340426 ตอบปัญหาสุดสุดไปเลย พ่อท่านโพธิรักษ์ อบรมพุทธทายาท ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์380 KB
วันที่แก้ไข17 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

340426 ตอบปัญหาสุดสุดไปเลย พ่อท่านโพธิรักษ์ อบรมพุทธทายาท ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ตอบปัญหาสุดสุดไปเลย ( ในงานอบรมพุทธทายาท ครั้งที่ 8 ) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 26 เมษายน 2534 ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก

อาตมาใช้วิธีอย่างนี้นะ ใครจะเอามานี่ยังไงๆ ก็ตอบไม่หมดแน่ เพราะยิ่งตอบสุดๆไปเลยนี่ มันจะต้องจี้ๆไชๆจนสุดไปแล้วมันจะยาว มันก็ต้องยาวแน่นอน เพราะฉะนั้นแต่ละปัญหานี่ถ้าเผื่อว่าอาตมาเห็นว่าตัดสุดไปเลยก็ไม่ยาว อันไหนที่มันตัดไม่สุด มันยังต้องวิเคราะห์ต่อไป ต้องไชต่อไปๆ เพราะมันไปไม่รอดน่ะ มันไปไม่ได้ต้องต่อไปเรื่อยๆเราก็ต้องต่อ ไม่งั้นมันก็ไม่สุดใช่ไหม เพราะฉะนั้นมันต้องยาวแน่นอน เดี๋ยวเสียเวลา เมื่อเสียเวลา ปัญหามากนี่ มันไม่หมดนะ เมื่อไม่หมดก็ต้องใช้วิธีจับเอา เรียกว่าตามโชคตามเคราะห์ ของใครขึ้นมาก็ได้ตอบ ของใครไม่ขึ้นมาก็ไม่ได้ตอบ เอายังงั้นนา ไม่งั้นก็ไม่รู้จะทำยังไง ได้อะไรก็เอา ซ้ำกันก็ผ่าน อันไหนไม่ซ้ำ ก็ตอบกันไปเรื่อยๆ เอ้า เริ่มเลย ตอบปัญหาสุดๆไปเลย เอ้าขึ้นมาแล้วอันที่หนึ่ง ปัญหาเมื่อเช้านี่ อาตมาก็เอาลงไปคนด้วยนะ ไม่รู้จะขึ้นมาหรือเปล่า อ่าน เดี๋ยวจะอ่านปัญหาฟรี เมื่อเช้านี่ รู้ปัญหาแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้ตอบ _พ่อท่านคะ เป็นผู้หญิงควรทำตัวอย่างไรคะ? แน่ะปัญหานี้นิดๆ แต่ว่าโอ้โฮ จะตอบให้สุดๆน่ะ จะทำยังไง เอ้า เอาก่อนดักก่อนนะ เป็นผู้หญิงจะทำตัวอย่างไร ตอบอย่างนักธรรมะ เป็นผู้หญิงก็ตามร่างกายจะเป็นผู้หญิงก็ตาม ควรจะปฏิบัติตัวให้เป็นปุริสภาวะให้ได้ นี่คำตอบที่สุด เอ้าขยายความไม่งั้นไม่สุดละก็คาๆอยู่นี่ อะไรปุริสภาวะ ปวดขมับอยู่ตรงนี้ ปุริสภาวะหมายความว่าบรรลุนิพพาน แล้วผู้หญิงให้สิทธิถึงบรรลุนิพพานยังไม่เอาอีกหรือ เอ้าแล้วกันก็ของดีแล้วจะมานั่งโหๆยังไง ตอบให้อย่าง

อ่านต่อ

ดีเยี่ยมแล้ว ยังจะโหๆอีก เอาให้สุดไปเลย เอาให้เป็นพระนิพพาน ทีนี้ขยายความนิดหน่อย เป็นผู้หญิงจะทำตัวยังไง เราเลือกไม่ได้ที่เราเกิดมาเป็นผู้หญิง และในสังคมของผู้หญิง เขาให้ปฏิบัติตัวอย่างไร เราก็ปฏิบัติตัวสมลักษณะของกุลสตรีผู้หญิง ลักษณะของกุลสตรีผู้หญิง ก็คือเป็นผู้ที่จะต้องระมัดระวัง วัฒนธรรมของไทยเรานี่ก็ดี๊ดีน่ะ ผู้หญิงควรเป็นผู้ที่สำรวม เป็นผู้ที่เป็นช้างเท้าหลัง เป็นผู้ที่เป็นแม่บ้าน เป็นผู้ที่ทำอะไรต่ออะไรอย่างนั้น แต่ทีนี้ ถ้าเราจะปฏิบัติให้สุดไปเลยอย่างที่ว่านั้นน่ะ ถึงนิพพานเลย แต่นิพพานแล้วก็ไม่ต้องแต่งงาน แล้วก็ดีไม่ต้องแต่งงาน ได้ลดกิเลส ลดความกำหนัด ลดจริงๆ เราก็ไม่ต้องแต่งงาน ไม่ต้องไปเป็นแม่บ้าน เมื่อไม่เป็นแม่บ้านแล้วก็ คนที่ไม่แต่งงานเป็นผู้หญิงนี่นะ ในทางโลกนี่เขาจะกลัวว่าไม่มีที่พึ่ง เอ๊ ตอนตายลูกก็ไม่มี ไม่มีที่พึ่ง ใครจะเลี้ยงดูล่ะ ผู้หญิงเขาจะห่วงยังงี้ แต่ผู้ชายเขาไม่ค่อยกลัวหรอก เขาจะแก่ตัวมา หรือว่าไม่ได้แต่งงาน แล้วก็โอ้ พอเวลาจะแก่แล้วใครจะเลี้ยงดู เขาไม่ค่อยกลัวหรอกผู้ชาย เขาไม่มีความกังวลตัวนี้ แต่ผู้หญิงมักจะขี้กลัวตัวนี้ เพราะวัฒนธรรมสอนมาอย่างนั้น ความจริงผู้หญิงผู้ชายก็เหมือนกัน ถ้าผู้ชายเขาไม่กลัว ผู้หญิงก็จะไปกลัวทำไม พึ่งตนเอง ผู้ชายก็พึ่งตนเองให้ตัวเองมีสมรรถภาพ ผู้ชายเขาทำใช่ไหม ก็มีงานมีการ สร้างสมรรถภาพสร้างสรรแล้วก็เลี้ยงดูตนเองโดยสมรรถภาพเหล่านั้น ถ้าอยู่ทางโลกเขาจะต้องทำมาหากิน แล้วก็จะได้เงินได้ทองมาเป็นหลักฐานเลี้ยงชีวิต ส่วนทีนี้ มาระบบของชาวอโศกเรานี่ เราไม่สะสม ไม่ต้องสะสมหลักฐาน ไม่ต้องร่ำรวย บอกตรงๆเลยว่า เป็นชาวอโศกนี่มาหมดเนื้อหมดตัว มาจน คนที่ร่ำรวยแล้วนี่ ใครจะกล้ามั่ง ใครร่ำรวย กล้ามั้ย ไม่กล้าร่ำรวยเหรอ ไม่กล้าเหรอ เอาเงินให้ 10 ล้านเดี๋ยวนี้ เอาไหม? เอา! แล้วไม่กล้ายังไง เอา! ไม่ต้องขอ 10 ล้านหรอก ขอคืนมาล้านหนึ่งให้ไหม? (เสียงไม่ให้) แล้วกัน ถ้ามีถึงจะให้ไหม? กล้าไหม? ง่ายไหม? อะไรนะ อาตมาเหรอ อ๋อ! ถามอาตมามีถึงสิบล้านจะให้ไหม? เอาเถอะ สมมุติฟังกันก่อน ถ้าเผื่อว่ามีล่ะ (ผู้ฟังหัวเราะ) เอาเหตุผลชัดนะ ใช่ไหม? ให้สิบล้านนี่คุณกล้าเอาไหม? กล้าเอา แต่คุณลองให้มาแค่ล้านเดียวนี่ซิ กล้าให้ไหม? ก็ไม่กล้า ยากใช่ไหม? มารวยจึงง่ายใช่ไหม? จะรับเละมาเลย รวยนี่ง่าย แต่จะมาจน สละออก เอาออกๆ ยากใช่ไหม? แต่การจนนี่แม้มันจะยากเราก็ควรทำ เรามามีทรัพย์สินเงินทองนี่ ไม่ใช่เรื่องประหลาดในโลก ใครก็ตามมีทรัพย์สินเงินทองนี่ไม่ใช่เรื่องประหลาด เราเคยเห็นหมดแล้ว แล้วเขาก็อยู่เบิกบานร่าเริง อยู่กันอย่างสดชื่น แต่คนที่มาจน จนๆๆ แล้วก็เบิกบานร่าเริง สดชื่น มีชีวิตอยู่ได้ จนนี่ จนลงๆๆ สุดท้ายไม่มีสักตังค์ เหมือนอย่างพวกเรานี่ เยอะแยะนา! สมณะก็ไม่มีสักตังค์ หรือแม้แต่ฆราวาสเรา เดี๋ยวนี้เกิดมาไม่มีเงินสักตังค์ ไม่ใช่เกิดมาไม่มี มี เคยมีแล้วก็สละจนกระทั่งไม่มี เดี๋ยวนี้มาเป็นคนวัดคนวา มาเป็นคนในหมู่บ้าน ไม่มีเงิน ไม่มีทอง เป็นฆราวาสด้วย ก็อยู่อย่างเบิกบานร่าเริง อย่างนี้สิ นอกจากเบิกบานร่าเริงแล้ว คนยังกราบได้เลย คนกราบคนร่ำรวยนี่ ไม่แปลกอะไรหรอกใช่ไหม? แต่คนมากราบคนไม่มีสตางค์เลยนี่สิ มันแปลกนะ ใช่ไหม สมัยนี้ยิ่งแปลกใหญ่ คนไปกราบคนร่ำรวยปะหลกๆกลัวลานเลยนะ กราบคนร่ำรวยเนี่ย เว้นแต่คนจนนี่ มีใครจะกล้ากราบ เรียกว่าไม่อยากกราบ เอาละ เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็นผู้หญิงนี่จะมาเป็นอย่างไร ก็มาเป็นปุริสภาวะ ลักษณะของผู้หญิง บอกแล้วเมื่อกี้นี้ ถ้าเผื่อว่า เราเองไม่กล้าที่จะอยู่คนเดียว ก็ต้องมีหมู่มีเพื่อนอย่างพวกเรานี่ เป็นสังคมที่มีหมู่มีเพื่อนพึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้แล้วเราก็อยู่ตามฐานะของเรา มีความสามารถขยันหมั่นเพียร อดทนไม่เป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน ไม่เป็นภาระสังคม ก็เป็นคนที่ขยันหมั่นเพียรตามประสานี่แหละ ขนาดหนึ่งนะ ไม่ต่ำกว่าเกรดก็อยู่กับหมู่ได้ ยิ่งเป็นคนที่เจริญรุ่งเรือง เป็นคนขยันหมั่นเพียร มีน้ำใจดี ช่วยเหลือเฟือฟายเกื้อกูลกันอยู่ คนก็ยิ่งจะต้องนิยมชมชื่น คนก็ยิ่งจะต้องเอ็นดู จะแก่จะเฒ่าจะป่วย จะเป็นง่อยเปลี้ยยังไงลงไปจริง โอ๊! ไม่ต้องห่วงหรอกว่าจะไม่มีคนเลี้ยงดู เราจะสร้างสังคมอย่างนั้นจริงๆ สร้างสังคมยังงี้ไม่ได้แล้วโลกไหนมันจะสร้างได้ ถ้าคนสร้างไม่ได้ ให้วัวให้ควาย ให้ลิงให้ช้างให้ม้าสร้างได้ไหม สังคมยังงี้ มันสร้างไม่ได้หรอก คนนี่แหละจะสร้างได้ ต้องทำให้ได้ แล้วเราก็ทำขึ้นมาเป็นรูปร่างขึ้นมาเรื่อยๆ ผู้หญิงก็มาทำยังงี้สิ มาปฏิบัติตนลดละไปเรื่อยๆๆ ปุริสภาวะก็คือสูงสุด ก็คือจิตแข็งแรงที่สุด จิตเป็นหนึ่ง _ขอกราบนมัสการพ่อท่านนะฮะ คือคำว่า พระพุทธศาสนา นะฮะ ซึ่งเขาให้ความหมายว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อันนี้ก็พอจะทราบนะฮะว่า รู้นะฮะ แต่ผมไม่เข้าใจในคำว่า รู้อย่างผู้ตื่น อย่างผู้เบิกบาน เป็นยังไงฮะ? และจะเป็นพุทธทายาทของพุทธนี่เป็นยังไงฮะ? ขอกราบขอบพระคุณครับ เอ้าๆ ดี เอ้าๆ พุทธแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนี่นะ เอาตั้งแต่คำว่ารู้ก่อน อย่างคนโลกๆรู้เนี่ย ไปเรียนมหาวิทยาลัยรู้วิชาคณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐ ศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ศาสตร์ต่างๆ แม้กระทั่งถึงขั้นรู้ทำกระยาสารท ก็ช่างเหอะ รู้ไปยังงั้นนะ คุณก็นำไปทำกินทำใช้ ยิ่งทำเก่งแล้วก็ไปโลภ เป็นนักวิศวกรเก่งๆ สร้างอะไรขึ้นมา คิดราคาค่าอะไรแพงๆ คุณก็ได้เงินมากอบกอง ยิ่งมีวิธีซับซ้อนในเชิงกลที่จะเอาเปรียบเอารัด ดูดๆ ไว้ให้แก่ตัวเอง มากๆ ทำแล้วมีเปอร์เซนต์ ทำแล้วขายในราคาแพง ทำแล้วอะไรก็แล้วแต่ จนกระทั่งเขายอมจำนนว่าคุณเก่ง แล้วเขาก็ให้ค่าราคา ค่าแรงงาน ราคาอะไรของคุณนี่สูงๆ คุณก็โลภโมโทสันอยู่ยังงั้นนะ มีแต่ได้เปรียบ มีแต่ได้บาป ได้หนี้อย่างที่พูดไปแล้วเมื่อเช้านี้ ไม่ได้เกื้อกูล ไม่ได้ช่วยเหลือ ของที่เราสร้างให้แก่เขานี่นะ ราคาสร้างขึ้นมานี่ คิดทุนจริงๆ ยังไม่คิดค่าแรงนี่นะ มันไม่เท่าไหร่ แต่เสร็จแล้วไปขาย คิดค่าแรงตัวเองแพงๆ บวกเข้าไป เอาละให้คิดค่าแรงประมาณไม่แพงตามอัตราสังคม เวลาไปขายแล้ว สมมุติคิดราคาค่าแรงตามสังคม ค่าวัสดุ ค่าอะไรๆหมดแล้ว สมมุติว่าวัตถุชิ้นนี้ ผลิตแล้วทุนมันร้อยบาท เวลาเราเอาไปขาย เวลาเราเอาไปให้คนอื่นนี่ คนอื่นคนไหนเอาวัตถุชิ้นนี้ไป แล้วเราเอาร้อยบาทแลกกลับมา คนนั้นหมดค่าแล้ว เพราะของมันราคาร้อย ให้เขาไปแล้วคุณก็เอาร้อยคืนมา ถ้าคุณเอาร้อยนี้ไปแลกของคืนมา คุณก็ได้ของคืนมาอย่างเก่า เห็นไหมว่ามันเท่าเดิม คุณไม่ได้ให้อะไรแก่ใครเลย เพราะคุณมีของค่าร้อยนี่ เอาเงินร้อยนี่ไปให้เขา แล้วก็เอาของนั้นคืนมา ก็คือของคุณ อยู่ที่คุณอย่างเก่า คุณไม่ได้มีประโยชน์อะไรในโลกเลย เพราะฉะนั้นถ้าของนี้ คุณจะมีประโยชน์ในโลก คุณต้องขายให้ต่ำกว่าทุน เรียกว่ากำไร หรือมีบุญ มีประโยชน์ มีคุณค่า นี่ฟังให้ดีนะ นี่คือสัจจะ อาตมาเผยแพร่ประกาศอธิบายอยู่เรื่องนี้ โลกไม่เข้าใจอย่างนี้ ไปเรียกไอ้สิ่งที่เกินร้อย ทุนร้อยให้เขาไป ต้องขายให้เกินร้อย แล้วเรียกเกินร้อยนั้นว่ากำไร ขี้หมาแน่ะครับกำไร เรานี่แหละขาดทุน เราเป็นหนี้ เราไปขูดรีดเขา เอาเปรียบเขา ก็ทุนร้อยแล้วไปเอาเกินร้อย เกินร้อยมานี่ค่าอะไร อะไรกำไร ตัวขาดทุนแท้ๆ ไปเรียกเองว่ากำไร ค่าอะไรล่ะเรียกว่ากำไร ค่าอะไร ค่าได้มาฟรีๆ ใช่ไหม เอ้า คุณเอามาฟรีได้เหรอ ค่าอะไรบวกแล้วในทุนนี่ ค่าแรงก็บวกอยู่ในนี้แล้ว ค่าทุนนี่แม้แต่ค่าสึกหรอค่าอะไรก็บวกไว้หมดแล้ว นี่เขาคิดทุนเขาคิดหมดแล้ว ค่าความโลภ เออ! ใช่ ค่าความโลภ แล้วค่าความโลภมันเป็นบุญหรือบาป (เสียงตอบว่าบาป) อือ ไปได้บาปมาแล้วเรียกบาปว่ากำไร โง่หรือฉลาดกันแน่ โง่ในทางธรรม ฉลาดในทางโลกเหรอ วิเคราะห์กันดีเหมือนกัน นี่คนเราเป็นอยู่ยังงี้ใช่ไหม ยิ่งไปได้เปรียบมามากนะ ทุนร้อยขายได้ร้อยห้าสิบ ขายได้สองร้อย ยิ่งดีใจใช่ไหม โง่หนักหนา ดีใจที่ได้บาปมาเยอะๆ ได้หนี้มาเยอะๆ นี่คนเราเป็นยังงี้ทั้งนั้นในโลก ในสังคมนี้เป็นยังงี้ใช่ไหม? ถ้าไม่ได้มาฟังธรรม คุณก็ต้องคิดอย่างนั้น ธรรมด๊าธรรมดา มาฟังอาตมา ฟังไว้นะ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะขายให้ได้กำไรที่แท้จริง เป็นสัจจะ ที่เรามีคุณค่า เรามี บุญ เรามีประโยชน์ ต้องขายต่ำกว่าร้อย ต่ำกว่าทุน แล้วจะอยู่ได้ยังไง อยู่ได้ตรงที่เราเสียสละแรงงาน ก็ค่าแรงเรา ก็อยู่ในนี้ ค่าแรงงานเราตั้งไว้สูงก็ต้องลดมันลงมา ลดลงมาต่ำๆได้เท่าไรๆ ยิ่งกำไรมากเท่านั้น ไม่เอาค่าแรงเลย แหม ยิ่งได้กำไร ยิ่งเสียสละ แม้แต่ค่าวัสดุ ค่าอะไรต่ออะไรนี้ด้วย แต่คุณจะอยู่ได้ไหม ถ้าคุณอยู่ได้ คุณขายให้ต่ำลงไป ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ต้องขายโดยสละค่าแรงของเรานั่นแหละ นี่คือเศรษฐศาสตร์ที่แท้ ยังงี้เป็นต้นนา เพราะฉะนั้นการรู้ตรงพุทธนี่ รู้ตัวเดียวนี่ เห็นไหมว่ารู้ผิดรู้ต่างกันแล้ว ถ้ารู้อย่างไปเอากำไรแบบโลก รู้อย่างนี้ไม่เรียกว่าพุทธะ เรียกว่า ผี ผีห่าซาตาน ในโลกมีไหม เยอะเลยๆเห็นไหม ไม่เคยเห็นเหรอ คนตาบอดไม่เห็น คนตามืดตาบอดไม่เห็น แต่คนตาดี คนที่มีจักษุ ธรรมจักษุ หรือตาทางธรรมจะเห็นเลย เต็มบ้านเต็มเมืองเลย เยอะ นี่พวกเรานี่เถอะ ขนาดฟังอาตมาพูดยังงี้ ก็คงจะไปเป็นยังงั้น เรียกอะไรนะ เมื่อกี้ ไปเป็นผีห่าซาตานนั่นแหละ ยังงั้นแหละ ไม่ได้พูดเล่นนะ คุณฟังดีๆนะ ฟังงี้ อาตมาไม่ได้มาเสียเวลาพูดเล่นนะ อาตมาไม่มีเวลาจะมาพูดเล่น และนี่พูดสัจธรรม พูดความจริงให้ฟัง ฟังดีๆ ไม่ได้เสียเวลาเปล่าหรอกที่อุตส่าห์พากันมานี่ สามวัน ห้าวัน อะไรนี้ ฟังดีๆแล้วจะได้ไปแปลกๆ ทางมหาวิทยาลัยคุณเรียนห้าปี แปดปี ไม่ได้ฟังยังงี้หรอกน่า อาตมาขอบอกให้ ไม่ได้ฟังยังงี้หรอก ฟังดูสิว่าอาตมาโกหกหรือเปล่า เล่นลิ้นหรือเปล่า มันเป็นเรื่องจริงนา เพราะฉะนั้นถ้ารู้ก็คือต้องรู้ว่าเราเกิดมานี่ ควรจะสร้างบุญ ควรจะเป็นประโยชน์ บอกแล้วๆ ไม่เป็นประโยชน์ อย่าไปขูดรีดเขา ถ้าเราขายต่ำกว่าทุน ร้อยขายเก้าสิบเก้า คุณยังมีประโยชน์อยู่ ขาย 90 ก็มีประโยชน์สิบบาท เออเรายังได้กำไรสิบ มีคุณประโยช์อยู่สิบบาท ขาย 80 ก็ยิ่งได้อีก ตั้งยี่สิบ ก็ที่นี่บอกแต่ต้นแล้วว่า จะมาให้หมดตัว อ้า ไม่ฟังตั้งแต่ต้น เขาพูดก่อนนี้ว่า มาที่นี่แล้วจะให้หมดเนื้อหมดตัว แล้วไม่ต้องห่วง อยู่ได้ด้วย จนไม่มีหนี้อยู่ได้ด้วย สังคมเรามีที่ยืน สังคมเรามีที่ๆที่สามารถจะอยู่ได้ ไม่ใช่ว่าตกขอบ ไม่ใช่ว่าแล้วจะอยู่ยังไง อยู่ยังงี้มาดู ไม่ใช่ดู เด๊ะ นะ มาดูสิๆนา ยังงั้น ทีนี้รู้ยังงี้บอกแล้วนา ตอนแรกพุทธนี่รู้ ต้องรู้ยังงี้ รู้อย่างมีคุณค่า รู้อย่างมีประโยชน์ ทีนี้จะทำยังงั้นได้นะ คนที่รู้ยังงี้ รู้เป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วก็มาลดละตัวเอง เป็นคนที่จะเสียสละไม่เห็นแก่ตัว จะเสียสละได้มากเท่าไรก็ต้องละกิเลสความโลภของตัวออกให้มากๆ ขยันหมั่นเพียรมากๆ สร้างได้มากๆ แล้วก็เสียสละได้มากๆ นั่นแหละ รู้อย่างนี้ แล้วทำตัวอย่างนี้แหละคือพุทธะ จะเป็นผู้ที่เสียสละได้มาก สร้างสรรได้มาก มีความรู้ความสามารถได้มากๆ สร้างได้มากๆ และยิ่งสุดท้ายสร้างแล้วก็ไม่เอาๆ สร้างแล้วไม่ต้องสะสมอะไรเลย ยิ่งมีสมรรถภาพมาก ยิ่งมีความสามารถมาก สร้างอะไรได้ดีๆ ไอ้ที่สำคัญของสังคม ของโลกยิ่งดีใหญ่ แล้วมีบุญมาก มีประโยชน์มาก เห็นไหม คนเช่นนี้ นี่รู้อย่างพุทธ ทีนี้รู้แล้วก็ตื่น ก็คือ ตื่นนี่ก็คือคนในโลกนี้เกิดมาแล้วก็เป็นอย่างปุถุชน ยังงี้แหละ อย่างโลกๆ นี้แหละ ไปแสวงหาลาภ ยศ เอาเปรียบเอารัด หลงในโลกียสุขอย่างที่อธิบายเมื่อเช้านี้ โลกีย์ยังงั้นนะคือคนมัวเมาเหมือนคนไม่ตื่น เรียกว่าคนหลับใหล นั่นแหละไม่ตื่น พอได้มาฟังธรรมะ เกิดธรรมจักษุ เกิดแจ้งสว่าง เกิดชัดเจน อ้อ! ยังงี้เหรอ นี่คือคนที่ได้สติ คนตื่น เอ้า คนชนิดนี้มีด้วยเหรอ แล้วก็เข้าใจ แล้วก็เห็น แล้วก็โอ้! ยังงี้ดีๆ ยังงี้ถูกต้อง เป็นคนเกิดปัญญา เกิดญาณเห็นทิศทางของคนสองชนิด ชนิดหนึ่งอย่างโลกีย์ เป็นแบบนั้นแหละ ล่าลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เสพมอมเมาตัวเองอยู่ ขึ้นสวรรค์หอฮ้อ ประเดี๋ยวก็ลงนรกขึ้นสวรรค์ อยู่งั้นตลอดกาลนานในสังสารวัฏ เป็นธรรมดาของคนในโลกนั้น ส่วนโลกใหม่ที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบนี่ เรียกว่าโลกุตระ โลกใหม่ โลกอุดร โลกเหนือโลก โลกนี้นี่พระพุทธเจ้าท่านพบเนี่ย เข้าใจว่า อ้อ! คนทิศทางนี้ คนโลกใหม่นี้ ต้องมาละกิเลสยังงี้เหรอ ถึงจะเป็นคนประเสริฐ เป็นคนดีจริงๆ เกิดดวงตาเห็นธรรม เกิดได้คิด เกิดสำนึก นี่แหละคือคนตื่นจากหลับใหล ตื่นจากโลกเก่าๆ รู้จักโลกใหม่ที่ควรจะแสวงหา โลกใหม่ที่ควรจะเข้าถึง นี่เรียกว่าตื่น รู้ตื่น ทีนี้เมื่อผู้ใดรู้แล้ว ผู้ใดตื่นจริงแล้วก็รู้จริง ก็มาพากเพียร เข้าสู่โลกใหม่ โลกุตระนี้ได้ พอมาได้แล้ว ก็จะได้พบความเบิกบานๆ เป็นพุทธะ พุทโธๆ เอง เบิกบาน ร่าเริง ไม่ต้องยกตัวอย่างใครนะ ใครเคยเห็นอาตมาหม่นหมองมัวมั่ง เคยเห็นไหม? เอ้า! มาใหม่ๆ อาจจะ เอ้อ ในระยะไม่กี่วันนี่ เรามาดูก็ยังไม่เห็นความหม่นหมอง มาอยู่นานๆ ดูอาตมานานๆ หลายๆปี แล้วจะเห็นว่าอาตมาหม่นหมองไหม เบิกบาน ถ้าได้อันนี้แล้วมันเบิกบาน มันไม่หม่นหมองหรอก มันก็สบาย นี่เป็นตัวเบิกบานที่แท้ ไม่ใช่เบิกบานเพราะว่าได้สมใจกิเลสอยาก พอได้มา ดีใจสมใจ ใครมาแย่ง เอ๊อ อีกแล้ว พอใครมาแย่ง ใครมาโลภเอาไป ใครมาแย่งชิง ก็ร้องแง่อีกแล้ว อย่างนี้มันไม่เบิกบานแท้ ไอ้นี่มีอย่างนี้ ได้อย่างนี้ อย่าว่าแต่ใครมาแย่งเลย ให้ก่อนด้วยซ้ำ เพราะว่าเราไม่หวงแหน เราไม่ได้ขี้เหนียว เราไม่ได้มานั่งโลภโมโทสันอะไร เห็นจริงๆ นะ นี่คือพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไหนละ คนถามไปไหนละ โน่น! เข้าใจยัง สุดยัง เอาละ สุดแล้วนะ เอาสั้นๆ ยังงั้นก่อน ที่จริงรายละเอียดมีมากกว่านี้ วิธีการอะไรๆ อีกเยอะแยะ แต่ว่าตอบตัวปัญหาของประเด็นก่อน ไม่งั้นตอบปัญหาเดียว ก็ตอบนิพพานนี่ มันต้องตอบกัน โอ้โฮ ตลอดชีวิต มันก็ไม่หมดได้ง่าย เอาให้พอสมควรก่อน _ จะล้างจิตที่ไม่ชอบใจคนๆหนึ่งได้อย่างไร ถ้าเรามีความรู้สึกหรือมีจิตที่ไม่ชอบคนหนึ่ง ไม่ชอบคนๆหนึ่ง แต่เราก็ตั้งใจล้างจิตตัวนี้อยู่ แล้วพยายามอย่างมาก แต่เวลาเจอตัวเขาเข้า จิตดีก็หายหมด นี้ถือว่าเป็นวิบากติดหนี้ ต้องมาใช้หนี้กันหรือเปล่า ทำไมมันหลุดยากหลุดเย็นจัง กิเลสกับคนนี้จะทำอย่างไรดีล่ะ เอ้า! อันนี้มีจริงนะ เรื่องของวิบากก็มีด้วย ถามว่าวิบากอันนี้เป็นคู่แค้นคู่ อาฆาตกันมาแต่ชาติไหนไม่รู้ มันมีด้วยจริงๆนะ มีวิบากอันนี้เหมือนกัน เอาเถอะแม้มันจะเป็นวิบากที่ แหม มันจองล้างจองผลาญกันมาร้อยชาติแล้วก็ตาม เราก็ควรจะอภัย เราก็ควรจะเลิกจองเวรจองกรรมกัน ควรจะเลิกจริงๆเลย ถ้ายิ่งโกรธ โกรธๆแค้นๆเคืองๆอาฆาตกันอยู่นี่ ยิ่งควรเลิกที่สุด เพราะว่ามันเป็นความทุกข์ อย่างนี้พอเห็นหน้าเข้า ฮื่อ MOOD เสียแล้ว แหมมันไม่ชอบใจใช่ไหม แล้วไม่ชอบใจมันอร่อยตรงไหนนะ มันทุกข์ใช่ไหม เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำใจให้จริงเลย ทำที่ใจเรานี่แหละ ไปทำให้อารมณ์เสียทำไม บางทีเขายังไม่ทันเห็นเราเลย เราเห็นเขานะ เราอารมณ์เสียแล้ว โง่ตาย! เขายังไม่เห็นเราเลยนะ เราไปกำหนดเองว่า แหม! ไอ้คนนี้อีกแล้ว บ้าเหรอ หือ! บ้าดีไหม คิดดูดีๆ ใช่ไหม เขายังไม่ได้ทำอะไรนะ เขายังไม่เห็นเราด้วยนะ เราเห็นเขา ฮึ! เกิดแล้วอารมณ์นี่ มันเป็นที่โง่ มันเป็นที่โง่เข้าใจไหม ถ้าเกิดมามันเป็นคู่อาฆาตกัน เขามาทำร้ายเรา นี่ เอ้อ เราก็ยังพอถือสา เรายังพอต้อง เอ๊ มาทำร้ายเราทำไมนะ เราก็ไม่ชอบใจอะไรยังงี้ ก็ยังพอถือสาบ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ทางธรรมะทางพุทธศาสนาเรานี่สอน แม้แต่กระทั่งว่าเขาจะมาทำร้ายเรา เราก็หัดวางใจ อโหสิ เลิกโกรธ เลิกเคือง มันอาจจะเป็นอย่างที่ว่า มันวิบากเก่าตั้งแต่ปางก่อน เราไปทำบาปทำเวร ไปทรมานทรกรรม ไปทำแค้นทำเคืองอะไรกันไว้ เขาก็มาแก้แค้นเรา แล้วเขาก็ไม่ได้ศึกษาธรรมะ เขาย่อมมาแก้แค้นเรา แก้แล้วเราไม่ตายก็แล้วๆไป ถ้ามันตายก็หมดไปชาติหนึ่ง ชาติหน้าก็เลิกกัน อโหสิไปเลย เอ้า ชาตินี้แก้แค้นเราได้แล้ว แกก็คงไม่อยากจะแก้แค้นเราต่อ เราก็ไม่คิดจะแก้แค้นเขาตอบ มันก็อโหสิ มันก็เลิก ชาติหน้าขึ้นมา เขาก็ได้แก้แค้นเราแล้ว แต่ในชาติที่แล้ว ชาตินี้เกิดมาเราก็อโหสิแล้ว เราไม่แก้แค้นเขาตอบ มันก็จะจบกันใช่ไหม เพราะการเกิดการตายนี่ มันเกิดตายกันนานับชาติ เพราะงั้นหยุดเสียเถอะ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว อย่าไปรอชาติหน้าเลย หยุดมันแต่ชาตินี้ ใครจะทำเรายังไง เราใจดีเข้าไว้ เราใจดีนี่นะ ไม่ๆ ตอบโต้ตอบแทน ไม่แก้แค้น ไม่แรงกะใครเขานี่น่ะ บางทีแม้แต่คนจองเวรจองกรรมกะเรานี่ มันรู้สึกจะวางได้เหมือนกันนะ เราอย่าไปแก้แค้นเขา เขาจะมาทำกะเรา เราก็ยอมให้เขาเสีย แล้วมันก็หยุด คนเรามันไม่หยุดมันจะเอา อย่างเก่งก็ตายใช่ไหม ก็แค่ตายเท่านั้นแหละนา ตายแล้วเขาจะบอก เหมือนยังกะหนังจีน จะเอาไปแล่เนื้อมาให้ม้าฉีกเป็นชิ้นๆ สำนวนจีน ตายแล้วบอกให้ม้าไปแยกเนื้อเป็นชิ้นๆก็ช่างเขาเถอะ เพราะฉะนั้นเขาจะทำยังไงเราก็ต้องพยายามลดจิตของเราจริงๆ อย่าไปจองเวรจองกรรม มันทุกข์ แล้วมันก็ไม่ รู้แล้ว ถ้าเราได้อโหสินี่ มันเป็นการปลดโทสมูล อาฆาตมาดร้ายจองเวรจองกรรม พยาบาทอะไรกันนี่ มันเป็นโทสมูล เป็นสายโทสะ เลิกเสียแล้วก็สบาย และมันก็ไม่ทุกข์ เขาจะฆ่าเรา ด่าเรา เราก็สบาย เราก็ฟังเขา เขาด่าถูกเราก็รับนะ ด่าอันนี้ถูก เขาด่าถูกไหม เขาว่าเขาพูดสิ่งที่ไม่ดีไม่งามของเรา เออ อันนี้จริง เราไม่ดี เราก็แก้ไขซะ ขอบคุณเขา แต่ถ้าเขาด่าเรา ว่าเราไม่ดียังงั้น ไม่ดียังงี้ เราก็ตรวจ เราอย่าลำเอียง ถ้าเราดีจริงก็แล้วไป เขาไม่รู้ความจริงนา เขาโง่ เขาไม่รู้ความจริง เขามาใส่ความเรา เราก็วางไปซี ก็เราไม่ได้เป็นน่ะ เขาว่า แล้วจะไปทำไม เราไม่ได้เป็นอย่างเขาว่า ความโง่อยู่ที่เขา ความผิดอยู่ที่เขา เราไม่ได้ผิดเลย แล้วจะไปโกรธให้มันทุกข์ทำไม โง่ตาย บอกแล้วว่า โกรธเมื่อไรก็ทุกข์ เราอย่าโกรธ จะโกรธให้มันโง่ทำไม เราก็เฉยๆ สบายเบิกบานอยู่ นี่เป็นเรื่องสัจจะ คิดให้ถึงนา คิดให้ถึง เพราะงั้นคนที่เขา เราเห็นคนนั้นเป็นอย่างนี้ จริงอาจจะมีชาติก่อนมา มาเข้า ก็เลิกเสียให้ได้ ยิ่งเป็นชาตินี้ยิ่งไม่มีอะไรเลย อยู่ดีๆไปโกรธเขา นั่นบ้ามากแล้ว นั่นบ้ายกกำลัง เติม S กำลังด้วย อยู่ดีๆ เขาไม่ได้ทำอะไรเราสักหน่อย ชาติแต่ก่อนก็ไม่มี อยู่ดีๆก็ไปชังน้ำหน้าเขา โอ๊! อภิมหานิรันดร์บ้า บ้าตาย โง่ตาย อยู่ดีๆไม่ถูกสเป๊ค หน้ายังไงไม่รู้เหมือนหมู ดูซิคางก็เหมือน เหลี่ยมๆ แหลมๆ อะไรยังงั้นน่ะเหรอ ไม่เข้าเรื่อง เอาไปตั้งกำหนดเอาเอง ไม่เข้าท่าอะไร แต่คงไม่ใช่ยังงั้นทีเดียวน่ะ มันอาจจะมีอะไรที่มันไม่รู้ เป็นวิบากก็ได้ ส่วนมากจะเป็นวิบากเก่า วิบากเดิม แต่ถ้าไม่เป็นวิบากเก่า วิบากเดิม ก็จะเป็นเรื่องที่เรามาก่อเกิด มีกรณีอะไรกัน มาทำให้แก่กัน มาทำให้เกิดโกรธ เกิดแค้นกัน ตอนในชาตินี้ ถึงแม้จะโกรธแค้นกันในชาตินี้ก็เลิกซะๆ อย่าไปต่อเลยนา แหม อาตมานี่ อยากให้เลิกจริงนะ ไปโกรธไปแค้นไปเคือง ใครนี่ โง่ตายเลย ที่อาตมาเบิกบานทุกวันนี้ เพราะอาตมาไม่โกรธใคร นี่เขาก็จะจับอาตมาเข้าคุก อาตมาก็ไม่เคยโกรธเขา จะมาแกล้งอะไรอาตมา อาตมาไม่โกรธเขาหรอก แล้วมันก็ไม่ทุกข์ แล้วเราก็สบาย อย่างน้อยเราไม่ได้โกรธใครนี่ เราก็สบายแล้ว อย่างน้อยกำไรแล้วนี่ ตัวนี้ ไม่ได้โกรธใครตอบเลยนี่ ไม่ต้องนี่ มันสบายแล้ว แล้วจิตใจที่ไม่โกรธก็จะพิจารณาอะไรได้ดี ไม่วู่วาม แล้วเราก็พิจารณาซี ใครจะว่าอะไรยังงั้นยังงี้ เหตุผลยังไงก็ว่ามา ถ้าไม่มีเหตุผล ด่าประเภทสาดเสียเทเสียเคยได้ยินไหม ด่าประเภทสาดเสียเทเสีย หมายความว่าด่าไม่มีเหตุผล ด่าไม่มีตรรกศาสตร์เลย ประเภทด่ามาก็ ไอ้ด่าโครมๆๆ ยังงั้นยังงี้ ภาษาด่าอะไรก็ด่ามาไม่มีเหตุไม่มีผล ไม่มีเรื่องไม่มีราวได้แต่ด่าสาดโครมๆ เราก็สาดต่อฮึ ก็ด่าสาดเสียเทเสีย ก็เทต่อฮึ เรื่องอะไรเราจะละไว้ทำไม ใช่ไหม ด่าไม่มีของดีเลย ด่าไม่รู้เรื่องด้วย ด่าไม่มีเหตุผลด้วย เราก็ไม่ต้องไปฟังอะไร แต่ถ้าด่ามีเหตุผลมีเรื่องราว เราก็เอาเรื่องราว เอาเหตุผลมาพิจารณา อ้อ! มันเป็นเรื่องยังงี้ มันมีเหตุผลยังงี้นะ เออ เราไม่ดียังงี้นะ เขาด่านี่ ไม่สมควรน่ะ เราต้องแก้ไขตัวเรา แล้วเขาด่ายังงี้ เอ เราไม่เป็นยังงี้ ก็แล้วไป ก็เขาด่า เขาเข้าใจไม่ถูก อย่างที่อธิบายไปแล้วเท่านั้นเอง ในโลกนี้มีเท่านี้ คิดให้ดีเหอะ เอ้า ต่อปัญหาอื่น เอ นี่มันจะได้กี่ปัญหานี่ สาม โมง นี่จะสองแล้ว _ผมมีแฟน ผิดหรือเปล่าครับ แล้วผมควรจะทำอย่างไร (ผมรักเขามากเสียด้วย) (เสียงหัวเราะ) อ้า! คนที่ไม่รู้จักสัจธรรมก็ย่อมไปหาทุกข์ใส่ตัวยังงี้แหละ คนมีแฟน ถ้าแฟนนอกใจนี่ จะเสียใจไหม ถ้าคนไม่มีแฟน แล้วคนนั้นไม่ใช่แฟน เขาไปนอกใจเรานี่จะเสียใจไหม ก็เฉยๆ ก็เราอยากไปมีแฟนมาเอง ก็หาเรื่อง ถ้าเขาไม่รักเรา เราก็เสียใจ เป็นแฟนนี่น่ะ ไปนอกใจก็เสียใจ ไปรักเขาก็ห่วงหาอาวรณ์อะไรต่างๆ เมื่อเช้านี้อาตมาพูดไปแล้วด้วย เรื่องรักในแบบกามมันก็ทุกข์ทรมาน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะรักก็รักอย่างเอ้อ อย่างคุณธรรม รักอย่างเมตตา เกื้อกูล ปรารถนาดีกัน ซึ่งการรักเมตตาปรารถนาดีนี้ ก็ที่จริงก็ยังไม่ได้สุดหรอกนา ก็ไขต่อเมื่อเช้า ไปรักอย่างเมตตาเกื้อกูลนี่นา บางทีเราก็รักห่วงเขามาก อยากให้เขาดีๆ ปรารถนาดีๆ ไม่เห็นแก่ตัวหรอก แต่มันก็ห่วง เหมือนอย่างกะพ่อแม่รักลูกนี่แหละ อยากให้ลูกได้ดี มันก็ห่วง ไม่ได้รักมาเห็นแก่ตัวหรอก มีอะไรก็อยากให้ทั้งนั้นแหละ แต่มันก็ยังไม่สุดทีเดียว มันก็ยังทุกข์ เพราะฉะนั้นการรักของพระพุทธเจ้าจึงไม่มี ในศาสนาพุทธจึงไม่มีรัก ที่ไหนมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ (เสียงตอบทุกข์) เอ้…รู้เหมือนกันนะ พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่า ถ้ามีรักร้อย ทุกข์ (เสียงตอบ) ร้อย มีรักเก้าสิบ (เสียง) มีทุกข์เก้าสิบ มีรักแปดสิบ ทุกข์ (เสียง) แปดสิบ มีรักห้าสิบ ทุกข์ (เสียง) ห้าสิบ มีรักสิบ ทุกข์ (เสียง) สิบ มีรักห้า (เสียง) ทุกข์ห้า มีรักสี่ (เสียง) ทุกข์สี่ มี รักหนึ่ง (เสียง) ทุกข์หนึ่ง มีรักศูนย์ (เสียง) ไม่มีทุกข์เลย ทุกข์ ใช่ ศาสนาอื่นที่มีความรักอยู่อย่างนั้น ยังไม่สมบูรณ์หรอก ยังทุกข์ แต่ว่าอาตมาพูดเมื่อเช้านี้ พูดไปขั้นตอนหนึ่ง รักอย่างมีประโยชน์ รักอย่างใดถึงไม่บาปเท่านั้นเอง แม้รักเป็นบุญ บาปบุญยังไม่ใช่นิพพาน นิพพานนี่เหนือบาปเหนือบุญ นิพพานนี่ไม่ทำบาป ทำแต่บุญ แล้วก็วางใจอีกชั้นหนึ่งเลยว่า แม้บุญนี่ก็ไม่ยึดเป็นเรา เป็นของเรา ทำบุญฟรี ทำบุญไม่ต้องหลงใหลว่า นี่เป็นบุญของเรา นี่เป็นของของเรา นี่เป็นบารมีของเรา นี่เป็นความดีของเรา ไม่ยึดถือ ใครจะมาลบหลู่ความดี ลบไปซี เราไม่ถือเป็นของเราแล้ว เราจะไม่ทุกข์ร้อน เราจะไม่เดือดร้อนอะไรเลย นี่เหนือบาป เหนือบุญ เพราะฉะนั้นถ้ายังรักก็อย่าไปถือเอาว่านั่นเป็นของเรา อยากจะให้เขาได้ดี เหมือนพ่อแม่ว่าลูกของเรา อยากให้ลูกของเราได้ดี ปรารถนาดี ไม่ต้องการม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน