601008_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ถ่ายทอดสืบทอดมรดกเชื้อพันธุ์พุทธ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์360 KB
วันที่แก้ไข7 กรกฎาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601008_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ถ่ายทอด สืบทอด มรดกเชื้อพันธุ์พุทธ

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2560 ที่ บวรราชธานีอโศก คนไทยในปัจจุบันนี้ก็จะกล่าวว่าฉันโชคดีที่เกิดในรัชกาลที่ 9 ชาวอโศกก็จะบอกว่าฉันโชคดีที่เกิดในรัชกาลที่ 9 และเกิดในยุคสมัยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ มีโพธิสัตว์ 2 องค์ จะหาที่ไหนได้อีก ท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ทำโครงการ 4,000 กว่าโครงการ ทำให้คนไทยอยู่อย่างผาสุก พ่อครูก็มาต่อยอดไปอีก พ่อครูว่า... พวกคุณก็มาต่อยอดไปอีก ส่งต่อไม้กันไปเรื่อยๆ สมณะฟ้าไทว่า...ให้ไปถึงความเจริญสูงสุดของศาสนาอีก 3,000 ปี พ่อครูว่า... ส่งต่อให้มีสัมประสิทธิ์ไปจนถึง 3,000 ปี มีระยะพีคสุด 3,000 ปี แล้วจะมีโมเมนตัมของมันไปจนกระทั่งไปถึงที่สุดมันจะยาวนานไปถึง 5,000 ปีได้ สมณะฟ้าไทว่า...พระโพธิสัตว์ท่านได้คำนวณไว้แล้ว ท่านมีญาณความรู้มิอนาคตังสญาณว่า จะทำอย่างไรถึงจะไปถึง เราก็ทำตามท่านไป เมื่อเราไม่รู้ พ่อครูว่า... มี ญาณ 67 แล้วพยายามเพิ่มญาณอีก 6 เป็นพุทธวิสัย สมณะฟ้าไทว่า...เราก็ทำหน้าที่ของเราจนกว่าเราจะมีญาณอย่างนี้บ้าง

สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน ถ่ายทอด สืบทอด มรดกเชื้อพันธุ์พุทธ พ่อครูว่า... เรามาเริ่มต้นอย่างนี้ก่อน อ่าน บทความ จาก หนังสือพิมพ์แนวหน้า ผ่าประเด็นร้อนวันเสาร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น. ไทยหนึ่งเดียวในโลก ประชาชนผูกพันพระมหากษัตริย์ลึกซึ้ง นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก นอกจากตื่นตาตื่นใจกับความวิจิตรงดงาม ของพระบรมมหาราชวังแล้ว ปรากฏการณ์ที่ทำให้บรรดาสื่อต่างชาติระดับโลก ต่างพากันทึ่งและยอมรับเลื่อมใสในความยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ ที่ทรงเป็น King of Kings ที่นอกจากทรงครอ

อ่านต่อ

งราชย์ 70 ปี ซึ่งยาวนานที่สุดในโลกแล้ว ยังเป็นที่เคารพรักเทิดทูนศรัทธา จากพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ อย่างลึกซึ้ง ดุจพ่อกับลูก ปรากฏการณ์ที่สะท้อนความผูกพันอย่างลึกซึ้งระหว่างพสกนิกรชาวไทย กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ สะท้อนอย่างชัดเจน นับตั้งแต่เสด็จสวรรคต โดยประชาชนจำนวนมากทุกเพศ ทุกวัย ทุกศาสนา จากทั่วสารทิศมุ่งสู่โรงพยาบาลศิริราชอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยต่างพากันร่ำไห้แสดงความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้ง และระหว่างพระราชพิธีเคลื่อนพระบรมศพ จากโรงพยาบาลศิริราช ไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง มีคลื่นประชาชนจำนวนมาก นั่งแสดงความไว้อาลัยอย่างเป็นระเบียบสองฟากถนน และแม้จะเป็นช่วงที่ยังไม่ได้เปิดโอกาสให้มวลพสกนิกร เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ แต่เกิดปรากฏการณ์ประชาชนทุกหมู่เหล่า จากทั่วสารทิศของประเทศนับแสนคน ต่างมุ่งหน้าเต็มท้องสนามหลวง และบริเวณพระบรมมหาราชวัง เพื่อกราบถวายบังคมแสดงความไว้อาลัย ขณะที่บริษัทห้างร้านเอกชน และประชาชนทุกสาขาอาชีพจำนวนมาก ร่วมกัน เป็นจิตอาสาแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม ช่วยกันเก็บขยะ และคอยอำนวยความสะดวก แก่คลื่นมหาชน ที่มาแสดงความไว้อาลัย แด่พ่อแห่งแผ่นดินอย่างล้นหลาม โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย เพื่อเป็นการทำความดีถวายพ่อแห่งแผ่นดิน ภายหลังจากที่สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคม พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทนานเกือบ 1 ปี ประชาชนในเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ ชุดดำสุภาพ หลั่งไหลเข้าคิวอันยาวเหยียด เพื่อได้มีโอกาสเข้ากราบถวายบังคมพระพระบรมศพ ตลอดทั้ง 337 วัน โดยแต่ละวันมีประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพหลายหมื่นคน มาอย่างต่อเนื่องมาจนกระทั่งยุติการเข้าการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ เมื่อเวลา 24.00 น. ของวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมการขั้นสุดท้าย สำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในวันที่ 26 ต.ค.นี้

ทั้งนี้ตลอด 337 วัน มีประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพรวมทั้งสิ้น 12,739,531 คน ประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลรวม 889,545,100.01 โดยเฉพาะในวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เปิดโอกาสให้เข้ากราบถวายบังคมปรากฏว่ามีประชาชนหลั่งไหลเข้าคิวเพื่อกราบถวายบังคมเป็นครั้งสุดท้ายวันเดียวถึงกว่า 1 แสนคน ภาพและปรากฏการณ์ที่สร้างความทึ่ง และประทับใจแก่ชาวโลก ที่เผยแพร่โดยบรรดาสื่อต่างชาติเป็นอย่างมากก็คือ แม้ฝนโหมกระหน่ำอย่างหนัก แบบไม่ลืมหูลืมตาจนเปียกปอนไปทั้งตัว และบางครั้ง ต้องเผชิญกับแสงแดด อันแผดจ้าร้อนระอุดุจเปลวไฟ และแม้จะต้องต่อแถวเข้าคิวนานกว่า 10 ชั่วโมง และไม่ว่าจะดึกดื่น หรือเข้าสู่วันใหม่ แต่คลื่นพสกนิกรผู้จงรักภักดี จากทั่วสารทิศของประเทศ ยังคงมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวไม่ย่อท้อ ด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ หลั่งไหลสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เพื่อกราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ เป็นโอกาสสุดท้าย บรรดาสื่อต่างชาติรายงานข่าวไปทั่วโลก ด้วยความทึ่งว่า คลื่นประชาชนไทยจำนวนมาก ต่อแถวยาวหลายกิโลเมตร เพื่อเข้ากราบถวายบังคมพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รัก ศรัทธา และจากการสัมภาษณ์ประชาชน ที่เข้าคิวเพื่อรอกราบถวายบังคมกล่าวว่า “เรามากราบพ่อของเรา เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราต้องทำ” การที่พสกนิกรไทยทั้งใน และต่างประเทศ จำนวนนับสิบล้านคน ต่างแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ สะท้อนให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ถึงความผูกพันอันลึกซึ้ง ระหว่างคนไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์ และสะท้อนให้เห็นว่าปวงชนชาวไทย มีความรักเทิดทูนอย่างหมดหัวใจ ต่อมหาราชผู้ทรงตรากตรำปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อราษฎรของพระองค์ตลอด 70 ปี แห่งการครองราชย์ที่ยาวนานที่สุดในโลก ซึ่งคงหาไม่ได้ในพระมหากษัตริย์องค์ใดในโลกนี้ ความยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก และได้รับการยอมรับว่าเป็น King Of Kings เพราะไม่เพียงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งตรากตรำทำทุกอย่าง เพื่อความผาสุกของประชาชนตลอด 70 ปี แห่งการครองราชย์ แต่ยังได้รับการยอมรับในฐานะพระมหากษัตริย์นักคิดนักพัฒนา และทรงพระอัจฉริยภาพ ในหลายด้าน รวมทั้งแนวคิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง ซึ่งองค์การสหประชาชาติยึดถือ เป็นแบบอย่างแนะนำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และเคยถวายรางวัล และสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ด้วยเกียรติยศสูงสุดในฐานะพระมหากษัตริย์ นักคิดนักพัฒนาผู้ยิ่งใหญ่ จากปรากฏการณ์นับตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เสด็จสวรรคตไป จนกระทั่งวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ที่คาดว่าจะมีพสกนิกรทั่วประเทศ และในต่างประเทศทั่วโลก หลายสิบล้านคน ร่วมในพระราชพิธี ยังไม่พูดถึงพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะพระเมรุมาศ ที่วิจิตรงดงามตระการตา ดุจวิมานสรวงสวรรค์ ซึ่งจะมีบุคคลสำคัญ อันเป็นตัวแทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกร่วมในพระราชพิธีมากเป็นประวัติการณ์ และแน่นอนว่าสื่อต่างชาติจากทุกสำนัก จะรายงานข่าวไปทั่วโลก อันจะเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ไทยเป็นหนึ่งเดียวในโลก ที่ประชาชนมีความรักผูกพัน กับพระมหากษัตริย์อย่างลึกซึ้ง แรงกล้า อย่างยากที่จะหาจากชาติใดในโลกนี้ เสมอเหมือน ทีมข่าวการเมือง

มาอีกบทความหนึ่งจากแนวหน้า บทเรียนจากความจริง ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ วันเสาร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น. สภาสูงของสหรัฐฯ ถวายสดุดี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ในเดือนตุลาคมผมคงจะใช้โอกาสนี้ ถวายเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรตลอดเดือน สัปดาห์ที่แล้วต้องขอขอบคุณผู้อ่านจำนวนมาก ได้ส่งข้อความกลับมา แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ UNESCO ประกาศสดุดีเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน และยกย่องเป็นกษัตริย์นักพัฒนา เพราะ UNESCO มีความลุ่มลึก และเข้าใจในพระปรีชาสามารถพระองค์ท่าน อย่างลึกซึ้ง หลายๆ เรื่อง ซึ่งทำให้คนไทยปลื้มใจในพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านอย่างมาก เช่น - Legacy of Global Humanity - Lifelong Learning - Soft Power - ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สัปดาห์นี้ ขอกล่าวถึงประเทศสหรัฐอเมริกา และความสัมพันธ์ ระหว่างพระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร กับสหรัฐอเมริกา และการที่สภาสูงของสหรัฐฯ ได้สดุดีถวายพระองค์ท่านเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2560 ในช่วงที่ท่านนายกฯประยุทธ์ ไปเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ สภาสูงสหรัฐฯ นำโดยนายออร์ริน แฮทช์(Orrin Hatch) ประธานที่ประชุมวุฒิสภา สหรัฐอเมริกา ได้มอบเอกสารการสดุดี ให้นายกประยุทธ์ เป็นผู้แทนไทยไปรับ ถ้ากล่าวถึงการเริ่มต้นความสัมพันธ์ของไทยกับสหรัฐฯ ต้องยอมรับว่า มีความสัมพันธ์อย่างยาวนานกว่า 200 ปี การทูตทางการ 184 ปี คือสมเด็จพระราชบิดา และสมเด็จย่า เสด็จฯทรงศึกษาที่สหรัฐอเมริกา และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ประสูติที่เมือง Boston Massachusetts สหรัฐอเมริกา ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 1960 พระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในปี 1960 และสำคัญที่สุด พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสต่อหน้ารัฐสภาของสหรัฐฯ นับว่าเป็นเกียรติอย่างสูงส่ง ต่อประชาชนคนไทย ที่รัฐสภาของสหรัฐฯ ประกาศสดุดีเทิดพระเกียรติ และแสดงความไว้อาลัยถวายด้วย เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา ช่วง 70 ปีของการครองราชย์ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไทยกับสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด และเป็นมิตรอย่างแน่นแฟ้น ยิ่งไปกว่านั้น การสดุดีของสภาสูง ได้ถวายการยกย่องพระองค์ท่าน ในเรื่องการดูแลประชาชน ให้อยู่อย่างมีความสุข สมดุล ทรงแก้ไขวิกฤตการณ์ต่างๆ โดยทรงห่วงใยประชาชนของพระองค์ท่าน อยู่อย่างยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้น คำกล่าวถวายสดุดีของสภาสูงของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมายกย่องพระองค์ท่านว่า ทรงเปี่ยมไปด้วยความเป็นผู้นำ ตลอดเวลาที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ ผมอาจจะพูดได้ว่า เมื่อพระองค์ท่านสวรรคตไปแล้ว ความเป็นผู้นำของพระองค์ น่าจะขยายไปสู่ความเป็นผู้นำของโลก โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน สภาสูงยังได้ถวายการเทิดพระเกียรติแสดงความยินดีในการขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่10 ด้วย ซึ่งสภาสูงสหรัฐฯ ได้เน้นว่าความสัมพันธ์ที่ดีต่อเนื่องจาก 70 ปีในยุครัชกาลที่ 9 ก็ขอให้ยั่งยืนต่อไปในรัชกาลที่ 10 ด้วยเช่นกัน ซึ่งการที่สถาบันสภาสูงสหรัฐฯ ได้ถวายการสดุดีดังกล่าว ถือว่าเป็นเกียรติประวัติของคนไทยอย่างมาก มีสมาชิกสภาสูงทั้ง 2 พรรคจำนวนมากได้เป็นผู้สนับสนุนการดำเนินถวายการสดุดีดังกล่าว นอกจากนั้น การถวายการสดุดี ยังได้ยกย่องพระองค์ท่าน ในรางวัลที่ทรงได้รับ จากคณะกรรมการทรัพย์สินทางปัญญาของโลก หรือองค์กรที่เกี่ยวกับ Intellectual Property Right ซึ่งเป็นรางวัลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทรัพย์สินทางปัญญา เป็นรางวัลที่แสดงให้เห็นถึง พระปรีชาสามารถของพระองค์อย่างแท้จริง คนไทยเมื่อได้รับทราบ คงจะมีความปลื้มปีติภาคภูมิใจ ที่สำคัญคือเป็นแรงกระตุ้นทำให้คนไทยมุ่งมั่นทำในสิ่งที่มีคุณค่าต่อไป จีระ หงส์ลดารมภ์ [email protected]

พ่อครูว่า... อ่านบทความของ ดร.จีระแล้ว ที่ได้โยงใยว่า - Legacy of Global Humanity - Lifelong Learning - Soft Power - ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ขอขยายความ soft power ก็คงเข้าใจว่าเป็นอำนาจ เป็นแรง เป็นอำนาจที่นุ่ม เขาก็แปลกันไปว่าคือ อำนาจนุ่ม พลังอำนาจนุ่มนวล อำนาจขาว หรืออำนาจละมุน คือมีแรง แต่นุ่ม และเบา นิ่มนวล อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ขยายความตามพยัญชนะ ถ้าจะแปลเป็นไทยประหลาดๆก็ว่า ไฟอ่อน ฟังแล้วมันก็อ่อนใจ ไฟอ่อนแรง เป็นไฟที่แรง อุณหธาตุ แต่อ่อน เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่ละเอียดลึกซึ้ง มันย้อนแย้งกันระหว่างสองขั้ว แรงกับเบา มันมีสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่เป็นสัมประสิทธิ์ coefficient ที่เป็นตัวก้าวหน้าในทางที่เจริญและดีงาม เป็นประโยชน์คุณค่าอีกส่วนหนึ่ง ซ้อนอยู่ในนั้น เป็น Potential energy ซ้อนในนั้นอีกที สมณะฟ้าไทว่า...มีแรงแต่อ่อนโยน พ่อครูว่า... ขอยืนยันว่าอาตมาไม่ได้พูดเล่นว่า ในหลวงกับอาตมาเป็นโพธิสัตว์ ที่มาช่วยโลก ในยุคนี้ ในหลวงท่านได้ทรงเริ่มของรูปธรรม ต้องแข็งต้องแรง ต้องหนัก แต่อาตมาเป็นนามธรรม จึงเป็นดูเบา ดูไม่มีน้ำหนักเท่ากับรูปธรรม แต่ลึกซึ้งที่สุดแล้ว นามธรรม เป็นประธานของสิ่งทั้งหมด เป็นนามธรรมของมนุษย์ ที่มีน้ำหนัก ที่เป็นจิตนิยาม เป็นจิตปัญญา และมีทั้งธาตุรู้ มีพลังงานในนั้นเสร็จ เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ จะต้องร่วมกันอย่างได้สัดส่วนที่ดีมาก แสดงให้เห็นว่ายุคนี้ ควรจะต้องใช้ทั้งรูปธรรม และนามธรรม แต่จริงๆแล้วนามธรรมต้องเป็นประธานของรูปธรรม ฟังความนี้ซ้อนแล้วจะเข้าใจ เมื่อรวมกันแล้ว จะเกิดสิ่งวิเศษขึ้นได้ นามธรรม ที่เป็น soft power ที่ในหลวงเราแสดงเป็น Supreme in Authority เป็นพลังงานแรงอำนาจสูงสุด ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงสร้าง และเป็นการปรากฏออกมาจริง มีพลังงานจริงมีสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์จริง และก็มีฤทธิ์มีอำนาจอยู่ในสังคมมนุษยชาติจริง จนกระจายไปทั่วโลก ไม่ใช่แต่ในประเทศไทยเท่านั้น เป็นอิทธิพลที่สำคัญมากเลย ทั้งสภาสูงของสหรัฐ ได้ให้ความเทิดทูนในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ ดร.จิระ เอามาเสนอไว้ มี 4 ประเด็น - Legacy of Global Humanity Legacy คือมรดก Legacy of Global Humanity เป็นมรดกตกทอดให้แก่มนุษยชาติในโลก เป็นเรื่องที่ไม่แบ่งชาติเชื้อ ไม่แบ่งบุคคล เป็นส่วนของสาธารณะ เป็นของส่วนกลางจริงๆเลย เป็นมรดกอันวิเศษ ที่มนุษยชาติทุกคนทุกประเทศ ควรจะได้รับ และเอาไปใช้ในประเทศของตน ซึ่งเป็นเรื่องที่วิเศษสุดแล้ว มรดกของมนุษยชาติ ทั่วโลกก็จะต้องเข้าใจ และเขาเข้าใจกันแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ นอกจากคนโง่ คนไม่มีภูมิปัญญา ไม่รู้เรื่องอะไร บ้าๆบอๆ ดีไม่ดีตั้งตัวเป็นศัตรู จะโง่ดักดานกันอย่างไร มันก็เป็นจริงของเขา ไม่รู้จะทำยังไง ช่วยยาก ก็ต้องพยายามช่วยกันไป ใช้ความพยายามนี่แหละ เขาจะรู้สึกจะเกิดปฏิภาณปัญญา รู้ตัวแก้ไข ได้ก็ดี ก็ยังเป็นสัจจะของโลก ที่จะต้องมีสองขั้ว อีกข้อหนึ่งก็ยังมืดมัวอย่างที่เป็น...ไม่รู้จะทำอย่างไร ดีนะคนไทยคนในโลกจะได้มองเห็น มองออก เป็นตัวจริงที่แสดงให้ปรากฏ อาตมาถึงเรียกการศึกษาของโลกยุคนี้ว่าเป็น Phenomenology มีความจริง ทั้งรูปและนาม ให้ศึกษาได้ง่าย มรดกนี้จะสืบทอดต่อไปอีก จนกว่าจะสิ้นอายุขัยของศาสนาพุทธ อีก 2 พันกว่าปี ค่อยๆมีฤทธิ์แรงไป ค่อยๆ peak อีก 400 ปีจะถึง peak แล้วก็จะสูงสุดเป็นโมเมนตัมแล้วก็ลดลง จนกว่าจะสิ้น 5,000 ปี เป็นสัจจะที่ผู้รู้ก็จะรู้กัน Legacy of Global Humanity เป็นมรดกตกทอดให้แก่ มนุษยชาติในโลก คืออันนี้ตราไว้เลย Lifelong learning เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมนุษย์ เป็นการเรียนรู้ที่ยั่งยืน เป็นแบบอย่าง ไลฟ์สไตล์ เรียนรู้แล้ว จะต้องศึกษาฝึกฝน ปฏิบัติให้ได้เลย Life คือชีวิต ตอนนี้สิ่งที่ไม่ดี ก็จะต้องได้รับความรู้ความเข้าใจ แล้วทำให้ตัวเอง และหมู่กลุ่มเจริญขึ้น เพื่อจะเรียนรู้ที่จะอยู่กันอย่างอยู่เย็นเป็นสุข ขอแวะมาที่ชาวอโศกนิดนึง ทุกวันนี้เป็นเทือกเขาเหล่ากอ ของพระพุทธเจ้าแท้ๆ ซึ่งได้ถ่ายทอดเชื้อ DNA ของพระพุทธเจ้ามา ซึ่งเป็นอจินไตย ที่ยากที่คนจะเข้าใจ อันนี้ไม่ได้สืบทอดเฉพาะชาตินี้ชาติเดียว อันนี้เป็นความรู้ของศาสนาพุทธ สืบทอดกันมาต่อเนื่องกันมา เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ยาวนาน เป็นกัปป์ๆ นานแสนนานมา มาถึงในปางนี้ยุคนี้กาละนี้ ก็ยังมีสิ่งจริงปรากฏให้เห็นอยู่ ให้คนได้รับรู้ และได้เอามาเล่าเรียนฝึกฝน ใส่ตัวเอง เป็นเชื้อต่อกันไป สืบทอดกันไปไม่ขาดสายหรอก จะมีช่วงขาดสายไประยะหนึ่ง เรียกว่าพุทธันดร ที่ไม่มีศาสนาพุทธเกิด เพราะมันเป็นกลียุค ที่คุณธรรม หรือศาสนาที่ดีเกิดมา ก็ไม่มีผลอะไร เพราะคนนั้นชั่วและเลว เหมือนเดรัจฉานไปหมดแล้ว รับไม่ได้ เสียของ เกิดมาก็เสียของ เอามาแจกจ่ายอย่างไร ก็รับไม่ได้ จึงจำเป็นต้องเปิดช่วง พุทธันดร ช่วงที่ไม่มีศาสนาพุทธ ก็ปล่อยให้พวกนี้เป็นไปตามวิบากของเขา เขาก็สร้างวิบากของเขาไป รุนแรง โหดร้าย ทำอะไรชั่วชั่วหยาบ หยาบหนักหนาสาหัส ก็ว่าของเขาไป ทีนี้ เมื่อเกิดตัวอย่าง เป็นมรดกของมนุษยชาติทั่วโลก Legacy of Global Humanity นี่แล้ว มรดกอันนี้ คนก็จะรับมาศึกษา Learning แล้วเอามาประพฤติปฏิบัติให้เกิดจริงเป็นจริง ปฏิบัติไป อาตมาภาคภูมิใจที่ว่า ได้ทำอันนี้มาตั้งแต่รู้ตัวเอง และรู้ว่าสิ่งที่ต้องทำกับชีวิตมา 40 กว่าปีแล้ว เริ่มต้นทำมาจนเกิดหมู่กลุ่ม เป็นพฤติกรรมเป็นสภาวะรองรับความจริงมา เกือบ 50 ปีได้แค่นี้ ซึ่งอาตมาเข้าใจว่ามันไม่ง่าย ได้ขนาดนี้ก็ดีนักหนาแล้ว อาตมาก็ยังมั่นใจว่า มันจะมีอัตราการก้าวหน้าไปอีก progression ratio ของความเจริญชนิดนี้ คนในโลกแสวงหาทฤษฎีที่เยี่ยมยอดที่สุด เป็นทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ยังไม่ถึงเป็นบุญนิยม ที่เป็นปรมัตถ์ธรรม โลกุตรธรรม แม้แต่ชาวพุทธเอง อาตมาก็เมื่อยที่จะอธิบาย เพราะคำว่าบุญได้ถูกปู้ยี่ปู้ยำจนเละ ไม่เหลือสภาพความเป็นจริงแล้ว ต้องมาต่อหัวต่อหาง ให้เป็นรูปร่างของคำว่าบุญที่ถูกต้อง เพราะเป็นเหมือนกลองอานกะ มันได้ถูกทำลายเนื้อแท้ไปหมดแล้ว ยังหลอกว่าเป็นชื่อกลองอานกะอีกนะ ที่มีอยู่นั้นเป็นของพลาสติก ของปลอมไปหมด สนิทเลย เป็นเรซิ่นเป็นอะไรก็ไม่รู้ ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า ท่านก็ได้พยากรณ์อนาคตไปแล้ว ว่าศาสนาพุทธต่อไป จะเหมือนกับกลองอานกะ มีชื่อว่าศาสนาพุทธ เป็นกลองอานกะ แต่เนื้อแท้เหลือแต่ของเก๊ ของใหม่เอามาทดแทนหมดเลย เขาก็ทำหลอกเอาไว้ บูรณะ เป็นเจตนาดี แต่มันเป็นของปลอม ไปตามธรรมชาติ มันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ เมื่อเอาของจริงมา มันก็จะต้องต่างจากของปลอมแน่นอน แน่นอน ของจริงกับของปลอม มันคนละเรื่องเลย อาตมานำของจริง ที่เป็นอรรถอันลึกซึ้ง เป็นโลกุตรธรรม ประกอบด้วยสุญญตธรรม คนก็ไม่ปรารถนาจะฟัง ไม่เข้าไปตั้งจิต เพื่อจะรู้ และไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียนควรศึกษา แต่เมื่อเขากล่าวพระสูตรอันปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ผู้ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิตอยู่ จะปรารถนาฟังด้วยดี จักตั้งจิตเงี่ยโสตสดับ จะเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจะสำคัญธรรมอย่างนั้นว่า ควรเรียนควรศึกษา มันก็มีสองอย่างนั้น มีจริงกับสิ่งที่ปลอม คนไทยตอนนี้ที่มีภูมิปัญญา ไม่เคยรู้ ก็รู้ขึ้นมา เข้าใจขึ้นมา ที่ได้มีผู้นำพาเป็นพระโพธิสัตว์ ทั้งในหลวงกับอาตมานี่แหละ พูดอย่างไม่เก้อเขิน เหนียมอาย พูดสัจจะความจริง เป็นความรู้ เป็นวิชาการ สู่กันฟัง ได้ช่วยกันพยายามทำมา ก็นำมาด้วยรูปธรรมและนามธรรม มาสอดร้อย เสริมส่งให้เกิดความดี ความจริง ไปได้เรื่อยๆ ก็เป็นการสืบทอดมรดก Legacy of global humanity ต่อไปคนก็จะเข้ามาเรียน เพราะว่าที่อาตมาแสดง ในหลวงทรงแสดงมา 70 ปี แล้วก็เป็นสุดวิสัย ที่ท่านต้องจากไปตามเวลาและวาระ อาตมากับพวกเรา ก็จะต้องมาช่วยกันสืบทอดต่อ สัจธรรมสองอย่าง อิตถีภาวะ กับ ปุริสภาวะ ในช่วงต้นนั้นในหลวงเป็นพ่อ อาตมาเป็นแม่ พอในหลวงร.9 สิ้นไป อาตมาก็ขยับมาเป็นพ่อ พวกเราผู้รู้ สมณะ สิกขมาตุ ฆราวาสก็ขยับมาเป็นแม่ ในความเป็น มาตา ปิตา ก็จะเกิดสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนนี้ ไปตลอดกาลนาน พระพุทธเจ้าทรงเป็นบิดา ก็มีพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เป็นแม่ หรือเป็นมารดา พระสารีบุตรเป็นแม่เลี้ยง พระโมคคัลลานะเป็นแม่นม เมื่อพระพุทธเจ้าสิ้นไป พระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร ก็ต้องรวมตัวกันเป็นหนึ่ง เป็นบิดาแทน และก็มีพระสาวกพระอัครสาวกต่างๆ เป็นผู้สืบทอด เป็นแม่ เป็นมารดา แล้วทำก็สอนสืบต่อกัน เป็นมารดา มารดาก็เกิดลูก ต่อไปอีกต่อไปอีก เมื่อพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะสิ้นไปอีก พระสาวกต่างๆ ก็ผลัดกันขึ้นมา เป็นหมู่กลุ่ม เป็นคณะของสงฆ์ ขึ้นมาเป็นพ่อ แล้วก็มีผู้ที่เรียนรู้ตามจำนวนหนึ่ง ที่ได้รับมรดกถ่ายทอดออกไป เป็นแม่ ร่วมกัน 2 ภาวะ สภาวะธรรมะ 2 เกิดโอปปาติกโยนิ เกิดเป็นลูกที่ไม่ใช่เป็นรูปธรรม เป็นนามธรรม สืบทอด ก็จะค่อยๆเปลี่ยนย้ายสืบทอดกันไป จากความเป็นแม่ และความเป็นพ่อ จะสลับกันไปสลับกันมาอย่างนี้ เข้าใจมากขึ้นไหม เพราะฉะนั้นอะไรอะไรก็แล้วแต่ สภาวะธรรมหรือธรรมะนี้ ยึดมั่นถือมั่นกับพยัญชนะ ที่ระบุไม่ได้ สภาวะก็สลับเป็นสภาพ ปฏินิสสัคคะ คัมภีราวภาโส อาตมาถึงได้ตั้งภาษาว่า เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่ยากจะเข้าใจอย่างยิ่ง แต่ผู้มีปัญญาจะไม่สับสน จะเห็นองค์ประกอบ เห็นกาละ จะเห็นสภาวะจริง ที่ยืนยันความจริงนั้น ยืนยันต่อไปได้ ว่าอันนี้เปลี่ยนแปลงรูปแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ขออภัยที่ต้องอธิบายความจริงต่อไป ในสังคมขณะนี้ ที่ในหลวงซึ่งเป็นพ่อของประเทศ ได้สิ้นพระชนม์ไป อาตมาเป็นแม่ ก็จะขยับขึ้นไปเป็นพ่อ เป็นพ่อของอันนี้ ที่จะให้การเกิด สัตว์โอปปาติกะ ในหลวงท่านเป็นพ่อสิ้นไปแล้ว จบหน้าที่ของท่าน อาตมาที่เดิมเป็นแม่ ก็จะขึ้นมาเป็นพ่อ แล้วก็จะมีพวกเราที่นำพามรดกนี้ Legacy of global Humanity ต่อไปให้พวกเราได้ใช้เป็น Lifelong learning กันต่อไป อาตมาก็จะต้องเปลี่ยนท่าที อาตมานี้เป็น Hard power มานาน เพราะถ้าขืนให้อาตมาทำ หรือให้ในหลวงทำ Hard power คนรับไม่ได้ ในหลวงต้องทำ Soft power เป็น Supreme Authority ในตอนนั้น ในหลวงไปแล้ว เปลี่ยนไปตอนนี้อาตมาต้องใช้จาก Hard power มาเป็น Soft power แล้วพวกเราต่อไปต้องเป็น Hard power แข็งขึ้นมา รู้จักหน้าที่นะ ผ่องถ่ายขึ้นมา อาตมาพลังงาน แรงงาน สรีระ ก็แย่ลงไป แรงไม่ไหว ผู้ที่มี Hard power ซ้อนนะ แต่เมตตานั้นมหาศาล เมตตาไม่มีที่สิ้นสุด เมตตามหาศาลแต่ว่า Hard power อาตมาทำมาตลอด มันเป็นธรรมดา ธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น พ่อกับแม่เลี้ยงลูก พ่อนั้นแรงไม่ได้ พ่อถ้าแรงลูกจะตาย พ่อจะต้องไม่ค่อยลงแรง แต่แม่จะต้องแรง แม่จะตีพั๊วเพี๊ยะ แต่ไม่หนักเหมือนพ่อ ถ้าพ่อลงแรง แสดงว่าลูกนี้ด้าน และหนา แก้ได้ยาก เป็นสัจจะ ที่อธิบายให้ฟัง ตอนนี้เรามั่นใจว่ามี Legacy of global Humanity อยู่ในโลกแล้ว เราก็รับเอาลิขสิทธิ์ มรดกนี้มานะ เสร็จแล้วเราก็มา Learning Lifelong กันต่อไป จะเป็นการสลับกันระหว่าง Hard power และ Soft power ใช้ควบคู่กันไปเสมอ แรงอย่างเดียว เบาอย่างเดียว ไม่ได้ สิ่งที่เรียนรู้ตลอดกาลนานคือ ความไม่เที่ยง จะเปลี่ยนไปตามความเหมาะควร เวลาและองค์ประกอบ มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และหมุนเวียนไป ทดแทนกันอย่างนี้ เป็นสัจจะไม่มีจบ ในเรื่องของ Global เรื่องโลกที่หมุนเวียน ตลอดเวลา เป็นกัปป์ เป็นพลวัตร หมุนอย่างนี้ ตลอดกาลนาน ความเป็น Soft power จึงไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่ลักษณะ บางทีต้องใช้ให้มันเกิด power ต้อง Hard ไม่งั้นไม่ได้ Soft ไม่ได้ อาตมาทำมาแล้ว เหนื่อย เพราะเมื่อทำแล้ว คนก็จะรับไม่ค่อยได้ แต่เราต้องมีศิลปะที่จะแรง อย่างที่ อย่าให้คนเกลียด และเข็ดขยาด แรงแต่คนก็อบอุ่น คนเกิดเห็นคุณค่า แรงนั้นคนเกิดเห็นประโยชน์ของมันอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นภาษาที่อธิบายได้ยาก เป็นศิลปะขั้นสูงมาก เพราะฉะนั้นอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็พยายามเพิ่มพัฒนาไปสู่ระดับที่ 8 มันก็ได้ขนาดนี้ ที่อธิบายแยกแยะให้ฟัง ทำงานก็ต้องพากเพียร ให้ได้ประโยชน์ที่ดี ถ้าจะไปทำงานแล้วรู้ว่า มันเสียหาย ก็ยังอุตส่าห์ทำไป ก็ไม่ควรทำ สมณะฟ้าไทว่า... พระโพธิสัตว์ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทำหน้าที่ไป ได้ผลระดับหนึ่ง แล้วก็ต้องเปลี่ยนนะ พ่อครูว่า... ก็ต้องค่อยๆเปลี่ยนแปลง หักโค้งทันทีไม่ได้ ต้องให้เกิดความโค้งอย่างได้สัดส่วนที่ดี โค้งไปทีละน้อย เก่งขึ้นก็คงได้มากขึ้น โค้งไกลอย่างนี้ เมื่อไม่เก่ง เก่งขึ้นก็คงได้เร็วขึ้น เหมือนก้นหอยที่จะขึ้นสูง แต่มันก็ต้องวนไป ซ้ายขวา ซ้ายขวา ทีนี้คนไม่รู้จักความวนซ้ายขวาๆ หมุนสมองไม่ทันสมัย หมุนกลับไปแล้ว เขาสูงขึ้น แต่บางคนลงไปต่ำกว่าเดิมอีก ซ้ายไปขวาแล้วนะ มาแล้วดันลงไปข้างล่าง มันก็เลยต่ำลง แต่คนที่เข้าใจแล้ว ซ้ายขวามันอยู่ที่เดิม แต่มันสูงขึ้นๆนะ ไม่ใช่ที่เดิม นี่ก็ทำรูปมือ รูปไม้ แสดง pattern ไม่ได้เขียนแต่ทำมือทำไม้ให้ดู มีนัจจะประกอบคีตะวาทิตะอธิบายให้ดูมันก็ได้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นระหว่าง ความsoft กับ hard ความอ่อนกับแรง ก็ต้องช่วยกันไป รู้จักความจริง แล้วก็ทำให้ตรงสัจจะ ตามกาละ ตามยุคสมัย สภาพของ 3 อย่างนี้ ถ้าทำได้อย่างดี ก็จะเกิดเป็นการเจริญอย่างเสฏโฐ เรียกว่าเกิดความเจริญด้านเศรษฐกิจที่สมดุล เป็นเศรษฐกิจพอเพียง การกระทำที่สมดุล เรียกว่า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน