341010 ทวช.อโศกรำลึก'34 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
341010 ทวช.อโศกรำลึก'34 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
อบรมทำวัตรเช้า อโศกรำลึก'34 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2534 ณ พุทธสถานสันติอโศก
ก็ไม่เป็นไร ถ้าเราระลึกถึงความเป็นสมณะได้อยู่ ความเป็นสมณะนั้น พระ พุทธเจ้าท่านว่าไว้อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย มหาชนเขารู้จักเธอทั้งหลาย สมณะๆ ดังนี้ ถึงเธอทั้งหลายเล่า เมื่อถูกเขาถามว่า ท่านทั้งหลายเป็นอะไร พวกเธอทั้งหลายก็ปฏิญาณตัวเองว่า เราเป็นสมณะดังนี้ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายมีชื่อว่าสมณะ และปฏิญาณตัวเองว่าเป็นสมณะอยู่อย่างนี้แล้ว พวกเธอทั้งหลายจะต้องสำเหนียกใจว่า ธรรมเหล่าใดอันจะทำให้เราเป็นสมณะ และเป็นพราหมณ์ เราจะประพฤติถือเอาด้วยดีซึ่งธรรมเหล่านั้น เมื่อพวกเราปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ชื่อและปฏิญาณนี้ของพวกเรา ก็จักเป็นความจริงแท้ ใช่แต่เท่านั้น พวกเราบริโภคปัจจัย 4 ของทายกเหล่าใด ปัจจัยทั้งหลายของทายกเหล่านั้นก็จักมีผลมาก มีอานิสงส์มากในเพราะพวกเรา อีกอย่างหนึ่งเล่า บรรพชานี้ของพวก เราจักไม่เป็นหมันเปล่า จักมีผล มีความเจริญแก่เราโดยแท้ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่าไหนเล่าที่จะทำให้พวกเราเป็นสมณะ ที่จะทำให้พวกเราเป็นพราหมณ์ 1. เราจะเป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ เปิดเผยได้ หาช่องทะลุมิได้ เป็นอันสำรวมดีแล้ว ไม่ยกตนข่มผู้อื่น ด้วยคุณข้อนี้ 2. เราจะเป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ เปิดเผยได้ หาช่องทะลุมิได้ เป็นอันสำรวมดีแล้ว ไม่ยกตนข่มผู้อื่น ด้วยคุณข้อนี้ 3. เราจะเป็นผู้มีความประพฤติทางใจบริสุทธิ์ เปิดเผยได้ หาช่องทะลุมิได้ เป็นอันสำรวมดีแล้ว ไม่ยกตนข่มผู้อื่น ด้วยคุณข้อนี้ 4. เราจะเป็นผู้มีการเลี้ยงชีพบริสุทธิ์ นัยเดียวกันข้อ 1,2,3,4 ไม่ยกตน ข่มคนอื่น ในคุณข้อนี้ 5. เ
อ่านต่อ
ราจะเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6. เราจะเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะอยู่เสมอคือการกิน การใช้ การเป็นอยู่ ในชีวิต 7. เราจะตามประกอบในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น 8. เราจะเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ 9. เราจะเป็นผู้ตามชำระจิตให้ปราศจากนิวรณ์ 5 10. เราจะเป็นผู้ได้บรรลุฌาน 4 11. เราจะเป็นผู้ได้บรรลุญาณ 3 ถึง บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ และในจุฬอัสสปรสูตร ในพระไตรปิฎกเล่มเดียวกัน พระพุทธองค์ได้ทรงแสดง นัยที่ทำให้เป็นสมณะเป็นพราหมณ์ แตกต่างออกไปอีก คือ ต้องละมลทิน 12 อย่าง ซึ่งถือว่าเป็นข้อปฏิบัติที่ดียิ่งของสมณะคือ 1. เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น คือ อภิชฌา 2. มีจิตมุ่งร้ายผู้อื่น คือ พยาบาท 3. มีความมักโกรธ คือ โกธะ 4. มีความผูกโกรธ คือ อุปนาหะ 5. มีความลบหลู่คุณท่าน คือ มักขะ 6. มีการตีเสมอ คือ ปลาสะ 7. มีความริษยา คือ อิสสา 8. มีความตระหนี่ คือ มัจฉริยะ 9. มีความโอ้อวด คือ สาเถยยะ 10. มีมายา ก็มารยาท (ในภาษาบาลีก็ว่ามายา) 11. มีความปรารถนาลามก คือ ปาปิจฉา 12. มีความเห็นผิด คือ มิจฉาทิฏฐิ พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบการบวชของคนที่ละมลทินเหล่านี้ไม่ได้ว่า เป็นเหมือนกริชที่มีคม 2 ข้าง ซ่อนอยู่ในฝัก เพราะความเป็นสมณะไม่ใช่อยู่ที่การครองผ้าสังฆาฏิ เพียงอยู่โคนไม้ เพียงการเปลือยกาย เพียงเอาฝุ่นทาตัว หรือเพียงท่องมนต์ ถ้าเป็นเพียงการครองผ้าสังฆาฏิเป็นสมณะได้ ทุกคนที่ครองผ้าสังฆาฏิก็จะเป็นสมณะไปตามๆกัน ผู้ใดละเสียได้ซึ่งมลทิน 12 ประการอันเป็นโทษ เป็นดั่งน้ำฝาดของสมณะ อันเป็นเหตุให้เกิดในอบาย ต้องไปสู่ทุคติ ผู้ละ มลทินเหล่านี้เสียได้ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ได้ข้อปฏิบัติอันดียิ่งของสมณะ ผู้ละมลทิน 12 ประการนี้ เพื่อพิจารณาความบริสุทธิ์ของตน ย่อมเกิดปราโมทย์ ปีติ สุข มีจิตตั้งมั่น เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา และกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติอันไม่มีอาสวะ ผู้นั้นก็ย่อมได้ชื่อว่าเป็นสมณะ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย ผลของความเป็นสมณะเป็นอย่างไรเล่า โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตผลเหล่าใดแล ภิกษุทั้งหลาย ผลเหล่านี้ เราเรียกว่า ผลของความเป็นสมณะ ภิกษุทั้งหลาย ประโยชน์ของความเป็นสมณะ เป็นอย่างไรเล่า ภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะอันใดแล ภิกษุทั้งหลาย อันนี้ เราเรียกว่า ประโยชน์ของความเป็นสมณะ ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นสมณะเป็นอย่างไรเล่า อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้อย่างเดียว ซึ่งได้แก่สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ คือความดำริชอบ สัมมาวาจา คือการพูดจาชอบ สัมมากัมมันตะ คือการงานชอบ สัมมาอาชีวะ คือการเลี้ยงชีพชอบ สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ สัมมาสติ มีความระลึกชอบ และสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดจากการคิดพูดทำตามมรรคมีองค์ 7 ข้างต้น ไม่ใช่การเอาแต่นั่งหลับตาหลับหูโดยไม่รับรู้อะไร นี่คือความเป็นสมณะและจะเป็นสมณะได้ด้วยอริยอัฏฐังคิกมรรค ถึงจะแต่งกายแบบใดๆก็ตาม ถ้าใจสงบระงับ ควบคุมตัวไว้มั่นคงบริสุทธิ์ ไม่เบียดเบียนคนอื่น จะเรียกว่าพราหมณ์ สมณะ หรือภิกษุก็ได้ นี่เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้านะ เมื่อวันนี้เป็นวันที่เรา...เป็นวันรำลึก เป็นวันอโศกรำลึก และเป็นวันที่เราจะได้รับการสัญญากันลงไปว่า ตั้งแต่ปีนี้ 2534 ไป วันอโศกรำลึก ซึ่งเราก็เคยมีวันอโศกรำลึกกันมาหลายปีแล้ว แต่ว่าเหตุที่จูงที่นำมาเป็นวันอโศกรำลึกนั้น เราใช้วันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งตอนแรกที่ได้เจรจาพาทีกันว่าจะจัดวันนี้ เอ้า เหตุ อาศัยเหตุอะไร ที่จะจัดงานวันนี้ ก็ไปยึดเอาวันที่ 5 มิถุนายนซึ่งเป็นวันเกิดของอาตมามาก็หลายปี พอมาถึงปีนี้ เราก็ได้ดำริใหม่ พิจารณากันใหม่ เราก็เห็นว่าน่าจะได้มาใช้วันเกิดของสมณะ ซึ่งเป็นวันเกิดที่เราน่าจะได้รำลึก มีประโยชน์แก่ชาวอโศกเรามากกว่า สมกับที่ชื่อว่า วันอโศกรำลึก มันมีวันประวัติศาสตร์ของพวกเราที่ เกิดสมณะ ดังที่เราก็ได้รับซับทราบกันไปแล้ว ผู้ที่ไม่ทราบเลย มาฟังเมื่อวานนี้ ก็ได้พูดถึงกัน ท่านสมณะทั้งหลายก็ได้รำลึก ท่านก็ได้กล่าวถึงการเกิดของสมณะ ด้วยเหตุการณ์ ด้วยเรื่องราว ด้วยความเป็นไปตามทางประวัติศาสตร์ มันก็ได้เกิดไปแล้วนะ ตามที่เราได้รับซับทราบกัน ตามเรื่องราวประวัติศาสตร์เหล่านั้น อาตมานำเอาคำความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ในพระสูตรต่างๆว่า คำว่าสมณะ หรือว่าการเป็นสมณะ หรือว่าจะเกิดสมณะได้นั้น เราเข้าหาสารัตถะตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสนั้นได้ อาตมาก็จะขยายความบ้าง แต่ก็คิดว่าคงจะขยายความกัน ก็คงจะไม่ได้มากมายนักหรอก เท่าที่เวลามี เพราะเนื้อหาที่พระ พุทธเจ้าตรัสนั่น เป็นเนื้อหาที่สมบูรณ์ ละเอียดลออ ถ้าจะอธิบายกัน ก็อธิบายพุทธศาสนาทั้งหมดนั่นแหละ แต่ก็จะเอามาสำทับให้ฟังว่า ที่จริงแล้วสมณะที่ว่านี่ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ตรัสว่า จะหมายถึงผู้ที่ได้ถือบวชตามประเพณี ตามรูปแบบเท่านั้น ท่านตรัสกลางๆ ว่าสมณะนั้น มีผลคือ เป็นโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตผล ดังที่เราได้อ่านผ่านไปให้ฟังแล้วเมื่อกี้นี้นา ทีนี้โสดาปัตติผลก็คือเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันที่เราเรียกเป็นพระ นั่นเป็นภาษาไทย ให้เกียรติคำว่าพระ นำหน้าเข้าไปที่โสดาบัน ก็คือผู้มีโสดาปัตติผลนั่นเอง คำว่าพระ ถ้าพูดกันอย่างหลวมๆในเมืองไทย ก็คล้ายๆกับว่าเป็นผู้ที่ได้รับการบวชตามพิธี ผ่านการบวชด้วยพิธีกรรม แล้วก็ได้รูปแบบ ก็ถือว่าเป็นพระ แต่ความจริงแล้ว พระก็คือแทนคำว่าสมณะเป็นการยกย่อง คำว่าพระเป็นการยกย่อง แปลว่าประเสริฐ เป็นคำที่เอามาใช้ในภาษาไทย แล้วมานำหน้าอะไรหลาย อย่าง ยกย่องไป จนกระทั่งคำว่าพระนี่ ยกย่องในอย่างอื่นๆ ไม่ใช่มายกย่องในทางธรรมะเท่านั้น ยกย่องในรูปแบบอื่นก็ใช้คำว่าพระไปใส่หน้านำหน้าเอาไว้ได้เหมือนกัน ตามความหมายของภาษาไทยเรา ก็ไม่มีความสำคัญอะไรเท่าไหร่ ถ้าเราจะเข้าใจในทางธรรมะอันลึกๆแล้ว คำว่าพระนำหน้า หรือว่าไม่มีพระนำหน้า โสดาบัน หรือโสดาปัตติผล ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่แท้ ตามเนื้อหาสาระที่เป็นสาระสัจจะ ถ้าใครมีผลนั่นในตน จะได้บวชมาตามประเพณี ผ่านพิธีกรรม แล้วก็มาได้รูปแบบหรือไม่ มันก็ไม่ใช่เนื้อหาสาระสัจจะทีเดียว แต่สาระสัจจะที่แท้คือมีผลจริงๆ ที่เรียกโดยบัญญัติกำกับลงไป ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นโสดาบันหรือโสดาปัตติผล โสดาบันคือผู้เข้าถึงโสดาปัตติผลนั่นเอง เรามีโสดาปัตติผลนั้นไหม ถ้าเรามี แม้เราจะเป็นฆราวาส เราไม่ได้ผ่านพิธีบวช เราไม่ได้รูปแบบ ถ้ามีเนื้อหาสาระสัจจะนั้นจริงในตัว เราก็ชื่อว่าสมณะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ ผลของสมณะคืออันนี้ นี่เป็นเนื้อหาสาระ เพราะถ้าเรามีผลอันนี้อยู่ในตัว แล้วเราปฏิบัติตามที่พระ พุทธเจ้าท่านตรัส จะมากหรือน้อย เท่าที่อ่านมานี่ ข้อที่ควรกระทำ 12 ข้อ ข้อที่ควรละอีก 12 ข้อนี่ ถ้าเผื่อว่าเราได้กระทำจริง ปฏิบัติตรงถูก สังวรระวัง กระทำอย่างดี เกิดผลกาย วาจา ใจ โดยเฉพาะใจ เกิดผล การเกิดทางใจนี่เกิดจริงๆนะ มีโอปปาติกโยนิ มีเกิดทางจิตวิญญาณ โอปปาติกะนี้ หมายถึงจิตวิญญาณอยู่ในตัวเรา ก็เกิดในตัวเรา โอปปาติกะ นี่เกิดในตัวเรา โดยไม่ต้องเปลี่ยนร่าง ไม่ต้องโยกย้ายไปไหน ผุดเกิดอยู่ในนี้เอง เปลี่ยนแปลงอยู่ในนี้เอง เปลี่ยนแปลงที่จิตวิญญาณ ไม่ต้องเปลี่ยนรูปร่าง ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรที่เป็นเรื่องหยาบ ที่ครองตนอยู่ในเรื่องหยาบ ไม่ต้องไปเปลี่ยน แปลงอะไรมากมาย เปลี่ยนแปลงที่จิตวิญญาณ ที่โอปปาติกะนั้นได้อย่างแท้จริง นั่นเรียกว่าการเกิดทางจิตวิญญาณ เรียกว่าโอปปาติกโยนิ เกิดได้จริงๆ การเกิดนี้ต้องเกิดจริงๆ เป็นจริงๆ มันเปลี่ยนแปลงเป็นไปจริงๆ แล้วมันก็เกิด อาตมาก็พยายามใช้ภาษาอธิบายให้พวกเราได้ฟังกัน คำว่าเกิดนี่มามากนะ แม้แต่วันวิสา ขบูชาก็ได้พูดถึงการเกิดการดับทางวิญญาณ และพวกเราก็ได้พากเพียรปฏิบัติ เพื่อให้เห็นการเกิด การเปลี่ยนแปลง การเกิดใหม่จากต่ำมาสู่สูง การเกิดจากที่เรารู้ว่านี่เป็นมิจฉา นี่เป็นอกุศล นี่เป็นทุจริต นี่เป็นเรื่องบาป เป็นเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องที่เราจะเลิกเป็น การเกิดนี่ก็หมายความว่า ตาย ตายจากความที่เราไม่ควรจะเป็น ไม่ควรจะมี ไม่ควรจะเกิด แม้แต่ทางกายกรรม แม้ในทางวจีกรรม แม้แต่ทางมโนกรรม ก็ไม่ควรจะเกิดอย่างนั้น ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ไม่ควรจะมีอย่างนั้นอยู่ในเราๆ อยู่ในตัวเรา ให้มันตายไปเสีย สิ่งไม่ดีเหล่านั้นให้มันตาย เมื่อสิ่งเหล่านั้นตายไปจริงๆ ไม่มีอาการ ไม่มีสภาพ ไม่มีภาวะนั้นเกิดในตัวเรา เกิดในจิตวิญญาณของเราจริงๆเลย การตายชนิดนั้นแหละ คือการเกิดที่เจริญ คือการเกิดในทางธรรม เกิดในคนนี่แหละ พึงประพฤติปฏิบัติ อบรมฝึกฝน เลิกละหยุดในสิ่งที่เป็นทุจริต เป็นอกุศลต่างๆนานา นี่อาตมาเอามาย้ำมาพูด จะไม่ย้ำ ไม่พูดซ้ำอีกมากละ ก็เพราะว่า พวกเราฟังมามากแล้ว แล้วคงจะเข้าใจดีอยู่แล้ว เราก็ได้มาฝึกหัดอบรมกันจริงๆ ซึ่งพวกเราได้ปฏิบัติกันมาแล้วจะรู้ดีว่ามันไม่ง่ายในการจะเปลี่ยนแปลง แม้แต่กายกรรม แม้แค่วจีกรรม สำรวม สังวร ควบคุมกัน พยายามตั้งอกตั้งใจ อดทน สู้ฝืน ลำบากลำบน ก็มีสติสัมปชัญญะ มีการระลึกรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อที่จะละเว้น ที่เรียกว่าเป็นสิ่งที่ควรละเว้น ทำให้ยิ่งในสภาพที่เราเรียกว่าจะทำให้เจริญ ให้มันคงทน ให้มันเป็นอย่างดีอย่างใด ก็พยายามอบรมฝึกฝน สำรวม สังวรให้เป็นอย่างดีอย่างนั้น ให้เป็นอัตโนมัติ ให้อยู่ในตัวของเราให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนัก สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับการฝึกฝนอบรมมา ถ้าผู้ใดได้ฝึกฝนอบรมมา มีบารมีเก่ามาเดิม มาฝึกฝนใหม่ มาเปลี่ยนแปลงในช่วงชาตินี้ ก็จะง่าย ถ้ายิ่งได้มาแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงเลย เกิดมาก็มีมา เป็นมาในตัวเลย แม้แต่โลกจะมาครอบงำ จะมาให้เราเป็นอย่างโลกเขาว่ากัน เขาครอบงำกัน เขาชักชวนกัน เขาพยายามที่จะลากดึงกันไปสู่กันอย่างแบบโลกๆ ก็ยังไปไม่ได้ เปลี่ยนยังไงก็เปลี่ยนไม่ไป พยายามที่จะหลงไปตามเขายังไง ก็หลงไม่ได้ นั่นก็บารมีที่มั่นคง เป็นคุณภาพที่เราได้สั่งสมมาตั้งแต่ปางบรรพ์อย่างดี ซึ่งพวกเรานี่อาตมาว่านะ ไม่ใช่เดา อาตมามั่นใจตามกรรมวิบาก ตามบารมีของมนุษย์ พวกเรานี่มีมาไม่มากก็น้อยกัน ถึงจะมาได้ ถึงได้อบรมมาได้ มีสภาพมาเป็นถึงขนาดนี้ เมื่อกี้กล่าวไปแล้วว่า สมณะนั้นไม่ได้หมายความว่า เป็นผู้ที่ผ่านพิธีบวช ได้รูปแบบเท่านั้น แต่อันนั้นจะไม่มีเกิดทางจิตวิญญาณ หรือเกิดอย่างที่เป็นการเกิดอย่างสมบูรณ์แบบ ไปจนกระทั่ง จนมีโอปปาติกโยนิ ที่ได้อธิบายมาแล้ว แม้ได้รับพิธีบวชและก็ได้รูปร่าง ได้รูปแบบของสมณะ หรือรูปแบบผู้เป็นภิกษุ ตามรูปตามแบบเท่านั้นมา เราก็ยอมรับตามสมมุติสัจจะว่า ผู้นี้มีรูปแบบที่เราจะต้องทำตามจารีตประเพณี ตามกำหนดกฎเกณฑ์ว่า จะเคารพคารวะนับถือ ช่วยเหลือบูชา ถ้าท่านยังสังวรในศีล พยายามปฏิบัติตามศีล เป็นสมณะหรือว่าพระ หรือว่าเป็นภิกษุแล้ว ก็ต้องตามศีลของพระ วินัยของพระ แม้จะยังไม่เกิดจริงตายจริง ยังไม่มีตัวที่ไม่ดีตายไปจริง ยังไม่มีตัวดีเกิดใหม่มาแทนจริงได้ แต่ท่านก็สำรวมสังวร อยู่ในศีลอยู่ในธรรม อยู่ในวินัย พยายามกระทำประพฤติอยู่ ถ้ามันพลาดมันพลั้ง มันอาบัติ ท่านก็ปลงอาบัติ ตั้งใจปรับปรุง สังวรระวังใหม่ ตั้งตนใหม่ สร้างตนใหม่ขึ้นไปอยู่เรื่อยๆ ตามหลักเกณฑ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ยังพึงให้การเคารพนับถือ ฟังดีๆนะ อย่าพึ่งไปเผินๆ ดูถูกดูแคลน กลายเป็นคนมีอัตตามานะ ไม่เข้าใจสมมุติสัจจะ ในสมมุติสัจจะเราก็ต้องรู้ สมมุติสัจจะก็เป็นสมมุติสัจจะอย่างหนึ่ง ที่เราจะต้องยอมรับกัน รู้กันในโลกว่า มันก็จะต้องมี มีสภาพที่เป็นไปได้ ตามที่เป็นไปได้ พอสมควรนะ และเราเคารพนับถือยกย่อง ช่วยเหลือเฟือฟาย มีรูปแบบในการคารวะ มีสัมมาคารวะ มีอะไรที่ทำสอดคล้องตามจารีตประเพณีวัฒนธรรม เราก็จะต้องเป็นอยู่ ส่วนผู้ใดเป็นสมณะแท้ อย่างที่อาตมากล่าวไปเมื่อกี้นี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า สมณะหมายถึงผล ผู้ที่มีผล มีโสดาปัตติผล แม้จะยังไม่ได้ผ่านพิธีบวช ไม่ได้รูปแบบเป็นภิกษุ เป็นสมณะ ตามรูปแบบสมมุติ ยังอยู่ในรูปแบบของฆราวาส เพราะว่าเราก็มีผลจริง มีโสดาปัตติผลจริง เราก็ต้องรู้ตามสมมุติสัจจะว่า เขาจะไม่มายกย่องเชิดชู หรือเขาจะไม่ต้องมาทำพิธี ตามจารีตประเพณี ว่าจะต้องมากราบเคารพ เหมือนอย่างกะผู้ที่ได้รับการบวชตามพิธีแล้วได้รูปแบบไปแล้ว ก็จะไม่จัดอะไรต่อมิอะไร ตามจารีตประเพณี ยกย่องหรือว่าเชิดชูหรือว่าได้ฐานะตามที่ได้สัญญากันไป ตามที่กำหนดกันไป แม้เราจะเกิดจริงยิ่งกว่าตรงที่จิตวิญญาณเราเกิดเป็นโสดาปัตติผลจริงๆ แต่เราอยู่ในร่างฆราวาส เขาก็ไม่ได้ทำพิธี เขาก็ไม่ได้มีการตกลง ไม่ได้ตามกำหนดว่าจะต้องมาเคารพบูชากัน ต้องมีอย่างโน้นอย่างนี้อะไรกันต่างๆ อย่าว่าแต่โสดาเลย ต่อให้เป็นสกิทา หรือให้เป็นถึงอนาคามีก็ตาม แม้ผู้ที่ได้รูปแบบไปแล้วตามพิธีบวช แต่ไม่ได้บรรลุธรรม เราก็จะไปมานะ จะไปมีอัตตา ว่าเรานี่แหละใหญ่กว่า เพราะว่าเราเองจริง เป็นสมณะยิ่งกว่า เพราะเราเป็นทั้งอนาคามี เราเป็นจนกระทั่งสกิทาคามี แต่ท่านที่ได้เครื่องแบบไปผ่านพิธีบวชเท่านั้น โสดายังไม่ได้เลย เราต้องใหญ่กว่า ยิ่งกว่า สูงกว่า แล้วก็ไม่กราบ ไม่เคารพ ไม่ทำตามจารีตประเพณี วัฒนธรรมที่ได้กำหนดกันไว้ มีสัมมาคารวะ มีนั่นมีนี่ มีท่าทีอะไรต่างๆนานา ด้วยกาย วาจาอะไรก็ตาม คนนั้นย่อมไม่ใช่สมณะที่เป็นโสดา สกิทา หรืออนาคาที่แท้ เพราะมีมานะใหญ่ ไม่เข้าใจสัจจะ ในสมมุติสัจจะก็ดี ปรมัตถสัจจะของผู้นั้น จึงไม่สมควรที่จะเป็น เพราะผู้นั้นไม่มีปัญญา ไม่มีความเข้าใจเพียงพอ รู้ในเรื่องปรมัตถ์เหล่านี้ยังไม่พอ ผู้นั้นไม่ใช่โสดา ไม่ใช่สกิทา ไม่ใช่อนาคาหรอก พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงความเสื่อมเอาไว้ด้วย ความเสื่อม 7 ประการ อาตมาเคยได้เอามาย้ำกันมากมายว่า ไม่เคารพพระ ไม่เคารพสมณะ พระผู้บวชก่อน บวชใหม่ อะไรก็แล้วแต่ ผู้ที่ติเตียนสมณะ นี่เป็นความเสื่อมชนิดหนึ่ง ข้อหนึ่งใน 7 หรือฟังธรรมเพ่งโทษ อะไรอย่างนี้เป็นต้น มีข้อสำคัญที่ว่า ไม่สักการะไม่เคารพ เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ศรัทธาเลื่อมใส ต่อพระผู้บวชใหม่ ผู้บวชเก่าต่างๆ ถ้าจิตใจเป็นอย่างนั้นจริงๆนะ ไม่รู้จักสาระสัจจะ ไม่รู้จักสมมุติสัจจะ แม้แค่นั้นน่ะ ผู้นั้นเป็นความเสื่อมแล้วล่ะ พอมีความเสื่อมแล้ว ตัวความเสื่อม ผู้ นั้นจะไม่เป็นผู้เจริญ จะเป็นโสดา ไปเป็นสกิทา จะเป็นอนาคาไม่ได้ แม้ความหมายแค่นี้ ที่อาตมาพยายามอธิบาย หยิบมาพูดให้พวกเราฟัง เพื่อจะให้เราสังวร เพื่อให้พวกเราเข้าใจว่าเราเองนี่ เอ เราก็ว่าเราเป็นแน่นะ บางทีเราก็หลงตัวเอง เป็นโสดา บางทีหลงไปเป็นสกิทา ดีไม่ดีเป็นฆราวาสอยู่นี่แหละ หลงตัวเองว่าเป็นอรหันต์เอาเชียวละ ก็ได้ แต่แค่จิตวิญญาณ แค่นี้ยังลบหลู่ดูถูก ลบหลู่ดูถูกผู้ที่ได้เครื่องแบบ จริง ท่านยังไม่ได้เกิดทางธรรม ทางจิตวิญญาณ เป็นอาริยะดังที่กล่าวแล้วก็จริงอยู่ แต่ว่าจิตวิญญาณของผู้นั้น หรือญาณปัญญาของผู้นั้นเป็นอาริยะแท้ จะไม่มีการลบหลู่ดูถูกอย่างนั้น ในที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสนี่ ท่านตรัสเตือนไว้ถึงเรื่องว่า ไม่ยกตนข่มผู้อื่น โดยรูป โดยกายกรรมก็ได้ ยกตนข่มผู้อื่นโดยวาจาก็ได้ ไม่ยกตนข่มทั้งกายทั้งวาจา แต่ยกตนข่มผู้อื่นอยู่เพียงใจ มีใจไปยกตนข่มผู้อื่น เป็นกิริยาทางใจอยู่ก็ได้ นี่ละเอียดลอออย่างนั้น เพราะงั้น การสังวรระวังนี่ ระวังให้ดีๆ อาตมาเตือนแม้กระทั่งว่าพูดจานี่น่ะ มันดูเป็นเชิงข่ม อาตมาพูดนี่เพื่อวิจัย วิเคราะห์ อธิบายไป เพื่อให้เห็นชัดเจนนี่ พูดเหมือนเชิงข่มอยู่เยอะทีเดียว พูดถึงสิ่งไม่ดี สิ่งที่ต่ำ ก็พูดเป็นเชิงข่ม มีลีลาสำเนียง ภาษาโวหารเป็นเชิงข่ม แต่ว่ากิริยากาย อาตมาว่าอาตมาไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ทางกายกรรมไปเป็นเชิงข่มคน กิริยาทางกาย อาตมาไม่ค่อยได้ทำเท่าไหร่ แต่ว่าทางวาจานี่ อาตมาบรรยายมาก พูดมากอยู่ จึงมีบางครั้งบางคราวดูเหมือนจะเป็นข่ม การพูดอย่างนั้น อาตมาก็มีสติสัมปชัญญะและเตือนพวกเราอยู่เสมอ ว่าอาตมาไม่ได้พูดข่ม หลายครั้งไม่ได้พูดกำกับว่า อาตมาพูดขณะนี้ กำลังพูดนี้ ไม่ได้มีลักษณะข่มนะ อาตมาไม่ได้กำกับไว้ แต่ใจของอาตมารู้ตัวอยู่ว่าอาตมาไม่ได้ข่ม หลายครั้งที่อาตมากำกับ หรือเตือนพวกเราไปพร้อมๆกันกับลีลาที่ได้พูดออกมาว่า มันเป็นเชิงข่ม และอาตมาก็อธิบายขยายความไปในวาระนั้นทันทีด้วย ให้พวกเราได้รับซับทราบว่า ที่พูดนี่ อาตมาไม่ได้มีใจไปข่ม แต่โวหารลักษณะเชิงข่มนั้นเป็นการแสดงธรรม เป็นศิลปะชนิดหนึ่ง ให้เห็นว่าอย่างนี้ๆ นี่ควรข่ม พระพุทธเจ้าท่านสอนเราเหมือนกันว่า ข่มคนที่ควรข่ม ยกคนที่ควรยก นั่นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะงั้นสิ่งที่ควรข่มก็ต้องข่ม สิ่งที่ควรยกก็ต้องยกนา ยกจริงๆ ในวาระ ในกาละที่ควรข่ม ควรยก ก็ต้องทำ อาตมาก็ได้เตือนพวกเรา ใจเรานี่ไม่ข่มหรอก แต่ปากพูดออกไปนี่ข่มนะ หรือบางทีถึงกายก็ตาม ทางกาย วาจา ทำท่าทีลีลาข่ม ในกาละที่จะต้องทำเช่นนั้นในบางครั้งบางคราว นี่เป็นเรื่องไม่ทั่วไปนะ เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องในกาละ บางกาละที่จำเป็น สำคัญ ที่ควรทำเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องทำอย่างนั้นเสมอไป ข่มเขาเสมอไปด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ อะไรไม่ได้ โดยเฉพาะใจ ใจนี่จะไม่ข่มใครเสมอเลย ใจนี่จะไม่ไปข่มใคร แม้มันจะมีวาจาข่ม แต่ใจเราไม่ได้ไปข่มใคร ไม่ไปข่ม ไม่ไปดูถูกดูแคลน ใจเราไม่ไปเห็นผู้ใดๆ ต่ำ ไม่ใช่เห็นหรอก ใจมันหรือว่าปัญญามันเห็น จริงนะ ใจมันจะเห็นด้วยญาณปัญญาของผู้ที่ลึกซึ้งแท้ จะรู้อะไรต่ำ อะไรสูง จะเห็นความต่ำจริง แต่ว่าอย่าให้ใจมันมีลีลาในการที่จะไปกดข่มเขา ดูถูก เหยียดหยามเขา ก็ไม่รู้จะใช้ภาษาอะไรนะ คือที่จริงมันน่าสมเพช น่าสงสาร ที่อาตมาเคยพูดไม่รู้กี่ทีแล้วว่า มันน่าสมเพช น่าสงสารผู้คนที่เขามีสภาพที่ไม่ดีไม่งาม ที่ต่ำที่ชั่ว มันน่าสงสาร ซึ่งเป็นผู้ที่น่าช่วยเหลือ ผู้ที่มีจิตใจ ผู้ที่สูงแล้วนี่ มีจิตใจอย่างนี้จริงในจิตใจ เห็นผู้ตกต่ำ เห็นผู้ที่ชั่ว ผู้ที่เลว ผู้ที่มีทุกข์ เพราะบาป เพราะความชั่ว ความต่ำอะไรก็ตาม เป็นผู้ที่น่าช่วยเหลือ และต้องทำการช่วยเหลือ ผู้ที่ดีแล้วไม่จำเป็น จะต้องไปช่วยผู้ที่ดีแล้วได้อย่างไร ผู้ที่ดีแล้วท่านก็มีแต่หน้าที่จะช่วยผู้ที่ตกต่ำเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา ผู้ที่ดีแล้ว ท่านก็ช่วยผู้ที่ตกต่ำ ผู้ตกต่ำเท่านั้นแหละ ถึงจะได้รับการช่วยเหลือจากผู้ที่ดี ถ้าผู้ที่ดีแล้วไม่มีความคิดอย่างนี้ ไม่มีจิตใจโน้มน้อมอย่างนี้ ไม่มีจิตใจเห็นหรือเป็นอย่างนี้จริงๆ โลกเราก็ตายเลย ทิ้งขว้างกัน คนชั่วก็ไม่มีใครช่วย คนดีไม่ช่วยคนชั่วก็บรรลัยเลย ตกต่ำทรุดโทรม วุ่นวายกันไปหมด ก็ไปไม่รอดนะ นา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องที่เราจะต้องเข้าใจ คิดว่าพวกเราก็คงเข้าใจได้ดี ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร แต่ด้วยกิเลสนี่ จะทำให้จิตเราเหยียดหยาม เรื่องมานะอัตตาตัวนี้ เป็นตัวธรรมชาติของกิเลสเชียวนะ กิเลสจริงๆนี่ มันไปเหยียดหยามดูถูก ข่มขี่เบียดเบียนอยู่ในใจ ดีไม่ดีมันแรงร้ายไปในสายโทสะ มันอาฆาตผูกโกรธ จะเห็นได้ว่าในคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสเอาไว้ว่า สิ่งที่ควรละนี่ ท่านตรัสเอาไว้ชัดเจนว่า อย่างที่ท่านบอกเอาไว้ว่า ต้องให้ละสิ่งเหล่านี้เป็นมลทินนี่ เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น มุ่งหมายร้ายผู้อื่น พยาบาทนี่มุ่งหมายร้ายไปตั้งแต่หยาบๆ จนกระทั่งละเอียด เบาๆ นิดๆ ปรารถนาให้เขาตกต่ำ ปรารถนาให้เขาเลวร้าย ปรารถนาให้เขาไม่เจริญ มีจิตไปยังงั้น มีจิตนึกคิดไปในทางไม่ต้องการให้เขาเจริญ ผู้นี้มาทำกู เคยมาด่ากู เคยมาเบียดเบียนกู เคยมาทำร้าย มาใส่ความกูอะไรต่างๆนานา เสร็จแล้วเราก็อาฆาตพยาบาท มันก็ยังมีใจไม่ได้ปล่อยวาง ใจที่ยังถือสา ยังติดใจอยู่ เอ็งตกต่ำได้ก็ดี เอ็งตายได้ก็ดี เอ็งเสื่อมลงไปได้ก็ดี จิตอย่างนี้แหละ เป็นจิตเลว ต้องละทุกคน เราจะไม่มีศัตรู ใครจะมุ่งร้ายเรา เราก็เข้าใจตามความเป็นจริง เท่านั้นก็พอแล้ว เขามุ่งร้ายต่อเรา เขาไม่ปรารถนาดีต่อเรา เขาเข้าใจเราไม่ได้ เขาก็อาจจะรู้ว่าเราดี แล้วเขาก็มุ่งร้ายกะเรา เพราะริษยาก็ได้ และเขาก็ทำกรรมกิริยาร้ายอย่างนั้น หรือเขาอาจจะไม่รู้จริงๆ เขาเชื่อว่าเราไม่ดีจริงๆ แล้วเขาก็พยายามข่ม พยายามที่จะเปิดเผย บอกให้ผู้อื่นรู้ว่าเราไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อที่จะไม่ให้หลงใหลเอาอย่างตาม เขาเข้าใจอย่างนั้นก็ได้ ซึ่งเราช่วยไม่ได้ คนเรามันไม่รู้นี่ มันโง่หรือว่ามัน เขายังไม่มีปัญญาพอจะรู้ความเจริญ หรือความจริง ดีไม่ดีแค่ไหน บังคับกันไม่ได้ทางจิตวิญญาณ เราก็ต้องเข้าใจเขาอย่างที่อาตมาอธิบายไปเสมอนี่ให้ดี และเราก็พยายามอย่าให้มีอาการที่ไม่ชอบใจ อาการที่ไปปรารถนาให้เขาตกต่ำ ปรารถนาให้เขาไม่เจริญ มันไม่ดีทั้งนั้นน่ะ มันเป็นความเลวของเรา มันเป็นความเสื่อม ท่านถึงบอกว่า ต้องละมลทินเหล่านี้ ที่ใจเรานี่เป็นมลทิน มีจิตมุ่งร้ายผู้อื่น มีความมักโกรธ อะไรนิด อะไรหน่อย ยิ่งมีเชื้อว่าไอ้คนนี้มันไม่ใช่พวกของเรา ไอ้คนนี้เคยทำร้ายเรา เคยไม่ปรารถนาดีต่อเรา เคยเป็นศัตรูเรา อะไรก็แล้วแต่ พออะไรนิดอะไรหน่อย เราก็เกิดโกรธได้ มักโกรธง่ายๆ แล้วแถมอุปนาหะเข้าไปอีก ในข้อที่ 4 ผูกโกรธ ผูกโกรธเข้าไปอีก ไม่ปล่อย ไม่วาง ไม่เลิก ไม่คลาย ยังถือสาอยู่นั่นแล้ว ยังจะมีความเคือง ความโกรธ ความมุ่งร้าย หมายร้าย ปรารถนาร้ายอย่างที่กล่าวไปแล้ว พยายามที่จะให้เขาตกต่ำไม่เจริญ อะไรยังงี้นี่ ซึ่งมันเป็นความปรารถนาที่เลว เป็นความปรารถนาที่ไม่ควรจะเป็น ไม่ควรจะมีเลยในนักปฏิบัติธรรมนะ หรือแม้แต่ไปลบหลู่คุณ มักขะ นี่ลบหลู่คุณ หมายความว่า เขามีคุณนะ ที่จริงเขามีความดีงาม เขามีความถูกต้อง แล้วเราก็ไปลบหลู่คุณนั้นเสีย กลับตาลปัตร พูดกลับ พูดผิด ทั้งๆที่เป็นคุณอันถูกต้อง เป็นคุณอันดีงามอยู่ เราก็ไม่ยกสิ่งที่ดีงามนั้น จริง เขามีความผิดพลาด เขามีความบกพร่อง เขามีสิ่งไม่ดีไม่งามในเรื่องอื่น แต่เราก็ลบหลู่ไปหมด หรือแม้แต่คุณที่เป็นจริง เราก็ไม่รู้จักคุณ ไม่รู้จักโทษ ไปลบหลู่คุณที่เขามีจริงในตัวเขา สิ่งไม่ดีก็เป็นส่วนไม่ดี แต่ส่วนดีเขามี สัจจะก็เป็นส่วนดี แต่เราก็ไปลบหลู่ส่วนดีที่เขามี ลบหลู่คุณคนอย่างนี้ ในรายละเอียดน่ะ ส่วนไปลบหลู่คุณคนในส่วนรวม ใหญ่ๆหยาบๆนั่น แสดงว่าไม่รู้รายละเอียดอะไรเลย ส่วนดีก็ยก ส่วนไม่ดีก็ข่ม จะลบหลู่หรือว่าดูถูก พยายามกด พยายามไม่ให้คนอื่นไปหลงเอาดีตาม ตามสัจจะ ตามกาลเทศะ เราพึงกระทำ ก็ทำได้นา ลบหลู่ก็มีนัยละเอียดเหมือนกัน มักขะนี่ เพราะฉะนั้นเราต้องรู้คุณคนที่มีคุณอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างถูกต้อง หรือตีเสมอ นี่อย่างเมื่อกี้นี้ พูดไปในรูปแบบแล้วว่า สมณะที่ได้รูปแบบมา แม้จะเป็นสมณะที่ยังไม่บรรลุ เราบรรลุเป็นโสดา สกิทา อนาคา อะไรแล้วไปตีเสมอ ไม่เข้าใจจารีต ประเพณี วัฒนธรรม ไม่เข้าใจรูปแบบลีลา กายกรรม วจีกรรมอะไรที่ควรกระทำให้สอดคล้อง ตามก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive