340707 คุณภาพคน 4 ขั้น แสดงโดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์359 KB
วันที่แก้ไข13 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

340707 คุณภาพคน 4 ขั้น โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

คุณภาพคน 4 ขั้น บรรยายธรรมโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2534 ณ พุทธสถานสันติอโศก

เจริญธรรม ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ อาตมาจะเทศน์เรื่อง คุณภาพ 4 ขั้นของคน คุณภาพคน 4 ขั้น นั่นก็เป็นอย่างนี้ ฟัง อาตมาจะอ่านเพลงคุณภาพ 4 ขั้นของคนให้ฟัง อาตมาเรียกชื่อว่าเพลง ก็เพราะว่ามันเป็นคำเรียง เป็นคำร้อยเรียง ไม่ใช่เป็นคำร้อยแก้วทีเดียว ได้ร้อยกรองมาพอสมควร ฟังดีๆนะ

ผู้รู้ได้ถ้วน ทำได้ที่ ชื่อว่า ผู้สำเร็จ หรือผู้บรรลุ ผู้ทำดีได้ รู้ไม่มาก ชื่อว่า ผู้เป็น ผู้ทำได้ยาก รู้มากง่าย ชื่อว่า ผู้รู้ ผู้มีป้ายปริญญา ประกาศนียบัตร ชื่อว่า ผู้รับรอง ถ้าใบรับรองเป็นเพียงของ ผู้รู้ คุณภาพไม่ทราบได้ ถ้าใบรับรอง เป็นของ ผู้เป็น พอจะเห็นคุณภาพได้บ้าง ถ้าใบรับรองของ ผู้สำเร็จ แท้ คุณภาพเชื่อได้แน่ว่าเป็นความจริง แต่ความจริงของสังคมปัจจุบันนี้คือ ปริญญาหรือใบประกาศนียบัตรใดๆนั้น ผู้รับรอง ส่วนมากเป็นแค่ ผู้รู้ และผู้รู้ส่วนมากไม่เชื่อว่า ผู้สำเร็จ ย่อมรู้ ผู้รู้ กับ ผู้เป็น ได้ชัดแท้กว่า ผู้รู้ จะรู้ ผู้สำเร็จ อนึ่ง ผู้รู้ จะรับรองก็แต่ ผู้รู้ นั่นแหละได้มาก เนื่องจากเป็นภูมิขั้นเดียวกันย่อมเห็นดี เห็นเด่นชัด ตรงกัน ดังนั้น ผู้สำเร็จ จึงไม่ค่อยมีใครรู้ เพราะ ผู้รู้ ไม่ได้ออก ใบรับรอง ให้ ต้องอ่านดีๆ ต้องอ่านพวกนี้ดีๆ เดี๋ยวอาตมาจะอธิบายไปเป็นขั้นๆ เป็นระดับๆ จะเข้าใจ นี่เป็นเรื่องของความเป็นจริงในสังคม สรุปง่ายๆนะ คุณภาพ 4 ขั้นของคนนี่ ผู้รู้ได้ถ้วนทำได้ที่ นี่หมายความว่า คนขั้นที่ 1 คนที่มีคุณภาพขั้นที่ 1 ผู้รู้ได้ถ้วน ทำได้ที่ เราก็วงเล็บเอาไว้ว่า เป็นผู้สำเร็จ หรือ

อ่านต่อ

ว่าผู้บรรลุ หมายความว่าประสบผลสำเร็จ ทั้งรู้ทั้งทำได้ เรียบร้อยหมด ได้สมบูรณ์ ถูกต้อง รู้ได้ถ้วน ทำได้ที่ 2. ผู้ทำดีได้ รู้ไม่มาก (เป็นผู้เป็น) คนที่ทำเป็นน่ะ แต่มันไม่ค่อยรู้ มันไม่ค่อยฉลาด ไม่ค่อยเฉลียว ไม่รอบถ้วนในการรู้นะ แต่ว่าทำเป็น ทำได้ แต่มันไม่ใช่ นักรู้ มันไม่ค่อยรู้ มันไม่ค่อยฉลาดในเรื่องรู้ แต่ว่าทำได้ แต่คนที่ทำเป็นนี่ นี่รู้ไหมๆ รู้ แต่อาจพูดไม่ออก อธิบายไม่ได้ รู้ แต่แสดงรู้ไม่ได้ อะไรก็ลำบากละ คนทำเป็นนี่นะ ก็ในฐานะเป็นคนขั้นที่ 2 เป็นคุณภาพของคนขั้นที่ 2 3. ผู้ทำได้ยาก รู้มากง่าย คนชนิดนี้นี่ทำได้ยาก แหม มันทำได้ยาก ไม่รู้ละ คุณทำไม่ค่อย ได้ละ ว่าอย่างนั้นเถอะ ทำยาก แต่รู้มากง่าย รู้เก่ง (ผู้รู้) เอ้า นี่เป็นผู้รู้ เป็นคนขั้นที่ 3 อาตมาจัดลำดับอย่างนี้นะ นี่เป็นคนระดับ 3 อย่างนี้ 4. ผู้มีป้ายปริญญา ประกาศนียบัตร อันนี้ไม่รู้ว่าจะเป็นผู้รู้ หรือจะเป็นผู้เป็น หรือจะเป็นผู้สำเร็จ ไม่รู้ทั้งนั้นนะ แต่มีป้ายแฮะ มีป้ายปริญญา มีป้ายประกาศนียบัตรรับรอง บางคนได้ข่าวว่า ไปซื้อมาจากห้องแถวบางประเทศก็มีนะ นี่ไม่ได้ว่าใคร อาตมาได้ยินมาว่าน่ะ ดังได้สดับมาว่ามันมีเหมือนกันน่ะ ผู้มีปริญญา มีประกาศนียบัตรนี่ไปซื้อเอาแถว ห้องแถวทางเมืองนอกมาก็มี หรือในเมืองไทยจะมีได้ โดยประการใด ก็แล้วแต่เถอะ ก็มีปริญญาบ้าง ประเภทยกย่องกันเอง มีปริญญา มีประกาศนียบัตรรับรองกันเอง อะไรกันเองไปบ้างก็มี มีละในหลายๆท่า ก็ถือว่าผู้มีป้ายปริญญา ประกาศนียบัตรนั้นก็คือ เอาละ มีผู้เขารับรอง ใครรับรองก็แล้วแต่ (ผู้รับรองก็แล้วกัน) เอ้า ทีนี้ก็มีนัยละเอียดลงไปอีกว่า ถ้าใบรับรองเป็นของผู้รู้ คือผู้นี้ได้ประกาศนียบัตร หรือได้ปริญญาบัตร แล้วผู้ที่ให้นี่ก็คือ เป็นผู้ที่มีฐานะแค่ผู้รู้ เป็นเพียงของผู้รู้ เป็นผู้รู้เท่านั้น ไม่ใช่ผู้เป็นให้ด้วยซ้ำ ไม่ใช่เป็นผู้สำเร็จ หรือผู้บรรลุให้หรอก ก็แต่ผู้รู้นี่แหละให้ คุณภาพไม่ทราบได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่แน่นักว่าคุณภาพจะมีหรือไม่ ไม่ทราบได้ว่า มีคุณภาพหรือเปล่า คุณภาพไม่ทราบได้ ไม่รับรอง แต่ใบรับรองมีนะ แต่คุณไม่รับรองคุณภาพของผู้มีใบประกาศนียบัตร หรือใบปริญญานี่ คุณภาพนี่ไม่รับรอง แต่แน่นอนมีผู้รับรอง คือผู้รู้เขารับรอง เอ้า ทีนี้ ถ้าใบรับรองเป็นของผู้เป็น พอจะเป็นคุณภาพได้บ้าง เพราะว่าผู้เป็นนี่ใบรับรองผู้ไหนก็แล้วแต่จะให้เป็นใบประกาศนียบัตร ใบรับรอง อย่างไรก็แล้วแต่เฮอะ หรือจะเป็นปริญญา ก็ตามใจเถอะแล้วแต่จะเรียกกัน ตั้งกันไป ตั้งใบปริญญา ตั้งใบประกาศนียบัตร ตั้งใบรับรอง ตั้งใบยกย่อง ชูเชิดอะไรก็ตามใจเถอะ ตั้งไปเถอะ ไอ้ใบนี่ มันเป็นวิธีการของชาวโลกน่ะนะ ถ้าใบรับรองเป็นของผู้เป็น ก็พอจะเห็นคุณภาพได้บ้าง คือผู้เป็น หรือผู้ที่เขามีความเป็นจริงๆนี่ ก็คงจะพอมีความรู้กว่าผู้รู้ล่ะ เออ อันนี้มันทำได้ ไอ้นี่ คนนี้ทำได้ คนนี้เป็น มันควรจะรับรองคนเป็นมากกว่าคนรู้น่ะ คนผู้เป็นนี่แสดงว่าคุณภาพก็คงจะเห็นได้บ้าง พอจะเห็นคุณภาพได้บ้าง ทีนี้ถ้าใบรับรอง เป็นของผู้สำเร็จแท้ หรือผู้บรรลุแท้ ผู้บรรลุแท้ หรือผู้สำเร็จแท้ เป็นผู้ออกใบรับรองให้ คุณภาพ เชื่อได้แน่ว่าเป็นความจริง ว่าผู้นี้ทั้งรู้ชัด รู้เจน รู้แจ้งเลย ได้พิสูจน์ ได้ทดสอบให้ใบรับรองให้ แน่นอนก็ต้องรักษาเครดิต จะไปให้ใบเปรอะๆ คงจะไม่รับให้น่ะ ผู้สำเร็จผู้บรรลุน่ะจะไปรับรองใครเปรอะๆ อาตมาทุกวันนี้นี่ แหม ไม่กล้าไปรับรองใครเปรอะๆเหมือนกันน่ะ รับรองใครเปรอะๆ ก็ยุ่งกันใหญ่เลยนะ เพราะฉะนั้นคุณภาพเชื่อได้แน่ว่า เป็นความจริง มันคงจะต้องเป็นสัจจะ เป็นความจริง จะต้องแม่น ต้องเด็ดขาดลงไปล่ะ แต่ความจริงของสังคมปัจจุบันนี้นี่ซิ คือปริญญาหรือใบประกาศนียบัตรใดๆนั้น ผู้รับรองส่วนมากเป็นแค่ผู้รู้ใช่ไหม สังคมปัจจุบันนี้น่ะ ใบรับรองที่ออกให้ส่วนมากนั้น ปริญญาหรือใบประกาศนียบัตรใดๆนี่ ผู้รับรองส่วนมากเป็นแค่ผู้รู้ สังคมเป็นอย่างนี้นะ ฟังค้างเอาไว้ สังคมปัจจุบันนี้ แต่ความจริงสังคมปัจจุบันนี้นั้นคือปริญญา หรือใบประกาศนียบัตรใดๆนั้น ผู้รับรองส่วนมากเป็นแค่ผู้รู้ และผู้รู้ส่วนมากไม่เชื่อว่าผู้สำเร็จย่อมรู้ ผู้รู้กับผู้เป็นได้ชัดเจนแท้กว่า ผู้รู้จะรู้ผู้สำเร็จ จริงไหม อนึ่ง นี่เป็นประเด็นแทรก ผู้รู้จะรับรองแต่ผู้รู้นั่นแหละ ได้มาก เนื่องจากเป็นภูมิขั้นเดียวกัน ย่อมเห็นดี เห็นเด่นชัดตรงกัน เพราะฉะนั้นสังคมจะมีอะไร ประเด็นนี้จะบอก ดังนั้นผู้สำเร็จจึงไม่ค่อยมีใครรู้ เพราะผู้รู้ไม่ได้ออกใบรับรองให้ แสนซีด สังคมเลยซีดๆ เพราะความจริงของสังคมเป็นอย่างนี้ นี่ก็เพลงคุณภาพ 4 ขั้นของคน เอ้า ทีนี้เรามาขยายความด้วยภาษาเละๆ อาตมาจะบรรยายเละๆปนๆไปเละ ให้ฟังน่ะ ว่าทุกวันนี้นี่ สังคมผู้รู้นี่มาก แล้วราคาของผู้รู้นี่แพง เอ้า ทีนี้เรามาพูดโดยปรมัตถ์ ผู้สำเร็จหรือผู้บรรลุ จริงๆนี่จะเป็นผู้ที่ตั้งราคาค่าตัวเองแพงหรือไม่ ไม่ จะไม่ตั้งราคาค่าตัว ของตัวเองแพง แต่ผู้ที่จะให้ราคาค่าตัวของผู้สำเร็จ หรือผู้บรรลุนี้ ผู้ที่จะให้นี่นะ ผู้รู้ หรือผู้สำเร็จด้วยกัน หรือผู้รู้ที่รู้ลึกรู้ซึ้ง หรือผู้เป็นที่รู้ลึกรู้ซึ้งจริงๆนี่ มีญาณปัญญารู้ว่า ผู้นี้นี่เป็นผู้สำเร็จ หรือเป็นผู้บรรลุ ผู้นั้นยินดีจะให้ราคาแก่ผู้สำเร็จหรือผู้บรรลุมากๆไหม จะให้มากไหม ยินดีจะให้มากๆ แน่ เพราะผู้นั้นแน่ชัด แน่จริง เพราะฉะนั้นผู้รู้ที่รู้จริง ผู้เป็นที่รู้จริง มีญาณปัญญา ก็จะศรัทธาเลื่อมใสและเต็มใจจะให้ราคาแพงๆแก่ผู้สำเร็จเอง ส่วนผู้รู้ที่ไม่ค่อยรู้ แหม มันไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วนะ ผู้รู้ที่ไม่ค่อยรู้นี่ เอาละ ไม่ต้องพูดถึงผู้เป็นเลย ไม่ต้องพูดถึงผู้เป็น เข้าใจศัพท์แล้วนะ Technical term ผู้รู้หมายถึงอะไร ผู้เป็นหมายถึงอะไร ผู้สำเร็จหมายถึงอะไร เข้าใจแล้วนะ เพราะฉะนั้นผู้รู้ที่ไม่ค่อยรู้นี่ ก็จะไม่ให้ราคาแก่ผู้สำเร็จหรือผู้บรรลุเพราะไม่ค่อยรู้จัก แต่ผู้รู้ที่ไม่ค่อยรู้นี้จะรู้จักผู้รู้ที่ไม่ค่อยรู้ด้วยกันดีไหม แหม มันภูมิขั้นเดียวกัน มันหลงผิด มันก็หลงไปด้วยกัน มันติดยึดอะไร มันก็ติดยึดอยู่ด้วยกัน มันอร่อยในอะไร มันก็อร่อยไปด้วยกัน แต่มันเสียท่าอยู่อย่างเดียวเท่านั้นแหละว่า ไอ้คนโกงที่โกงเก่งกว่านี่ มันทำให้คนผู้ที่โกงไม่เก่งกว่า ไม่ค่อยรู้ทัน เท่านั้นแหละ แต่ผู้รู้ที่ต่างคนต่างโกง ต่างคนต่างเอาเปรียบกันนี่ ก็มักจะพยายามตามให้ทัน แล้วเขาก็จะทัน เพราะฉะนั้นผู้รู้จึงฉลาดในเหลี่ยมโกง ผู้รู้ที่ไม่ค่อยรู้ผู้สำเร็จนี่จะฉลาดในเหลี่ยมโกงเรื่อยๆ เพราะเขาจะตามผู้รู้ในภูมิเดียวกันนี้จะตามรู้เท่ารู้ทัน จะไล่พวกนี้ให้ทัน จะไม่เสียเปรียบ จะไม่ให้มันมาข้ามหน้าได้ แต่ผู้สำเร็จหรือผู้บรรลุนี่ซิ ไม่แข่งในการที่จะไป เอาเปรียบเอารัด เพราะฉะนั้นผู้เก่งหรือที่สำเร็จหรือผู้บรรลุนี่ จึงจะไม่มีเหลี่ยมคูเหล่านี้ให้ผู้รู้ ที่ไม่ค่อยรู้นี่มาไล่ มาศึกษา มาตาม เหมือนผู้รู้จะต้องไปตามไอ้ผู้รู้ที่มันจะเอาชนะคะคานกันใช่ไหม ฟังดีๆนะ เพราะฉะนั้นผู้รู้เหล่านี้ จึงจะไม่ค่อยรู้ผู้สำเร็จหรือผู้บรรลุยิ่งๆ เพราะมันไม่มีสิ่งยั่วให้เขาศึกษา แล้วผู้รู้นี่ก็จะมองผู้สำเร็จหรือผู้บรรลุนี่ว่ามันตื้น มันไม่มีอะไรซับซ้อน มันไม่มีอะไรลึกซึ้ง เพราะจริงๆแล้วเขามีสิ่งลึกซึ้งต่างหาก ผู้สำเร็จหรือผู้บรรลุนี่เขาจะมีสิ่งที่ลึกซึ้งนี่ต่างหาก ซึ่งผู้รู้นี่จะจับไม่ติดไปเรื่อยๆ เขายิ่งจะเผิน ยิ่งจะฉลาดไปในเชิงของเขา เพราะฉะนั้นผู้สำเร็จหรือผู้บรรลุนี่ ก็ยิ่งจะเดินทางไปคนละทางไปเรื่อยๆกับผู้รู้ที่ไม่ค่อยรู้สัจธรรม จะเดินทางไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นสงครามระหว่าง ผู้รู้กับผู้สำเร็จ จึงมีอยู่ตลอดกาลนาน ด้วยประการฉะนี้ จบเสียเลยดีไหม ยังเหรอ เอ้า ยังก็ว่าต่อ เพราะฉะนั้นในโลกในสังคมนี้ มีผู้รู้ดังที่กล่าวนี้มาก ดังที่ได้พูดไปแล้วว่า ผู้รู้แล้วรับรองกัน มีวิธีการยกยอปอปั้นเชิดชูกัน โอ้ ยกย่องกันอย่างใหญ่อย่างโตเลยนะ ตอนนี้ก็กำลังยกย่องชูเชิดเบิร์ดเป็นลูกกตัญญู ลูกกตัญญูก็ดีในแง่กตัญญู กตัญญูนี่ก็ดีแหละ เราก็ส่งเสริม สนับสนุนคนกตัญญูต่อพ่อแม่บรรพบุรุษ เป็นแง่ดี เอ้า คนก็ไปชื่นชมกับเบิร์ด ซิ ทีนี้ คนเผิน แหม ถ้าเผื่อเบิร์ดเขาได้ฟัง เขาคงจะเกลียดหน้าอาตมานะ เอาเขามาเป็นตัวอย่าง แล้วกำลังจะอธิบายไปในตัว อย่างที่ไม่ดีเสียด้วยนะ กำลังจะวิเคราะห์ไปหาแง่ที่ไม่ดี เบิร์ดก็เป็นนักสังขาร นักปรุง นักแต่ง ซึ่งเขาไม่ได้เรียนธรรมะ ไม่ได้ลึกซึ้งในโลกุตรธรรม เขาก็ปรุงใหญ่เลย ปรุงเผ็ดจัดจ้าน พริกขี้หนูกำลังอาละวาดตอนนี้น่ะ ปรุงเผ็ดจัด แต่งตัวก็จัด ร้องก็จัด อะไรก็จัด เหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้านะ ให้คนมาติดในสิ่งที่เขาเป็น เขาจึงจะเก่ง เขาก็จะทำให้คนชื่นชมของเขา แล้วเขาจะเป็นคนอย่างไงล่ะ แม้แต่บอกว่าให้ช่วยหน่อยได้ไหมละ หยุดสูบบุหรี่ในวันนั้นน่ะ เขาก็ยังไม่เอาตามเลย อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นความกระด้างของเขาส่วนหนึ่งที่ว่า เอ๊ ทำไมเล่า ก็จะได้ชักชวนคนที่เขาศรัทธา เขาก็จะเอาอย่างพระเอก เอาอย่างคนที่เขาถือว่าเป็นฮีโร่ในใจของเขา เขาก็จะได้ปฏิบัติตาม ถ้าเราปฏิบัติดี เขาก็จะได้ปฏิบัติดีตาม แต่ถ้าคุณไม่ปฏิบัติดี เขาก็จะเอาอย่างตามที่คุณเป็นนั่นแหละ คุณไม่ปฏิบัติดี เขาก็จะเอาอย่างตามที่คุณเป็นนั่นแหละ คุณเป็นนักเผ็ด เขาก็จะเอาเผ็ดอย่างคุณนี่แหละ แล้วทุกวันนี้ มันเผ็ดมากหรือมันเผ็ดน้อยละ สังขารธรรมทุกวันนี้ มันเผ็ดมากหรือมันเผ็ดน้อย เราพูดกันในฐานะนักธรรมะ เผ็ดมากหรือเผ็ดน้อย มันปรุงกันจนกระทั่งเลยเถิดไปแล้ว ซึ่งเปลืองเปล่าทั้งเวลาและวัตถุดิบที่ไปปรุงสร้าง สังขารธรรมมันเฟ้อ มันมากเกินไปแล้ว มันไม่ควรปรุงต่อแล้ว ควรหยุดได้ แต่เขาไม่ยอมหยุดเลย เขาก็ไปกันอีกตามประสาของเขา เอาบ้าๆบอๆ อะไรมาปรุงกันน่ะ แต่ก่อน ถ้าเบริ์ดแต่งตัวอย่างนี้ ในสมัยก่อนนี้ หมาฟัดแน่ คนยี้แน่ๆเลย แต่เดี๋ยวนี้มันปรุงมาเป็นขั้นเป็นตอนกัน จนเดี๋ยวนี้เขาก็รับกันได้ ปรุงเสียจนโอ้โฮ แหมเจ้าประคุณเอ๊ย ไม่ว่าจะแต่งอะไรเข้าไปนี่ เอ้าจริงๆนะ แต่ก่อนผู้ชายแต่งอย่างนี้เขาหาว่าพวกกระเทย เขาว่าพวกวิตถารแล้วใช่ไหม ใส่ตุ้มหู พวงอะไรห้อยแขนห้อย โอ้โฮ ผ้าก็พันสาระพัดสี สาระพัดย้วยย้าย ทั้งเด๊ฟ ทั้งม๊อส อะไรไม่รู้ มันปรุงตั้งสาระพัด แล้วยิ่งผู้หญิงฟังแล้วรู้เรื่องดีว่า ไอ้เรื่องเครื่องแต่งตัวนี่ มันทำย้วยย้าย ทำพรีส ทำเด๊ฟ ทำม็อส ทำอะไรมันใช่ไหม มันบ้าๆบอๆ ไอ้ศัพท์พวกนี้ก็เกิดมาจากการปรุงสร้างทั้งนั้นแหละ ให้มากเรื่อง วุ่นวายเข้าไปล่ะ อย่างนี้เป็นต้น แม้แต่ในลีลาของการดีด การเต้น ไอ้โน่นไอ้นี่ อะไรก็ โอ ดูเก่ง เอาแรงเบิร์ดนี่ไปทำ แหม มาปลูกพริกให้กินหน่อยเถอะ มาปลูกพริกให้กินจริงๆ ให้เป็นอาหารกินหน่อยเถอะ เอาแรงงานที่แกเต้นนี่ โอ้โฮ แกเต้นไป แกปาดเหงื่อไป เห็นไหม เต้นไปปาดเหงื่อไปนะ แหมเสียดายแรงงานจริงๆ เจ้าประคุณเอ๊ย แต่เบิร์ดได้อะไรๆ ได้เงิน ชื่อเสียงแบบนี้ เป็นชื่อเสียงแบบประโลมโลก เป็นดารา เป็นคนเด่นคนดังด้วยการปรุงสิ่งที่ไปมอมเมาจิต ให้คนติดยึดอุปาทาน อะไร มันอร่อย มันในหัวใจ ได้ร้อง ได้เต้น ได้ดีด ได้สี ได้แสดงกามคุณ 5 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทั้งนั้น มีแต่รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ปรุงเข้าไปให้จัดจ้านในนั้นทั้งนั้น คนก็ติดกิเลสกามเข้าไปมากๆๆๆ เบิร์ดก็ชื่อว่าได้เงิน แต่ทำให้สังคม โดยเฉพาะทั้งเด็กวัยรุ่น ทั้งอะไรต่ออะไรนี่ ไม่เข้าใจเรื่องกิเลสกามคุณ 5 แล้วกามมันก็เยอะ แล้วจะไปทำให้แก้ปัญหาว่า สำส่อนกัน เด็กมันแย่กันแล้ว ปลุกปล้ำข่มขืนอะไรๆ ต่อไปในอนาคตอีก เมินเสียเถิดที่จะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะตัวปลุกเร้านี้คนเติมวันๆ เติมกิเลสไปนี่ เขาปลุกเร้าวันหนึ่งเท่าไหร่ แล้วคนต่อต้านนี่ได้เท่าไหร่ คนมาฟังธรรมนี่ว่ามากแล้วนะ แต่คนไปเติมกิเลสนายเบิร์ด วันหนึ่งเท่าไหร่ แล้วก็ทำมากกว่าเราอีก ไม่ได้หยุดได้ยั้ง ไม่ต้องไปทำหรอก แค่พูดก็เหนื่อยแล้ว เหนื่อยแล้วที่จะต่อสู้ แต่อาตมาไม่ท้อแท้ ไม่เหนื่อย เหนื่อยก็ให้มันรู้ว่าคือเหนื่อย เดี๋ยวพัก หายเหนื่อยเอาใหม่ หายเหนื่อยก็สู้ใหม่ สู้ทั้งที่รู้ว่ากูแพ้ เอ้า จริงๆ สู้ทั้งๆที่รู้ว่ากูแพ้ นี่เจาะลึกลงไปให้ฟัง ก็ขออภัยเถอะ ถ้าเบิร์ดจะโกรธ จะเคืองอะไรก็ขออภัยเถอะ มันเป็นเรื่องจริงที่จะต้องพูดกัน หยิบอย่างนี้มาพูดก็เข้าใจง่าย เพราะว่ามันมีสภาวะรองรับ มันมีสิ่งที่เกิดที่เป็นอยู่ในสังคม มันจำเป็น อาตมาจะพูดลอยๆลมๆ มันก็ไม่ชัดเจน แล้วมันก็ฟังแล้วก็เลืองๆ จับไม่แม่น จับไม่มั่นคั้นไม่ตาย เปรียบเทียบก็ไม่เห็นชัด มันก็เบลอๆ แต่นี่มีของจริง ฟังแล้วจะชัด เราศึกษาธรรมะมาแล้ว เรารู้ดีว่า ผลของกาม มันเป็นเรื่องร้ายแรง ทุกวันนี้มันก็ต่อรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสนั่นแหละ เป็นผลของกามที่เลวร้ายไปเห็นไหม จะกินจะอยู่ก็เลวร้าย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทั้งนั้น จะเป็นชีวิต ก็อยู่เลวร้าย แม้แต่ที่สุดถึงอาชญากรรม เกิดอาชญากรรมทางเพศ เกิดวิตถารทางเพศ ก็เพราะอย่างนี้แหละ คือเหตุ คุณได้เงินจริง แต่เงินของคุณน่ะทำบาป เห็นไหมว่า คุณได้เงินไปจริง แต่เงินของคุณทำบาป ทีนี้คนเราก็เก่งที่จะหาสิ่งที่มาปะหน้าว่าดี เอ้า ดี อย่างนี้ประชาชนชอบลักษณะนี้ก็เป็นคุณธรรมบ้าง คุณธรรมเป็นกตัญญู คุณธรรมเป็นคนอ่อนหวาน คุณธรรมเป็นคนอย่างนู้นอย่างนี้ อะไรก็แล้วแต่เถอะที่เป็นคุณธรรมในแง่ของเชิงที่เป็นกุศล คุณธรรมก็ทำ แต่ในเนื้อที่เขาเน้นน่ะ มันไม่พอกันเห็นไหม เนื้อที่มันแตกออกไป ที่มันเป็นตัวเนื้อแท้ หรือเนื้อหาที่คุณจ่ายออกไป เป็นเนื้อหาของกามคุณ เป็นเนื้อหาของสิ่งที่ย้อมใจ ให้จัดจ้านๆๆๆ ไอ้ความคำว่าจัดจ้านคำเดียวนี่แหละ มันก็คือความรุนแรงของกามคุณ เมื่อแปลออกไปก็คือนั่นแหละ ไปจนกระทั่งเกิดอาชญากรรมทาง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ถึงทางเพศ ถึงการฆ่ากัน รุนแรง หึงหวงจัด เพศวิตถาร แล้วก็มีการอะไรต่ออะไรต่างๆนานา เกิดจากภาวะของกิเลสในจิตทั้งนั้นเลย แล้วเราก็ไม่เข้าใจกิเลสพวกนี้กัน อาตมาจำเป็นต้องพูด แม้จะโกรธกันอย่างไร ก็จำเป็นต้องพูด เพราะว่ามันแก้ปัญหา มันไปตันตรงที่ว่า เราบอกแล้วว่า เราทำอยู่ได้เท่าไหร่ เขาทำเท่าไหร่ แล้วเมื่อไหร่มันทันกันน่ะ เพราะฉะนั้นเราจำเป็น ต้องฉีกชี้ให้เขารู้สึกตัว ถ้าเขามีปัญญาก็ฟังอาตมารู้เรื่อง เมื่อฟังรู้เรื่อง เขาจะต้องลดๆ แม้เงินจะต้องลดลง เขาก็ต้องยอม เพราะฉะนั้นเอาแรงงาน เอาเวลา เอาทุนรอนที่เหลือ ไปสร้างสรรสิ่งที่เป็นประโยชน์ เขาบอกว่า เขาจะเลิกร้องเพลงแล้ว จะได้มีเวลาอยู่กับแม่ แหม ฉลาดๆ เห็นไหม เขามีน้ำหนัก โอ้โฮ เขากตัญญูกตเวทีต่อแม่จนกระทั่งจะไม่ง้อเงิน เพราะถ้าเขาหยุดร้องเพลง เขาต้องลดรายได้ใช่ไหม โอ้โฮ สูงมากเลยเบิร์ด เห็นไหม นี่คือจิตวิทยาสังคม จิตวิทยาสังคมสูงมากเลย เอาเถอะ เบิร์ดจะจริงใจว่าจะลดก็ตาม ฟังแล้วมันดีใช่ไหม เอ้า ลดได้ดี หยุดได้ดี หยุดร้องเพลง แต่อย่าไปมอมเมากามคุณ 5 ในเชิงอื่นก็แล้วกัน หันหาเนื้อหาที่จะเป็นการลดกิเลสทั้งหลายแหล่ ลดกามคุณ กามารมณ์ โลกนี้มันใหญ่ยิ่ง เรื่องกามคุณกับอัตตานี่แหละ มันยิ่งใหญ่ มันถือดี ถือตัว มันเบ่งข่ม มันถือความรู้ แล้วมันเก่งความรู้ แล้วมันก็เบ่งข่ม ตีราคาความรู้แพงๆ นี่เป็นเรื่องของอัตตาทั้งนั้น อัตตกิลมถานุโยคทั้งนั้นแหละ มันไม่ใช่เป็นเชิงกามคุณ แต่เป็นเชิงศักดินา เรื่องมานะ เรื่องศักดิ์ศรี เรื่องตีราคาแพงอะไรพวกนี้น่ะ เชิงชั้นพวกนี้ในโลกทำกันอยู่ เป็นเรื่องของทุนนิยม ที่เป็นศักดินาพวกนี้ มันไม่ใช่เรื่องกาม กามคุณโดยตรงแต่มันอีกประการหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น นี่แหละ เสียหายกันอยู่ เพราะฉะนั้นสังคมก็จะเดือดร้อนอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา เอ้า มีคนแก้ข่าวมาให้ว่า วันอดบุหรี่ เบิร์ดร่วมอดบุหรี่ด้วยครับ แต่ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ร่วมมือ เพราะ เบิร์ดไม่แน่ใจว่าจะอดได้หรือเปล่า จึงไม่กล้ายืนยัน แล้วต่อมาหลังจากอดบุหรี่แล้ว ก็พยายามลดบุหรี่ต่อไป เอ้า ก็ดี อนุโมทนาด้วยน่ะ ในส่วนดีที่เป็นสาระ หรือเป็นเนื้อหาของมัน เราก็พยายามเข้าใจสาระเนื้อหาของมันให้ดีก็แล้วกัน จะเป็นใครก็แล้วแต่ พยายามทำสิ่งที่ดี ไปติด ไปยึด ไปทำอะไร สิ่งที่มันไม่ดีไม่งามอะไร มันลึกซึ้ง มันซับซ้อนหลายๆอย่าง อย่างเรานี่เข้าใจความลึกซึ้งซับซ้อนไปมากมาย อย่างพวกเราปฏิบัติธรรมแล้วนี่เราเห็นจนกระทั่งว่า คนที่มีเงินมากๆนี่ เป็นคนเสื่อม เอาละซิ ตอนนี้คนที่ไม่แน่จริง คนที่ไม่มีความภาคภูมิในตัว คนที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเองว่า ถ้าชีวิตนี้ไม่มีเงินแล้วนี่ จะเป็นคนที่ดี เป็นคนที่ภาคภูมิตนเองได้ เป็นคนที่คนอื่นเขาจะภาคภูมิในตัวเราได้ คนที่ไม่มีเงินนี่เขา ไม่เชื่อ เพราะโลกเขาจะเคารพนับถือคนมีเงิน แล้วเขาก็ภาคภูมิในคนมีเงิน มีคนเคารพกันทั่วบ้านทั่วเมืองเต็มมากมาย คนจะมาเคารพ คนจน คนไม่มีเงินนั้นน้อย แต่อาตมาพิสูจน์ได้ว่าพระพุทธเจ้าท่านมีเงินท่านก็ไม่เอาเงินแล้ว สละทรัพย์ศฤงคารหมด แล้วท่านก็มาเป็นผู้ที่คนมาเคารพนับถือ คนที่ไม่มีเงิน บูชาเคารพนับถือ พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนสาวกให้ถ่ายถอน ให้เลิกละทรัพย์ศฤงคารมา พระสาวกของพระพุทธเจ้าก็เลิกละทรัพย์ศฤงคารมา แล้วก็มั่นใจว่ามีชีวิตอยู่ได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร คุณความดีของตนเอง โดยไม่ต้องสะสมเงิน มีผลประโยชน์เรียกว่าลาภ สิ่งตอบแทนก็รับมาใช้ แบ่งใช้ แบ่งกิน เสร็จแล้วก็แจกจ่ายเจือจานต่อไป มั่นใจในตัวเอง ที่มีความขยันหมั่นเพียร ไม่เกียจคร้าน ทุกวันทำงานสร้างสรร เมื่อทุกวันทำงานสร้างสรร เราก็ได้อาศัยสิ่งที่เราทำนี่ แบ่งกินแบ่งใช้ในนี้แหละ จะเอาไปแลกเปลี่ยนบ้าง หรือไม่แลกเปลี่ยนโดยตรง จะเป็นทางอ้อมก็ตาม ก็มีคุณค่า เป็นคนมีคุณค่า มีประโยชน์ มีผลผลิต มีแรงงาน มีสิ่งที่สร้างลงไปให้แก่โลก แล้วท่านก็กินน้อยใช้น้อยแต่ไม่ได้ทรมานร่างกาย มีชีวิตเบิกบานร่าเริงอุดมสมบูรณ์แข็งแรงดีอยู่ ตามที่มีความรู้ที่จะยังขันธ์ของตัวเอง เลี้ยงชีวิตของตนเองให้เป็นคนที่มีความแข็งแรง ความสมบูรณ์ สมบูรณ์ไม่ได้หมายความว่าอ้วนเอาๆนะ สมบูรณ์หมายความว่า ได้สัดส่วนที่พอดี พอเหมาะ แข็งแรง แล้วท่านก็ขยันอย่างนี้ เสร็จแล้วท่านก็ไม่สะสม กล้าเลยว่า อยู่ในโลกนี้สังคมนี้ โดยไม่ต้องสะสมก็อยู่ได้ คนอย่างนี้เป็นคนที่อาตมาว่า น่าทึ่งมากกว่าคนที่สะสมเงินเอาไว้มากๆ แล้วฉันก็มีความเป็นอยู่สุข เสร็จแล้วก็ทำบุญทำทานอยู่ แต่ก็ไม่หมดสักที ช่วยเหลือเกื้อกูลเขาอยู่ ไม่หมดสักที คนอย่างนี้ไม่น่าทึ่งเท่าไหร่ อาตมาว่า แต่คนที่ไม่มีเลย สละออกหมด แล้วก็มีชีวิตอยู่ได้ สร้างสรร แม้จะไม่เป็นตัวเงินเลย แต่แรงงานของเรานี้ ทั้งความคิดและแรงงานทางสมรรถภาพทางกายก็แล้วแต่ ท่านก็สร้างสรรให้แก่สังคมลงไปอยู่ทุกวันๆ อาตมาว่าสดๆกว่าด้วยซ้ำไป กล้าหาญชาญชัยอย่างนี้ มั่นใจในคุณงามความดี จะพยายามทำให้สอด คล้อง ให้ไปถูก ให้ฟรีให้ได้เลย ให้ได้ยิ่งดี แล้วพยายามที่จะเอาเนื้อหาเอาลงไปในหนังสือนี้ ให้เป็นเนื้อหาที่ยิ่งวิเศษ ยิ่งเป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง ธรรมะที่ง่ายแต่ลึกซึ้งจริงจัง เป็นสัจธรรมที่ไม่เพี้ยน ให้ไปได้มากๆๆๆๆ เจตนารมณ์อย่างนั้นจริงๆ คนไม่รู้เขาก็หาว่าเรานี่ทำไปเพื่อ Propaganda โฆษณาตัวเอง เอ้า ก็ไม่ว่าอะไร มันก็มีส่วน เพราะเราทำนี่นะ เมื่อไหร่ก็เราทำ แล้วจะยกตัวอย่างเมื่อไหร่ ก็เอาตัวเองไปเป็นตัวอย่างอีก เพราะว่าจะยกตัวอย่างคนอื่น มันก็ไม่ค่อยมีด้วยเรื่องนี้ หายากด้วยนะ แล้วไม่แน่ใจด้วยว่า จะยกตัวอย่างคนอื่นเขาเข้ามา ไม่รู้เขาจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า เพราะว่าคนเรานี่พอเวลายกมาว่าดี ที่แท้เขาเป็นคนเลว เขาก็หาว่าดูถูก หนอย ปัญญาตื้น ไปยกคนชั่วเป็นคนดีหลอกเรา หน้าเราเน่าอีก เลยว่า เอ๊ มันไว้ใจได้หรือเปล่าว้า นี่ไปยกตัวอย่างมา แหม ยกตัวอย่างใครล่ะ เอาตัวอย่างคนนั้นมายก เราก็บอกว่า คนนี้นี่น่านิยมชมชื่น นี่เขา ทำดีน่ะ นี่เห็นไหม นี่ โอ้โฮ สอน ในเรื่องของธรรมะอย่างสวยแจ๋วเลยนี่นะ นี่แหละคนนี้ ชื่อนิกร นี่ โอ้โฮ สอนธรรมะชั้นหนึ่งเลยนะ น่ายกย่องชมเชย ต้องเอาอย่างตามนะ ถ้าเราไปยกย่องอย่างนี้ขึ้นมา ถ้าเกิดเขาไม่ดีขึ้นมาล่ะ เขาเน่าออกมาแล้ว เป็นอย่างไรล่ะ เขาก็หมดศรัทธาเราเหมือนกัน ปัดโถเอ๋ย หัวขนาดนี้น่ะเหรอ หมด เพราะฉะนั้นก็เลยจะไปยกตัวอย่างคนนั้นคนนี้ อย่างที่เราไม่มั่นใจหรือเรายังไม่กล้า เราก็ต้องไม่กล้าล่ะนะ เราก็จะต้องยกคนที่เรากล้า คนที่เรากล้ายก แล้วก็หายากเสียด้วย เมื่อหาไม่ได้ เอาตัวเองล่ะวะ เราทำได้ แล้วเราก็ยกเราก็แล้วกัน เพราะเราทำได้จริงๆ เราก็ยกเรา เราก็ว่าอย่างนี้น่ะดีนะ ดีนะ สมัยแรกๆน่ะ อาตมาออกมาบรรยายธรรมะนี่ เขาก็ชวน หมั่นไส้นะ อาตมาบรรยายใหม่ๆนี่บอก โอ้ อาตมานี่ลาออกจากงานแล้วนะ มีรายได้ตั้งสองหมื่น สองหมื่นแต่ก่อนนี้ มันไม่ใช่ทุกวันนี้นะ คุณนะ สองหมื่นเมื่อ 20 ปีที่แล้วนี่นะ รายได้ 20 ปีที่แล้วนี่นะ ไอ้ทองคำบาทละสี่ร้อยกว่าถึงห้าร้อย ประมาณนั้นตอนนั้น เบนซิน เอาละเบนซินมันมีขึ้นมีลง อย่าเอามาเป็นมาตรฐาน เอาทองคำดีกว่าหรือเอาอัตราเงินเดือนนายก ตอนนั้นนายก เงินเดือนหมื่นกว่าบาท ไม่ได้ถึงสองหมื่น เงินเดือนนายก แล้วก็เงินรับรองด้วย หมื่นกว่า อาตมาจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ ไม่ถึงหมื่นห้าด้วยซ้ำ เงินเดือนนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ธรรมดานี่คนเงินเดือนขั้นตรีก็เจ็ดร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง จบปริญญาออกมา ได้ตอนนั้นเก้าร้อยมั้ง ปริญ ญาที่มีเกียรติหน่อยก็เก้าร้อย ที่มันเรียนเกินสี่ปี อะไรอย่างนี้ เป็นต้น หรือเกียรตินิยมอะไรนะ ธรรมดาขั้นตรี ปริญญาตรี ก็เจ็ดร้อยกว่า เจ็ดร้อยห้าสิบก็แล้วแต่ละ ในเกรดนี้น่ะ ไม่เกินพัน ต่อมาก็ค่อยมาขึ้นพันกว่าบาท มาขึ้นพันห้า เดี๋ยวนี้ปริญญาตรี สี่พันกว่าใช่ไหม ปริญญาตรีสี่พันกว่าเดี๋ยวนี้ แต่ก่อนนี้อาตมาได้เดือนหนึ่งสองหมื่นบาท ออกมาบรรยายบอกนี่ อาตมาทิ้งเงินมานะนี่ เดือนหนึ่งตั้งสองหมื่นน่ะ อาตมาทิ้งมา ออกมานี่ มากินมื้อเดียว มาทำงานอะไรต่ออะไรต่างๆนานา บรรยายจ้อยๆๆ ก็ยกตัวอย่างตัวเอง มันก็น่าหมั่นไส้หรอก จริงๆ ใครตามอาตมา ฟังธรรมะตั้งแต่ตอนแรกๆ อาตมาไม่รู้ว่าจะยกตัวอย่างใคร ก็ต้องยกตัวอย่างตัวเอง อาตมาเห็นว่าลาภ ยศ สรรเสริญ ก็อย่างนั้แหละ อาตมามาอธิบายเรื่องกาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เรื่องอบายมุข อธิบายวิเคราะห์แหลกเลยนะ มันก็ไปเข้าหัวเขา ยังสูบบุหรี่ ยังกินหมาก ยังอะไรต่ออะไรพวกนี้ โอ้โฮ เขาหาว่าไปด่าพระ ทั่วบ้านทั่วเมือง พระแต่ก่อนนี้ก็จริงๆด้วยกินทั้งหมาก สูบทั้งบุหรี่กันอยู่นั่นปุ๋ยๆๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ หาเงิน หาทอง แล้วก็มีเดรัจฉานวิชาอะไรมากมายต่างๆนานา อาตมาก็บอกว่า อาตมาเลิกมาแล้ว เดรัจฉานวิชา อาตมาเล่นมา อาตมาเลิกมาแล้ว หยุดมาแล้ว ไอ้อย่างนั้น มันยังไม่ใช่พุทธว่าไป เขาก็ว่าไป เขาก็จริ๊งจริง ยกตัวเองว่าตัวเองเลิกมาแล้วไปด่าคนที่เขายังไม่เลิก เอ้า แล้วมันก็ไม่จริงอย่างไร มันก็น่าให้เขาจ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน