็นอันนี้ไป เขาได้ไปจริงๆอีก 30 ล้าน ทำลายไป 60 ล้าน กิจการใหญ่ขนาดไหนก็ยิ่งทำลายมากขนาดนั้น แล้วเขาเอาจริงๆ เขาได้เพียวๆ บริสุทธิ์ไป 30 ล้าน นอกนั้นก็คือ กิจการของเขา ที่เขาทำลายลงไปในสังคมอีก 30 ล้าน 60 ล้าน มันสูญเสียลงไปในโลกนี้ เห็นไหมว่า มันเอาจริงๆ ทีนี้เราเองเราไม่เอาจริงๆ เราทำ เราขยัน เราสร้าง เรามีผลผลิต ยิ่งเป็นผลผลิตจริงๆ เราก็ได้ให้จริงๆ เราไม่เอาแลกกลับคืนมา แม้แต่ตัว เงิน ก็ไม่มีในส่วนที่เหมือนกับ 30 ล้านนั้นก็ไม่มี ส่วนค่าสูญเสียอะไรต่ออะไรขึ้น ไป มันก็เป็นการกอบก่อที่ประกอบการสร้างนี้ สร้างนี้ไปให้คุณจริงๆ เราไม่ได้ เอามาเป็นเราเลย เพราะมันไม่ได้มี 30 ล้านนี้มาที่เรา เราได้ให้พวกคุณหมดเลย มันได้ให้จริงๆเลยนะ อาตมาพูดนี่ มันเป็นการพูดยกตัวอย่างอย่างหยาบๆ ความจริงมันซับซ้อนใน นามธรรมมากกว่านี้ ในเรื่องของจิตวิญญาณนี่ มันยิ่งใหญ่ มันบริสุทธิ์สะอาด มันไม่ เกิดการแย่งชิง มันไม่เกิดการยึดถือ มันไม่เกิดการเอาเป็นของตัวของตนอย่าง ซับซ้อน ที่มีค่าเรียกว่าบุญ ราคาของบุญ หรือค่าของบุญที่สูงกว่ากัน ถ้าด้านโลกเขา เอา ด้านธรรมะให้บริสุทธ์ ด้านโลกเขาเอาสมใจ ชื่นใจ บริสุทธิ์ ราคาของ ความชื่นใจ ที่เขาได้สมใจนี่นะ มันก็คือราคา เป็นสวรรค์ ราคาชื่นใจ ที่ได้สมใจ ราคาที่เราตั้งใจไว้ เราจะต้องได้ 30 ล้านนะ ทีนี้ลงมือทำไปแล้ว มันไม่ได้ 30 ล้าน มันได้ 15 ล้าน มันน้อยกว่าอุปาทานที่ตั้งใจ หรือน้อยกว่าตัณหาที่ต้องการ ไปถึง 15 ล้านครึ่งหนึ่ง เขาได้มาครึ่งหนึ่ง มันไม่ได้ดังใจ เขาก็สูญเสียแคลอรี่ ที่เขาไม่สมใจ เป็นนรก จ่ายแคลอรี่ฟรีไป เป็นนรก จ่ายนี่คือการจ่ายในโลก ฟังแล้วมันจะเข้าใจกันได้แค่ไหนไม่รู้นะ จ่ายแล้วฟรีๆ จ่ายอย่างไม่ชอบใจ จริงๆ แล้วถ้าเขาไม่มีนรก มันก็ไม่ต้องจ่าย ใช่ไหม ได้สิบห้าก็สิบห้า เฉย ๆ ไม่ต้องจ่ายแคลอรี่ แคลอรี่นั้นก็ไม่ต้องเสียไปจากคนๆหนึ่ง ที่จะเอาแคลอรี่นั้นมาทำ ประโยชน์อะไรก็ได้ ที่เป็นคุณค่า แต่นี่เสียไปแล้ว เสียเพราะความโง่ของตัวเอง ว่า ฉันไม่สมใจ เอ้า ทีนี้ นายคนนี้เจตนาได้ 30 ล้าน ได้จริงๆสมใจ สวรรค์ จ่ายแคลอรี่ อีกเหมือนกัน เหมือนกับไอ้ที่เสียใจไม่ได้สมใจนั่นแหละ อะไรจะมาก จะแรง จะ น้อย ก็แล้วแต่ เสียใจมากก็จ่ายแคลอรี่มาก ถ้าไม่ได้สมใจนะ ถ้าได้สมใจมาก ชื่นใจมาก ก็ได้จ่ายแคลอรี่มาก แคลอรี่นี่ จ่ายออกไปเหมือนกัน ดีใจก็จ่ายออกไป เสียใจก็จ่ายออกไป ถ้าเรารู้ว่าในโลกนี้ แคลอรี่ก็คือคุณค่า ที่มนุษย์นี่หรือกลไกนี่ สร้างแคลอรี่ สังเคราะห์แคลอรี่ขึ้นมา เอามาใช้ประโยชน์ แต่นี่ประโยชน์ไม่ได้ เกิดเลย เกิดจากปฏิกิริยาสปาร์ค เสียใจ สปาร์ค เป็นสุขเป็นทุกข์ พวกนี้ถ้าเรา เข้าใจอย่างที่อาตมาเข้าใจ พวกนี้ก็คือค่า คือราคา แคลอรี่ของคนที่มีสมรรถภาพ เอามาไว้เสียใจ มาไว้ดีใจอย่างนี้ มันก็คือราคาของแคลอรี่ คนนี้มีสมรรถภาพใช้ แคลอรี่อันนี้ไปสร้างอันนี้ได้ เพราะเขามีสมรรถภาพ เขามีฝีมือ เขามีความ สามารถนะ แล้วเอามาจ่ายเสียใจบ้างดีใจบ้างนี่ ราคามันก็แพง เห็นการเซฟ หรือยัง ฟังออกไหม นี่แค่นี้ก็เป็นราคาบุญ ราคาบาปได้ เพราะฉะนั้น มีนรก มีสวรรค์อยู่ จ่ายฟรีเยอะ ใครยิ่งขี้โกรธ ยิ่งขี้โลภ สมใจมากๆ คิดดูซิว่า จ่ายอยู่เท่าไหร่ จ่ายจริงๆนะ ไม่ใช่อาตมาพูดนี่ไม่มีจริง ไม่มีจริงน่ะ จ่ายจริงๆ นี่ใครฟังเชื่อไหม เข้าใจไหม จ่ายจริงหรือเปล่า แล้ว คิดดูซิว่า คนในโลกนี้ กี่ล้าน แล้วมันจ่ายอยู่เท่าไหร่ มันไม่รู้จักสุขจักทุกข์หรอก มัน ไม่รู้จักทำลายแคลอรี่ แล้วคนมันทำลายแคลอรี่หนึ่งเท่าไหร่ คิดออกไหม เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องดีใจ ไม่ต้องสุข ไม่ต้องทุกข์ สร้างสรรไป แล้วแทนที่จะไปรั่วซึมในการดีใจ เอาไปรั่วซึมในการเสียใจนั้น เอา แคลอรี่นั้นมาสร้าง ยิ่งเรามีสมรรถภาพสร้างๆๆๆ เราเป็นผู้ให้เท่าไหร่ในโลก เราเป็นผู้ให้เท่าไหร่ นี่ วันนี้เจาะลึกอะไรขึ้นมาถึงขนาดนี้ ฟังความแล้ว อาตมาว่าต่อๆไป ยังจะ มีควักลิ้นชักออกมาลึกเข้าไปได้กว่านี้ได้เรื่อย ปฏิภาณของอาตมาบางทีมันก็ยังไม่ขึ้น มันยังไม่ไว ปฏิภาณมันจะมาเรื่อยๆ แล้วก็จะเหมือนกับชักเพชรออกมาให้พวกเรา ได้ฟังได้รู้ เพราะฉะนั้น อัตตานี่นะ เมื่อเราไม่เสพกาม เราก็ไม่ต้องมีตัวสปาร์ค เราก็ไม่ต้องมีตัวสุขตัวทุกข์ มันก็เหลือในตัวเรา เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าเราได้ สร้างสรร เราได้ให้ เราได้ทำจ่าย แคลอรี่พวกนี้หรือพลังงานพวกนี้ มันก็อยู่ มันก็ได้สร้างสรร เมื่อเราทำดีแล้ว เราได้ให้เขาแล้ว เสร็จแล้วเราก็เกิดปีติ ตัว นี้ไม่ใช่กามแล้วนะ ปีติตัวนี้เป็นอัตตามานะฟูใจ ฟูใจก็จ่ายแคลอรี่ หรือเราทำแล้ว เราให้แก่เขา เราต้องการสรรเสริญ ต้องการการตอบแทน เขาต้องยกย่อง สรรเสริญ เขาต้องจำบุญจำคุณเราได้ ต้องระลึกถึงบุญคุณ เขาไม่ตอบแทนบุญคุณ ไม่สรรเสริญ ไม่กตัญญูกตเวที ถ้าเขากตัญญูกตเวทีเราก็ดีใจ เขาไม่กตัญญูกตเวทีก็ เสียใจ จ่ายแคลอรี่อีกในอัตตา เห็นไหมว่าคนเรามันโง่กี่ชั้นน่ะ เราทำดี เรายึด เสร็จแล้ว พอทำดีแล้ว คนอื่นเขาก็มาติเตียนว่าไม่ดี ก็เสียใจ จ่ายแคลอรี่ นี่มันยัง เป็นอยู่ในโลกนี้ ยังเกิดสูญเสีย ยังเกิดมีเกิดเป็นเกิดผลาญพร่าไปอยู่ เพราะฉะนั้น ตัวเรานี่ จะทำให้ตัวเป็นกลไก เป็นเครื่องยนต์ เครื่องกล ที่มีประสิทธิภาพได้นี่ มีคุณค่าสูงนี่ เห็นไหมว่ามันซับซ้อนไปถึงนามธรรมขนาดนี้ นี่ใช้ ภาษาวิทยาศาสตร์ใช่ไหม ว่าแคลอรี่นี่ มันเป็นพลังงานน่ะนะ แล้วมันเป็น พลังงานจริงๆ แคลอรี่นี่คือพลังงานในตัวเรา ที่เป็นพลังงานที่มันซับซ้อน เพราะ ฉะนั้น อันนี้ ถ้าเผื่อว่าเราไม่เข้าใจสภาพอย่างที่อาตมากล่าวนี่ มันก็ผลาญอยู่ เสียใจ ดีใจ เสียใจ ดีใจ เสียใจ ดีใจ สุขๆ ทุกข์ๆ ผลาญทั้งนั้น เพราะฉะนั้น กำลังสร้างน้อยลง การสูญเสียมากขึ้น มันแม้แต่กามไปเสพ กามสมใจ เสพกามแล้วสมใจเสียใจได้ดี ได้หรือเสียมันก็ผลาญอยู่ ไม่เสพกามแล้ว อัตตาก็ไม่มีเสียใจดีใจ มันก็ไม่ผลาญอีก จึงเรียกว่าเสพกามก็ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ถ้าเราจะทำงานเหน็ดเหนื่อย แน่นอน เพื่อสร้างอะไรก็ แล้วแต่ ก็ได้สร้างแล้ว สิ่งนั้นก็จะต้องเป็นสมรรถภาพที่มีค่า อาตมาพูดนี่ เหน็ดเหนื่อย จ่ายแคลอรี่ แต่นี่ควรจะเป็นประโยชน์ออกไป อาตมาเทศน์ไปแล้ว บรรยายไปแล้ว คุณได้หรือคุณไม่ได้ เอาไปโยนทิ้ง ถ้าอาตมาไปเสียใจ อาตมาก็ ทำลายส่วนนี้ ไม่เป็นประโยชน์ออกไปเปล่าๆ เรียกว่ามัน lost หรือมัน leak มันรั่วมันซึม มันเสีย รั่วซึม แทนที่มันจะไม่ต้องรั่วซึมหรอก ก็เอาพลังงานมาไว้ จ่ายแค่นี้ก็ดีแล้วนี่ เสร็จแล้วเราก็ทำไปแล้ว แล้วมันยังไปตามเป็นตัวตนอัตตา ตัว เรา ของเรา เราทำไปแล้ว ดูซิ สอนไปแล้วมันก็ไม่เอาเสียใจ อาการเสียใจ ถ้า เกิดจริงที่อาการใจของเราจริง มันก็จ่ายแคลอรี่จริง นั่นแหละเรียกว่า leak เรียกว่ารั่วซึม รั่วซึมเพราะไปยึดว่าเป็นตัวกูของกู สอนไปแล้ว ไม่ฟัง หรือฟังแต่ไม่ทำตาม ไม่เชื่อถือ ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เกิดคุณค่า แล้วเราก็มานั่ง เสียใจอีก โถ ไม่เป็นประโยชน์น่ะ มันก็ไม่เป็นแล้ว ดันผ่ามาทำลายประโยชน์ที่ แคลอรี่ของเราเองเพราะเสียใจดูซิ ของของเราดีๆ มีคุณค่า ไม่เอาไปทำ ไม่ เอาไปใช้ หรืออยากได้สรรเสริญ เอาไปทำเอาไปใช้ให้ได้ประโยชน์แล้ว มันไม่ กตัญญูกตเวที มันไม่ช่วยเรา แล้วเราก็เสียใจอีก เราก็ทำลายแคลอรี่ของเราฟรีๆ อยู่ตรงนี้ ไม่เป็นประโยชน์ เพราะเราเหน็ดเหนื่อยแล้ว อุตส่าห์ทำนั่นก็ เหน็ดเหนื่อยแล้ว เป็นคุณค่าจริงๆ นะ ถ้าเขาเอาไปทำ แม้เขาจะไม่กตัญญูกตเวที มันก็ได้ประโยชน์แล้ว แต่เราไม่ยึดติดว่าเขาไม่กตัญญุกตเวที นั่นแหละคือตัวเรา แล้วมันเกิดตัวเรา เขากตัญญูกตเวที ก็คือต้องการสิ่งตอบแทน พอเขาไม่ กตัญญูกตเวที ก็เสียใจ ก็จ่ายแคลอรี่ที่เรา อันนี้แหละ คือไม่เป็นประโยชน์ที่เรา เราไม่เป็นประโยชน์ ไม่ ประกอบด้วยประโยชน์ เพราะอันนี้คืออัตตา หรืออัตตนียาที่เราโง่ทำลายมันเอง เขาไม่ตอบแทนก็ไม่เป็นไร ก็เรื่องของเขา หรือแม้เขาตอบแทนก็ไม่ฟูใจ ไม่ฟูใจ ก็ไม่จ่ายแคลอรี่ ถ้าเขาตอบแทนก็ เออ แหม ดีใจ ชื่นใจ เป็นรสชาติ เป็นชีวิตชีวา นั่นก็คือสนองอัตตาเหมือนกัน เห็นไหม ปีติ มีดีใจ ถ้าใครทำสมบูรณ์ ไม่ฟู ไม่แฟบ ไม่ฟูใจ ไมเสียใจ ไม่ดีใจ แต่รู้ตามสมมุติ รู้ตามความจริงที่สมมุติ ที่สัจจะว่า เออ อย่างนี้มันดี คนทำดีก็ดีแล้ว เราทำดีก็ถูกแล้ว จบ คนอื่นจะตอบแทนมาเป็นดี ดี ไม่ฟูใจ สงบ แคลอรี่ก็ไม่เสีย เป็นประโยชน์เต็มๆอยู่ในตัว เดี๋ยวแคลอรี่เราเหลือ เราก็เอาแคลอรี่ไปสร้างสรรสิ่งอื่นได้อีก เพราะฉะนั้น คนนี้ก็แคลอรี่นี่มีประโยชน์ มากไม่สูญเสีย ไม่ lost ไม่ leak ไม่รั่วไม่ซึม ป่วยการกล่าวไปไยกับคนที่ วูบๆวาบๆ ประเด๋ยวก็เสียใจ ปรเะเดี๋ยวก็ดีใจ ประเดี๋ยวก็น้อยใจ ประเดี๋ยวก็ เว้าใจ ประเดี๋ยวก็แหว่งใจ ประเดี๋ยวก็อะไรก็ไม่รู้ นี่พยายามใช้ภาษารูปธรรมไปอธิบายนามธรรม ทีนี้คุณไปอ่านของคุณเอาเอง กามก็ดี อัตตาก็ดี เสียใจก็ทุกข์ ดีใจก็ สุข เสพทุกข์อยู่อย่างนี้ จะเป็นกาม หรือเป็นอัตตาก็ตาม ไม่ควรเสพ นี่คือคำว่า ไม่ควรเสพ คุณเคยได้ยินมาก่อนหรือยัง ตั้งแต่เกิดมา ตั้งหลายร้อยชาติแล้วนะ อย่างนี้นะ อาตมาว่าละเอียดชัด ลึกขึ้นไปอีกตั้งเยอะแน่ะ เป็นอย่างนี้หรือเปล่า เคยได้ยินหรือเปล่า อย่างนี้ นี่ มันลึกซึ้ง มันมีการได้การเสีย มันมีการจ่ายไม่จ่าย มันเป็นคุณค่า เป็นราคา ถ้าเข้าใจที่อาตมาพูดแล้วว่า ราคาของคนบุญ คนที่มีคุณภาพสูงนี่ แคลอรี่ จ่ายเอาไปนิดหนึ่ง แคลอรี่นั้นก็ราคาแพง ใช่ไหม ถ้าจะสร้างอะไรก็แล้วแต่ โดย ค่า โดยสมมุติสัจจะ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วผู้ที่มีจิตยิ่งสะอาดเท่าไหร่ นี่ปรมัตถสัจจะ ยิ่งสะอาด ค่าของสมมุติสัจจะก็ยิ่งแพงมากเท่านั้นๆ เพราะค่า ของปรมัตถสัจจะที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีดีไม่มีชั่ว ไม่มีรักไม่มีชัง ไม่มีผลักไม่มีดูด ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ บริสุทธิ์เข้าไปเท่าไหร่ ราคาแคลอรี่ที่บริสุทธิ์ของผู้นั้นยิ่งแพง เพราะฉะนั้น จ่ายออกไปให้พวกคุณ โอ้โฮ ราคาเยอะ แล้วอาตมา ก็ไม่เอากลับคืนมา แล้วก็ยิ่งไม่อยากได้กลับคืนมา หรือแม้มันจะกลับคืนมา ไม่อยาก ได้แต่ก็กลับคืนมา ก็ไม่ฟูใจ ไม่ฟูใจ เห็นไหมมันยอกย้อน ซับซ้อนกี่ชั้น การลบ แคลอรี่กี่ชั้น อยากได้คืนมา ก็เป็นแคลอรี่ที่จ่าย ได้คืนมาสมใจหรือไม่สมใจ จ่าย แคลอรี่อีก เสร็จแล้วเราเอามาหวงแหน พอได้คืนมาก็มาหวงแหน การหวงแหนก็ จ่ายแคลอรี่อีก จ่ายแคลอรี่ยึด เพราะมันต้องมี ต้องเป็น ต้องเป็นตัวกูของกูอยู่ จ่าย แคลอรี่ยึดเหมือนกัน เพราะในขณะคนเรามีร่างกายนี่ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อยู่นี่ ต้องมีพลังงานแคลอรี่ที่เกิดฟิสิกส์ เป็นแม่เหล็กไฟฟ้า เพราะแม่เหล็กมีการดูดดึง ผนึกกันเอาไว้ เป็นพลังงานแม่เหล็กที่มันไม่สลายตัวไปทันทีนี่ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมีพลังงานอะไร มีปฏิกิริยา เอามาเหยาะนี่ปั๊บ ไอ้นี่จะละลายสลายไปทันที อันนั้นก็คือทำลายพลังงานแคลอรี่ หรือพลังงานที่ยึด ที่ เป็นพลังงานแม่เหล็กที่ยึดไว้ นี่อธิบายอย่างฟิสิกส์ เชื่อไหม? นี่เป็นรูปธรรม ฉันใด นามธรรมก็เหมือนกัน ต้องมีพลังงานที่ละเอียดลึกอันหนึ่ง ที่ คุณยึดติดเอาไว้ จึงเป็นตัวตน ถ้าคุณไม่มีพลังงานอะไรยึดติดเอาไว้ มันก็ไม่เป็น ตัวตน มันก็ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราเลย คุณต้องเรียนรู้ถึงขั้นนี้แล้วสลายอันนี้ พระอรหันต์ต้องสลายอย่างนี้ ต้องเรียนรู้ความจริงตั้งแต่ขั้นตอนที่หยาบ คุณก็วาง หัดวาง หัดปล่อย หัดไม่เป็นเราของเราไปให้ไม่ดูดไม่ติด ไม่ดูดไม่ผลัก ไม่ดูดไม่ ผลัก นิวตรอน กลางๆ ไม่ดูด ไม่ผลัก สบายๆ เสร็จแล้วพลังงานจะไม่ leak ไม่ lost จะไม่สูญเสียเลย เมื่อเราตั้งใจจะเอาพลังงานนี้มาทำงานเมื่อไหร่ โรงงานของเราอยู่ ยังปั่นเครื่องอยู่ มันจะมีอยู่ แล้วเราจะใช้มันได้เพราะมันอยู่ที่ เรา ถ้าไม่มีตัวรั่วเลย เราได้ทำอะไรเต็มไปหมด พลังงานมันจะสมบูรณ์ๆออกไป หมดเลย เพราะไม่มีอะไรรั่วซึมด้วยการผลักการดูด ด้วยใดๆ ไม่มีปฏิกิริยารั่วซึมสักอย่าง ไอ้นี่ก็เจาะลึก เจาะจนไปถึงขนาดไหน ก็ไม่รู้วันนี้ เจาะไปอาจจะมี ตัวลึกกว่านี้ก็ได้อีกนะ ก็คือยว่ากันอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น พอประโยคต่อมา ท่านบอกว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปในที่ใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ทำดวงตาก็ดีให้เกิด ทำญาณ ให้เกิดก็ดี ก็เป็นเพียงสำนวน ดวงตาทางธรรม ญาณทางธรรม มันต้องเกิดญาณ เกิดดวงตาจริงๆ อาตมาเองอาตมาเอามาบรรยายอะไรไว้ให้แก่คุณฟังอยู่ขณะนี้ อาตมาไม่ได้อ่านมาจากตำราอะไร ชาตินี้อาตมาไม่ได้ฟังจากใครมา ใครเชื่อบ้าง ที่พูดอธิบายไปถึงแง่ ละเอียดไปถึงขนาดรายรับรายจ่าย ขนาดสูญแคลอรี่ ส่วนเสียส่วนได้ ขนาดที่อาตมาอธิบายไปเมื่อกี้ อาตมาไม่ได้ฟังหรอก ไม่ ได้ฟังมาจากใคร ชาตินี้ ไม่ได้ไปแอบเรียนมาจากใคร ไม่มีครูบาอาจารย์คนไหน บรรยายให้อาตมาอย่างนี้มา แล้วอาตมาก็เลยมาธิบายให้คุณฟังต่อ ไม่มี ตำรา เล่มไหนก็ไม่มี ยังไม่ได้อ่านจากตำราเล่มไหน เชื่อไหม? ถ้าไม่เชื่อคุณไปเอาตำราเล่มนั้นมายืนยัน แอบไปอ่านตำราเล่มนี้มา เอง เล่มภาษาจีน ภาษาฝรั่ง ยิ่งภาษาพวกนี้น่ะ อาตมายิ่งอ่านไม่ออกใหญ่ ภาษา ไทยเราโดยเฉพาะ ไม่มี แต่นี่มีมาจากดวงตาของอาตมา เห็นไหม จากดวงตานี่ จากดวงตาของอาตมา เพราะอาตมาได้ทำดวงตานี้ของอาตมามาก่อนแล้ว แล้วมัน มี ถ้าไม่มีอาตมาจะเอามาจากไหนล่ะ อาตมาก็ไปขโมยมา เอ๊ะ ขโมยมาก็ดี เหมือนกันนะ ขโมยของละเอียดๆ อย่างนี้มาได้ ขโมยดวงตา ขโมยญาณ ญาณทัสสนะวิเศษ อยู่ๆก็ไปแอบขโมยเขานอนหลับก็ไปแอบขโมยเอามา หรือไปดูด เอามาจากหัวสมอง ไปดูดออกมาจากหัวสมอง มันมีมาเดิม อาตมาได้สร้างดวงตา อาตมาได้สร้างญาณ ทำให้เกิดจริงมีจริงเป็นจริง มาแต่ดึกดำบรรพ์ มาตั้งแต่ปาง ก่อนแล้วก็มาขยายให้พวกเราฟัง ใหม่แปลก คุณฟังเป็นฟังได้ ฟังเข้าใจก็อันนี้แหละ ในเรื่องการเสพ จะไม่เสพที่กาม ไม่เสพที่อัตตา ไม่ต้องมีตัวปฏิกิริยา ต้องจ่ายแคลอรี่อันนี้ ต้องจ่ายพลังงานอันนี้ ต้องจ่ายลักษณะอะไรก็แล้วแต่ จะเรียก พลังงานนี่ อาตมาก็บอกแล้วว่า พลังงานก็คือจิตวิญญาณ ก็คือกิเลสนั่นแหละ กิเลสกับ จิตวิญญาณก็อันเดียวกัน ถ้ามันโง่มันก็เป็นกิเลส ถ้ามันเป็นตัววิชชา มันไม่เป็น ตัวโง่แล้ว มันไม่เป็นอวิชชาแล้ว มันก็เป็นตัวคุณค่าของจิตวิญญาณ เป็นตัวคุณค่าที่จะยังประโยชน์ บอกแล้วสุดท้าย ประโยชน์ตนก็คือได้ให้ ประโยชน์ท่านก็คือผู้อื่นได้รับ และมันเป็นหนึ่งเดียวกัน ทันทีทันใด ให้เดี๋ยวนี้รับเดี๋ยวนี้ คุณได้รับก็เป็น ประโยชน์ที่คุณ อาตมาต้องการให้เป็นประโยชน์ที่ท่าน ที่ผู้อื่น คุณก็ได้รับอันนี้ไป โดยเจตนา โดยความพยายามมุ่งหมาย เจตนา มีมโนสัญเจตนาเต็มที่ ทำออกไป สื่อออกไปด้วยความพยายามพากเพียรให้คุณได้ และอาตมาก็ได้ให้แล้ว อาตมาได้ ให้อันนี้เป็นความรู้ออกไปทางเสียง มีกิริยากายด้วยประกอบ เพื่อให้คุณได้เกิด การรู้ที่จริง นอกจากรู้นี้แล้วที่เป็นงานที่อาตมาทำเป็นหลัก งานอื่นอาตมาจะออก แรงช่วยให้ ทำให้ ผลิตเป็นวัตถุอะไรให้ อาตมาก็ทำเท่าที่อาตมาจะมีเวลา จะมี แรงงาน จะมีสมรรถภาพที่จะทำให้ก็ทำ หลายอย่างอาตมาทำเป็นทางวัตถุ ถนัด ด้วย แต่อาตมาก็ไม่ได้ทำ มีคนอื่นแทน มีคนอื่นทำแทน อย่างงานศิลปะทางวัตถุที่ อาตมาเรียนมาโดยตรงก็ดี หรือไม่ใช่งานศิลปะ งานอื่นที่อาตมาประกอบได้ ทำได้ แต่อาตมาก็ไม่ได้ทำแล้ว เพราะว่าอาตมาเอามาทำงานนี้ที่คนอื่นทำไม่ได้ เอา เวลามาเทศน์ เอามาบรรยาย เอามาเขียน เอามาทำอะไรสื่อพวกนี้มากหน่อย เพราะว่าคนอื่นทำแทนไม่ได้ แต่อันอื่น คนอื่นทำก็ได้ดีพอใจ สมยุคสมสมัย สม ฐานะอยู่แล้ว กาละนี้ได้ขนาดนี้ก็ดีแล้วละ คนอื่นก็ทำแทนไป คนนี้ทำกับข้าว คนนี้ ทำพืชผัก ทำกสิกรรม คนนี้ทำเลเอาต์ คนนี้ทำการพิมพ์ คนนี้ทำการกวาดเก็บถู ปัดกวาด คนนี้ทำการสอนเด็กบ้าง แล้วแต่ที่มันมีกิจการอะไรของเราอยู่นี่ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ มันต้องสัมพันธ์กันไปให้ครบ ครบวงจร ครบหมดแหละ แต่จะให้อาตมารู้ด้วย อาตมาก็รู้ แนะนำด้วยก็ได้ ตามเวลา เราได้ให้ เราได้สร้าง เป็นพระผู้สร้าง เป็นพระผู้ประทาน ประทานแปลว่าให้นะ ได้ให้อยู่ ด้วยจิตบริสุทธิ์นี่แหละ เป็นพระเจ้า อาตมาก็คือ พระเจ้า ทำหน้าที่พระเจ้าอยู่ ในศาสนาที่เขาถือพระเจ้า ไอ้พวกนี้นี่ เดี๋ยวเอาตาย เลย มันมาอวดตัวว่าเป็นพระเจ้า คุณเข้าใจไหมนี่พระเจ้า แต่อาตมาไม่ได้หลง ใหลกับความเป็นพระเจ้าอะไรที่พูดนี่หรอกนะ แต่ยิ่งใหญ่นะ คนที่เขาถือว่าใหญ่นี่ เขาจะหาว่าไอ้นี่มันอวดใหญ่อวดโต อวดมากไปแล้ว อวดตัวเป็นพระเจ้า ไม่ใช่ตัว แทนด้วย เป็นตัวจริงของพระเจ้าด้วย เชื่อไหม? ถ้าความจริงอันนั้นมันบริสุทธิ์ จริงๆแล้วว่า เป็นผู้สร้าง เป็นผู้ให้ ด้วยจิตไม่มีกิเลส หลงตัวหลงตน หลงยินดี หลงอวดหลงอ้าง หลงอะไร ไม่มีสาเถยยะ ไม่มีอะไรในจิตในใจ ไม่มีมานะ ไม่มีทุกอย่างในสายของอุปกิเลส 16 ตั้งแต่ อภิชฌาวิสมโลภะ พยาบาท โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเฐ ถัมภะอยู่ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ อาตมาว่าไม่ได้แม้แต่ประมาท สุดท้ายตัวที่รวมลงใน ธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ปมาทะ ไม่ได้ประมาท ถึงกาละ ถึงเวลาจะพูด สรุปลงไป ไม่ได้ยกตัวยกตน ใจของอาตมาเมื่อกี้อาตมาพูดคำสุดท้าย ว่าอาตมา เป็นพระเจ้านั่นน่ะ อาตมาอ่านใจทันที ใช้มุทุภูตธาตุอ่านอยู่ ว่าอาตมารู้สึกว่า ประมาทรึเปล่า เรากำลังระเริง มทะ เมา เมาในตัวตน เมาในตัวเอง อวดดี อติมานะ มานะนี่อวดดี หยิ่ง ผยอง สารัมภะ หยิ่งผยอง มานะถือตัว มานะ เป็นตัวตนมานะ ถือดี อวดดี สาเถยยะ อวดดีในลักษณะพวกนี้มีละเอียดซ้อน แล้วมันใกล้ๆเคียงๆกัน ทั้งนั้นน่ะ หรือไม่ อาการเหล่านี้ มีในใจหรือไม่ เป็น อกุศลจิต อกุศลเจตสิกพวกนี้มีหรือไม่ เมื่อกี้พูดบอกคุณนี่ อาตมาได้ทำ ได้ใช้จิตอ่าน ก่อนจะพูดคำว่า อาตมานี่เป็นพระเจ้า ไม่ใช่ตัวแทนด้วย เป็นตัวจริงด้วย กำลัง แสดงกรรมกิริยาของผู้สร้าง ผู้ประทาน ด้วยจิตบริสุทธิ์ จิตนั้นมีปมาทะ มีมทะ มีอติมานะ มีมานะ มีสารัมภะ มีถัมภะ ถัมภะ ก็คือตัวแข็ง ตัวกระด้าง ตัวตีไม่ แตก ตัวทะลวงทะลุไม่ออก ดื้อด้าน ถัมภะหรือถีนมิทธ นี่ มันพวกเดียวกัน พวก พี่พวกน้องกันน่ะ ถัมภะ กับตัวถีนมิทธะนี่ตัวพี่น้องกัน มันดื้อด้าน มันแข็ง มัน กระด้าง มันตีไม่แตก มันไม่สลายออก มันรู้เข้าไปให้ครบอันนั้นก็ไม่ครบ เรียก ว่าถัมภะ ห

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน