590831_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จิตว่าง ๕ อย่าง.docx
เนื้อหาในไฟล์
590831_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จิตว่าง 5 อย่าง
พ่อครูว่า… วันที่ 31 สิงหาคม พศ.2559 ที่บวร ราชธานีอโศก เป็นไง สบายดีบ่ อากาศเย็น ฝนโปรยมาเย็นๆ คนทำงานที่ต้องการฝนก็ชื่นใจ คนที่ทำการงานที่ไม่ต้องการฝน ก็ชักจะไม่ค่อยสะดวก ตอนนี้หน้าฝน ก็ให้เขาหน่อย เป็นธรรมดาของธรรมชาติ เราอยู่ในประเทศไทย เรามีฝนหรือลม ดินน้ำลมไฟ ที่มันไม่เหมือนกับต่างประเทศ เขายังลมเฮอริเคน ลมทอร์นาโด เมืองไทยเรามีแต่ลมหัวกุด ภาคกลางเรียกลมบ้าหมู แต่ไม่ใหญ่เท่าทอร์นาโด หรือเฮอริเคน ยกตึกทำลายแหลกลาญ น้ำก็ไม่โหด ขนาดสึนามิก็ไม่รู้กี่ร้อยปีมาที ไม่เหมือนประเทศอื่นน่าสงสาร จะว่าไปแล้วก็เป็น เรื่องของบารมี เราก็มาเลือกอยู่ถิ่นที่นี้ สัจจะเราเลือกไม่ได้ ไม่ใช่พระเจ้าสั่งด้วย แต่เป็นไปตาม กรรม ให้พวกเรามารวมกัน อาตมา ตอนนี้เขียนหนังสือบรรยาย ลึก จนพวกนักฉลาดทั้งหลาย จะหาว่าอาตมาโมเมชั่นหรือเปล่า ดำน้ำหรือไม่นะ แต่จะหาว่าดำน้ำนั้น ก็มีสติสัมปชัญญะ แต่มีปัญญา ดำได้ลึกกว่าที่เขาจะคาดคิดถึง แต่ดำน้ำของจริงนั้น ไม่ได้เท่าไหร่ นี่เป็นสัจจะที่ยากแก่การเข้าใจ เป็นอจินไตยที่ค่อยๆว่าไป วันนี้วันพุธที่ 31 สิงหาคม 2559 แรม 13 ค่ำเดือน 9 เป็นวันโกน วันนี้ เรามีเรื่องที่จะต้องพูดอย่างสนุก เรื่องนิกาย ก็ยังไม่ได้พูด เรื่องนานาสังวาส จะบรรยายคำว่า กาย กับคำว่า นิกาย เรื่อง ความว่าง
ก่อนจะได้ฟังก็มาอ่าน คำชมเขาหน่อย ผู้เขียน ชื่อ ด็อกเตอร์ดี เขียนมาว่า...พุทธแท้สันติอโศก ผมรู้จักสมณะโพธิรักษ์ และชาวสันติอโศก ตั้งแต่เริ่มชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2549 เพราะผมได้พึ่งพิงครัวชาวอโศก ไม่ได้ใกล้ชิด ไม่สัมผัส ได้รู้จัก ได้ฟังธรรมะ ติดตามทาง FMTV จึงได้พบเห็น วิถีพุทธอันงดงามของชาวอโศก ที่มีท่านโพธิรักษ์ได้วาง
อ่านต่อ
แนวทางมาตั้งแต่ต้น มันช่างแตกต่างจากข่าวสารในทางลบ ที่เคยได้ยินมาก่อนอย่างสิ้นเชิง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผมสรุปได้ด้วยภูมิของตนว่า ที่นี่สันติอโศกเท่านั้น ที่ทุกตารางนิ้วของหัวใจของคนชาวอโศก เลือกดำเนินชีวิต ก้าวตามคำสอนของพระพุทธองค์โดยแท้ โดยมีท่านพ่อครูโพธิรักษ์ เป็นเสมือนผู้นำต้นแบบ ตามแบบอย่างของพระอรหันต์ของพระพุทธองค์ ที่ยังมีชีวิตและสัมผัสได้ ที่กำลังนำทำ ชี้แนะ ชี้นำคำสอนของพระพุทธองค์แท้ๆ เป็นเช่นไร พร้อมนำมาใช้ในสังคมจริง เช่นชาวอโศก ในรูปของสาธารณโภคี ได้อย่างประสบความสำเร็จ แต่ต้นจนถึงปัจจุบัน บัดนี้พุทธเทียมกำลังจะล่มสลาย เหลือแต่พุทธแท้อย่างสันติอโศก ที่คนส่วนใหญ่ อาจจะไม่รู้ หลงลืม หรือเข้าใจผิด กำลังเติบใหญ่ ก้าวไกลนำหน้า และเป็นแบบอย่างสังคมแห่งพุทธแท้ ที่เป็นความหวังของคนที่อยู่ในสังคม ทั้งวันนี้และวันหน้า ถึงไม่มีเหตุผลอันใด ที่ผมจะไม่ชม เชียร์ แชร์ และไลน์กิจกรรมต่างๆของชาวสันติอโศก และบุญนิยมทีวี ถ้ามันทำให้คนรู้จักการทำความดีมากขึ้นทุกวัน นักการเมือง สำหรับผมแล้ว ควรเป็นผู้ทรงคุณธรรม เป็นผู้ทรงศีล เป็นผู้เสียสละ เพื่อมาทำงานด้านการเมือง แล้วผมคิด และคาดว่าในอนาคต บุคคลที่จะเป็นนักการเมืองที่ชนทั้งชาติ พึ่งพาได้ น่าจะมาจากสังคมแห่งพุทธแท้ อย่างสันติอโศกมากขึ้น เพราะสังคมต้องการนักการเมือง ที่ละกิเลสได้เท่านั้น ที่จะนำพาสังคมสู่ความสงบสุขได้ เราไม่สามารถพึ่งพานักการเมืองในปัจจุบัน ที่ต่างเข้ามาเพราะกิเลส เพื่อกอบโกย คือเราไม่สามารถพึ่งพานักธุรกิจใหญ่ทั้งหลาย เพราะพวกเขามีกิเลสหนาอยู่แล้ว และจงรู้ไว้ว่าไม่มีนักธุรกิจใดที่ละกิเลส นักการเมืองรู้ไหม? ว่าการโกงเป็นเรื่องผิด ตอบว่าทุกคนรู้ แต่ทำไมยังโกงอีก ตอบยังไงว่า เพราะเขามีกิเลส แต่ละจากกิเลสไม่ได้นั่นเอง ถามต่อว่า แล้วนักการเมืองที่จะละกิเลสได้ควรเป็นเช่นใด? นักการเมืองในอนาคต ที่จะละกิเลสได้ต้องได้รับการฝึก ให้อยู่ในศีลธรรม พึ่งพาตนและช่วยเหลือผู้อื่นมาตั้งแต่เด็กๆเท่านั้น ที่จะละกิเลสได้ หันดูรอบทิศทั่วไทยแล้ว มีที่เดียวที่ผมคิดว่าเป็นคำตอบได้คือ “สันติอโศก” จากด็อกเตอร์ดี พ่อครูว่า… นานๆทีมีคนชมมา ก็ฟังอย่างไพเราะ คนที่เป็น มาโซคิส ได้รับคำด่าก็ยังชอบเลย คนที่เป็น ซาดิสซึ่ม ได้ทำคนอื่นให้เจ็บแสบ ด่าคนอื่นตนก็ชอบ เสียเงินทองเท่าไหร่ ก็ไปดูเขาตีกันฆ่ากันชกกัน
ต่อของคุณ master taizen …..ทราบว่าพ่อครูประกาศ เป็นนานาสังวาส กับมหานิกาย… แล้วได้ประกาศนานาสังวาสกับธรรมยุตินิกายหรือเปล่าครับ..(ทราบว่าพ่อครูบวชในสังกัดธรรมยุติ).. ..เมื่อเป็นนานาสังวาสแล้ว..พ่อครูได้ประกาศชื่อของนิกายหรือเปล่า ..ถ้ามองในมุมสังฆเภท..การแตกนิกายใหม่ ไม่น่าจะเข้าข่ายทำสังฆเภท ..เพราะไม่ใช่การทำลายหมู่สงฆ์ (สังคมอริยชน) ..แต่เป็นการปฏิบัติบูชาตามพระธรรมวินัยในทัศนะและสภาวะของพ่อครู ..จนเห็นผลปรากฏผลบวกเชิงประจักษ์แล้ว ..ก็น่าจะมีชื่อนิกายกำกับที่ชัดเจน..มากกว่าคำว่าชาวอโศกเฉยๆ.. ..กราบนมัสการถามมาด้วยความเคารพ. พ่อครูว่า… อาตมาได้ประกาศ นานาสังวาส ไม่ใช่นิกาย ขอยืนยันว่าคำว่า นิกาย นี้เป็นเรื่องร้ายแรง เป็น อนันตริยกรรม คนที่ทำนิกายนั้นเขาไม่รู้ตัว เขาไม่เข้าใจคำว่านิกาย ธรรมกาย แปลว่า ธรรมะ 2 คือ รูป กับ นาม ของ สสาร กับ วิญญาณ ไม่ใช่สสารกับพลังงานนะ ถ้าจะเป็นพลังงาน ก็ต้องเป็นพลังงานระดับ จิตนิยาม คำว่า นิ แปลว่า ไม่ นิกาย คือผู้ที่มีกาย ไม่ใช่ธรรมกาย ไม่ใช่พรหมกาย คำว่า พรหมกาย หรือ ธรรมกาย คือ พระพุทธเจ้า กาย นั้น คือ องค์รวมทั้งหมด ของคุณธรรม ของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะสอง เมื่อกายมันแตกเด็ดขาด จึงเป็น นิกาย อาตมาไม่ใช่นักศึกษาค้นคว้า แต่ยุคนี้ในไทย ท่านประยุทธ์ ปยุตฺโต หรือท่านพรหมคุณาภรณ์ ท่านเป็นยอดนักศึกษา ท่านซื่อตรงต่อการศึกษา ได้บันทึกไว้ อาตมาก็ได้ประโยชน์มากจากการเก็บรวบรวมค้นคว้าของท่าน อาตมาก็ไม่มีเวลาทำแบบท่าน ก็ขอบคุณท่านมากจริงๆ ในยุคนี้มีสองประยุทธ์ ประยุทธ์ทางธรรมะ ต้องขอบคุณท่านปยุต อย่างมากจริงๆ ทางด้านการเมืองก็ขอบคุณประยุทธ์อย่างมาก คำว่า ประยุทธ์ แปลว่า การรบ แล้วเป็นการรบสองด้านนี้ อันนี้เป็นเรื่องอจินไตยของอาตมา ใครอย่ามาใช้ด้วย เป็นเรื่องของ รูปกับนาม ที่จะลงตัว พระสมณโคดม ต้องมีอัครสาวก ชื่อโมคคัลลานะกับสารีบุตร ไม่อย่างนั้นไม่ใช่ ทุกอย่างเป็นอจินไตยที่สุดยอด ไม่มีผิด มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมพระพุทธเจ้า กับพระอัครสาวก จึงเป็นคนอินเดีย ชื่อเป็นบาลีหมด ก็แค่ภาษาบาลีที่ยกมานี้ ก็มากมายแล้ว ภาษาอื่นไม่รู้เรื่องกัน จะเอามาพูดทำไม ก็เอาเท่าที่รู้ แล้วก็พูดก็จบ ไม่ต้องสงสัยอะไรอีก ให้รับรู้ร่วมกันได้ก็จบ มาเข้าหาคำว่า กาย ผู้ที่ทำ นิกาย ก็ขัดแย้งกับพระพุทธเจ้า เช่น นิกายของพุทธ ใครเป็นนิกายที่บอกว่าปาราชิก ก็ยังละเมิด เช่น พระมีเมียได้ มันเป็นปาราชิกแล้ว ไปตั้งบอกว่าพระมีเมียได้..ได้อย่างไร? นิกายของพุทธนี้ก็มีอยู่ แล้วจะให้เราไปคบคุ้นสังสรรค์กับเขาได้อย่างไร ดีไม่ดีเขาเอาเมียมาด้วย แล้วจะไปรับไหว้กันอย่างไร อย่างนี้มันไม่ได้ ยกตัวอย่าง ถึงจะไม่หยาบเท่านี้ ก็ต้องอยู่ในขอบเขตพอสมควร เรื่องนิกาย จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อย่างเช่น ธรรมยุต กับมหานิกาย ก็ยังถือปาราชิก มีพระวินัยที่เป็นบทลงโทษ แต่ ศีลนั้นไม่มีบทลงโทษ แต่เป็นหลักปฏิบัติ ถ้าไม่เข้าใจในลึกซึ้ง ก็จะทำเลอะเทอะไปหมด เช่น ความเข้าใจของคำว่า กาย จะ ต้องมีทั้งรูปทั้งนาม จะต้องมี ทั้งภายนอกและภายใน อยู่เสมอร่วมกัน จะเน้นภายนอก หรือจะเน้นภายใน เป็นครั้งคราว แต่ก็ต้องมี 2 ส่วนร่วมกันเสมอ เป็นธรรมะ 2 ถ้าไม่เช่นนั้นก็แหว่ง ไม่ครบสัจจะ ถ้าใช้ธรรมะก็ต้องเป็นธรรมะสอง ที่เป็นสัจจะ ครบสองเสมอ เมื่อคำว่ากายมาเป็นภาษาไทย แล้วเป็นคำไทยที่สนิทสนมมาก อย่างเพี้ยนผิด ไปเป็น กาย ที่เป็นแค่ ธาตุอุตุนิยาม แม้พีชะก็ไม่ค่อยเรียกว่า กาย เขาก็ไม่เรียก เช่น ลูกฟักข้าว ลูกแก้วมังกร ก็ไม่เรียกกาย เช่น กายน้ำเต้า กายแก้วมังกร ก็ไม่เรียก พระพุทธเจ้าเน้นว่า กาย คือจิต คือมโน คือวิญญาณ กายจึง เน้น ไปทาง นามธรรม เ ป็นสำคัญ แต่พี่ ไทย เน้น กายออกไปข้างนอก เป็นรูปที่ เป็น มหาภูตรูป หมดเลย กายกลิ กายปัสสัทธิ กายปาคุญญตา กายต่างนานา จึงเข้าใจไม่ได้ ทำกายผิด แม้แต่ กายกรรม ก็เอาเฉพาะข้างนอก พืชไม่มีกรรม กรรม นี่ เป็นของสัตว์ สัตว์เดรัจฉานนั้นพูดไม่รู้เรื่อง คนมีกายกรรม วจีกรรม ก็ต้องมีจิตควบคุมทั้งนั้น เพราะฉะนั้น กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ในรูป 28 จึงมีสองภาค ภาคหนึ่ง อยู่ข้างนอก เรียกว่า กายวิญญัติ วจีวิญญัติ อีกภาคหนึ่ง อยู่ข้างใน รวมใน วิการรูป 5 ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา ที่คุณต้องเรียน รูป 28 นี้ ต้องเรียน วิการรูป 5 ที่รวมกายวิญญัติ วจีวิญญัติด้วย (หมายเอาข้างนอก ) แต่คนไทยไปหมายแค่ กายกับวจีกรรม ในกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ที่จริงต้องเกี่ยว แต่เน้นข้างนอก จึงมีสอง คือ วิญญัติรูป 2 แล้ว แต่ วิการรูป 5 จึงมี ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา แล้วรวม กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ด้วย ยกตัวอย่างเช่นว่า “ กายกลิ ” มันต้องหมายถึง จิต เจตสิก คือ องค์ประชุมของรูปนาม ที่เป็นกิเลส เช่น สักกายะ ตัวที่หนึ่งหยาบเลย คุณต้องอ่านตัวตน องค์ประชุม ตัวแรกของสังโยชน์ข้อ 1 เลย ต้องอ่านอาการออก เป็น กายกลิ ที่คุณจะ ต้องกำจัด เมื่อคุณกำจัดได้ องค์ประชุมของรูปนามของคุณ จึงเก่งขึ้น เป็น กายปาคุญญตา เป็น ความคล่องแคล่ว ของ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นความเร็วไว ความแคล่วคล่องคืออะไร คือ มุทุธาตุ เป็นธาตุที่ว่องไว คล่องแคล่ว ปราดเปรียว ทั้งเชิงปัญญาทั้งเชิงเจโต ว่องไวปราดเปรียวทั้งคู่ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าปฏิบัติอย่างสมาธิที่จะได้ 2 อย่างนี้ ซ้อนอย่างได้สัดส่วน กายกัมมัญญตา คือ การงานที่มีเวทนา สัญญา สังขารเข้าไปร่วมทำงาน ได้อย่างเหมาะควร เพราะ ควบคุมด้วยปัญญา ที่ทำงานอย่างวิเศษ คือ อัญญา อย่างเช่น คุณสิริอัญญา ก็หมายถึงปัญญาที่ลึกซึ้ง เราพาดพิงปัญญาก็อยากจะขยายความ คำว่า ปัญญา กับ สัญญา ถ้าอยู่ภายนอก ในขณะที่คุณใช้พลังงานความรู้ ระดับสัญญา สัญญา จะทำงานภายใน แต่ปัญญานั้น เป็นพลังงานที่ รวบรวมความรู้ทั้งหมดมาเป็น ปัญญา มาเป็นความรู้มันเป็นความรู้ ทั้งภายนอกและภายใน ทั้ง สมมุติ และปรมัตถ์ เป็นตัวที่ รู้ความจริงตามความเป็นจริงครบครัน แล้วก็เอามาใช้ภายนอกได้อย่างเต็มที่ ก็เลยเรียกข้างนอกว่าเป็นปัญญา แต่แท้จริงในปัญญานั้น จะต้องมีสัญญากำหนดรู้ แต่กำหนดรู้อย่างครบเครื่องเลยเรียกว่าปัญญา แต่ถ้ากำหนดรู้แต่ภายใน เรียกว่าสัญญา จริงๆก็แถมออกมาข้างนอกบ้าง แต่ก็เน้นภายใน สัญญาที่คนเรายากจะรู้มากที่สุดก็คือ การ นั่งหลับตาสะกดจิต เขาก็สะกดจิตลงไปแล้ว ก็ดับจิต เรียกว่านิโรธ เขาดับให้ไม่รู้ ทั้งเวทนา สัญญา สังขาร สัญญาของเขาก็ถูกสะกดจิตไว้ คนที่ฝึกอย่างนี้ได้เก่ง จิตใจก็เลยติดยึดอย่างนี้ เป็นความสามารถ เขาก็สะกดจิตให้นิ่งได้เลยนะ แล้วแต่ความสามารถของใคร ก็ทำได้ แต่ในเวลาลืมตา เขามีสติออกมาทำงาน มีสติสัมปชัญญะ แต่ถ้าเป็นสติของคนที่ ทำงานอย่างสะกดจิต ไว้ ตัวรู้ตัวนั้น มัน ไม่ใช่ปัญญา เป็นเฉกา เป็นความฉลาดนะ แต่ไม่ใช่ สติ สัมปชัญญะ ปัญญา แต่เป็น สติ สัมปชัญญะ เฉกา โดยตรงเขาก็ไม่มีปัญญา แต่ใช้ความฉลาด ที่ อวิชชาทำงานเก่ง ขึ้น อวิชชาเก่งขึ้น ฉลาดขึ้น เหมือนยังกะธัมมชโยหรือทักษิณ คนเก่งขึ้นแล้วก็ออกมาทำงานมีสติ เราเรียก สติว่ารู้ตัวทั่วพร้อม ทั้งภายนอกและภายใน มี พลังงานที่เป็นไฟฌาน สัมปชลิตะ พลังงานพวกนี้สร้างได้อย่างสำคัญ คนที่เรียนไม่รู้เรื่อง ไม่จริง มันสร้างไม่ได้ สร้างไม่เป็น แล้วหลงใหล หลงผิด ไปใช้พลังงานที่ตนเองเข้าใจว่า เป็นของดี แต่กลับไปทุ่มโถม สร้างให้มันมีมาก ก็เลยยิ่งวิเศษ ทั้งที่ไม่วิเศษเลย แต่คือ วิบัติ วินาศ ก็ได้ มีพลังงานอำนาจมาก เก่ง คนอวิชชา จึงทำงานฉลาด เหมือนคนมีปัญญา แต่ตัว ฉลาด นั้น เป็นตัว เฉกา สรุปตรงนี้ว่า ผู้นั่งหลับตาสะกดจิต จนเก่งมาก ใช้ สติ สัมปชัญญะ เฉกา ออกมาข้างนอกได้ ไม่ใช่สติ สัมปชัญญะ ปัญญา จึงทำงานได้ โดยที่คนเขาจะไม่เข้าใจได้ง่ายๆเลย เมื่อไม่เข้าใจธรรมะสอง ที่เป็นรูปเป็นนาม แนวปฏิบัติผิด ก็ไม่รู้ข้อปฏิบัติ เฉกาไม่มีปัญญา ก็เกิดจากธรรมะ 2 คือกาย เมื่อแยกไม่ออก ก็เลยเดี่ยวโด่ ไปหาตัวชั่ว ความชั่ว จึงทำชั่วได้เก่งกว่าความดี จึงเป็นเรื่องน่ากลัวที่สุด ที่เป็นจริง เพราะความชั่วนั้นทำเดี่ยวๆ จึงเป็นพลังงานรวมได้ แต่ความดีนั้น จะมีสองเสมอ ความชั่วทำเดี่ยวๆไปเลย ซึ่งมีพลังแรงพลังจัดจ้าน ทำความชั่วได้มาก ความดีจึงต้องรวมกันให้มาก มันซ้อนที่ว่าคนชั่วร่วมกันอย่างไร ก็เห็นแก่ตัว แต่คนดีมันไม่มีความเห็นแก่ตัว ยิ่งรวมตัวกันยิ่งจะเป็นหนึ่งเดียว แต่ก็เป็นพลังงานรวม แต่ชั่วเป็นพลังงานเดี่ยวนะ พลังดี หรือ พลังสัจธรรม จึง ต้องรวมกันเสมอ อย่าแตกกันทีเดียว พระพุทธเจ้าจึงเห็นว่าการแตกกลุ่มสงฆ์ออกไป เป็น สังฆเภท จึงเลวร้ายมากนะ มันเสียหายมากนัก รวมกันก็ไม่ง่ายแล้ว ก็สู้เดี่ยวๆไม่ได้ด้วย การ สร้างนิกายจึงเลวร้ายที่สุด อาตมารู้ อนันตริยกรรม พระเทวทัตจึงไม่สามารถเป็นสัมมาสัมพุทธะได้ เป็นได้แค่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ นอกจากนั้น ยังบังอาจประกาศเป็นศัตรูกับพระพุทธเจ้าอีก จึงได้เป็นแค่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่คือเรื่องนิกาย ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เป็นเรื่องสำคัญมาก
นานาสังวาส (สังวาส-ร่วม) (นานา-แตกต่าง) คนไม่ค่อยเข้าใจ อย่างพวกเรานี้ พระข้างนอกมาร่วมกับเรา เราจะต้องซักไซ้ไล่เรียงก่อน เมื่อจะทำสังฆกรรม ง่ายๆ เช่น ร่วมฟังปาติโมกข์ พระเมืองไทยนี้ปาติโมกข์อันเดียวกัน ท่องทุก 15 วัน เป็นกฏหมายที่ต้องมีนะ ส่วนศีลนั้นเป็นหลักเกณฑ์ของผู้ดี แต่วินัยนั้นทำผิดก็ถูกลงโทษ หนักถึงปาราชิกก็ได้ พระข้างนอกมาถ้าจะมาร่วมสังฆกรรมกับเรา เราต้องซักถามว่า มีนิสสัคคิยปาจิตตีย์หรือไม่ มีเงินมีทองพกมาหรือไม่ เราก็ไม่เอาเข้มงวดถึงกับว่า ยินดีในเงินทองฝากไว้ที่ไหนหรือไม่ จะมาร่วมกับพวกเรานี่ เราอนุโลมเข้าฟังปาติโมกข์ร่วมกันได้ ถ้าคุณมาแล้วสะอาด ไม่มีนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ไม่มีเงินทองสะสมในตู้ ถ้าถึงขนาดพกเมียมาด้วย เราจะไปสังสรรค์ร่วมได้อย่างไร แต่ถ้าศาสนาพุทธเปิดกว้าง รับหมดเลย แม้แต่ในสังคมสงฆ์ของเมืองไทยกันเอง บอกตรงๆเลย บางคณะบางคนปาราชิกแล้ว เราก็ไม่ร่วมด้วย นอกจากว่างานที่ไม่เกี่ยวกับงานศาสนา เป็นงานสังสรรค์บางทีก็อนุโลมได้ แต่ก็ยาก เพราะว่าเราเองจะต้องระมัดระวังมาก คนปาราชิก เราไม่ให้โอกาสเขาได้ธรรมะ มันไม่ง่ายนะ เพราะถ้าเราไปร่วมแล้ว เกิดมีสมีร่วมในวงด้วย แล้วเขานิมนต์เทศนาธรรมะ เราจะทำอย่างไร ให้สมีฟังไม่ได้ ได้ยินไม่ได้ต้องตัดขาดลงโทษหนักตลอดชาติเลย แต่ในเมืองไทยสมี มาเจ้ากี้เจ้าการเรื่องธรรมะด้วย เขาจะไปเห็นโทษนักหนาได้อย่างไร ในเรื่องของปาราชิก ปาราชิกหนักกว่าพรหมทัณฑ์ ที่ไม่สอนแค่นั้น ไม่บอกไม่สอน แต่ปาราชิกนั้นโทษสูงกว่าพรหมทัณฑ์ ที่ไม่ให้โอกาสรับธรรมะ ตลอดชาตินี้เลย เราอยู่กับสังคม ก็ต้องใช้อนุโลมปฏิโลมไป เรานานาสังวาส ก็ นานาสังวาสทั้งธรรมยุต และมหานิกาย ร่วมกันในส่วนที่ร่วมได้ และบางทีมารวมกันแล้ว ก็รวมตัวกันได้ดี เราก็ทำพิธีรับเข้าหมู่ได้ ข้างนอกเขาบวชกัน ก็ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องศีลนัก แต่ของเราบวชทุกรูป ต้องรับจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แล้วจะไปประกาศชื่อนิกายได้อย่างไร เราเป็นแค่ นานาสังวาส ที่จริงสันติอโศกคือ พุทธสถาน เราเรียกพวกเราว่า ชาวอโศก อย่างเช่น ศาสนาอิสลาม เขาเรียกตนเองว่าชาวมุสลิม แต่สันติอโศกคือ ชื่อพุทธสถาน ที่อยู่ในกรุงเทพ เราไม่ได้เรียกตัวเองว่านิกาย อย่ามาเรียกว่า นิกายอโศกนะ ไม่ยอม คุณคนนี้บอกว่า ถ้ามองในมุมสังฆเภท การแตกนิกายใหม่ ไม่น่าเรียกสังฆเภทนั้น คุณจะไปตีกลับ วนไปวนมาไม่ได้ การทำสังฆเภท ทำให้เป็นนิกาย แต่ทำนานาสังวาส ไม่ได้ทำให้แตก นิกายนั้นต้องสึกนะ ถ้าจะข้ามนิกาย แต่นานาสังวาสนั้นไม่ต้องสึกนะ ถ้าจะมาเปลี่ยนแปลงความนับถือ เช่น มาปฏิบัติร่วมกัน จนแน่ใจว่าจะเข้าหมู่ใหม่ ก็ให้หมู่ยอมรับกัน แต่ถ้ามีพระอันดับในพิธี รูปใดรูปหนึ่งไม่ยอมรับ ก็เข้าหมู่ไม่ได้ ต้องเป็นเอกฉันท์ในการรับเข้าหมู่ เราซักจริงๆ ไม่ใช่แค่บอก นัตถิ 5 อามะ 8 มันเป็นวิบัติแล้ว ผู้ถามกับผู้ตอบ ก็ไม่รู้เรื่อง ดีไม่ดีก็โกหก ถามว่าเป็นข้าราชการหรือเปล่า ก็บอกว่า นัตถิภันเต ทั้งที่ยังเป็นข้าราชการอยู่ บางทีให้ทางบ้านรับเงินเดือนก็มี คนที่ถามมานี้เข้าใจไขว้ๆ เข้าใจคำว่านิกายไม่ถูกต้อง
_คุณ Teera….ขอโอกาสครับ เคยได้ยินพ่อครูพูดเปรียบเทียบ บุญนิยม (ประโยชน์สูง ประหยัดสุด) กับ ทุนนิยม (กำไรสูงสุด ต้นทุนต่ำสุด) ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ทั่วไป กับเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ… โปรดเมตตาขอทราบอีกครั้งครับ พ่อครูว่า... อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องของชีวิตเลย กิน อยู่ หลับ นอน ใช้ชีวิตจนถึงตาย อาตมาก็ค่อยๆอธิบาย อาตมาเคยเป็นนักศึกษา เศรษฐศาสตร์ ไปต่อทะเบียน แต่ไม่ได้เรียน เป็นไปตามวิบาก
Sms 30 August 2016 _0844497xxx… เจ้าสำนักและเจ้าลัทธิต่างพากันโหมกระพือแสดงอวดตนว่าเป็นผู้รู้ ใช้ปากพูดถึง "ความว่าง" โดยที่ "สภาวะแห่งจิต" ไม่เคยพบความว่างเลย ประกาศความเป็นใหญ่ด้วยปากแต่แท้จริงแล้วเขาเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดาเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีโอกาศเป็นผู้ใช้"ปัญญา" _0844497xxx… กตัญญุตา จงตั้งใจจริงมุ่งมั่นบำเพ็ญ ประคองรักษาจิตธรรมให้บริสุทธิ์หมดจด หลุดพ้นจากทะเลทุกข์ หยุดการเวียนว่าย ยิ่งต้องสงบ สว่าง ชีวิตจิตญาณ ระมัดระวังวินาทีของลมหายใจฉุดช่วยตน ฉุดช่วยเวไนย ต้องลงแส้ม้าตีฝ่าอุปสรรคของตน เพื่อก้าวเดินบนหนทางธรรม _0844497xxx …การบำเพ็ญ ต้องรู้ย้อนมองส่องตนแก้ไขตน มิใช่ไปแก้ไขผู้อื่นหนา ทุกสิ่งนั้นล้วนเกิดดับจากใจดวงนี้ บำเพ็ญธรรมจริงจัง ขัดเกลาจิตใจ รู้เท่าทันกิเลสในใจตนและหยุดลงได้ มิให้ก่อเกิด _0844497xxx… ใจคนดุจดั่งลิง มิหยุดนิ่งแม้เสี้ยวนาที บางคราวดั่งเทพเทวา บางคราดั่งผีนรก จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง "บำเพ็ญแท้ แต่สุดท้ายพ่ายอารมณ์" สูญเสียเปล่า น่าเสียดายเป็นยิ่งนัก พ่อครูว่า... สำหรับ ปุถุชน ใจคนดุจดั่งลิง ก็ใช่แล้ว แต่สำหรับ อาริยชน นั้น จิตใจมีความเร็วของสติ สัมปชัญญะ ปัญญา เร็วทันใจ คุณสามารถที่จะจับใจของตนเองได้ แล้วหยุด ส่วนที่จะให้หยุดได้ ส่วนที่จะให้ทำงาน ก็ให้ทำงานได้ จึงเร็วกว่าลิง เร็วกว่าจิตลิง ส่วนจิตของปุถุชน ไม่ได้ศึกษานั้น ควบคุมไม่ได้ ส่วนผู้ศึกษาแล้ว ควบคุมจิตตัวเองได้ ส่วนจะเร็วไวเท่าไหร่ ขึ้นกับบารมี จิตใจไม่หยุดนิ่ง ยิ่งกว่าเสี้ยววินาที สำหรับปุถุชน ถ้าเข้าใจ จิตเทวดา สมมุติเทพ อุบัติเทพ ผีนรก คืออะไร ผีนรก หยาบที่สุด ไม่เข้าข่ายอาริยะ คือนรก อปายะ คือ อบายมุข คือ หัวหน้านรก เลย ผู้ที่เป็น โสดาบัน คือ ผู้พ้นอบายภูมิ ความหยาบระดับอบายภูมิที่โสดาบันทำได้ คือในกามภูมิ หรือกามาวจรนั้น ไม่มีความผิดตามสังคมสมมุติสัจจะแล้ว จะมีหลักเกณฑ์ วัฒนธรรม กฏหมาย ไม่ผิดข้างนอก แต่ข้างในยังดื้อดึงอยู่บ้าง สำหรับ สกิทาคามี ก็ แรงแต่ระงับได้ อนาคามี จะ ไม่แรง มีแต่ภายใน ไม่ออกมาข้างนอก แน่นอน จะรู้ถึงอาการ รู้น้ำหนักของจิตเรา ที่แรงหรือเบา ทำได้ หรือไม่ได้ จึง ไม่เชื่อ เรื่อง งมงาย หรือความ ลึกลับ จัดเป็นเรื่อง ลึกซึ้ง ลึกล้ำ เป็นเรื่องชัดเจน เป็นเรื่องแท้ และเป็นเรื่องเป็นจริง บอกว่าใจคนดังลิงนั้นถูกต้อง สำหรับผู้ที่เป็นปุถุชน ยังไม่บรรลุ แต่ผู้ที่บรรลุแล้ว ใจของท่านนั้นท่านควบคุมได้ ก็ทำได้ตามบารมี ผู้ที่เข้าใจว่า จะต้องดูลมหายใจตนเอง คนนั้นจะใช้ลมหายใจ เมื่อถึงคราวว่าจะต้องใช้ ความแคบ ความเล็ก ความละเอียด สำหรับตน แต่ถ้าปกติแล้ว ไม่ต้องไปกังวลถึงลมหายใจ แต่จะ รู้ถึงดิน น้ำไฟ ลม ทั้งหมด ลมหายใจ ก็คือส่วนหนึ่งของมหาภูตรูป พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าจะขาดรูปทั้ง 4 นี้ไม่ได้ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม มหาภูตรูป 4 ส่วน อุปาทายรูป มี 24 เริ่มตั้งแต่ ปสาทรูป 5 แล้วทำงานเป็น โคจรรูป อีก 5 จะเกิดภาวะที่ 6 ปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 ก็ไม่เต็มเต็ง จึงเรียกว่า 9 (5+5=9) ไม่อธิบายต่อก็รู้นะ เพราะทำงานร่วมกัน จึงไม่นับเป็น 10 คนไม่มีสภาวะจะงงว่าทำไม 9 เพราะว่าครึ่งหนึ่งนอก ครึ่งหนึ่งใน ถ้ามีแต่จิต ไม่มีนอก ก็ไม่ใช่กาย เพราะฉะนั้นตา หู จมูก ลิ้น กาย จะใช้ตาก็ใช้นอกและใน อย่างละครึ่ง หู จมูก ลิ้น กาย ก็เช่นกัน ต้องเรียนรู้รูป 24 นี้ จิตจะละเอียดรู้ เจตสิก 52 จิต 89 หรือก็เป็นจำนวนหนึ่ง ที่ต้องเรียนรู้ ร่วมกับรูปทั้งนั้น แต่ อภิธรรมที่เรียนกันไป สำคัญที่จิตหมด แต่ไม่รู้รูป ทำงานร่วมกันอย่างไร ไม่รู้เรื่อง สำนักอภิธรรมที่พูดกัน แม้แต่ อ.สุจินต์ บริหารวนเขต ก็เก่งขยายความด้วยเหตุผล แต่ไม่ได้ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ ที่รู้รูปนาม ต้องเข้าใจภาวรูปเป็นอย่างไร เริ่มต้นที่มีปสาทรูป ทำงานกับโคจรรูป แล้วเกิดภาวรูป 2 ก็เป็นภาวะที่ 10 ในภาวรูปก็ แยกเป็นสอง เป็น อิตถีภาวะ เป็นปกติของปุถุชน ต้อง ทำให้เป็นหนึ่ง จึงเป็น ปุริสภาวะ เป็น อรหันต์ คือ หนึ่ง เป็น เอกัคคตา ต้องรู้จับมั่นว่า จิตเราอยู่ตรงไหน คือ หทยรูป เมื่อจับได้ ก็แยกแยะว่า มันมีชีวะหรือไม่ มี พลังงานของชีวะ เรียกว่า ชีวิตินทรีย์ ต้องอ่านชีวะอย่าง หยาบ กลาง ละเอียด ชีวิตของผีร้าย ทำให้ชีวิตของผีนรกร้ายนี้ ลดลง จนเป็นพระพรหม ทำได้ แข็งแรง ตั้งมั่น หรือไม่ จน นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) บางคนท่องจำพยัญชนะอย่างนี้ไม่ได้ แต่ก็มีสภาวะ ต้องรู้อาหารรูป ตั้งแต่ อาหาร 4 คือ กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ว่าผัสสะแล้ว มีเวทนาอย่างไร ใน นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ผัสสะ คือ นาม ต้องมีการสัมผัสนอกและใน ต้องมีประสาท แล้วมีจิต มีเวทนา ในปฏิจจสมุปบาท ถ้า ไม่มีผัสสะ ก็ไม่เกิดเวทนา ไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติ ก็ต้องมาเพ่งที่เวทนา ทำเวทนาในเวทนา จิตในจิต ก็ทำ มนสิการเป็น คนที่ปฏิบัติถูก จะทำ มนสิกโรติ ตลอดเวลา แยกแยะ เวทนากับจิตมันสังขารกัน ใน นามธรรม 5 จึง ไม่มีคำว่า สังขาร มีแต่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ไม่มีคำว่าสังขาร เพราะว่า สังขาร คือ มนสิการ คือ ตัวถูกเรากระทำอยู่ ต้องอ่านเจตนา แยกเวทนา จับเหตุในจิต ให้ได้ คือ อกุศลเจตสิก เหมือนอย่างใน เจโตปริยญาณ 16 ก็เรียกเจตสิก
กลับเข้าไปสู่ของคุณ 4497 คือคำว่า “ว่าง” คำว่า ว่างนี้ พูดกันมาก ในสายมหายาน ว่า จิตว่าง อาตมาเคยแบ่ง ว่าง 5 อย่าง สมาธิอีก 4 ว่างตามธรรมชาติ ธรรมชาติธรรมดาก็ต้องมีจิตว่าง อย่างท่านพุทธทาสก็มักพูดเสมอ แต่ ไม่ใช่โลกุตรธรรม เป็นโลกียธรรม เป็นธรรมชาติ แต่ จิตคน ไม่ค่อยว่าง ได้ง่ายๆ หรอก ปุถุชน แต่ มันมีบางเวลาว่าง แต่คุณจะไม่ค่อยทันมัน เพราะจิตเร็วกว่าลิงอีก แต่ถ้าไม่ว่างเสียเลย ก็ตายเลย เครื่องร้อนจี๋ระเบิดแน่ ว่างมืด ว่างดำ อันนี้พวก หลับตานั่งเข้าไปในภพ ก็ดำ สายอาจารย์มั่น สายนิโรธดับ สุภกิณหา ดับดำ ส่วนผู้นั่งสมาธิก็ว่าง อีกว่างหนึ่ง ว่างสว่าง สายธรรมกาย สายท่านพุทธทาส สายติชนัทฮันห์ หรืออาจารย์เทียน สะอาดสว่างสงบอย่างนี้ ว่างแบบลืมตา สะกดลืมตาได้ อะไรก็ใสว่าง นี่ก็ว่างสว่าง ว่างของโลกุตระ คือ เสขบุคคล คือกำจัดกิเลสออกจากจิตได้ ว่างโดยความจริง “ ตถตา ” ว่างไปตามลำดับ เริ่มว่างเป็นคราวๆ ก็ เป็นมรรค พอว่างได้บริบูรณ์ ก็เป็นผลไปตามลำดับ ว่างของอเสขบุคคล เป็นผลสมบูรณ์ คือ ว่างอย่างอรหันต์ ถ้าจะแยกเป็น ก็คือเป็น ผลสูงสุด แต่จะยากไป อย่าไปแยกเลย เอาแค่ว่าง 5 อย่าง เราก็อ่านตัวเองว่า เราทำว่างแบบไหนกันทั้ง 6 อย่างนี้ สายดับนั้น หรือเรียกว่า อสัญญี แต่อสัญญีเป็นคำกลาง แม้แต่ดับสว่างก็อสัญญี ดับสัญญา แต่ส่วนที่ไม่ดับก็คือ ทำงานอย่างเฉกา ส่วนทีดับก็ สะกดไว้ เป็นส่วนที่เขาดับ อย่างลืมตาก็มี เมื่อไม่เข้าใจจิตว่าง แต่อธิบายกันไป พระพุทธเจ้าตรัสว่า ศาลานี้ว่างจากช้าง ศาลานี้ว่างจากคน ศาลานี้ว่างจากเสา คือเอาสิ่งที่จะเอาออกได้เป็นลำดับ ในจุฬสุญตสูตร เล่ม 14 [334] พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรอานนท์ แน่นอน นั่นเธอสดับดีแล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว ดูกรอานนท์ ทั้งเมื่อก่อนและบัดนี้ เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม เปรียบเหมือนปราสาทของมิคารมารดาหลังนี้ ว่างเปล่าจากช้าง โค ม้า และลาว่างเปล่าจากทองและเงิน ว่างจากการชุมนุมของสตรีและบุรุษ มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะภิกษุสงฆ์เ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive