350908 สุดยอดของกุศลธรรม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350908 สุดยอดของกุศลธรรม (พระสูตร) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
สุดยอดของกุศลธรรม (พระสูตร) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า เมื่อ 8 กันยายน พ.ศ.2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก
เอ้า มีกิจกรรม มีพิธีกรรมอะไรพวกนี้ประกอบขึ้นมาแต่ละเรื่อง แต่ละอย่างนี่ มันเป็นสิ่งประกอบที่ชูช่วยให้เราเจริญขึ้น แม้จะเป็นเรื่องนิดๆหน่อยๆ เป็นเรื่องที่เราเคยชินชาแล้วก็เห็นว่ามันไม่สำคัญ แต่มันก็สำคัญ ไปนึกๆดีๆแล้วก็จะเห็นว่ามันสำคัญ มันเป็นประโยชน์ในการอบรมฝึกฝนสั่งสม แล้วมันก็ละหน่ายคลาย หรือว่ามันก็ขัดเกลา ขัดเกลา กิเลส ตัณหา อุปาทาน ขัดเกลาสิ่งที่เรายึด เราติด เราถือ ทุกวันนี้เราไม่ได้บอกกันเหมือนกับอย่างต้นๆแรกๆ ระวังนะการกิน ระวังนะการนอน ระวังการเป็นอยู่ ไปมา เดินเหิน เอี้ยวแขน ไกวขา แต่ก่อนนี้แม้เดินก็จะต้องพยายาม ไม่ซัดส่าย กุมมือ เดินไม่ลอกแล็ก อะไรต่างๆนานา เราก็สำรวมกันไปถึงขนาดนั้น พยายามบอกกันพูดกัน แม้จะดูเหมือนมันเคร่ง ดูเหมือนมันผิดปกติ มันก็เป็นสภาพที่จริง ที่เป็นขั้นตอนของผู้ที่จะฝึกหัดอบรม มาเป็นลำดับๆ ว่าเราจะต้องคุมตัวเอง ฝึกฝนตัวเองให้มีสติ ให้มีกำลังของอินทรีย์พละ มีกำลังของการควบคุม การรักษา การกระทำตนให้อยู่ในกรอบของอำนาจ ที่เราจะมีอำนาจในการกระทำไม่ตามใจกิเลส ไม่ตามใจตัณหาอุปาทานที่เราพึงมี มันมีเยอะแยะ ไอ้รากฐาน มันก็กิเลสตัณหาอุปาทานนั้นแหละ เราได้ฝึกฝนมาทั้งการเดิน การไป การมา การกิน การอยู่ การทำนั่น ทำนี่ การจะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดินอะไรทั้งนั้น เราก็ได้แนะนำกัน ควบคุม ฝึกฝนกันไป ถ้าเราเข้าใจว่าชีวิต เกิดมาเพื่อการปฏิบัติ ประพฤติ บำเพ็ญให้เกิดกุศลทั้งหลายแหล่นี่ เจริญขึ้นจนกระทั่งขัดเกลา มีวิธีการ พวกนี้เป็นวิธีการที่ดีทั้งนั้นแหละ นานวันนานเด
อ่านต่อ
ือน นานปีเข้า เราก็ประมาท นานวันนานเดือน นานปีเข้า เราก็เกิดความชินชา เกิดการละเลยอยู่ไป อยู่มาก็เอ้า นอนก็นอนเถอะวะ ไม่ต้องตื่น ต้องเติ่นอะไรมันละ เขาจะมีกิจกรรม มีกิจวัตรอะไร ตื่นมา มันก็ทำวัตรทุกวันนะ อยากทำเมื่อไหร่ก็ได้ มันจะไม่เห็นอะไรนักหนา ก็ทำมามากแล้ว มันจะเป็นพระอรหันต์ มันก็คงเป็นแล้วละ เพราะฉะนั้น อย่าไปเลย มันอยากจะนอนต่อนะ นอนมันดีกว่า แล้วก็นอนไป มันเป็นความประมาท มันเป็นความที่ไม่สำนึก สังวร แล้วไม่พยายามที่จะมีอุตสาหะวิริยะไม่มีวิริยารัมภะ ไม่มีความเพียร ไม่มีความอดทน ไม่มีการ ไม่ตามใจตนเอง ไม่ตามใจตนเองที่ตนเอง บำเรอเป็นกิเลสเล็ก กิเลสน้อย บำเรอ เราอยากจะทำนั่น เราอยากจะกินนี่ เราอยากจะอะไรที่มันบำเรอนะ อาตมาไม่รู้จะใช้คำไหนดีกว่านี้นะ อาตมาใช้ได้แต่คำนี้ มันบำเรออารมณ์ บำเรอกิเลส มันต้องการกิเลส ตัณหา อุปาทาน จะหยาบ จะกลาง จะละเอียดอะไรก็แล้วแต่ เราทำไอ้กิเลสเล็กๆน้อยๆ เราทำได้ มันก็ไม่ยากไม่เย็นอะไรหรอก ที่จริงมันไม่ลำบากอะไรหรอก เราฝืนมันนิดๆหน่อยๆก็ฝืนได้ แต่เราก็ปล่อยปละละ เลย ไม่ฝืนมัน ปล่อยตามใจ มันก็สั่งสม ไอ้เล็กๆน้อยๆ พอฝืนได้ก็ไม่ฝืน ไอ้ใหญ่ๆที่ทำไม่ได้ก็บอกว่าใหญ่ไปทำไม่ได้กิเลสมันแรงไป โอ้ ทำไม่ได้หรอก ทนไม่ได้ ขืนเลิกตาย มันแรงเหลือเกิน กิเลสใหญ่ก็แรงไป กิเลสน้อยก็ประมาทปล่อยปละละเลย ทั้งๆที่ทำได้ ฝืนได้ แต่ก็ไม่พยายาม คนผู้นี้ ไม่ได้สักอย่าง คนผู้นี้ไม่ได้เลย กิเลสที่มันแรง มันหนา มันสูง ก็ว่ามันทำไม่ไหว ทำไม่ได้ เอ้า ผลัดไว้ก่อน กิเลสน้อย กิเลสบางก็ประมาทอีกไม่เป็นไรเมื่อไหร่ก็ได้ เราก็ไปเรื่อยๆปล่อยให้มันไป ไม่เป็นไรหรอก กิเลสมันเล็กๆน้อย เรื่องมันเล็กๆน้อยๆ คนผู้นี้ไม่มีทางเจริญสักประตูเดียว ไม่มีการได้แก้ไข ไม่มีการได้ปรับปรุง ไม่มีการได้พัฒนาอะไรเลย เพราะฉะนั้น เราจะต้องเข้าใจให้ดีๆว่า อย่าประมาทเป็นอันขาด กิเลสเล็ก กิเลสน้อยที่พอฝืนได้ทนได้นั้นแหละ ควรทำอย่างยิ่ง แม้มันจะยากขึ้นๆ ก็ต้องพากเพียร ยากขึ้น มันจะยากถึงไหน มันจะแรงถึงไหน ที่เราจะต้องไปเที่ยวได้บอกว่า โอ้ ไอ้นี่มันแรงไป มันมากไป เราทำไม่ไหวหรอก คนนั้นมันอ่อนแอตั้งแต่ต้น ตั้งอ้อนแต่ออกเลยแล้วก็เป็นนักประมาทด้วย เอ้า เรามาอ่านดูอปมาทสูตร อาตมาจะย้ำไอ้ความไม่ประมาทนี่ให้ฟังกันดีๆ พวกเรานี่มีบุญนะ นึกดีๆเถอะ คุณจะเกิดอีกกี่ชาติๆก็ตามแต่ถ้าจำชาตินี้ได้จงจำไว้ว่าอย่างนี้นะมีบุญ พวกเราสังวรระวัง พวกเราพากเพียรกันมีอะไร องค์ประกอบอะไร แล้วเราก็ไม่ได้บังคับกันเกินการ ไม่ได้มาทำอะไร อาตมาเห็นว่าพอดีแล้วนะ มีการใช้การเตือนสิตสัมปชัญญะ ปัญญา ใช้ความฉลาดให้อิสร-เสรีภาพของแต่ละคนๆที่พยายามช่วยตัวเอง ดันตัวเอง พยายามบังคับตัวเอง การให้ผู้อื่นบังคับนั่น มันก็เป็นนการกดข่มเหมือนคอมมิวนิสต์นี่ กิเลสมันไม่ลด ละอะไรมากมายหรอก มันเกิดความชินชาเท่านั้น แต่ถ้าความชินชานั้น ไม่ได้เกิดจากญาณต้นที่เป็นความเต็มใจ มีฉันทะ มีความยินดี มีความยอมรับเอง มันไม่เกิดจากต้นรากเท่านั้น มันไม่มีผลสูงเท่าไหร่ แต่ถ้าเผื่อว่าเกิดจากอิสร-เสรีภาพ เกิดจากความเต็มใจ เกิดจากความยินดีของตัวเอง แม้จะฝืด จะฝืนอย่างไร ก็รู้ว่ากิเลสเรา ฝืน จะฝืนมากขนาดไหน เราก็เต็มใจที่จะทำของเราเอง อุตสาหะ ด้วยความพากเพียรของเราเอง เพราะฉะนั้นวิริยะ ที่เป็นวิริยินทรีย์ ที่เราฝืนเอง มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ พวกนี้นี่ เป็นอิทธิบาทที่มีผลสูงมีฤทธิ์แรง อิทธิที่แปลว่าฤทธิ์นี่แหละ เป็นบทบาทที่มีฤทธิ์แรง เพราะมันมีฉันทะ แล้วก็มีวิริยะ เราทำวิริยะของเราเอง เรามีฉันทะของเราเอง เพราะฉะนั้นวิริยะ แม้เราจะตั้งใจสู้ฝืนกับกิเลส มันต้องสู้ มันต้องฝืนนะฝืนมากเท่าไหร่ มันยิ่งมีกำลังเป็นวิริยินทรีย์ เป็นพลัง หรือเป็นกำลังของวิริยะ ความเพียร ความตั้งใจทำ มันยิ่งได้สูงแล้วก็พยายามที่จะใช้จิต ใช้ใจ มีจิตตะ เอาใจมาใส่ เอาใจมาเต็ม เอาใจมารวม เอาใจมาทำ เอาใจมาไม่ให้มันวอกแวก ให้มันเป็นสมาธิ อยู่ที่ๆเรากระทำ มันจะมีกำลัง มันจะมีประโยชน์ หรือว่ามีผลสูงมีอะไร่ออะไรที่มันให้คุณค่าของมันได้ดีนะ เอ้า ลองฟังดูอปมาทสูตรในพระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 15 ความไม่ประมาท ท่านจั่วหัวไว้ว่า ความไม่ประมาทเป็นยอดของกุศลธรรม เคยเทศน์แล้ว แต่ว่าก็เทศน์อีก ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่จะเทศน์ที่เที่ยวๆ ซ้ำซากเท่าไร ก็ไม่เป็นไร บทไหนสำคัญ อาตมาก็หยิบพูด แม้จะไม่มาเปิดพระไตรปิฎก ที่จำได้ บทไหนที่มันสำคัญที่มันใช้เสมอ อาตมาก็จำได้ส่วนที่เห็นว่าสำคัญจริงๆ จำได้ ไม่ลืมหรอก จำได้เสมอ จะเห็นได้ว่าหลักๆใหญ่ๆสำคัญๆนะมันต้องจำ แล้วมันจำแล้ว มันมีสภาวะรองรับด้วย แล้วมันจำง่าย ถ้าไม่มีสภาวะรองรับ จำแต่บัญญัติ บางทีมันก็ยากหน่อย สภาวะที่เรียง ร้อย ที่มีกำลังแข็งแรงดีๆ แล้วมันจำได้ง่ายนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย มีประมาณเท่าใด สัตว์ทั้งหลาย มี ประมาณเท่าใด ท่านขึ้นต้นว่าสัตว์ในโลกนี้แหละ ไม่มีเท้าก็ดี สองเท้าก็ดี ที่เท้ามากก็ดี เรียกว่าสัตว์ที่มีขา ไม่มีขา จะมีขามากหรือเท้ามากเท่าไหร่ก็ตามใจ สัตว์ทั้งหลาย ท่านว่าอย่างนั้นแหละ สัตว์ทุกชนิดมีรูปก็ดี ไม่มีรูปก็ดี มีรูปก็ฟังง่ายๆก็คือสัตว์ที่มีรูปที่สัมผัสได้ กับสัตว์ที่แม้จะเป็นรูปที่เล็กละเอียด เป็นตัวจุลินทรีย์ขนาดไหนๆก็ตาม ก็เรียกว่ามีรูป มีตัวตนที่เป็นรูป จนกระทั่งสัตว์ ไม่มีรูป คือนามธรรม ที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกโอปปาติกะ สัตตาโอปปาติกา หรือสัตว์โอปปาติกะ สัตว์ที่เป็นนามธรรม เป็นวิญญาณ อย่าลืมว่าท่านเรียกสัตว์นะ สัตตาโอปปาติกา คือสัตว์นั่นแหละ สัตว์โอปปาติกะ เป็นสัตว์ที่สำคัญกว่าสัตว์ที่เป็นตัวตน เป็นรูป เป็นแท่ง เป็นก้อนนี้ด้วย สัตว์ในระดับสัตตาโอปปาติกา ถ้าไม่มีสัมมาทิฐิ แล้วก็เรียนรู้จนกระทั่งรู้จักอาการ ลิงคะ นิมิต เอาตัวเรานี่ มีญาณเครื่องจับ ญาณของเราเองจะ เป็นเครื่องจับสัมผัสรู้ได้ด้วยสัตว์นี้ สิ่งที่ถูกรู้ด้วยญาณ ยิ่งเป็นนามธรรม ที่ไม่มีรูปนี่แหละ เป็นสัตว์โอปปาติกะ เราสัมผัสรู้ได้ว่านี่ โอ นี่สัตว์อบาย นี่สัตว์สวรรค์ เป็นเทพเจ้า หรือเป็นเทวดานี่เป็นสัตว์มนุษย์ นี่เป็นสัตว์ต่ำ สัตว์สูง เป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์สวรรค์ มีปัญญาวิเคราะห์ มีธัมมวิจัย-สัมโพชฌงค์ มีตัววิเคราะห์ได้ชัดเจนจริงๆเลย วิจัยออกชัดเจน อ่านอาการ ลิงคะ นิมิตที่มีความแตกต่าง ที่มันต่างกันอย่างไร ต่างมากต่างน้อยละเอียดลอออย่างไร มีญาณ เกิดญาณจริงๆนะ ถ้าไม่ฝึกฝนเรียนไม่เป็นสัมมาทิฐิ ไม่รู้จักแม่ ไม่รู้จักพ่อ ไม่รู้จักสัตตาโอปปาติกา ที่เราเรียนมาแล้วในมิจฉาทิฐิ 10 ถ้าแก้ไม่ถึงตรงนี้นะ ในขบวนมิจฉาทิฐิ 10 นี่ก็ควรจะจำได้ เพราะว่าสำคัญ ทินนัง ยิฏฐัง หุตตัง แล้วก็กัมมานัง แล้วก็อยังโลโก ปโรโลโกนี่ 6 แล้ว แล้วก็มีแม่ มีมาตา ปิตา มีแม่ แล้วก็มีพ่อ แล้วก็มีสัตตาโอปปาติกา สัตว์โอปปาติกะนั่นข้อ 9 10 เป็นพระอริยะ 10 เป็นผู้ที่มีสยังอภิญญา เป็นพระอริยะสมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เยอิมัญ-จะโลกัง ปรัญจะโลกัง สยังอภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ เป็นผู้ที่รู้โลก เป็นผู้ที่รู้โลกนี้ โลกหน้า เป็นผู้ที่มีสยังอภิญญาเองแล้วก็นำมาเปิดเผย นำมาประกาศ นำมาแจ้งให้ผู้อื่นได้รู้ตาม เป็นพระอริยเจ้าที่เป็นหลัก เป็นที่พึ่งของสาวกภูมิจริงๆ เป็นที่พึ่งของสาวกภูมิได้ เราไม่รู้จัก หรือเราไม่เห็น เราไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าพระอริยะเป็นอย่างไร และก็ไม่เห็นพระอริยะ ไม่รู้จักพระอริยะ เราก็ไม่มีอาจารย์ ไม่มีผู้ที่จะนำพา โดยเฉพาะผู้ที่เป็นสาวกภูมิ ไม่มีอาจารย์ที่เป็นสัมมาทิฐิจริง เป็นอริยะจริง มีอาจารย์ชนาดไหน มันก็ได้ขนาดนั้นละ อาจารย์ที่จะยิ่งเข้ารอบโลกุตระ อาจารย์ที่จะมีภูมิโลกุตระ แล้วนำพาเข้าโลกุตระด้วย เดาไม่ได้เลย เดาโลกุตระไม่ได้ ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ คัมภีรา ทุททัสสา ทุรนุโพธา สันตา ปณีตา อตักกาวจารา นิปปุนา บัณฑิตาเวทนียา เป็นอย่างนั้นจริงๆ ลึกซึ้ง เดาไม่ได้หรอก เห็นได้ยาก ตามรู้ได้ยาก เห็นได้ยาก ประณีต สุขุม สงบ ระงับ เดาไม่ได้ ละเอียดลออรู้ได้ด้วยบัณฑิต บัณฑิตแท้จริงด้วย ไม่ใช่บัณฑิตที่ได้เรียนแต่ บัญญัติ พยัญชนะ ภาษา เพราะฉะนั้นโลก โลกีย์ มันจะวนอยู่ในรอบโลกีย์ ไม่ต้องไปคิดอะไร รูป-ธรรม อาตมาได้เคยอธิบายให้ฟัง คนในโลกนี้ ลูกโลกนี้ ถ้าไม่มีพลังพิเศษ ไม่มีวิชาพิเศษ ไม่รู้จักแรงดูดของโลก ไม่รู้จักองศาที่จะทำาการออกไปนอกโลกได้นี่นะ ทางวิทยาศาสตร์ที่เขาคิดค้นจนพบนี่นะ ออกไปนอกโลกนี่ไม่ได้หรอก วนอยู่ในแรงดูดของโลกนี่แหละ ไม่มีกำลัง ไม่มีพลังงานพิเศษ แล้วก็ไม่มีปัญญาพิเศษที่จะทำอย่างไรที่จะออกพ้นจากแรงดึงดูดของโลกนี้ พ้นวิถีหมู่ออกไปสู่อวกาศข้างนอก ออกไม่ได้หรอก ฉันใดก็ฉันนั้น ทีนี้วิทยาศาสตร์นี่เขาเก่งจนกระทั่งสามารถที่จะดิ้นออกไปจากพ้นแรงดึงดูดของโลกลูกนี้ ลูกที่เราอยู่นี่ได้ นั่นมันวิเศษนะ ธรรมดามันออกไม่ได้จะพ้นแรง ดึงดูดของโลกโดยธรรมดาไม่ได้ ฉันเดียวกันโลกียะนี่ คนโลกียะนี่ ที่ไม่มีภูมิ-โลกุตระ จะพุ่งแรง จะยังไงๆก็ชนขอบเขตของโลกีย์อยู่นี่แหละวนอยู่ในโลกีย์นี่แหละ มันจะออกไปสู่โลกุตระไม่ได้ เพราะไม่มีภูมิทางโลกุตระจริงๆ มันยิ่งยากกว่าวิทยาศาสตร์ที่เขาว่า เขาออกจากโลกลูกนี้พ้นแรงดึงดูดของโลกลูกนี้ออกไปสู่อวกาศข้างนอก มันยิ่งกว่านั้นนะ เพราะฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายแหล่ ที่เป็นสัตว์วิญญาณนี่นักวิทยาศาสตร์ใดๆ ยังค้นไม่พบ การเกิดทางโอปปาติกโยนิ ยังไม่สามารถทำให้เกิดได้ อย่าว่าแต่นักวิทยาศาสตร์เลย นักธรรมะที่เรียนรู้ทางจิตวิญญาณนี่มีมากมายก่ายกอง เป็นบรรดาอาจารย์ เป็นศาสดาด้วย ก็ยังไม่ได้เข้าใจถึงเรื่องโอปปาติกโยนิชัดเจน แต่ก็เข้าใจนะ ศาสดามากพระองค์ก็เข้าใจเรื่องจิตวิญญาณ แล้วก็พยายามที่จะมีวิธีที่จะให้จิตวิญญาณนี่เปลี่ยนแปลงมาทางที่ดี เป็นคนดี ใช้วิธีที่จะให้อบรมฝึกฝน อบรมฝึกฝน แต่ไม่หยั่งไปถึงราก ไปถึงโคน ไปถึงเหตุ ถึงต้นเค้าสูงสุด จนกระทั่งรู้จักตัวที่ไม่มีและเริ่มเกิด เริ่มมี มันเหมือนของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้านี่ถึงต้นเค้า รากเค้าจนกระทั่งสามารถทำให้เกิด ทำให้สูญได้เลย แล้วก็เกิดมาไม่ใช่อย่างอวิชชาด้วย เกิดมาอย่างวิชชาด้วย เกิดมาอย่างไม่ได้โง่เง่า อย่างไม่ได้เป็นทาสของโลกียะอีกแล้ว เพราะฉะนั้น พระอรหันต์เจ้า ถือว่าเป็นผู้ที่สูงสุด ที่สามารถจะให้จิตวิญญาณนี้เกิดอย่างไม่มีอวิชชา เกิดอย่างไม่เป็นทาสของโลกีย์ ผู้เรียนจบสูงสุดเป็นพระอรหันต์นี่ เป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณอยู่ภายใต้วิชชา พ้นอวิชชา จบ ไม่มีอวิชชา ไม่มีความโง่เง่าที่จะอยู่ในโลกียะอีก สามารถที่จะไม่อยู่ในโลก ที่วนเวียนในอวิชชาอีก จะอยู่ก็อยู่อย่างคนเหนือโลก อยู่อย่างคนที่จะดับสูญเป็นปรินิพพานเลย ไม่ให้เหลือการเกิดอีกเลยได้จริงๆ แต่ถ้าจะเกิดก็เกิดอย่างผู้มีวิชชาจริงๆ จึงเรียกว่าเป็นผู้กำหนดการเกิด การดับ เป็นพระเจ้าที่แท้ พระอรหันต์ขึ้นไปนี่เป็นพระเจ้าที่แท้ เป็นผู้ที่ให้เกิดได้จริงๆ รับผิดชอบตนเอง เกิด ของตนเองนี่แหละเป็นสำคัญ จนสุดท้ายจะดับ หรือจะเกิดได้เป็นผู้สร้าง เป็นผู้ทำลายที่สูงสุด ทำลายก็คือไม่มีอะไรเหลือ สูญ สูญสิ้นเลย เรียกว่าปรินิพพาน แต่จะให้เกิดอยู่ก็เกิดไปเป็นวิชชา เกิดอยู่ไม่ได้เป็นทาสของโลกีย์อีก จะวนเวียน จะเกิดไปที่ไหน อย่างไรก็ตามใจ นั่นแหละถือว่าเป็นผู้อยู่เหนือจริงๆเลย เหนือโลกียะ เหนือโลก มันอยู่อย่างไม่ทุกข์ อยู่อย่างไม่เป็นบาปเป็นภัย อยู่อย่างเป็นคุณค่า อยู่อย่าง พระเจ้าจริงๆเลย เป็นผู้มีบุญคุณให้แก่โลก เกิดมาเมื่อไหร่ ท่านก็เป็นบุญคุณของโลกเป็นประโยชน์ของโลก เกื้อกูลโลก อุ้มชูโลก เป็นที่พึ่งของโลกจริงๆ ต้องได้ถึงอย่างนั้นนะ ถ้าเราได้ศึกษาจริงๆ ไม่ประมาท ศึกษาไป เราจะเห็น เราจะเข้าใจ อย่างที่อาตมาพูด อาตมาก็พูดตามสภาวะที่อาตมารู้แจ้ง เห็นดี เป็น ไม่ได้เอาตำรา ไม่ได้เอาขี้ปากของใครมาพูดที่พูดนี่ พูดด้วยญาณตนเอง พูดด้วยความมีของตนเอง อาตมาบอกแล้ว ว่า อาตมาไม่ใช่นักพูดที่ไปพูดอะไรส่งๆเดา อาตมาพูดมีสภาวะอะไร ที่จริงก็อ่านสภาวะมาสู่พวกคุณฟังแล้วมันมั่นใจ แล้วมันสบายใจ เพราะว่ามันไม่ต้องพูดอะไรนอกเหนือจากความเป็นความมี เราเป็นเรามี เราก็ได้แค่ไหน เราก็อธิบายแค่นั้น บางอย่างอธิบายไม่ออกด้วยพูดเป็นภาษาคนยังไม่ได้ ก็ยังไม่อธิบายละ อันไหนที่อธิบายสู่เป็นภาษาคนได้ก็อธิบายไป แล้วเราก็รู้ชัด รู้เจนสิ่งนี้มันถูกอะไรเราก็เห็นอยู่ชัดๆ แล้วก็ไม่ต้องไปเที่ยวได้กลัวอะไร เพราะเราไม่ได้มีความบิดพลิ้ว ไม่ได้มีความโกง ไม่ได้มีความมดเท็จอะไรสบายใจนะ นี่ก็ขอบ้ำเรื่องสัตวโลก มีรูปก็บอกอธิบาย ไม่มีรูปนี่แหละต้องสำคัญ เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ยังไม่มีญาณถึงขั้นรู้แม่ รู้พ่อ รู้ สัตตาโอปปาติกา ผู้นั้น ยังไม่มีสัมมาทิฐิอะไรที่จะไปเกิดโลกุตระอะไรได้หรอก นี่ มิจฉาทิฐิ 10 นี่ ถ้าเผื่อว่าตรวจสอบด้วยมิจฉาทิฐิอย่างนี้แล้ว ยังไม่มีภูมิปัญญารู้ รู้แต่แค่เอา เอาต้นๆ รู้ทาน ทินนัง เป็นผู้ที่รู้ว่าทานมีผล แล้วเขาก็ทำทานอยู่เท่านั้นแหละ ยังไม่ไม่มีโลกุตระหรอกในโลกนี้ ศาสดาใดๆที่ไหนเขาก็ทานทั้งนั้นแหละ มียัญพิธีมีหุตตัง มีการรู้ผลของอะไรยัญพิธี มีผล การสังเวยมีผลอะไรก็เอา ก็เข้าใจ เขาก็รู้ เชื่อกรรมด้วย กัมมานัง สุกตทุกขตานัง กัมมานัง พลังวิปาโก รู้ผล เชื่อผลวิบาก เชื่อผลกรรม แล้วเขาก็ทำ ก็ยังเป็นโลกียะอยู่นั่นแหละ โลกนี้ โลกหน้าละชักนี่แหละ มันจะแบ่งความชัดเจนเข้าไปหาโลกุตระหรือโลกียะนี่ โลกนี้ โลกหน้า โลกนี้ยังไง โลกนี้ก็โลกียะ โลกหน้าจริงๆก็คือโลกุตระ แล้วรู้จักโลกุตระที่ชัดเจน โลกุตระคือความไม่เป็นทาสของโลกีย์นี่แหละทาสโลกีย์ ก็พูดกันโลกธรรม 8 แล้วโลกธรรม 8 ก็แยกออกไปซิ แตกออกไปซิ ลาภคืออะไร ยศคืออะไร สรรเสริญคืออะไร สุขคืออะไร โลกียสุข คืออะไร สุขที่มันไม่ใช่โลกียสุข เป็นสุขพิเศษ เรียกว่าวูปสโมสุข คืออย่างไร แล้วเสพติดอยู่ในโลกียะหรือ ไม่ จนกระทั่งสงบระงับ ไม่ต้องเสพ ไม่ต้องติดแล้ว วางได้ ปล่อยได้ ไม่ต้องมีรสอร่อย ไม่ต้องมีสุขมีทุกข์แล้ว อุเบกขาได้แล้ว นั่นแหละเป็นสภาพโลกุตระเข้าไปจริงๆ รู้ได้หรือยัง แบ่งได้หรือยัง โลกนี้ โลกหน้า โลกใหม่ อาตมาบอกว่า ไม่ใช่โลกหน้าเท่านั้น คือเป็นโลกที่ยังไม่ได้ถึงง่ายๆ จะถึงก็ต้องมีความรู้ มีทิศทาง มีวิธีการที่จะไปสู่โลกใหม่ ถึงโลกใหม่ได้ ถึงโลกุตระ หรือปโรโลโก ที่เป็นโลกอื่น ที่ต่างจากโลกปุถุชนทุกๆคนนะ โลกหนึ่ง แล้วก็ไปอีกโลกหนึ่ง เรียกว่าโลกอื่น เพราะฉะนั้นโลกอื่นอยู่ขณะนี้ เอาแต่แค่ภพการตาย การเป็น ก็ใช่ ก็ถูก ก็มีความหมายนี้เราก็เข้าใจ ตายจากภพนี้ก็คือขณะที่เรายังเป็นตัว เป็นตนอยู่นี่ ตาย แล้ว แล้วก็ตายแล้วก็ไปอยู่ในภพของวิญญาณ อยู่ในภพของสิ่งที่ไม่มีรูปธรรม ไม่มีดินน้ำลมไฟนี้แท่งนี้ก็ได้ อธิบายโลกอื่นที่ต่างจากนี้ก็ได้ เราก็เข้าใจแต่โลกอื่นที่เป็นโลกุตระนั้นซิ เข้าใจได้ หรือไม่ได้ นี่แหละ โลกนี้ โลกหน้า โลกอื่น พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสข้อที่ 10 ว่า เป็นพระอริยะ เป็นสัมมัคคตา สัมมา-ปฏิปันนา ที่สามารถอธิบายโลกนี้โลกอื่นต่างกันได้ เปิดเผยได้ ประกาศได้ นำพาไปสู่โลกอื่นที่เป็นโลก โลกุตรที่พระพุทธเจ้าต้องการให้ไปกันนั่นนะ ไอ้ตายอย่างนี้ไม่ต้องให้ใครอธิบายหรอก ก็ตายกันทุกคน เป็นโลกอื่น โลกอย่างนั้น ตายกันไปเองๆ ไปโดยธรรมดา ไปโดยวิบาก ไปโดยไม่ต้องไปทำอะไร ไปดีก็ไป แต่อยากจะไปสวรรค์กัน แต่ไม่รู้จักทางสวรรค์ที่แท้ แบบโลกีย์เท่านั้นก็ได้ ได้โลกสวรรค์แบบสมมุติสัจจะ เป็นสมมุติเทพ ตายแล้วก็ไปเป็นสวรรค์โลกีย์ ตายนี่ ตายจากภพนี้แล้ว ตายนี่ ตายจากภพนี้แล้วก็ตายไปอีกภพ วิญญาณก็เข้าสู่สวรรค์โลกีย์ ได้เรียนกันอยู่เยอะแยะเลยโลกียะนี่ แต่สวรรค์ที่ไม่ใช่โลกีย์ สวรรค์ที่เป็นโลกุตระ เป็นวิสุทธิเทพนี่ซิเข้าใจไหมละ โลกนี้ โลกหน้า หรือโลกอื่น ปรโล- โรโก อิมัญจะ โลกัง ปรัญจะ โลกัง ปรนี่แหละ ปรนี่แหละ ประ ปรโลกอย่างนี้เข้าใจไหมละ ปรโลกอย่างนั้นนะไม่มีปัญหาสมมุติเทพเทวดา หอฮ้ออย่างนั้น ไม่มีปัญหา แล้วมันก็วนเวียน ติดๆเสพๆอยู่นี่แหละ ไอ้ติดเสพ ไอ้โลกียะอยู่นี่แหละ โอ๊ อันนี้ยังอร่อย อร่อยลิ้น อันนี้ยังอร่อยนอน อร่อยหลับ ได้เสพ แหม นิทรา นอน หลับ อร่อย กินอร่อย นอนอร่อย สัมผัสอร่อย ตา จมูก ลิ้น กาย ได้ อร่อย โลกได้ลาภมาอย่างนี้สมใจ อร่อย ได้ยศ ได้ชั้น ได้อำนาจ ได้สรรเสริญเยินยอ อร่อย หรืออยากจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ตามใจเป็นภพ เป็นชาติ อร่อย ได้ทำสมใจ ได้บ้าๆบอๆ ได้ดังใจหรืออะไรก็แล้วแต่ สร้างภพ สร้างชาติเอาเองอะไรก็ได้ อร่อย เสพสม สุขสม ไอ้รสสวรรค์โลกีย์นั้นนั่นนะ นั่นแหละเป็นสวรรค์ลวง เป็นสวรรค์ที่ติดอยู่ไม่ได้รู้ ไม่ได้หลุดพ้นออกได้ง่ายๆ จนกว่า ไม่อยากเสพสม จนกระทั่งไม่มีกิเลสที่จะไปอยากเสพสมแล้วก็ไม่ได้ บำเรอตนเลยวางกิเลส ตัดกิเลสได้ขาดสงบสนิท ไม่มีกิเลสเกิดอีก เกิดวิมุติทั้ง 2 ส่วน อุภโตภาควิมุติ เจโตวิมุติ กับปัญญาวิมุติสะเด็ดจริงๆ นั่นแหละเป็นสวรรค์วิสุทธิเทพ ลักษณะอย่างนั้นเป็นสวรรค์วิสุทธิเทพ เป็นสวรรค์ของปรโลกชนิดที่พระพุทธเจ้าพาเป็น เข้าใจ โลกนี้โลกหน้านี่แล้วก็อยังโลโก ปโร โลโก เข้าใจโลโกอย่างนี้ไหม พระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่า ผู้ประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งได้ แล้วก็ปฏิบัติตามได้นั่นแหละ ต้องเห็นอริยะอย่างนั้นนะจะมีอริยะอย่างนั้นนะ นี่ ในมิจฉาทิฐิ 10 หรือสัมมาทิฐิ 10 ไปเจอบ้างไหมละ สัตว์ที่ไม่มีรูปนี่และสำคัญโอปปาติกะ พอ อยังโลโก ปโรโลโก แล้วก็มาตาปิตาจะเป็นนัตถิ หรือเป็นอัตถิ ถ้านัตถิก็แม่ไม่มี พ่อไม่มี ก็อธิบายมามากแล้ว แม่อย่างโลกๆนี่ ใครมันจะว่าไม่มีเล่า ไม่มีใครเกิดมาจากระบอกไม้ไผ่เมื่อไหร่ มันก็รู้ว่าแม่ อย่างนี้มี แม้ที่หมายนี่ ต้องแม่ทางปรมัตถ์ อธิบายกันไปแล้วมากมาย แม่ทางปรมัตถ์ พ่อทางปรมัตถ์เข้าใจว่า อ๋อ ลักษณะนี้เองเป็นตัวลีลาของสภาพความเป็นแม่ อย่างนี้ลีลาของสภาพความเป็นพ่อ แล้วก็ทำให้เกิด ให้เกิดจริงๆ ให้เกิดเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ ให้จิต-วิญญาณเกิด ได้อบรมฝึกฝน ได้ฟูมฟัก พยายาม มีศีลเป็นแม่ มีปัญญาเป็นพ่อ ทำขึ้นมาแล้วมีรู้จักด้วยว่าการจิตวิญญาณ มีญาณรู้ มีญาณทัสสนวิเศษของเรา รู้เห็นแจ้งเลยว่า เกิดจริงๆแล้ว จิตวิญญาณเราเปลี่ยนแปลงจริง เกิดใหม่ ไม่เอาแล้วภพอย่างเก่านะ ไม่วนเวียน ไม่เป็นอย่างนั้นอีก หรือให้มันน้อยลงๆ ไม่เอาแล้วภพเก่าละ ล้างจางคลาย หรือว่าออกจากภพ ออกมาจากภพเก่า ออกมาจากโลกเก่าๆ โลกที่เคยวนเวียน เสพสุขทุกข์ๆ หรือไม่สุข ไม่ทุกข์ เป็นบางครั้งเป็นบางคราว ออกมา จนกระทั่ง ไม่สุข ไม่ทุกข์อะไร ไม่เป็นสุข เป็นทุกข์อะไรอีกเลย หลุดพ้นออกมาได้จริงๆอย่างสะอาด หลุดพ้นออกมาอย่างมีกำลัง หลุดพ้นออกมาอย่างมีปัญญา เห็นความเป็นจริงเลยว่าเป็นได้จริง นี่แหละ สัตว์ที่ไม่มีรูปอย่างนี้แหละ สัตว์ที่ไม่มีรูปอย่างนี้แหละ เป็นเรื่องสำคัญของศาสนาพุทธ ถ้าไมีมีญาณรู้ ไม่ได้ศึกษา ฝึกฝน ไม่ได้จับตัวรูปนาม ที่เป็นปรมัตถ์ออกจับรูปนามที่เป็นปรมัตถ์ใน ตัวเรานี่แหละ จิตวิญญาณของตัวเรา แล้วก็อท่านอาการลิงคะนิมิตเป็นรูปนาม ที่ต้องถูกต้องรู้ด้วยอาการลิงคะนิมิต อุเทศ อุเทศ ก็พูด อาตมาก็เอาหัวข้อ ยกหัวข้อแสดง ยกหัวข้อแสดง อธิบาย บรรยายให้ฟัง หรือคุณรู้เอง คุณก็เอาไปอุเทศได้ เอาไปอธิบาย ยกหัวข้อขึ้นไปแสดงแก่ใครได้ ถ้าคุณมีเอง รู้เอง เข้าใจสาภวะ อาการลิงคะนิมิตของมันแล้ว คุณก็เอาไปขยายอุเทศนั้นๆได้ อาตมารู้ อาตมาก็เอามาขยายอุเทศให้คุณฟัง คุณก็ฟัง อาการคืออะไร ลิงคะคืออะไร นิมิตคืออะไร แล้วก็ไปเรียนรู้ให้รู้เองเห็นเอง สัมผัสเอง มันมีสิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูป มันเป็นนามธรรม ไม่มีรูปหรอก แต่เป็นนามธรรมที่รู้ได้ ด้วยญาณ มันมีสภาวะ มีความเป็นสัตว์ด้วย นี่สัตว์ที่ไม่มีรูป มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญาก็ดี มีการกำหนดรู้ สัตว์พวกคุณพึงรู้ให้มากๆ อะไรๆก็ซอยไปหาปรมัตถ์ เรื่อยเลย ผ่านโลกียะ หรือผ่านรูปนอก ไปหารูปใน ไปหาปรมัตถ์ จิตเจตสิกบ่อย เอาอย่างนี้ เอาโครงสร้างก่อน อ่านไปหมดก่อนแล้วค่อยอธิบายมาซอยรายละเอียดพวกนี้ นี่มันสำคัญ แล้วก็ค่อยซอยอีกที มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญาก็ดี มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ก็ดี พระตถาคต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัณฑิตกล่าวว่าเป็นยอดของสัตว์เหล่านั้น เอาตรงนี้ก่อน อธิบายนิดหน่อย ในจำนวนสัตว์ทั้งหลาย อ่านมาแต่ต้นแล้ว สัตว์ทั้งหลาย มีประมาณเท่าใด สองเท้า สี่เท้า หรือไม่มีเท้า หรือมีรูป ไม่มีรูปว่าสัตว์ที่มีสัญญา ไม่มีสัญญา มีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ ในกระบวนสัตว์ทั้งหมด บอกแล้วว่าสัตว์ไม่มีรูปนี่ แม้แต่สัตว์มีสัญญาหรือไม่มีสัญญา ก็จะได้เรียนต่อไป นั่นก็คือ อากาสานัญจายตนสัญญา วิญญาณัญ- จายตนสัญญา นั่นเป็นสัตว์ที่อรูป อรูปสัตว์อรูปภพ อรูปภูมิแน่ๆเลย ประเดี๋ยวก็ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง เมื่อกี้นี้ยังเอาไว้ก่อน ไม่ขยายต่อนะ ในสัตว์ทั้งหลายแหล่ ทั้งหมดนี่ พระอรหันต์ พระตถาคตพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บัณฑิตกล่าวว่าเป็นยอดของสัตว์ ของสัตว์เหล่านั้น เพราะในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีใครจะยอดกว่าพระพุทธเจ้าไปได้ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นยอดของสัตว์เหล่านั้นฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใด เหล่าหนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ท่านรวมความมาเหมือนหยาบๆ กุศลธรรมนี่แหละ เป็นยอดกว่าธรรมะทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งก็ฉันนั้นเหมือนกันแล กุศลธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีความไม่ประมาทเป็นมูล เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใด จะมีกุศลธรรม ต้องรู้จักความไม่ประมาทหรือความประมาท มีความไม่ประมาทเป็นมูล ประชุมลงในความไม่ประ- มาท ความไม่ประมาท บัณฑิตกล่าวว่า เป็นยอดของกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น เพราะฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งหมดนี่ ถึงมีคำกล่าวว่ายอดแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย คืออะไร คือความไม่ประมาท ฟังแล้วไม่เห็นน่าทึ่งเลย ใครมันก็เคยได้ยินคำว่าไม่ประมาทอย่าว่าแต่ได้ยินเลย ฉันก็มีความประมาทอยู่ตั้งเยอะตั้งแยะ ไอ้ความไม่ประมาทก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา ทำไมจะต้องไม่ประมาท ก็ประมาทก็ได้นี่ ก็ประมาทมานัก เพราะฉะนั้น ผู้ใดสำนึกสังวรในตัวไม่ประมาทตัวเดียวเท่านั้นนะ อย่าประมาทนะ โทษภัยอันมีประมาณน้อย อะไรเล็กๆน้อยๆจะนั่ง จะยืน จะเดิน จะนอน จะขยับ จะนั่ง จะยืน จะอะไร พยายาม อย่าประมาท แม้รู้ว่าไอ้นี่มันเป็นอกุศลนะ ไอ้นี่มันไม่ดีนะ นี่มันไม่ควรนะ ควรจะอย่างนี้นะ เอาเลย วิจัยให้ชัดว่าวรจะทำอย่างนี่นะ ควรจะสังวรอย่างนี้ ควรจะปรับอย่างนี้ มันจะช่วยตัวเราทุกขณะจิต ที่เรามีสำนึก มีสังวร ที่เรามีสติ- สัมปชัญญะ ยิ่งมีญาณปัญญาลึก มีสติสัมโพชฌงค์ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ แล้วก็มีวิริยสัมโพชฌงค์ จริงๆแล้วละก็ ผู้นั้นมีแต่ดีถ่ายเดียว ถ้ายิ่งเข้าใจตัวประมาทนี่ อย่าประมาทนะ ตัวไม่ประมาทนี่แหละเป็นยอดแห่งกุศลธรรมทั้งหลายแหล่ ถ้าเราไม่ประมาทนิดๆหน่อยๆ แม้โทษภัยอันมีประมาณน้อย ก็ไม่ประมาท เราก็ปรับสังวรไว้เรื่อยท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive