350919 ญาณคืออะไรกันแน่ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์364 KB
วันที่แก้ไข3 มกราคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

350919 ญาณคืออะไรกันแน่ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

ญาณคืออะไรกันแน่ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า วันที่ 19 กันยายน 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก

นานแล้วนะยังไม่ได้ตอบ เขียนถามมาว่า ญาณทัสสนะเกิดได้อย่างไร ฝึกฝนได้มาอย่างไร และความเข้าใจที่มี ทำไมจึงยังทำบาปอีกทั้งๆที่รู้ หรือไม่ใช่ญาณ ใช่ไหมครับ ความรู้ ความเข้าใจอย่างไรจึงเป็นญาณครับ ความรู้ความเข้าใจยังทำบาปได้ทั้งที่รู้ ญาณจะไม่ให้เราทำบาปอีกใช่ไหมครับ ข้องใจในเรื่องญาณนี่นะ ก็ตอบสั้นๆก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยขยายความไปเรื่อยๆนะ ญาณทัสสนะเกิดได้อย่างไร ญาณ ทัสสนะ คำว่า ญาณทัสสนะนี่ เราฟังแล้ว เราก็คงจะรู้แล้ว มันไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องความรู้ธรรมดา เป็นความรู้ในภาษาทื่อๆ ว่าญาณทัสสนะแล้วละก็ เป็นภาษาที่ใช้ถึงขนาดของความรู้ที่มันมีคุณลักษณะของความรู้ มีประสิทธิภาพของความรู้ที่สูง สูงส่ง แล้วรู้สิ่งที่พิเศษ รู้แจ้งเห็นถึงปรมัตถ์ รู้แจ้งเห็นถึงสภาพจิต เจตสิก รู้ถึงสภาพกิเลส รู้ถึงสภาพการลดละกิเลสลงไปได้ ญาณทัสสนะ หรือจะเติมคำว่าวิเสสเข้าไปอีกก็ได้นะ ญาณทัสสนะ ถ้าเต็มความก็ถึงคำว่าญาณทัสสนวิเสส เป็นความหมายอย่างนั้น ถ้าคำว่าญาณทัสสนะ ไม่ได้ถึงคำว่าฉลาด หรือว่าความรู้ หรือว่าปัญญาที่เขาหมายกว้างๆ ที่จริงคำว่าปัญญา มันก็นัยเดียวกันนั่นแหละกับญาณทัสสนะ โดยความหมาย แต่ว่าคำว่าปัญญาเอามาใช้กันเกร่อ เอามาใช้กันมาก เอามาใช้กันกว้าง จนกกระทั่งมันไปกินความถึงความหมายของความรู้ หรือความฉลาดธรรมดาๆด้วย แต่ญาณทัสสนะเขาไม่ได้เอามาใช้เกร่อ เขาไม่ได้เอามาใช้กว้าง แล้วก็ไม่กล้าด้วย ไม่กล้าเอามาใช้กว้าง โดยเอามาใช้พูดถึง หมายถึงความรู้ ธรรมดาๆว่า โอ๊ย คนนี้มีญาณทัสสนะสูง ซึ่งเป็นความรู้ธรรมดานี่ หรือความ

อ่านต่อ

รู้ทางโลกๆ ที่เขาเรียนอะไรต่ออะไรกัน โลกๆนี่ มีความรู้แบบโลกีย์ธรรมดา ความรู้ทางศาสตร์ทางโลกีย์ด้วย เขาก็ไม่กล้าเอามาใช้คำว่าญาณทัสสนะ แต่คำว่าปัญญาเอาไปใช้หมด เอาไปใช้กับอะไรๆ ต่ออะไรหมด แม้จะเอาไปใช้ในทางด้านทุจริต ทางด้านอกุศล ทางด้านทำชั่วทำบาป เขาก็ยังบอกว่า เอ๊ย โจรนี่มีปัญญาดี แต่ไม่บอกว่า โจรนี่ มีญาณทัสสนะดี ไม่กล้าเอาไปใช้ หรือว่าความรู้ทางโลกๆนี่ก็เหมือนกัน เขาไม่กล้าเอาญาญทัสสนะมาใช้ร่วม เพราะฉะนั้น ญาณทัสสนะจึงมีความหมายของเขาอยู่ได้ดี ก็เป็นความหมาย ที่หมายถึงญาณที่เกี่ยวข้องไปในทางธรรม เกี่ยวข้องไปในทางธรรม เกี่ยวข้องไปในทางปรมัตถธรรม จริงๆก็เกี่ยวข้องไปในทางปรมัตถธรรม ถ้าหมายถึงคำว่าปัญญา ก็จะต้องมีกำกับขยายความลงไปถึงขั้นปัญญินทรีย์ หรือปัญญาพละ เราจะหมายความเอาถึงชั้นปัญญินทรีย์ หรือปัญญาพละก็ได้ด้วย ไม่ได้หมายถึงขั้นปัญญา แต่ถ้าบอกว่าเป็นเนื้อหาของปรมัตถ์แล้ว มันก็หมายถึงญาณทัสสนะ หรือหมายถึงปัญญาธรรมดาด้วย หรืออธิปัญญา อย่างนี้เป็นต้น คือหมายถึงปัญญาที่ไปในทางธรรมแล้ว เป็นปัญญาทางที่เข้าขั้นของอริยะ ญาณทัสสนะนี่จะไม่เป็นความหมายของญาณทัสสนะไปทางที่ไม่ใช่อริยะ ถ้าไปเป็นปัญญา หรือความรู้ในแบบเดรัจฉานวิชาที่หมายถึงลักษณะของนามธรรม หรืออรูปเข้าไปอีก มันก็เหมือนกัน ญาณทัสสนะไปในทางที่เป็นเดรัจฉานวิชา ถ้าญาณทัสสนะไปในทางเดรัจฉานวิชา มันก็เรียกว่าญาณทัสสนะก็ได้ แต่ว่าต้องมีความรู้ทางด้านของพุทธวิชา ความรู้ทางสัมมาทิฏฐินี้ประกอบไปด้วย ว่าอันนี้หมายถึงความรู้ในด้านปรมัตถ์ หรือในด้านจิตเจตสิกเหมือนกัน แต่เป็นเรื่องเดรัจฉานวิชา เป็นเรื่องพลังจิต เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิต ไปในทางที่มันเป็นนามธรรม เป็นอรูป ซึ่งเราก็รู้ว่าอันนี้มันไม่ใช่ทางแห่งความพ้นทุกข์ แต่มันเป็นเรื่องของนามธรรมในระดับที่พิเศษเหมือนกัน ไม่ใช่ในระดับสามัญ แจ้ง มีญาณทัสสนะ มีแจ้ง มีญาณทัสสนะ มีเห็น หรือมีญาณทัสสนะ มีรู้ ก็มีธาตุรู้ที่ของเรา ไปเป็นธาตุรู้ของเรา มี ประสิทธิภาพ ธาตุรู้ของเรามีคุณภาพ เข้าไปรู้ได้ ทีนี้เกิดได้อย่างไร ฝึกฝนมาอย่างไร ก็เกิดได้ อย่างปฏิบัติ ใครปฏิบัติในลักษณะที่จะฝึกให้เกิดพลังจิต หรือให้เกิดการรู้ทางจิต แบบที่ไม่ใช่พุทธวิชาตรง เป็นเรื่องของนามธรรมทางด้านไม่ใช่พุทธวิชา เขาก็จะได้อย่างนั้น เช่น ไปนั่งสมาธิอย่างที่ทำกันทั่วไปทั่วโลก สมาธิทั่วโลก ก็คือนั่งหลับตา แล้วก็เกิดความสงบลง คือเรียนรู้อาการของทางจิต ที่จิตมันปรุง มันวุ่น มันมีอะไรต่ออะไรที่มันสับสน อาการของกาม อาการของพยาบาทอะไรที่เป็นนิวรณ์ เขาก็พยายามสะกดลงไป รู้ เขาก็พอรู้ เขาไปอย่างนั้นละ เป็นการเรียนรู้ญาณทัสสนะทางด้านปรมัตถธรรมเหมือนกัน เสร็จแล้วเขาก็สะกดลงไปดื้อๆ เอาวิธีนั่งสมาธิ แล้วก็สะกดจิตไปเฉยๆ การนั่งสมาธิ สะกดจิตลงไปเฉยๆนั้น ทางพุทธเราก็เรียน เราก็รู้ด้วย แล้วเป็นแบบพุทธเรา ก็คือรู้แจ้ง รู้จริง ตามความเป็นจริง เราสะกดจิตลงไปอยู่ในภวังค์ อยู่ในภพ เมื่อสะกดจิต จิตนิวรณ์มันไม่มีแล้ว ก็เอามาใช้ มาใช้คิดนึก มาใช้ปรุง ใช้ตรรกะนี่แหละ ใช้ตรรกะ วิตรรกะ ซึ่งเขาก็ใช้อยู่ในภาษาของฌาน ฌานที่เมื่อเวลาอยู่ในภวังค์ เมื่อเวลาไม่มีนิวรณ์ จิตมันปราศจากนิวรณ์ หรือว่านิวรณ์อ่อนๆจางๆ ลงไป จนกระทั่ง จิตมันมีพลังคิดที่มันแข็งแรงของมัน มันไม่มีนิวรณ์กวน มันก็จะสะอาดจะบริสุทธิ์ จะขบคิด จะตรรกะ วิตรรกะ สังกัปปะ ในภวังค์ก็ได้ แต่มันเป็นตรรกะน่ะ จะปรุงคิดนึกเป็นสังขารก็ได้ ปรุงแต่ คิดนึกผกผันอะไรไปก็ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า มีสัญญาเก่า เอามานึก มาคิดก็คิดได้นะ จะคิดอยู่ในวังวนของตนเอง คนนั้นจะสามารถระลึกชาติ หรือระลึกความหลัง ระลึกความเก่า เมื่อไม่ได้รับใหม่ จาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ข้างนอกมารับรู้ใหม่ ฟังมาใหม่ ได้ยินมาใหม่ ได้เห็นมาใหม่ เพิ่มเติมจากที่เรารู้ ที่เราได้ซับไว้ในสัญญา มันก็จะเป็นของเก่าของเราทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ผู้ใดจะนึกจะคิด จะปรุง จะบวกลบคูณหารอะไรต่างๆนานา ก็จะมีประสิทธิภาพของความรู้ เราจะมีคุณภาพ ประสิทธิภาพของความเฉลียวฉลาด ของความที่เป็นคนมีญาณขนาดไหน มันก็จะปรุงขึ้นมารู้ ให้รู้ในขณะที่เราสังขาร ในขณะเราตรรกะ วิตรรกกะ ในขณะที่เราคิดนึก คิดนึกผักผันอะไรอยู่นั่นแหละ จะย้อนระลึกไปถึงความเก่า เรียกว่าบุพเพนิวาสานุสติ ก็ดึงเอาสัญญาเก่า เอาความรู้ที่เคยรู้เคยเห็น เคยแจ้งเคยมีเก่า เหมือนในครัวนี่ มันมีสมบัติอะไรอยู่ในครัวนี่ มันจะหมกจะหมักอยู่ในซอกในมุม อยู่ในลิ้นชัก อยู่ในอะไร ฝังอยู่ในตรงไหนก็แล้วแต่ ในครัวของเรานี่ เป็นหลายปี ก็เหมือนหลายชาติ เราไม่เห็น เราก็ยังไม่ได้เอาออกมา เรานึกไม่ถึง แล้วมันก็ลืม เหมือนมันไม่มี แต่มันก็ยังอยู่นั่นแหละ มันอาจจะกร่อน มันอาจจะเสื่อมบ้าง ถ้าเราระลึกดีๆ ถ้าเราอะไรดีๆ จริงๆ สัญญานี่มันก็เสื่อมได้ แต่ว่ามันก็ดึงขึ้นมาได้ มันไม่สูญไปทีเดียว เหมือนอย่างพระพุทธเจ้า ท่านระลึกย้อนชาตินี่ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันหายไป เห็นไหม การระลึกย้อนชาติไปไม่รู้กี่ชาติๆ แสนชาติโน่นแน่ะ หลายแสนชาติ สังวัฏกัปวิวัฏกัปโน่นแน่ะ ไปเอามาจากไหน ใครไปเก็บไว้ให้ท่าน ท่านเก็บของท่านไว้เอง สัญญาเก็บไว้ ของพวกคุณก็มีอยู่ทุกวันนี้ แต่พวกคุณค้นลงไปในก้นครัวของคุณไม่ได้ ยังไม่มีพลังของจิต ที่จะค้นเข้าไปในก้นครัวออกมารู้ ดึงออกมารู้ ออกมาเห็น มันก็ฝังอยู่อย่างนั้นแหละ มันก็ปิด มันก็หมกอยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าไม่สามารถเลยตลอดชาติ ไม่รู้กี่ชาติ ตลอดชาติไหน ถ้าไม่สามารถ ก็ไม่สามารถจะดึงออกมารู้ แต่มันก็ไม่สูญไปไหน เพราะฉะนั้น ถ้าสามารถฝึกปรือไปอีก คือฝึกปรือไป ฝึกปรือจิตใจไป จนกระทั่งสามารถเหมือนพระพุทธเจ้า คุณก็สามารถหยั่งย้อนกาล หยั่งย้อนกาล อดีต ก็เหมือนกับค้นเข้าไปในครัวนี่ เข้าไปดึงเอาของเก่าของเราออกมารู้ทั้งหมด มันไม่หายไปไหน จิตวิญญาณนี่ ใครจะไปเก็บรักษาไว้ให้เรา จิต เจตสิกของเรา สัญญา เจตสิก ความจำ หรือว่าสิ่งที่รู้ ที่จะกำหนดรู้ตามนั้น ถ้าอดีต ก็กำหนดรู้ตาม หยั่งตามกาละ ย้อนกาละไปหาอดีต เพราะฉะนั้น ถ้ามันมีอยู่จริง มันก็เจอจริง มีอยู่จริงก็เจอจริง นี่ ก็เรียกว่าญาณได้นะ ถ้าเผื่อว่าไม่เข้าใจในแนวของพุทธ ก็ระลึกไป แล้วก็ไปหลงใหลได้ปลื้ม ไปเก่ง ไปวิเศษ หรือเอาไปใช้ในทางที่มันเป็นไปเพื่อความละ หน่าย คลาย ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ไม่เห็นเป็นนิพพิทาญาณ ไม่ได้ปรุงอย่างนั้น กลับกลายเป็นปรุงไปในเรื่อง เอามาใช้ในทางโลก เสร็จแล้วจะทุกข์ จะวุ่นมากเลย ยิ่งระลึกชาติได้มากชาติ มันยิ่งจะนัวเนียใหญ่ ยกตัวอย่างง่ายๆ คนเอาใช้ง่ายๆนะ แล้วจะก่อทุกข์ เช่นว่า คนนี้ระลึกได้ชาติ ได้ 5 ชาติ 10 ชาติ เสร็จแล้วก็มาจำได้ อ๋อ คนนั้น คนนี้นี่นะ เป็นพี่เราน้องเรา ตั้งแต่ชาติปางก่อน เป็นพ่อเราแม่เรา เป็นผัวเราเมียเรา เป็นลูกเรา โอ้โห ขนาดมีผัวเดียวเมียเดียวนี่ มันยังทุกข์เลย ถ้าไปบอกว่าคนนี้ก็เป็นผัวเก่า คนนี้ก็เป็นเมียเก่า คนนี้ก็เป็นพ่อเก่า คนนี้ก็เป็นแม่เก่า พ่อก็มากลูก ลูกก็มาก หลานก็มากเข้า คุณจะทุกข์ขนาดไหน ยุ่งกันตายเลย ปฏิบัติอย่างผัวเมีย เอาละ พ่อแม่ ก็อาจจะเป็นพ่อแม่ มันอาจจะแย่งกันบ้างนะ พ่อแม่มันก็ต้องแย่งลูกกันบ้าง แต่พ่อแม่ก็แย่งลูก เอาชัดๆ ผัวเมียนี่ แย่งผัวแย่งเมียทีนี้ โอย ถ้าไประลึกได้เยอะๆ คนนี้ก็ผัวเก่าเมียเก่านี่ ระลึกได้สัก 8 คนเท่านั้นแหละคุณ รับรอง มันจะทุกข์ขนาดไหนล่ะ ถ้าแบบเดรัจฉานวิชานะ มันไปยึดมั่นถือมั่น มันไปจำเอา มันบอกว่านี่เป็นของกู นี่เป็นเรื่องของกู มันเห็นว่าเป็นจริงเป็นจังไปหมด เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความรู้ในทางพุทธศาสนา ที่เป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่เห็นอะไรเป็นจริงเป็นแท้ เห็นแต่เป็นความที่เป็นปรุงไป ผ่านไป สังเคราะห์ สังขารกันไป แต่ละชาติ แต่ละช่วง แต่ละกาละ มันก็เกิดหมุนเวียนเปลี่ยนแปรไปอย่างนั้นแหละแล้วๆเล่าๆ แล้วก็หมุนเวียนเปลี่ยนไป เราเอง ถ้าเข้าใจว่ากรรมเท่านั้น เป็นสิ่งที่อาศัย กรรมเท่านั้นละเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเราทำกรรมดีก็ได้อาศัยกรรมดี ถ้าเราทำกรรมดี กรรมดีก็พาเกิด กรรมดีก็เป็นเผ่าเป็นพันธุ์ เป็นเชื้อที่จะพัฒนาต่อไปได้ กรรมชั่วก็พัฒนา พัฒนาชั่ว ให้ชั่วหนักยิ่งขึ้น ก็แล้วแต่เถอะ ใครจะเอากรรมชั่วไปพ้น ก็พัฒนาชั่วสร้างเชื้อชั่วไว้ให้มากๆ ก็พัฒนาเชื้อชั่วไปก็แล้วกัน เป็นกรรมพันธุ์ แต่ถ้าใครเชื้อดี สั่งสมเชื้อดี ก็ได้ดีเป็นเชื้อไปเรื่อยๆ เรื่อยๆๆๆ มันก็ต่อเชื้อดีไป เราเข้าใจกรรมอย่างพุทธนี่นะ เห็นกรรมเป็นหลัก กรรมเป็นสิ่งที่จริง กรรมจำแนกสัตว์ กรรมเป็นของของตน กรรมเป็นมรดก เราจะต้องรับมรดกของกรรมของเราเอง กรรมพาเราเกิด เราหมุนเราเวียนไป จะไปอีกกี่ชาติก็นานับชาติจริงๆเลย พาเราเกิด ถ้าเราเชื่อกรรมนี่เป็นหลักอย่างชัดเจน แล้วทีนี้จะเชื่อก็คือเกิดญาณทัสสนะอีกแหละ ซ้อน จะเชื่อกรรมนี่ ก็เกิดญาณทัสสนะ เกิดเห็นว่า โอ๊ จริงๆเลยนะชีวิตนี่ เพราะฉะนั้น ใครที่มีญาณ มีความเข้าใจ หรือว่ามีความรู้ที่รู้จนกระทั่งเชื่อ เรียกว่าเชื่อ ก็คือศรัทธา มีกรรมศรัทธา วิปากศรัทธา เชื่อในกรรม เชื่อในวิบาก รู้ว่ากรรมคืออะไร วิบากคืออะไร กัมมัสสกตาศรัทธา รู้ว่ากรรมเป็นของของตน เชื่อว่ากรรมเป็นของของตนจริงๆเลยนะ กรรมเป็นของของตนนี่ เราทำนี่ เราเป็นอะไร เราเป็นอะไรอยู่ นี่มันเป็นเพราะกรรมของเรานะนี่ เรามาเจอวิบากอย่างนั้น เรามาเจอวิบากอย่างนี้ ซึ่งเป็นอจินไตยที่มากมาย เหลือแต่ลีลาของมนุษย์ที่จะต้องไปเจออย่างนั้น เจอพบอย่างนี้ เหตุการณ์อย่างโน้น อุปสรรคอย่างนี้ เหตุการณ์ที่ดี เหตุการณ์ที่ร้าย เจอทุกข์ เจอร้อน เจออย่างโน้นอย่างนี้ จะเข้าใจสภาพพวกนี้ มีญาณทัสสนะที่รู้ ที่เชื่อ ที่เห็นจริง ไม่ใช่เชื่อดายๆนะ เชื่ออย่างมี ของพระพุทธเจ้า นี่จะต้องมีองค์ประกอบของศรัทธาและปัญญา ประกอบไปเรื่อยๆๆๆรู้เรื่อยๆ ก็เพราะฝึกฝน แล้วก็เพราะทิฏฐิ ความเห็นหรือทฤษฏีความเน หรือมีหลักการทฤษฏีนี่ ภาษาไทยเรากลายเป็นหลักการ ทิฏฐิ หมายความถึงลักษณะของจิต ที่มีความเข้าใจ หรือมีความเห็น ที่ความเข้าใจหรือความเห็นนั้นมันเป็นตัวนำ เป็นตัวนำให้เราเป็นประธานสิ่งทั้งปวง ที่จิตก็เป็นประธาน มรรคองค์ 8 ทิฏฐิก็เป็นประธาน เสร็จแล้วเราก็ระทำลงมือทำ เพราะฉะนั้น คำว่าทิฏฐิภาษาบาลี คำว่าทฤษฎี ภาษาสันสกฤต ความจริงมันความหมายเหมือนกัน แต่มาแปลมาใช้ในภาษาไทยแล้วกลายเป็นว่า ทิฏฐินี่ มีความรู้สึกว่าคล้ายๆมองเป็นหลักการ ที่เราจะกระทำตามสูตร ตามหลักการ ทฤษฎี คล้ายๆอย่างนั้น แต่ความจริง มันจะเป็นตัวเดียวกัน แต่มันหยาบ หรือว่ามันเป็นรูปธรรมมากกว่าทฤษฏี เหมือนเป็นรูปธรรมมากกว่า ทิฏฐิเเหมือนกับเป็นนามธรรมมากๆ เป็นความเห็นความเข้าใจ เหมือนกับความเห็นความเข้าใจเท่านั้น แต่แท้จริงมันหมายถึงหลักการด้วย เห็นแล้วเข้าใจแล้วก็เป็นหลักการว่า แล้วเราจะทำอย่างไร เป็นหลักการต่อไป ก็ทำตามทิฏฐิ ทำตามหลักการนั้น หรือลงมือทำ ลงมือทำตามหลักการนั้น ตามความเห็นความเข้าใจนั้น ที่จริงทิฏฐิ หรือทฤษฏี มันก็เป็นนามธรรม มันก็เป็นญาณทัสสนะ หรือว่าเป็นตัวรู้แรกๆต้นๆ เหมือนกัน แล้วเราก็ทำตามนั้น ฝึกฝนได้มาอย่างไร ก็ฝึกฝนได้มาอย่างที่เราก็ต้องทำจริงน่ะซี ปฏิบัติละ ลด หน่าย คลาย ปฏิบัติมีศีล หลักเกณฑ์อะไรก็เรียนรู้ปรมัตถ์ เรียนรู้กาย วาจา ใจ การสังวรให้สำรวมกาย สำรวมวาจา มันก็มีผลทางใจด้วย อย่างที่อาตมาเคยยืนยันให้ฟังแล้ว เพราะว่าเราจะสังวรให้กายกรรมเป็นอย่างนี้ ไม่ให้มันไปทำอย่างนั้น หรือจะให้ทำอย่างนี้ให้ยิ่งขึ้น อะไรก็แล้วแต่ มันก็ต้องใช้จิตนี่แหละเป็นตัวบังคับ จิตนี่แหละเป็นตัวที่จะมีสติรู้ว่าอะไร ถ้าไปอย่างนี้ มันเป็นการผิด ผิดทฤษฎี ผิดทิฏฐิที่เราเข้าใจ อย่างโน้นเป็นมิจฉามันไม่ดี ต้องทำอย่างนี้เป็นสัมมา อย่างนี้ถูก มันก็ต้องมีตัวรู้ที่กำหนด มีหางเสือ มีสติ มีสัมปชัญญะ มีปัญญา มีตัววิจัยวิจารณ์ แล้วก็ควบคุมบังคับ บางทีเราก็บังคับไม่ค่อยไหว อินทรีย์พละมันอ่อน ฝืนไม่ค่อยไหว ตามใจกิเลส หลายทีไปตามใจกิเลส แต่ถ้าเราชนะทำให้มาตามทิฏฐิ หรือตามความเห็น ตามความเข้าใจ ตามที่เรารู้ว่าอย่างนี้น่ะ มันดีกว่า ทำอย่างนี้ให้ได้ ก็ฝึกฝนสั่งสม สั่งสมการฝึกฝนเรียกว่ากรรมทั้งนั้น เป็นการกระทำลงไป กระทำทางกาย กระทำทางวาจา แม้แต่กระทำทางจิต จิตที่สังวร จิตที่มีสติสังวร จิตที่มีการระลึก จิตที่มีการสำนึก จิตที่มีการตั้งใจ มีการพยายาม จิตที่มีความพยายาม จิตที่มีความเพียร จิตที่บังคับตัวเอง แล้วพร้อมกันนั้นจิตก็วิจัย วินิจฉัย วิจัยหรือธรรมวิจัย วิจัยในสภาวะที่เกิดขึ้นในปัจจุบันใดๆ ก็แล้วแต่ ทางกาย วาจา พร้อมกับอาการทางใจ ทั้งอารมณ์ของใจด้วย วิจัยลงไป อ่านสิ่งที่อ่านนั่นแหละก็คือญาณ มันจะเกิดการรู้ อ่าน คำว่าอ่านนี้ คุณก็จะต้องพยายามใช้ความรู้ ธาตุรู้ของเราอ่าน อ่านไปให้ถึงขั้นอาการ ลิงคะ นิมิต ทางจิต ทางใจ หรือว่าปรมัตถ์ จิต เจตสิก อันนี้ เรียกว่าอันนี้ เออ กิเลสนะ อันนี้ตัวร้ายนะ อันนี้ตัวนี้มันมีฤทธิ์มีแรงร้ายๆ มันผลักให้เรา หรือบังคับเราให้เป็นอย่างนี้ เราพยายามวินิจฉัย แล้วก็วิจัยของมัน จนกระทั่งวิปัสสนา วิปัสสนา คือหาเหตุหาผล หาความจริง หาความจริงหยั่งความจริง ย้ำความจริง อาตมาอยากจะย้ำกับพวกเราให้มากเหมือนกันอันนี้ เห็นเลยว่า มันเป็นอนิจจัง เห็นเลยว่ามันก่อทุกข์นะ อย่างนี้มันเป็นทุกข์ มันพาเราเป็นทุกข์ ทุกข์อย่างไรบ้าง ตัวอย่างเราระลึกไป วิจัยไป อ๋อ นี่แหละ เพราะอย่างนี้ เราถึงทุกข์มานานกาล เราจะต้องไปพัวพัน เราจะต้องเป็นภาระ เราจะต้องเหน็ดเหนื่อย เราจะต้องมาบำเรอตน แล้วก็หลงว่าเป็นของอร่อย เราโง่ว่าเป็นความสุข ความสุขไม่มี สุขไม่มี พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้สุข สุขนั่นมันเป็นของโลกีย์นะ มันมาสม อยากนะ สมอยากเรียกมันว่าสุข เป็นโลกียสุข เป็นสุขหลอกๆนะ เป็นความหลอกนะ สุขนี่มันเป็นความหลอก เป็นสุขัลลิกะ เป็นสุขัลลิกะ เป็นอัลลิกะ สุขนี่มันเป็นอัลลิกะ เป็นความหลอก ความจริงเป็นเช่นนั้น บอกคุณไว้ว่า คุณก็ไปพยายามพิสูจน์ความจริงว่า เออ จริงนะ ถ้าเราไม่มีสิ่งนี้แล้ว เราตายไหมล่ะ เราไม่มีสิ่งนี้แล้ว เราเบิกบานร่าเริงได้ไหมละ เราไม่มีสิ่งนี้เรามีชีวิตชีวาได้ไหมละ คนที่มีประสิทธิภาพของญาณ ได้พิสูจน์ความจริงมาเรื่อยๆ ลดลงมา เห็นความจริงได้ ลดละ จางคลายได้ ก็รู้ว่า โอ๊ย ลดละ จางคลายนี่ เบากว่า หนักน้อยกว่า วุ่นวายน้อยกว่า อิสระมากกว่า เป็นอิสระพ้นความผูกยึด เสร็จแล้วก็ยังสามารถที่จะไปทำงานสร้างสรรเสียสละ โดยไม่ต้องเห็นว่าเป็นสุขอะไร รู้ว่ามันเหนื่อย รู้ว่ามันทุกข์ รู้ว่าเป็นภาระ แต่ว่ามันเป็นคุณค่า ความดี เอาพลังงาน เอาแรงงาน เอาทุนรอน เอาเวลาไปสร้างสรรไปทำอื่นกิจอื่น ไม่ต้องมาทำบำเรอตน เป็นคุณค่าไหม พวกนี้เป็นเหตุเป็นผล พวกนี้เป็นเรื่องจริง เป็นสัจจะ วิปัสสนาญาณ หรือญาณทัสสนะนี่ เขาก็ใช้แทนกันได้ จะใช้แทนกัน พิจารณาซ้ำซ้อนลงไปให้จริงเลยว่า มันไม่ใช่เรื่องจริงเลย มันไม่ใช่ แล้วมันก็เปลี่ยนแปรไป มันไม่เห็นจริงจังตรงตัว เพิ่มก็ได้ ลดก็ได้ เปลี่ยนไปก็ได้ อนิจจัง แล้วก็พาทุกข์ ทุขก์ก็มีเหตุแห่งทุกข์ เห็นเหตุของมันว่า จิตวิญญาณของเรานี่ ไปหลงว่ามันเป็นสุขกัน ก็เป็นเหตุแห่งทุกข์เหมือนกัน เป็นตัณหาเป็นอุปาทาน เป็นกิเลส ตัณหา อุปาทาน อุปาทาน แล้วก็ไปหลงผิด แล้วสุขกัน ก็เป็นเหตุแห่งทุกข์เหมือนกัน เป็นตัณหา เป็นอุปาทาน เป็นกิเลส ตัณหา อุปาทาน อุปาทานแล้วก็ไปหลงผิด แล้วก็เมื่อมี ก็มีความอยากมาบำเรอ ถ้าเราลดตัวทิ้งเลย ตัวอยากมาบำเรอ อย่าไปอยากเลย ลดไป อุปาทานก็เข้าใจให้ถูก อย่าไปเข้าใจผิดๆอย่างนั้น เราพยายามพิสูจน์เป็นเรื่องๆๆๆ แต่ละเรื่อง เรื่องที่หยาบๆ จนกระทั่งชัดเจน อ๋อ เรื่องนี้ เกิดอาการทางใจอย่างนี้ แล้วเราลดอาการทางใจที่เป็นกิเลสลงไปอย่างนี้ แล้วก็ว่างละ มีวูปสโมสุข เป็นรสอย่างนี้ เป็นอารมณ์อย่างนี้ รู้อารมณ์แห่งความสงบระงับ ว่ามันเป็นสิ่งที่ดีกว่าที่จะไปสุขัลลิกะ พิจารณาอ่านโดยญาณที่เห็นของจริง ตามความเป็นจริง โดยเฉพาะอารมณ์ทางจิต เป็นอารมณ์นิพพาน หรืออารมณ์วิมุติ หรืออารมณ์แห่งความหน่ายคลาย กับอารมณ์แห่งความเสพสม เปรียบเทียบกัน แล้วก็พิจารณาซ้อนลงไป ว่าอะไรที่มันเป็นภาระมากกว่ากัน แล้วมันยิ่งมันใหญ่อะไร มันเป็นคุณค่าอะไร ถ้าเราไม่มีอารมณ์อย่างนั้น แล้วไม่ไปทำอย่างนั้นให้แก่ตนเองนี่ ตนเองก็อยู่เป็นสุขไหมล่ะ ทำลด ละ จางคลาย หรือว่าวิมุติได้ในเรื่องนั้นเรื่องนี้ มันก็อยู่ดีนี่ ก็เบิกบานร่าเริง สงบ ไม่เป็นภาระ ไม่ต้องวุ่นวาย ไม่ต้องหนักหนาด้วย แล้วก็มีคุณค่า มีประโยชน์ เอาแรงงาน เวลา ทุนรอนอะไร ไปสร้างสรรเป็นประโยชน์อย่างอื่นได้จริงๆเลย เป็นมนุษย์ประเสริฐ ที่เป็นมนุษย์มีคุณค่า ที่มีราคาขึ้นอีก เป็นที่พึ่งของคนอื่น ไม่ใช่ไปเที่ยวได้รบกวนคนอื่น เบียดเบียนคนอื่น อาศัยคนอื่น เราให้คนอื่นเขาอาศัยด้วยซ้ำ ยิ่งมีมาก อย่างเรายิ่งมีพลังมาก เรายิ่งมีประสิทธิภาพ ก็เอามาสร้างสรรให้คนอื่นได้ ได้พึ่งได้อิง ทั้งด้านฝีมือ ความสามารถ ทั้งด้านของความรู้ ทั้งด้านของสัจธรรม เห็นเป็นทุกข์ แล้วก็ไม่ใช่ตัวตน อนัตตา พิสูจน์เลยว่าเมื่อมันตายสนิท มันไม่ใช่ตัวตนที่มันวิเศษวิเสโสอะไร มันเป็นของประกอบอย่างลวงๆ มันเป็นตัวไม่จริง มันเป็นตัวตนที่มันเป็นของหลอกของลวง มันเป็นตัวตนจริงๆ เห็นว่ามันเป็นอัตตาจริงนะ คือจะเข้าใจอัตตา โอ เป็นอัตตาจริงๆ พอเราล้างลดหมดเลยนะ มันไม่เหลือที่เราแล้ว โอ๊ มันไม่ใช่ตัวอัตตา มันไม่มี มันตายได้ ตายได้ เรากลับไม่ตาย พวกกิเลส หรือว่ากิเลส ตัณหา อุปาทานเหล่านั้น ที่มันยึด มันติด ที่มันเป็นรสอร่อย เป็นอะไรอย่างที่มันเป็นโลกียะทั้งหมดนั่น ตายหมด เหลือเล็กเหลือน้อย เหลือขนาดอนุสัย เรียกว่าอนุสัยกิเลส หรือว่าอย่างละเอียด หรือว่าอาสวะ เราก็ถอนสิ้น ไม่เหลือ ไม่มีอาการ ไม่มีสภาพ ไม่มีบทบาทขึ้นมาเลย ทางใจเป็นตายสนิท ดับสนิท นิโรธ ดับไม่เหลือ ไม่มีเกิดอีก อาการอย่างนั้น ด้วยเหตุปัจจัยอย่างนั้น มันก็ไม่ทำให้เกิดอีก มันไม่เกิดอาการของกิเลสอีกเลย แล้วมันวิเศษขนาดไหน คุณก็มีตัวรู้ที่เรียกว่าญาณทัสสนะวิเศษ มันรู้ลักษณะพวกนี้ ก็ฝึกเอานะ อาตมาก็ได้แต่อธิบายความหมายไปให้เข้าใจนะ ทีนี้ถามว่าความเข้าใจที่มี ทำไมจึงยังทำบาปอีกทั้งๆที่รู้ ความเข้าใจก็บอก แล้ว ประสิทธิภาพของความเข้าใจ หรือว่าความเห็น หรือว่าความรู้ จะเรียกว่าญาณทัสสนะ ก็อย่างอ่อนเหลือเกิน แต่ถูกทิศทาง ก็แล้วกัน ทิศทางไปเพื่อความหน่ายคลาย แล้วก็เป็นเรื่องหยั่งลงไปถึงปรมัตถ์ จิต เจตสิก กิเลสโลภ โกรธ หลง อะไรพวกนี้ อาการอะไรพวกนี้ ถ้าเราพอเข้าใจไปเรื่อยๆ เราก็ตามความจริงพวกนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็ฝึกหัดลดละ จางคลายไปเรื่อยๆ จะเกิดคุณค่าอะไรขึ้นมาตามลำดับๆ ขึ้นมาเรื่อยๆนะ ญาณพวกนี้ พิสูจน์จริงๆนะ เราเมื่อเห็นว่าสิ่งนี้ชั่ว สิ่งนี้ไม่ดีไม่ควร ที่นี่เป็นอานิสงส์คุณลักษณะอย่างนี้นี่นะ เราเอามาเป็นข้อศึกษาได้ไม่ขอแทรก เป็นข้อศึกษาได้ว่าอย่างนี้แหละ เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่า ถ้าเผื่อว่าเราอยู่กับหมู่ชน ความรู้ความสำนึก หรือความกำหนด หรือความสมมุติ ถ้าเราสมมุติเหมือนๆกัน มีทิฏฐิสามัญญตา มีศีลสามัญญตา มีความสมมติเหมือนๆกัน เสร็จแล้ว เราไม่เหมือนกับเขา เราไม่เหมือนเขาทั้งกาละทั้งรูป ทั้งบทบาทลีลาท่าทางอะไรก็แล้วแต่ การกระทำกรรมทั้งหลายแหล่ มันไม่เหมือนกันอย่างชัดแจ้ง สิ่งที่ไม่เหมือนกันอย่างชัดแจ็งนั่นแหละ คนเขาเรียกว่าบ้า ไม่เหมือนเขากำหนดไม่รู้ ไม่พรักพร้อม ไม่เป็นไปด้วยกัน เรียกว่าทิฏฐิ ไม่สามัญญตา ศีลไม่สามัญญตา ถ้าเผื่อว่าเป็นอย่างนี้ไปจริงๆมันก็อยู่นอกหมู่นอกกลุ่ม ทำอะไรก็เข้ากับเขาไม่ได้ คนอย่างนี้ชัด มันชัด ทีนี้น้อยกว่านี้ มันก็เหมือนกันแหละ ว่าเราเองเราไม่ได้มีศีลสามัญญตา ไม่มีทิฏฐิสามัญญา ไม่มีสิ่งที่สมานประสานหลัก- เกณฑ์ในการประพฤติ กฎ ระเบียบวินัยก็ไม่เหมือนกัน ถือกันคนละแบบ มันก็ไม่สมาน มันก็เข้ากันไม่ได้ ทิฏฐิความเห็น ความเข้าใจ มันก็ไม่เข้าใจ หรือญาณ-ทัสสนะมันก็คนละทาง ญาณทัสสนะอันหนึ่งเห็นดีเห็นเด่นไปในทางเดรัจฉานวิชา อีกอันหนึ่งเห็นไปในทางพุทธ อย่างนี้เป็นต้น หรือเห็นอันหนึ่งเด่นไปทางโลกียะ อีกอันหนึ่งมาทางโลกุตระ มันคนละทางกัน เราก็จะรู้สึก แต่ส่วนของพระพุทธเจ้าเรานี่ เราเข้าใจเขาให้ได้ก็แล้วกัน เขาเข้าใจอย่างนั้นจริงๆนะ เขาเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ แล้วเขาก็รู้สึกว่าเขาทำสิ่งที่ดี เขาทำสิ่งที่ดี เขาก็คิดว่าเขาทำสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกตามของเขา แล้วเขาก็เป็นสุข ทีนี้ลึกลงไปกว่านั้น เราก็มาเอาสามัญของคนด้วยกัน ถ้ามันไปเบียดเบียนคนอื่นน่ะมันชั่ว ถ้ามันไปทำร้ายคนอื่น มันชั่ว หรือว่ามันไปเอาเปรียบเอารัด มันไปเห็นแก่ตัว มันเอามาให้แก่ตัว แล้วมันก็ไปทำเขารุนแรง รุนแรงชนิดไหนก็แล้วแต่เถอะ เอาตั้งแต่หยาบๆ รู้ว่าอย่างนี้รุนแรงแล้วละ จนกระทั่งถึงกายกรรม ถึงท่าทีลีลาให้กำหนดไว้ แค่ไหน ก็เอาแค่นั้น รุนแรงนะ ถ้าเกินขีดนี้ เรียกว่ารุนแรง ถ้าไม่เกินขีดนี้ เรียกว่าไม่รุนแรง มันก็เป็นการกำหนด เป็นการสมมุติ เราก็รู้ขนาดรู้อะไรต่ออะไร ไปกำหนดโดยที่เรียกว่าใครไปกำหนด เอาจำเพาะขนาดนั้นขนาดนี้ โดยที่ตายตัวมากไป คนนั้นก็จะตายตัว แล้วก็ยึดอยู่อย่างนั้นละ ถ้าเกินขีดนี้ฉันก็ทุกข์ แต่ถ้าคนไหนที่ไม่กำหนดตายตัวรู้ว่า เออ กาละอย่างนี้ องค์ประกอบอย่างนี้ เรียกว่ามีสัปปุริสธรรม 7 ประการ คนนั้นก็ยืดหยุ่นได้มาก การยืดหยุ่นนั้นก็ไม่ทำให้เราทุกข์มาก แล้วเราก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่า เออ อันนี้เป็นอย่างนี้ๆ โลกนี้มีทุกอย่าง ตั้งแต่ชั่วร้ายที่สุดจนกระทั่งถึงดีที่สุด เป็นความจริงของความจริงอย่างนั้นทั้งหมด แล้วเราก็กำหนดรู้ว่าขีดใด ที่เรียกว่า ขีดของอริยะ ขีดใดที่เรียกว่าขีดดี สิ่งที่ดีน้อยกับดีมาก ดีมากที่เหนือกว่า ดีกว่าที่ดีนี่ สิ่งที่ดีกว่าถือว่าดี สิ่งที่ดีน้อยกว่าถือว่าชั่ว แล้วแต่ใครจะขีดตรงไหน เพราะฉะนั้น คนที่ทำดีได้ขนาดนี้ ก็ต้องเลิกทำดีขนาดนั้น เป็นดีกว่าให้ได้ ถือว่าดีขนาดนั้น ยังเป็นชั่วสำหรับเรา แต่อย่าพึ่งไปว่าคนอื่น คนอื่นเขายังไม่ได้ดีขนาดนั้น เขาดีต่ำกว่านี้ เขาจะต้องทำดีให้มาถึงขั้นที่ดี ที่เราทำได้แล้ว ไล่ขึ้นมา เราก็ต้องรู้ฐานะของเขาว่าเขาควรจะดีขึ้นมาตามลำดับอย่างนี้ ถ้าคนไหนไม่ไปดูถูกว่าเขา เขาดียังไม่ถึงเรา เราไปว่าเขาชั่วก่อน เราก็สบายใจ แต่ถ้าไปบอกว่า ไปถือว่าเขาชั่ว โดยที่เรานี่แหละดี มันก็เกิดมานะ หรืออัตตาขึ้นมา มันก็ไม่สบายใจ แล้วมันก็ข่ม ดูถูกคนอื่นน่ะ แล้วเราก็ไม่เป็นมิตรกันไม่ประสานกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะประสาน ก็หมายความว่าเรามันจะมีจิตไม่ไปดูถูก แล้วก็จะเข้าใจฐานะ ... ซึ่งสิ่งที่แรงขึ้น ก็ค่อยๆทำไปตามลำดับ แต่ขีดไหนที่แรงที่สุดที่ไม่ควรทำ ไม่ใช่ฐานะของเรา เราก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน