610305_เอื้อไออุ่นที่โรงเรียนผู้นำ จ.กาญจนบุรี สัจจะของธรรมาธรรมะสงคราม.docx
เนื้อหาในไฟล์
610305_เอื้อไออุ่น ที่โรงเรียนผู้นำ จ.กาญจนบุรี สัจจะของธรรมาธรรมะสงคราม
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สัจจะของโพธิสัตว์ผู้ตามรอยพระพุทธเจ้า พ่อครูว่า... วันนี้ วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม 2561 ที่โรงเรียนผู้นำ จังหวัดกาญจนบุรี แรม 3 ค่ำเดือน 4 ปีระกา วันที่ 5 นี้เป็น วันเกิดอาตมา วันเกิดของคุณจำลอง และวันเกิดของในหลวงด้วย ถ้าหากเราได้ที่ภูเขา เหมือนมาเทศนาที่โรงเรียนผู้นำ อยู่หน้าสระน้ำ ที่โรงเรียนผู้นำ มีภูเขา แต่ที่ราชธานีอโศก มีแต่น้ำ ไม่มีภูเขา มีแต่โพนซึ่งใหญ่กว่าจอมปลวกหน่อย คุณจำลองพูดซ้ำย้ำ วนด้วยเสมอว่า ผมเป็นจำลองคนใหม่ เพราะได้พบพ่อท่าน ลุงจำลองคนใหม่ เป็นอย่างไร ได้ทำงานเพื่อสังคมอย่างนั้น อย่างนี้ ช่วยสังคมอย่างนั้น อย่างนี้ ตามบทบาทการดำเนินของชีวิตที่ ดำเนินมาจนถึงบัดนี้ ย่างเข้า 84 ปีแล้ว ก็ภาคภูมิใจว่า ได้เป็นคนที่มีประโยชน์ต่อสังคมประเทศ ได้มากขนาดนี้ ก็จริง ขอยืนยันว่าคุณจำลองมาพบปะเข้ามา ไม่ได้อะไรจากอาตมา อาตมาเอาของพระพุทธเจ้ามา มาพูดมาอธิบายให้คนเข้าใจ คุณจำลองก็เข้าใจตามธรรมะพระพุทธเจ้าไป เอาไปประพฤติปฏิบัติได้ ก็เป็นของคุณจำลองไป การได้ไปนี้ ไม่ใช่ของอาตมา แหม ขี้ตู่จังของพระพุทธเจ้า อันนี้เป็นเรื่องสัจจะ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านเป็น ธรรมสามี คำนี้ไม่ใช่แสดงความเป็นตัวตน แต่เป็นสุดยอดความเป็นจริง ท่านฝึกฝนธรรมะสัจจะมา นับล้านๆชาติ ได้คุณธรรมสูงไกล เกินกว่าศาสดาองค์ใด ที่เป็นคน ศาสดาที่เป็นคนก็สามารถศึกษาสัจจะ แต่ของชาวพุทธ เราชัดเจน ว่าไม่ใช่ความรู้ของพระเจ้า แต่เป็นความรู้ของคน คนเรามีกรรมเป็นของๆตน และเราก็ศึกษาฝึกฝนเอาเอง ได้เองมีเองเป็นเอง สะสมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีในตนเอง เป็นของตนเอง ตามธรรม ก็เรียก อัตตา อัตตนียา ด้วยพยัญชนะ แต่เป็นตัวตนเอ
อ่านต่อ
ง เป็นอัตตา อัตตนียา มันซับซ้อนเป็นตัวตน มีของตนเอง แต่สิ่งที่ทำให้เป็นตน ที่เป็นของตนนั้น มันไม่ใช่ของตน และตนเองก็ไม่ได้ยึดว่า เป็นของตน มันซ้อนอย่างนี้ เป็นสัจจะที่เป็นจริง ในจิตใจผู้ที่ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ในจิตของผู้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ยึดมั่นเป็นตัวตน ไปอาศัยร่างกาย ดิน น้ำ ไฟ ลม มหาภูตรูป 4 นอกนั้นก็มีพลังงานที่สร้างขึ้น จิตเป็นระดับจิตนิยาม พลังงานระดับอุตุนิยาม ก็เกิดในวัตถุต่างๆ ความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า เกิดในวัตถุสสารต่างๆ คนก็มาใช้งานได้ พลังงานอีกระดับหนึ่งคือระดับพืช พืชพันธุ์ ธัญญาหาร มีอัตตาของมันมี ISH I คือตัวประธาน มันไม่มีพลังงานบวกลบ คืออิตถีภาวะ กับปุริสภาวะ เป็นความรู้พระพุทธเจ้าสอนไว้ เทียบเคียงกับสสารพลังงานทางฟิสิกส์ก็ได้ แต่พลังงานทางชีวะ ไม่มีตัวตน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทั้งหมด ในนิยามชีวิตทั้ง 5 ยิ่งมีจิตนิยาม เป็นมนุษย์ หรือสัตว์โลก ก็มีกรรมนิยามซ้อน และสูงสุดเป็น ธรรมนิยาม ที่แบ่งเป็นโลกุตรธรรม กับโลกียธรรม โลกียธรรม เป็นของสาธารณะทั่วไป ซึ่งจะข้ามขีด มีพลังงาน รู้ความเป็นจริงของโลกุตระ และก็จิตของคน มนุษย์ หรือจิตของมนุษย์นี้ ซึ่งเดรัจฉานทำไม่ได้ หรือแม้แต่เป็นคน ระดับอเวไนยสัตว์ เป็นสัตว์ที่ยังศึกษาไม่ได้ โดยสัจจะไม่ได้ไปข่มเขา ภูมิธรรมไม่พอเป็นโลกุตระได้ ไม่สามารถเป็นชาติเชื้อ ที่จะเกิดเป็นของตนได้เลย เพราะฉะนั้นก็เลยได้เท่าที่เขาได้ อยู่ในโลกีย์ ซึ่งจะวนเวียนอยู่นานมาก ศึกษาไปก็จะได้ การได้จากผู้ที่เป็นธรรมสามี คือเจ้าของโลกุตรธรรมนั้น ต้องได้จากสัตบุรุษ คือผู้ที่ได้มาจากพระพุทธเจ้า ได้มาจากสัตบุรษผู้มีเชื้อแก่นชีพ แล้วกระจายชาติเชื้อให้แก่ผู้อื่นต่อมาเรื่อยๆ ต่อเชื้อทางบุคคลที่สืบทอด ต้องได้รับฟังจากสัตบุรุษ จึงจะทำได้ ตัวตนเอง จะคิดเอาเองไม่ได้ จะเก่งอย่างไร ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ ได้เป็นปัจเจก เป็นโพธิสัตว์ สุดยอด เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านได้ความรู้เท่ากับพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ประกาศศาสนาสักหนึ่งสมัยเลย ที่จริงแล้ว ไม่มีพระพุทธเจ้าที่เป็น 2 สมัยหรอก แต่ท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณ มีสยัมภู เท่ากับพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ประกาศศาสนาในโลก และก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป ยกเลิกไปหมดเลย ความรู้ที่ยกเลิกอัตภาพ เรียกว่าปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ก็มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น ศาสนาอื่นไม่สามารถทำให้หมดอัตภาพได้ สลายหมดที่เป็นตัวตน เซลล์ ชีวะ แตกธาตุ เป็นอุตุนิยาม ดินน้ำไฟลม ไม่เหลือแม้พีชธาตุ ไม่เหลือ ต่างก็สลายไป ส่วนมันจะไปจับตัวตนอีก ก็อจินไตย ไม่ต้องพูดต่อ เป็นเรื่องตามเหตุปัจจัยของมัน นี่คือนัยลึกซึ้ง ละเอียด ของโลก ทั้งโลกจักรวาล ที่พระพุทธเจ้าสูงสุด ท่านตรัสรู้เรื่องนี้แล้ว เป็นอย่างนั้น อาตมาพูดได้อย่างนี้ไม่ได้อ่านจากตำราเล่มไหน พูดอย่างนี้เหมือนอวดดี แต่เป็นเรื่องจริง จากภูมิธรรมอาตมาเอง อาตมาสั่งสมความเป็นโพธิสัตว์มา คนที่เขายึดถือตัวตน ไม่ยอมรับก็มี แต่ก็ต้องบอกความจริงแก่ทุกคน เพราะว่าในยุคนี้ คนไม่เข้าใจ คนไม่เชื่อถือ หรือคนไม่ชัดเจน ไม่ชัดเจน อาตมาก็จำเป็นต้องย้ำให้ชัดเจน อาตมานี้เป็นโพธิสัตว์ เป็นผู้มีภูมิธรรมระดับ 7 แสดงตนอธิบาย ดีที่มีพระไตรปิฎกเป็นหลักฐาน ให้อ้างอิง ทั้งเกราะป้องกันตัว เป็นสิ่งยืนยันอ้างอิงความจริง ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว คนเขาจะไม่ยอมเชื่อเป็นอันขาด เพราะมันยากที่จะรู้ นอกจากยากที่จะรู้แล้ว เมื่อไม่เชื่อ คนเรา แม้เชื่อ พลังงานจิตคนเรามีพลังงานเชื่อถือ ก็มีหลายระดับ อาตมาแบ่ง ความเชื่อ ออกเป็น 3 ระดับ 1. เชื่อถือ 2. เชื่อฟัง 3. เชื่อมั่น เชื่อถือ นับถือ ศาสนาพุทธ คนไทยมี 95% นับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่เอาถ่าน ไม่จริงจัง ไม่ปฏิบัติตาม เพราะฉะนั้นผู้ที่เชื่อถึงขั้น อีกระดับหนึ่ง สูงเกินกว่าเชื่อถือ คือเชื่อฟัง คำว่า เชื่อฟัง คือ ผู้นี้ปฏิบัติตามผู้บอก เขาฟังเขาก็ทำตามผู้ที่บอก เขาจะฝึกฝนตาม แล้วก็จะได้ ความหมายของภาษาเชื่อฟัง จึงหมายถึง ผู้ที่เชื่อลึก ถึงขั้นที่จะปฏิบัติตาม เราจะได้เพราะกรรมเป็นอันทำ เมื่อเขาปฏิบัติตาม เขาก็จะได้ ได้แล้วก็เกิดผลยินดี พอใจ ปีติ ปราโมทย์ สูงขึ้นไป จนยินดี เป็น ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ฉันทะ ก็จะมีความเพียร ปฏิบัติ ถ้าอย่างนี้ต้องเอา จะพากเพียรปฏิบัติเอา ก็ยิ่งเกิดพัฒนาการทางจิต พลังงานจิตก็จะเจริญ โดยเฉพาะมีเชื้อของโลกุตระ ก็จะเจริญขึ้นเรื่อยๆ เกิดเป็นตัวแรกที่สุดคือ อัญญะธาตุ ธาตุที่เริ่มต้น พยัญชนะ อ เป็นภาษาสระ ภาษาไทยคือ สระออ ภาษาบาลี สระ อะ สระเป็นพลังงานที่บางเบากว่าพยัญชนะ เป็นตัวเป็นตนน้อยกว่าสลายได้เร็วกว่า ไม่จับตัวจับตนได้เท่ากับพยัญชนะ หรือถ้าเป็นรูป สระ เป็นนาม เป็นอรูป สลายได้ง่ายกว่า ถ้าเป็นรูปสลายได้ช้ากว่า แข็งแรงกว่า พลังงานต่างๆพวกนี้ แม้ในพยัญชนะ วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ
เป็นสื่อบ่งบอกสภาวะ พยัญชนะแต่ละตัว มีสภาวะต่างๆกันไป ผู้มีภูมิธรรมถึง ก็เอาไปใช้ได้ แม้ยังไม่ถึงเวลาใช้ได้ ก็ไม่ต้องกังวล ถึงขีดเขตเรา ก็จะรับได้เอง เอาไปใช้ประกอบเป็นข้อมูลที่เราจะประพฤติปฏิบัติ อาตมาก็ประกาศออกไปว่า เป็นผู้ที่ยืนยัน อยู่กับธรรมะ ไม่เห็นว่าอะไรอื่น จะดีกว่าการมีธรรมะ ในความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะมีโลกุตรธรรม นี่สุดยอด ประเสริฐสุด อาตมาเป็นโพธิสัตว์ซาบซึ้งดี และก็จะทำงาน เพื่อสืบทอดโลกุตรธรรม นี้ไปจนกระทั่ง อาตมาจะได้มีโลกุตรธรรมนี้ได้ จนเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธองค์ องค์ใดองค์หนึ่งได้ เราก็จะเกิดมาวนเวียนมาทำงานนี้ ไม่ตั้งใจไปทำงานโลก ไม่ตั้งใจมีความเก่งทางโลก เก่งๆทางโลกไม่ต้องเก่งก็ได้ เก่งให้ยิ่งขึ้นในทางธรรม นี่แหละดีกว่า แต่ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ซับซ้อน ไม่เก่งทางโลกก็ต้องเก่งทางโลก เพราะเป็นธรรมะสอง โลกียะสมบัติ ผลัดกันชม ใช้หนี้กันไปมา แก้แค้นกันไปมา ทะเลาะกันไปมา แย่งกันไปแย่งกันมา ไม่จบ บอกได้เลย อาตมาชาตินี้ คู่วิบากยังมีตั้ง 2 3 คน เกิดมาสัมพันธ์กัน เกี่ยวเนื่องกัน แต่อาตมาสังเกตได้ว่า คู่วิบาก ที่เรียกว่าคู่รักในชาตินี้ ก็ไม่ได้ไปก่อวิบากเพิ่มเติมกันอีก ไม่ได้ก่อวิบาก ติดยึด มีแต่คลายๆ บางลง สุดท้ายไม่ได้ไปทำอะไรจัดจ้านแรง จนต้องผูกแก้เค้น หรือยึดมั่นมากกว่าเก่า ไม่คลายจาง ไม่ว่าเชิงรัก หรือชัง ชาตินี้ อาตมาต้องมีคู่วิบาก 3 คน ยังมีชีวิตอยู่ทั้ง 3 คน เขาก็ได้ยินได้ฟัง บางทีเขาก็ติดต่อมาเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพื่อให้รู้ว่ายังอยู่ แต่ก็อย่างที่พูด ไม่ได้ดูดดึงไม่ได้จองเวรจัดจ้านเท่าเดิม ลดลงๆ เท่าที่อาตมาอ่านตามภูมิ ไม่เช่นนั้นจะเห็นหน้าตา มานัวเนีย แต่นี่คนก็ไม่รู้จักหรอก คนหนึ่งก็อยู่อุบลนี่แหละ คนแรก อีกคนหนึ่งไปอยู่อังกฤษ ไปมีลูกมีเต้าอยู่โน่น อีกคนหนึ่ง ไม่เห็นหน้าเลย ไม่รู้ว่าอยู่ไหน อันนี้ก็เล่าความจริงที่ผ่านมาให้ฟังว่า มนุษย์มีความรัก ความจาก มีความเกี่ยวข้อง มีประโยชน์ร่วมกัน มีโทษร่วมกัน มันเป็นอย่างนั้น ผู้ที่ศึกษา เรารู้แล้ว เราไม่ควรมีโทษร่วมกัน เราควรมีประโยชน์ร่วมกัน เป็นคนที่สร้างแต่ประโยชน์ ทำแต่ประโยชน์ หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อย เป็นศัตรูคู่อาฆาตก็ตาม เราก็หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เท่าที่เราจะสามารถช่วยเขาได้ วิธีช่วยบางทีก็แรง บางทีพระพุทธเจ้าบอกว่าความแรงที่สุด ก็คือการฆ่าทิ้งเลย ท่านตรัสกับนายกาสี คนเลี้ยงม้า ถ้าเลี้ยงม้านี้ ใช้ไม่ได้ จะทำไง นายกาสีว่าฆ่าทิ้ง ไม่ไหวต้องฆ่าทิ้ง แล้วถามย้อนพระพุทธเจ้าว่าจะทำไง พระพุทธเจ้าว่าเราก็ฆ่าทิ้ง นายกาสีร้องจ๊ากเลย ว่าท่านฆ่าได้ไง พระพุทธเจ้าก็ว่าการฆ่าของเราคือ พรหมทัณฑ์ จะมีชีวิตอยู่ก็ไม่บอกกล่าว สั่งสอน ถือว่าลงโทษสูงสุด มีผู้ตรวจทานว่านายเกสี ไม่ใช่กาสี นั่นคือ หลักฐานอ้างอิงทั้งนั้น อาตมาบอกเลย ใครจะเกิดตาม ก็เกิดตาม อาตมาตอนนี้จะมีภูมิธรรมเหลื่อมไปสู่ 8 แค่ไหน ก็บอกไม่ได้ ไม่มีใครประเมิน ป่วยการจะไปหาสถิติมา อย่างสำนัก Forbes หรือ bloomberg ก็ไม่ต้อง อาตมาไม่จำเป็นต้องบอกถึงขนาดนั้น เราศึกษา และจะมีภูมิธรรม ตามรู้ผลสิ่งเหล่านี้เอง มาพูดถึงเรื่องธรรมะที่เป็นจริง เกิดอยู่ในเมืองไทย มีอยู่ในคนไทย แล้วมีบทบาท คุณธรรม อยู่ในคนไทย แสดงออกเป็นคุณธรรม ที่ปรากฏ แสดงออก เป็นบทบาทอยู่ในประเทศไทย โดยคนไทย เกี่ยวข้องกับการเมือง หรือเศรษฐกิจ มนุษยชาติ สังคม เมืองไทย มีคุณสมบัติคุณธรรมเหล่านั้นจริง ติดตามดูต่อไปเถอะ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง กำลังเข้าไคล เรื่องเศรษฐกิจก็กำลังไป เรื่องเศรษฐกิจ คนเข้าใจไม่ได้แล้วว่า เศรษฐกิจเจริญสูงสุด เป็นอย่างไร เศรษฐกิจสูงสุด คือเจริญจนหมดเนื้อ หมดตัว ไม่มีสมบัติของตัวเอง มีองค์ประกอบของ ผู้ที่เป็นองค์กร เป็นบริษัท เป็นกลุ่มหมู่ ที่แท้จริงอย่างชาวอโศก มีจริงเลย ใครทำลายไม่ได้ ใครทำลายได้ยาก จะเป็นสาธารณโภคี เป็นสมบัติส่วนกลาง คอมมิวนิสต์เขาก็ต้องการสมบัติส่วนกลาง ประชาธิปไตยก็ต้องการสมบัติส่วนกลาง แม้แต่เผด็จการก็ต้องการสมบัติส่วนกลาง แม้แต่เผด็จการ ก็ต้องการส่วนกลางให้มาก แล้วก็เอาไปให้คนไหน ที่เขาชอบใจ ถ้าหากในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยุคที่ประชาธิปไตยยังไม่เกิด คอมมิวนิสต์ยังไม่เกิด ในยุคของพระพุทธเจ้าสมณโคดม ระบอบคอมมิวนิสต์ยังไม่เกิด ประชาธิปไตยยังไม่เกิด แต่พฤตินัย พฤติกรรมของพระพุทธเจ้านั้น เป็นประชาธิปไตย ลักษณะเป็นลักษณะที่ ไม่ยึดถือตัวตน สูงกว่าคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะไม่มีลักษณะเผด็จการ ไม่มีลักษณะที่จะเป็น ของตัวของตน เป็นตัวเป็นตนแล้ว เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า ไม่สะสมอะไรเลย มีแต่ตัว ชัดเจนยิ่งกว่าอาตมา อาตมายังมีคนบอกว่า พระโพธิรักษ์มีสมบัติอะไรต่างๆนานา มันมีรูปธรรม มีหลักฐานองค์ประกอบต่างๆ เครื่องมือเครื่องใช้วัตถุอะไรต่างๆนานา เขาก็เลยไม่เข้าใจว่า เราไม่ใช่ เราไม่ทำงาน เป็นจิตใจเรา ไม่ได้ยึดถือเป็นเรา เป็นของเราแหละ อันนี้ไปล่วงรู้จิตใจกันไม่ได้ง่ายๆ ผู้ที่คบคุ้นกัน อยู่ใกล้ชิดกัน นานวันเข้า จะเห็นความไม่ยึดถือตัวตน เป็นของตน มันเป็นอย่างนี้เอง คนใกล้ชิดอาตมา เชื่อใจว่า ท่านไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง อาตมาอธิบายกรรมกิริยา ถึงขนาดว่า ถ้าคุณมาให้ แล้วบอกว่า แล้วแต่พ่อท่าน ใช้ตามอัธยาศัย อย่างไรก็ได้เลย แม้จะมอบให้ ดังนี้ก็ตาม จิตใจเขามอบหมายให้อย่างนี้เลย อาตมาจะเอาเงินไปซื้อท็อฟฟี่ ซื้อข้าวของ เป็นของตัวตนได้เลย เพราะเจ้าของเขาให้อย่างบริสุทธิ์สะอาด แต่อาตมามีปณิธานของอาตมาว่า แม้จะเป็นเช่นนั้น อาตมาก็จะไม่เอามาซื้อกิน บำเรอตนเองตามที่อยาก “อยาก”อาตมาก็ว่าไม่มีแล้ว อยากกินเพื่อตัวเอง ใช้เพื่อตัวเอง ยิ่งจะมามีเพื่อตัวเองก็ยิ่งไกล ทุกวันนี้ ก็พูดกับพวกเรา อาตมาไม่เคยกระหาย ไม่อยากน้ำ ไม่อยากกินอาหาร ไม่ต้องพูดเลยว่าอยากกินอันนั้นอันนี้ แต่ตามโลกๆ อาตมาอาจพูดตามโลกว่าอันนี้น่ากิน พูดตามโลก แต่ใจจริง ไม่ได้เคยอยากเลย ไม่กระหายใคร่อยากอะไรมันไม่มี ถึงเวลากินข้าว ก็กิน กินน้ำ ก็กินตามควร ผู้อยู่ใกล้อาตมา ต้องคอยดูว่าน้ำขาดรึยัง ก็คอยให้ จนกระทั่ง นิ่มนี่อยู่ใกล้ ก็มีคนตั้งชื่อว่า “เจ้ากรมประปา” เดี๋ยวก็เติมน้ำๆ ดื่มๆ อาตมาก็ดื่มบ้าง ไม่ดื่มบ้าง เพราะมันไม่พอ เพราะเราเข้าใจกัน เหมือนพูดดัดจริต พูดมาก ไม่อยากน้ำ ไม่อยากข้าว หิวมากๆ ก็ต้องอยาก กระหายน้ำ ก็ต้องกระหาย แต่อาตมาไม่มี เขาให้ดื่ม ก็ดื่ม อาตมารู้ใจของอาตมา และมีพฤติกรรมอย่างที่ว่า คนมาคบคุ้น ก็จะเห็นได้ ไม่ได้อวดอ้าง สัจจะพระพุทธเจ้า อาตมาเห็นว่า เป็นสุดยอดของความเป็นมนุษย์ ของความเป็นสังคม เป็นเรื่องเลิศยอด ในความเป็นสังคมโลก เป็นประโยชน์คุณค่า เกื้อกูล ปรารถนาดี หวังประโยชน์ต่อกันและกันจริงๆ ตอนนี้พยายามอธิบาย เข้าหา ศีล สมาธิ ปัญญา พยายามอธิบายศีล ให้ละเอียด ชัดเจน เริ่มต้นเป็นอย่างไร พัฒนาการเป็นอย่างไร สุดยอดเป็นอย่างไร มีหลักฐานตามพระพุทธเจ้าตรัส พยัญชนะมี อาตมานำมาไล่ ขยายไป จะเข้าใจลำดับ ความเนียน ละเอียดซับซ้อน มันเป็นอย่างนี้เอง ตามภูมิธรรมอาตมา จะได้ใช้ศึกษาต่อในอนาคต พยายามเรียบเรียงเอาไว้ ให้พวกเราได้รู้ ได้เข้าใจ ทั้งพูด อ่าน และเขียน ทุกวันนี้ ก็มีงานเขียน งานพูด นอกนั้นอาตมาวาง งานบริหารก็วาง มีสิ่งที่คอยดูแล ออกความคิดบ้าง ก็มีบ้าง นอกนั้นพวกเราสามารถไปรับ สืบทอดได้ พวกเราต้องรับไปนะ อย่าหาว่าอาตมาไม่เอาถ่าน ใครไม่ได้บังคับพวกเรามาเองนะ อย่าเหลาะแหละ สิ่งที่พวกเราทำนี้ ต้องเข้าใจว่า มันเป็นเรื่องสุดยอด ไม่ได้เพื่อตัวตนจริงๆ ทำเพื่อสังคมมนุษยชาติ
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน สัจจะของการเมืองไทย ณ ลมหายใจเฮือกนี้ พ่อครูว่า... ในขณะนี้ ผู้ห้อมล้อมอาตมา ได้รับช่วงไปทำ ในระดับของสังคม ผู้คน หมู่ชน มันมีแล้ว พวกเราก็เห็น ก็ทำงานไป ตั้งแต่พื้นฐานของกิน ของใช้ อาหาร แล้วก็ค่อยๆมีสื่อสาร มีความรู้ มีการศึกษา มีการสัมพันธ์กับสังคม ในด้านนั้นด้านนี้ จนกระทั่งลักษณะของการเมือง มันก็มีการเมือง เศรษฐศาสตร์ นี้เห็นได้ชัดกว่า การเมืองขณะนี้ สำหรับชาวอโศก เรื่องการเมืองนี้ เหมือนกับเราไม่มีท่า แต่นี่พูดก็คงเข้าใจยาก อโศกนี้เป็นแก่นของการเมือง ประชาธิปไตย พูดแล้วเหมือนยกตัวตนยิ่งใหญ่ การเมืองประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าเป็นนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดยอดที่สุด เห็นกับประชาชน เอาประชาชนเป็นหลัก เอาประชาชนข้างนอกเป็นใหญ่ ไม่เอาข้างในเป็นใหญ่ อย่างนี้เลย พระพุทธเจ้าท่านทำ จนกระทั่งในยุคพระพุทธเจ้า พระเจ้าแผ่นดิน ที่เกิดในยุคนั้น ก็เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีภูมิธรรมเหมาะสม เหมาะสมกับยุคพระพุทธเจ้า ที่จะสัมพันธ์ ที่จะร่วมมืออะไรกัน อย่างที่เห็น ไม่ว่าจะเป็นแคว้นใดๆ แคว้นที่ใหญ่ที่สุด แคว้นศากยะ ของพระพุทธเจ้านี้ ไม่ได้ใหญ่นะ เล็กนิดเดียว ส่วนเสี้ยวเดียวของแคว้นมคธ ในยุคนี้มีอินเดียกับจีน เป็นแคว้นใหญ่ ในยุคนั้น ก็มีแคว้นมคธ กับโกศล ที่ยิ่งใหญ่ แม้แคว้นของท่านจะเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าประกาศศาสนาของท่าน มีธรรมนูญของท่าน ไปประกาศที่แคว้นไหน พระเจ้าแผ่นดินที่แคว้นนั้น ก็ยกให้หมดเลย จะมีประชากรของแคว้นที่ไหนมาเข้ารีต ท่านก็ยินดี ให้ไปเลย ประชากรจะมีคุณธรรมอย่างที่พระพุทธเจ้าสอน ท่านก็ยินดีมากเลย เพราะพระเจ้าแผ่นดิน มีภูมิธรรมรับได้ ประชาธิปไตย คือ ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ ก็เป็นอย่างเดียวกัน แต่มันขยายออกมาเป็นรูปธรรม ในยุคโน้นยาก เท่านั้นเอง แต่ก็มีให้เห็นมีภูมิธรรมให้รู้ นักรัฐศาสตร์ จบดร. โพสต์ดร. อย่างไรก็ให้ศึกษา ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง คืออย่างไร เมื่อกี้นี้ ก็อ่านหนังสือพิมพ์ มีความกระเหี้ยนกระหือรือกันมาก อ่านหนังสือพิมพ์ ดูเหมือนจะมติชนก็วิจารณ์ พรรคเพื่อไทยกำลังมีบทบาท สาระแท้ๆ เขาก็พยายามรวบรวมพรรคเล็ก พรรคน้อย เพื่อจะได้มวลสมาชิก ส.ส. ให้ได้มาก จะได้สามารถมีพลัง ตั้งนายกฯของเขาเองขึ้นมาได้ มันก็เป็นธรรมดา เขาก็ต้องตั้งใจ ทำให้ได้อย่างนั้น ส่วนจะได้หรือไม่ได้ ก็แล้วแต่ แต่บารมีของพล.อ.ประยุทธ์มี แม้แต่พรรคการเมืองบางพรรค ก็ประกาศว่า จะสนับสนุน นายกฯประยุทธ์ นายกฯประยุทธ์เอาเงินไปซื้อพรรคเหล่านั้น ได้ไหม...ก็ไม่ได้ พรรคพวกนั้น เขาเข้าใจเอง ยินดีจะทำเช่นนั้น อย่างนี้ ก็เป็นภูมิธรรม มีหลายพรรคด้วย มีส.ส. มีเสียงเท่าไหร่ ก็จะออกเสียงสนับสนุนนายกฯตู่ เขาก็ไม่เอาคนในพรรคของเขา หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขา ที่จะยกขึ้นเป็นนายกฯ เขาก็รู้ตัวว่านายกฯตู่นี้ สืบสานไปเถอะ แม้แต่อาตมาก็ส่งเสริมนายกฯตู่ เลือกตั้งคราวนี้ก็เถอะ คำว่าเลือกตั้งนี้ เป็นความจำนน แต่มันดูโก้ว่า นี่คือความเห็นของมวลประชาชน มาลงคะแนนเสียงเลือก ถึงจะเป็นคะแนนเสียงของประชาชนจริงๆ ก็มีความซับซ้อนเท่าไหร่ ประชาชนถูกซื้อ ถูกเลี้ยงต้อย ถูกบังคับ ด้วยเล่ห์กล มีตัวอย่างที่เราเห็นมากมาย คนเก่งที่สุด ก็คือทักษิณ ชินวัตร ยอดเยี่ยม ขนาดขุดเอามาจากไหน 49 วัน ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้หญิงด้วย เก่งชิบหายเลย เก่งจริงๆ เขาพูดว่าเขาเอง ส่งส.ส.นี่ เอาเสาไฟฟ้าลงเลือกตั้งก็ได้ จริงตามปากเขาเลย เขาบันดาล นายกฯนี้ ขุดมาจากไหน เมืองไทยยังไม่เคยมีนายกฯ หญิง แล้วก็ยังสาวแส้อยู่ ไม่มี goodwill ทางนี้เลย มีแต่หาเงินทางโลกก็สร้างได้เสร็จแล้วมาออกลาย ถ้าปล่อยต่อไป ไม่ใช่แค่ห้าแสนล้าน จะฉิบหายมากกว่านี้แน่นอน นี่ยับยั้งได้ทัน ก็เป็นกุศลของประเทศหนักหนา สิ่งเหล่านี้เป็นสัจจะ พูดไปเหมือนข่มดูแคลน แต่มันเป็นตัวละครของโลก เป็นสิ่งที่เราใช้ศึกษา เห็นจริง เป็นปรากฏการณ์จริง เป็นองค์ประกอบอจินไตย ซึ่งมันเกิดจากวิบากกรรมต่างๆ เกิดจากภูมิธรรม อะไรต่างๆซับซ้อน แม้แต่ที่สุด โลกจินตา คือสมบัติโลก และจินตนาการ ก็เอามาเป็นพลังงาน ส่งเสริมตัวเองได้ อาตมาจะไม่ใช้โลกจินตา สมบัติมาเป็นอำนาจแก่ตน แม้ที่สุดจะไม่ใช้พวกนี้ เอามาสนับสนุนอาตมา เขาจะยินดีมาสนับสนุนอาตมา ก็ด้วยภูมิธรรมเขาเอง จะไม่ใช้อำนาจวัตถุ ยศศักดิ์ ทางอิทธิพลโลก โลกีย์ เขาจะสนับสนุนด้วยคุณงามความดี ลักษณะเห็นแก่สัตว์อื่น ไม่เห็นแก่ตัวตน การเมืองขณะนี้ของเมืองไทย อาตมาก็ยังเห็นบทบาทที่เกิดขึ้น อาตมาก็ยังมั่นใจในสัจจะของผู้คน ที่มีทั้งภูมิรู้ มีกรรมวิบาก มีทั้งสัจจะ ที่เป็นอจินไตย อาตมาอธิบายไม่หมด มันเป็นเหตุปัจจัยที่ห้อมล้อม เกิดพลังงานองค์รวม อย่างที่มันเป็น มันประกอบไปด้วยคุณธรรม ที่เป็นสัจจะของมันเอง แม้แต่วัตถุ มันก็มีพลังงานองค์รวมในสัจจะของมันเอง อาตมากำลังขยายความ ที่อาตมาบอกว่า เศรษฐกิจที่เจริญคือ เศรษฐกิจแกนหลัก คือเป็นคนไม่มีสมบัติ เป็นคนที่มีสมบัติเป็นศูนย์ นอกนั้นก็ร่วมกันเป็นแก่นแกน อย่างอาตมามีสมณะ 0 บาททั้งนั้น สิกขมาตุก็ 0 บาท อันนี้เป็นแก่นแกน แน่นอน อาตมามั่นใจว่า ไม่มีใครมุบมิบ สะสม นักบวชนี้ชัดเจน 40 กว่าปี สมณะมีแก่ตายไปหลายรูป เหลือเท่านี้ รับรองสะอาดบริสุทธิ์ และก็ยังเป็นหนึ่งเดียว หนึ่งเดียวนี้ อาตมาขอบอกให้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่ละองค์ แต่ละรูป ไม่สะสมเป็นของตัว มีเท่าไหร่ได้รับมา คนที่ศรัทธาส่วนตัวก็มี แม้แต่พี่น้อง ญาติโกโยติกา ท่านดินไท ก็มีแม่มาถวาย แล้วท่านดินไท ก็เอามายัดใส่มืออาตมาทั้งนั้น มาถึงมืออาตมาก็บอกเอาเข้ากองกลาง มันเป็นคุณธรรมที่แน่นลึก เป็นแก่นชีพ เป็น static ที่แข็งแรงมากเลย ที่อธิบายได้ยืนยันตัวอย่าง เห็นอย่างนี้เป็นต้น เราจึงมีเท่าที่เรามีบารมี และเราเก่ง ใช้อย่างประหยัด แต่ได้ประโยชน์สูง กินแรงงานคนอื่นเยอะ มาทำแรงงานฟรีเยอะ ไม่ได้บังคับนะ เขามาเอง เป็นความเต็มใจ เป็นความจริงใจ แม้แต่งาน ก็เยอะแยะ แม้ว่างานสื่อสารนี้ ก็ยากมาก ที่อื่นเขาทำโทรทัศน์ดาวเทียม ล้มระเนระนาดไปเยอะแล้ว เพราะค่าใช้จ่ายสูง ไม่ได้มีแรงงานฟรีอย่างเรา แม้ช่องศาสนา ก็เรี่ยไรแล้วเรี่ยไรอีก ก็ดูไปเถอะยาวนาน ไม่ท้าทาย ไม่อวดดี คนมาบริจาค คนมาบริจาคก็มีน้อยมาก ได้หลักๆเอารายได้จากขยะทั้งนั้น เดือนหนึ่งเป็นล้าน ตอนนี้ใครจะมาช่วย ทำให้องค์กรขยะ สขจ. ที่บ้านราชฯแข็งแรงอีก สันติอโศกนี้แข็งแรง เลี้ยงตัวเองรอด อุ้มสถานีโทรทัศน์เป็นหลักเลย สขจ.ที่สันติอโศกเป็นหลัก เดือนหนึ่งได้เป็นล้าน รวมแล้ว เราใช้จ่ายไม่แพงเท่าไหร่ ประโยชน์สูง ประหยัดสุด เท่าที่เราจะทำได้ เครื่องไม้เครื่องมือ ก็ผ่านมาหลายมือแล้ว กว่าจะมาถึงเรา เราก็บอกว่า second hand เราก็พยายามเข็นไป ก็อย่างนี้แหละ ขลุกๆขลักๆ อย่างคุณจำลองพูดก่อนรายการ ก็ติดๆขัดๆ ไม่ได้แกล้งนะ เจ้าหน้าที่ๆทำก็ใจหาย ที่ทำให้ผู้ใหญ่ติดขัด สรุปแล้ว เข้าสู่การเมือง การเมืองขณะนี้ชาวอโศกมีพรรคการเมืองเพื่อฟ้าดิน แต่มันยังไม่เห็น อาตมาว่า ยังไปทำอะไรในรัฐสภาไม่ได้ และก็ยังไม่ควร นี่ภูมิธรรมอาตมานะ อาตมาว่าทางรัฐสภา ทางรัฐบาล และอำนาจของรัฐบาลเป็น รัฏฐาธิปไตย ทำงานกับสังคม ถ้าเผื่อว่าส.ส.รวมหัวกันเป็น รัฏฐาธิปไตย มันก็ไม่ใช่ประชาชน อาตมาอยากปลูกฝังให้ประชาชน ได้รัฏฐาธิปไตย ให้เหนือกว่ารัฐบาล เหนือกว่า ส.ส. แต่ส.ส.นักการเมือง ก็ต้องทำให้มาก ตามประสาเขาแน่ ขณะนี้พลเอกประยุทธ์บริหารอยู่ โลกเขาเชื่อว่า ประชาธิปไตย ต้องเป็นการเลือกตั้งเท่านั้น มาจากต้นตอตรงนี้ ถึงจะเป็นประชาธิปไตย นี่คือการติดเชื้อในโลก อาตมาก็พูดว่า เรื่องการเลือกตั้งเป็นเรื่องขี้ผง แต่เรื่องอภิบาลประชาชน เหนือชั้นกว่าเรื่องการเลือกตั้งเยอะ พฤติกรรมของผู้บริหาร ปกครอง ผู้อภิบาล ผู้รับใช้ประชาชน ช่วยเหลือประชาชน จริงใจและมีประสิทธิภาพมากจริงๆ เห็นแก่ตัวน้อย เห็นแก่พวกน้อย ถ้ายืนยันชัดเลยว่า เห็นแก่ตัวน้อย เห็นกับพวกน้อย เรื่องเห็นแก่ตัว แก่พวก เป็นเรื่องปลีกย่อย แม้มีบ้าง error ไม่มีใครได้ 100% หรอก ได้แค่นี้ก็ก่อร่างสร้างตัว เป็นประชาธิปไตยแล้ว ในเมืองไทย ไม่ใช้อิทธิพลของอำนาจ ของเงิน ของเล่ห์เหลี่ยม ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไม่ใช้อำนาจของเงิน ของความเล่ห์เหลี่ยม ความฉลาดแกมโกง ไม่ใช้อำนาจเงินเลย หรือใช้น้อยที่สุด ยิ่งอำนาจบาตรใหญ่ อำนาจทางกฎหมาย อำนาจทางตำแหน่ง อำนาจทางยศศักดิ์ เป็นอำนาจที่เขาใช้อยู่ แต่ก็ใช้น้อย ไม่ใช้เป็นอำนาจใหญ่ จะให้ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยที่แท้ จะเป็นอย่างที่ว่านี้ อาตมา เท่าที่มีภูมิธรรม อาตมาได้บัญญัติ หรือใช้ความคิดตัวเอง เรียบเรียงเอาความเป็นประชาธิปไตยนั้น ได้ 10 ข้อ เขาบอกว่า ธรรมะอย่ามายุ่งกับการเมือง อาตมาก็บอกว่าไม่ได้ ธรรมะกับการเมือง เป็นเรื่องอันเดียวกัน เป็นความเจริญทางโลกุตรธรรม อาริยธรรมของพระพุทธเจ้า ยกตัวอย่างที่เป็นหลักฐาน คือเอาความสงบสยบความรุนแรง เอาความสงบไปเป็นอาวุธรบ จนขจัดรัฐบาล ที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ บริหารไม่ได้ไปถึง 4-5 รัฐบาล เป็นเรื่องจริงเป็นปรากฏการณ์จริง ไม่ใช่พูดลอยลม พูดแล้วเหมือนกับว่า สิ่งที่ทำมันแล้ว มันเล็กๆน้อยๆ เอามายืนยันทำโก้ ใครก็ทำได้ ก็ลองดูสิ เอาความสงบสยบความเคลื่อนไหว ใครทำได้ก็ทำ เป็นเรื่องอจินไตย ที่เข้าใจยาก เป็นพลังงานที่ไม่มีสภาพ เป็นพลังงานที่ไม่เห็นสภาพ ไม่มีรูปร่าง แต่เป็นพลังงานจริงๆ ความสงบมันมีฤทธิ์เดช ทำให้คนเกรงใจ มีเหตุปัจจัยที่มันละเอียด อาตมาอธิบายไม่เก่ง ซึ่งมันมีความรุนแรงอยู่ช่วงหนึ่ง จนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีใครไขความ ตำรวจได้รับคำสั่งมาปราบให้เรียบ แต่สุดท้ายตำรวจถอยไป แพ้ยะย่าย พ่ายจะแจไป ล้วนแต่เป็นเหตุปัจจัยของความสอดคล้อง อันนี้ต้องช่วยอันนี้ ต้องเป็นสัจจะซ้อนอยู่ในนั้น อะไรควรให้อยู่ควรให้สลาย อะไรควรจะให้แพ้ อะไรควรจะให้ชนะ ก็เป็นพลังงานที่ซ้อนอยู่ในสังคมนี้จริงๆ แม้แต่เรา อย่าว่าจะไปขอร้องเลย รู้ยังไม่รู้เลยว่าพลังงานนี้ มาช่วยเราได้อย่างไร เป็นเรื่องลึ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive