570715_สรรค่าสร้างคน(๒)วนบ. ทฤษฎีงาน ๑๙ ข้อ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570715_สรรค่าสร้างคน( 2 )วนบ. ทฤษฎีงาน 19 ข้อ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 15 กรกฎาคม 2557
พ่อครูว่า...วันนี้เป็นครั้งที่ 2 ของสรรค่าสร้างคน มันต้องสรรจริงๆ เพราะการสร้างคนของโลกทั้งโลก เขาก็พยายามให้การศึกษาแก่คน สร้างคน สรรหาวิธีสร้างคน พระพุทธเจ้านี่แหละผู้สร้างคน ท่านก็ได้หาวิธีการสร้างคนอย่างสมบูรณ์แบบไว้แล้ว กว่าจะได้สูตร หลักการ ทฤษฎีมาก็ใช้เวลาหลายล้านๆปี ที่พูดนี้ไม่ได้เดา ใครไม่เห็นพระทัยพระองค์ก็แล้วไป ทำอะไรไม่ได้หรอก ที่พูดนี้ไม่ได้เดา เพราะอาตมาก็คือผู้ที่เรียนรู้เพื่อให้รู้ทฤษฎีศาสนาพุทธ ซึ่งเรียนพุทธนี้จะรู้อย่างอื่นหมด ไม่ว่ารัฐกิจ หรืออย่างอื่นก็รู้ ศาสนาพุทธ มีโลกวิทู รู้จักโลก ไม่ใช่รู้โลกกลมๆ แต่รู้พฤติกรรมของคนในโลก รู้ชัด ว่ามันทำให้มีพฤติกรรมอย่างไร มีการรวมหัวอย่างไร จนมีอำนาจเป็นกลุ่ม อย่างอเมริกาใช้วิธีนี้ก็เป็นเช่นนี้ กลุ่มอินเดียหรือกลุ่มไหนๆก็มีวิธีการของเขา อาตมาไม่ได้เรียนมาเลย แต่อาตมาก็รู้ตามข้อมูลที่อาตมาได้ อาตมาใช้ความรู้พวกนี้เข้าใจ อย่างเศรษฐกิจ รัฐกิจก็ตาม สังคมศาสตร์ก็ตาม โดยค่ารวมเราก็พอประมาณได้ ว่าต่างกันเชิงไหนก็พอรู้เข้าใจได้ แค่เข้าใจศาสนาพุทธได้ อย่างเรามาทำกับสังคมอโศก ที่มีเศรษฐกิจ รัฐกิจ เรื่องการเมืองการบริหารปกครอง อย่างไรก็มาจากทฤษฎีพระพุทธเจ้าเอามาทำจริงใช้จริง อาตมาก็หาวิธีให้มันเกิดความรู้ การศึกษา จนกระทั่งได้รับผลของการศึกษา แล้วก็เอาชีวิตมาพิสูจน์ ได้แค่นี้แต่ก็ไม่ได้ล่อหลอก ด้วยอามิส ลาภ ยศ สรรเสริญ แต่คุณมานี่ไม่ได้ปิดบังด้วยว่ามาหมดเนื้อหมดตัว ไม่เหลือ แล้วที่ไม่เหลือนี้เป็นอย่างไร ดีอย่างไรก็ใช้ปัญญาของแต่ละคนเอง อาตมามีความรู้ที่จะรู้ว่า คุณธรรม คุณภาพ คุณลักษณะ ที่เป็นคุณวิเศษที่รวมทุก "คุณ" นี้เป็นอย่
อ่านต่อ
างไรที่จะเป็นอุตริมนุสธรรมอาตมาก็สรรค่ามา เอามา สร้างคน ตั้งแต่ตนเองตัดสินใจเองมาร่วมกันเองไม่มีอะไรผูกมัน จะไปจะมาก็สมัครใจ อิสรเสรีภาพ เป็นเรื่องสูงส่ง อาตมาภูมิใจ แม้กิเลสมันมีมันจะเห็นแก่กาม โลกธรรม อัตตาจัด แต่ก็เป็นไปได้ วันนี้อาตมาจะเอาทฤษฎีงาน 19 ข้อมาสาธยาย อาตมาร่างอันนี้ไว้นานแล้ว 20-30 ปีแล้วกระมัง 1 . มีคนที่ดี 2 . มีงานที่ดี พระพุทธเจ้าว่า พลังมี 4 คือพลังปัญญาที่เป็น โลกุตรปัญญา ตัวนี้เป็นมโน ปุ พพัง คมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา เป็นตัวขับเคลื่อนทุกอย่าง แล้วก็จะรู้ว่างานอะไรดี เป็นพลังวิริยะเป็นเครื่องประกอบ พุทธสอนให้คนไม่ขี้เกียจ ถ้าเรียนถูกสัมมาทิฏฐิจะไม่มีความขี้เกียจ เป็นความขยัน พลังงานปัญญา กับวิริยะเป็นพลังงานทั้งหมดในโลก เป็นพลังงานต้นหน กับต้นกล ต้นหนคือพลัง ส่วนต้นกล คือเป็นตา เป็นคนคุมทิศทาง อยู่ใต้ท้องเรือ ช่วยกันแล้วทำงาน มีงานที่ดี 3 . ความรู้ความสามารถที่ดี นี่คือทุนแท้ 4 . เวลา โอกาส เราต้องดู กาลัญญุตา อันควร ถ้าทำผิดกาละก็พังได้ง่ายๆ 5 . ทุนที่เหมาะควร เป็นวัตถุ เป็นทุนแถม 6 . สุขภาพร่างกายดี 7 . มีอุตสาหบากบั่นเป็นทุนเสริม 8 . มีหลักเกณฑ์มีระเบียบมีเป้าหมาย 9 . มีการจัดสรรและจัดโครงการ ถ้าใครพิจารณาดีๆ หลัก 19 ข้อนี้รับรองทำงานเจริญไม่มีเสีย มีแต่ได้ 10 . มีการแบ่งงานและประสานเนื่องหนุน เป็นเรื่องความรู้ 11 . เป็นบทบาทที่ดีในสังคม มีกระจิตกระใจใส่ใจขวนขวายไม่ดูดาย ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่มันสำคัญมาก ถ้ามีอันนี้เท่านั้น สังคมกลุ่มไหนก็เก็บความตกหล่นมาเป็นพฤติกรรมสร้างสรรได้เยอะ 12 . มีการปรับใจกันให้เกิดความเข้าใจกันเสมอ คนอยู่กันตังแต่ 2 คนต้องมีการปรับใจกันเสมอ 13 . มีการปฏิบัติขัดเกลากิเลสเสมอ ขัดอันนี้ไม่ขัดแย้งขัดแตก เป็นสัลเลข ไม่ใช้เภท ขัดเกลาลดละกิเลสมานะอัตตาตัวตนเสมอๆ 14 . มีความเห็นดี ยินดี จะมีความเข้าใจว่าดีอย่างไร อย่างพวกเราตั้งใจมาเรียนมันเห็นตัวยินดี คนสัมผัสก็รู้ ทำไมยินดีเพราะอะไรก็จะเข้าใจ วิจัย อธิบายได้ 15 . มีความเห็นจริง ซาบซึ้งเชื่อมั่น จะเรียกว่ายึดถือก็ได้ แต่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น มีความซาบซึ้งเชื่อมั่น 16 . มีสติ ปฏิภาณ ปัญญา นี่คือคุณวิเศษของคน ลึกซึ้ง 17 . มีฌาน สมาธิ อุเบกขา ฌานเป็นฐานของสมาธิ ผลของฌานจะเกิดสมาธิ คือจิตตกผลึกตั้งมั่น เขาก็แปลกันว่าสมาธิคือจิตตั้งมั่น แต่ไม่รู้นัยละเอียด เขาไปนั่งสมาธิให้จิตสงบ แต่ของพุทธทำฌานคือเผาเพ่งทำลายกิเลส จิตก็จะสงบจากกิเลส ยอดของฌานก็คืออุเบกขา หรือสมาธิ เป็นเอกัคคตา ที่เป็นองค์คุณอุเบกขา เป็นปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสรา เป็นความพิเศษบริสุทธิ์ได้อย่างแข็งแรงมั่นคง โดยมีปริโยทาตา เกิดจากผัสสะ จิตก็ยิ่งเพิ่ม อเนญชาภิสังขาร เกิดคุณสมบัติเพ ิ่ มขึ้นๆ ปริโยทาตา คือบริสุทธิ์ เรียนรู้ให้มันสะอาด ไม่ใช่ว่าได้แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก แต่มันมีลีลาหลากหลายมากระทบเราก็ไม่หวั่นไหว ถ้าหวั่นไหวก็เรียนรู้พิจารณาต่อ จึงเกิดความรู้แข็งแรงทั้งเจโตและปัญญา มีบทบาทการกระทำ กรรมการงานที่ดีขึ้นเป็นมุทุกัมมัญญา จะมีการงานอันประเสริฐขึ้น ตบท้ายด้วยประภัสรา จะมีเหตุปัจจัยอย่างไร มีข้าศึกสงครามอย่างไร จิตก็ประภัสสรตลอดเวลา อันเดียวกับปริสุทธา ปริโยทาตา ท่านแปลว่า ผ่องแผ้วกับผุดผ่อง หรือขาวรอบ คือสำนวนไทยๆ ก็เข้าใจ 18 . มีความเสียสละแท้ ไม่มีอะไรซ่อนแฝง 19 . มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเป็นเอกีภาวะที่มีวิมุติเป็นพลัง โลกไหนทำได้จะแข็งแรงไม่มีอะไรตีแตก อสังหิรังไม่มีอะไรหักล้างได้ มาสาธยายโดยละเอียดอีกที คน .... อาตมาขึ้นต้นว่า “คน” มีนามธรรมเป็นองค์ประกอบหลัก พระพุทธเจ้าก็ตรัสชัดว่า มโน ปุ พพังคมาธัมมา จิตวิญญาณหรือมโน ...ขยายความจิต _วิญญาณ_มโน ว่าต่างกันอย่างไร?....ในนามธรรมขันธ์ 5 มีคำว่าวิญญาณไม่มีคำว่าจิตหรือมโน วิญญาณเป็นตัวที่เป็นธาตุรู้องค์รวมในปัจจุบัน ไม่ใช่ตายไปแล้วจึงศึกษาวิญญาณ ซึ่งพระพุทธเจ้าบอกแล้วว่าจะศึกษาวิญญาณต้องมีผัสสะ ตั้งแต่ กายกระทบรูป หูกระทบเสียง ...จนกระทั่งในใจเอง มันก็ปรุงแต่ง แต่ท่านไม่เรียกกระทบเพราะมันอยู่ด้วยกันภายในมีมนายตนะกับธรรมายตนะ อยู่ภายใน จิตเป็นพฤติกรรม เป็นเจตสิก อย่างอภิธรรมไปเรียนก็เรียกว่าจิตดวงนั้นดวงนี้ เขาไม่เรียกวิญญาณหรือมโน แล้วลูกหลานของจิตก็คือเจตสิก มีอาการอย่างนั้นอย่างนี้ การเรียนรู้วิญญาณต้องมีการกระทบสัมผัส แล้วเกิดวิญญาณธาตุ มีศัพท์สองตัว คือกายวิญญาณและมโนวิญญาณ กายหมายถึงว่าต้องเกี่ยวข้องกับข้างนอกไม่ทิ้งข้างนอก แต่ทิ้งก็ได้ แต่จริงๆแล้วเวลาปฏิบัติจะไม่ทิ้งข้างนอก แม้อนาคามีเหลือแต่กิเลสภายในเป็นนามกาย แต่ข้างนอกท่านก็เปิดรับสัมผัส เหมือนกับไม่มีข้างนอก แต่ท่านผ่านไปแล้วสำเร็จไปแล้วกับข้างนอก ละเอาไว้เลยจะมีหรือไม่มีสัมผัสนอกก็มีวิโมกข์ 8 ด้วยกายแล้ว ท่านเรียนรู้กำจัดกิเลสตายหมดแล้วในกิเลสภายนอก จะสัมผัสหรือไม่ก็เหมือนกัน ส่วนคนที่ยังทำไม่ได้ต้องมีสัมผัส ถ้าคนยังไม่บรรลุอนาคามี กายวิญญาณต้องสัมผัสกับข้างนอก เมื่อมีกายวิญญาณข้างนอก พอไปถึง มโน ก็เป็นตัวใน ยิ่งมนายตนะหรือธรรมายตนะ ก็เป็นอายตนะปลาย ตั้งแต่ รูปายตนะ ตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัส จนกระทั่งถึง อรูปายตนะ คือรูปข้างใน อายตนะก็ดี ผัสสะก็ดี กายก็ดี ต้องมีการกระทบสัมผัสจึงจะเกิด สามอย่างนี้ ไม่มีสองอย่างมาแตะกัน อายตนะก็ไม่เกิด ในคนถ้าไม่เรียนรู้สิ่งประชุมกัน แล้วเรียนให้ถึงจิตวิญญาณ ถ้าไม่มาจับให้มั่นคั้นให้ตายก็ไม่ได้หรอก สรุปตรงนี้ก็คือ วิญญาณนี้เป็นตัวจะต้องเรียน ธาตุวิญญาณ หรือจะเรียกว่าจิต นี่จะต้องเรียนรู้พลังงานจิตนิยาม เหมือนคำว่าอัตตาแปลว่าองค์ประชุมที่เป็นตัวตนก็คือคำกลาง ส่วนคำว่า กาย ก็ต้องมีสองสิ่งมากระทบสัมผัส มีนามธรรมมารับรู้ จึงจะเกิด กาย ดังนั้น ผัสสะ อายตนะ กาย สามคำนี้ไม่เกิดโดยเดี่ยวๆ แม้ที่สุดเหลือแต่จิตก็มีสิ่งที่ทรงไว้ในจิตคือธรรมะ แล้วก็มีอีกอันหนึ่งมาเกี่ยวข้องเป็นมโน เหมือนพลังงานมีแกนบวก แล้วก็มีแกนลบมาเกี่ยวข้อง ธรรมะคือแกนบวก (Potential energy) ส่วนมโนคือแกนลบ (Kinetic energy) ถ้าเรารู้จักสรรค่า เพื่อสร้างตัวมโน ต้องมีโจทย์ให้ทำ ไม่เกิดผลที่ถึงมโน ไม่อย่างนั้นไม่เกิดผลถึงจิต แม้วิญญาณ จิต มโน หากไม่มีญาณอ่านรู้สัมผัสของจริงว่ามันมีอาการอย่างไร? ต้องสัมผัสแล้วรู้อันนี้ คือทำมนสิการ เป็นการกระทำ ทำอะไร? ทำใจ จัดการกับใจ มนสิที่ใจ คนจะมีค่าก็ต้องจัดการให้เกิดตรงนี้จึงเป็นความถาวร ถ้าคนดีแล้วก็จะเป็นตามข้อที่ 1 ของทฤษฎีงานก็จะพาเจริญ พระพุทธเจ้าว่าคนจะต้องเข้าเขตอาริยะ เริ่มต้นต้องรู้ทิศทางของจิตว่ามันไปทางไหน มันคโต หรือคตะ มันดำเนินไปทางไหน เดินไป โลกียะ หรือโลกุตระ เป็นวิธีการตัวต้นเลยในโลกุตรธรรม 46 ตัวแรกเลย คือ กายในกาย ที่เป็นตัวสติปัฏฐาน 4 ตัวที่ 1 ที่เป็นโพธิปักขิยธรรม 37 ต้องมีตัวรู้แล้วทำเป็นจึงเป็นโลกุตระ แม้จะเป็นมรรคก็ตาม เราเริ่มเป็นโสดาปัตติมรรค ก็เป็นโลกุตรธรรม 9 ก็เริ่มต้นด้วยกายในกาย แล้วจึงเป็นเวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ต้องเข้าใจสี่ตัวนี้จึงจะปฏิบัติสัมมัปปธาน 4 ได้ ถ้าไม่รู้สติปัฏฐานจะไปพากเพียรทำสัมมัปปธานอะไร? ก็ไม่รู้ได้แน่ ถ้าไม่รู้จักสัมผัส 6 แล้วสัมผัสแล้วจะวิเคราะห์วิจัยอะไรก็ถ้าไม่รู้เป็นเบื้องต้นคุณก็ไปไม่ออก ความเข้าใจคำว่า กาย เป็นคำแรกนี่เขาเข้าใจผิด ...ที่จริงนั้นกาย จะเกิดต้องมีสัมผัสระหว่างสองสิ่งเป็นต้นไป มันเกี่ยวข้องกัน เมื่อสัมผัสแล้วอายตะก็เกิดทันทีเป็นตัวต่อเชื่อมแล้วจึงเกิดองค์ประชุม คือ "กาย" เมื่อเกิดองค์ประชุมก็เกิด "สังขาร" เราจะศึกษาต้องรู้เหตุปัจจัยในองค์ประชุมที่ปนเปอยู่ สังขารก็มีทั้งกุศลและอกุศลในนั้นต้องแยกให้ออก สังขารก็แยกเป็นกายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร เมื่อเราเองเราเรียนรู้คำว่า กาย ไม่ถูก ไปสอน กายว่าไม่เกี่ยวกับนามเลยก็จบเห่ ถ้าเผื่อว่าสอนกายนั้นมีแต่จิตไม่เกี่ยวกับกายก็พอได้ พระพุทธเจ้าจึงถือว่าจะปฏิบัติแต่จิตไม่เกี่ยวกับร่าง นั้นก็พอได้ผล แต่ไม่รับรองความบรรลุ ต้องมาสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายจึงจะบรรลุอรหันต์ ถ้าตัดเอาแค่โครงร่างข้างนอกก็ไม่มีทางบรรลุเลย คนไทยเข้าใจคำว่ากายกันอย่างไร ก็คือเข้าใจว่า กายคือร่าง คือมหาภูตรูปเท่านั้น เริ่มต้นโพธิปักขิยธรรม 37 ก็คือ กายในกาย ... แล้วก็มาสัมมัปปธาน 4 มีอิทธิบาท 4 แล้วก็มีอินทรีย์ 5 พละ 5 โดยมีหลักการเดิน มีถนน ถนนก็คือมรรคองค์ 8 ส่วนถนนหรือทางเดินก็คือโพชฌงค์ 8 พระพุทธเจ้าไม่เกิด โพชฌงค์ 7 มรรคองค์ 8 ก็ไม่เกิด กายนอกกาย เป็นอย่างไร?...องค์ประชุมข้างนอก ตาเห็นรูป แล้วเราสำคัญมั่นหมายรูปนอกว่าเป็นจริงเป็นจัง เช่นเห็นรูปสวยก็ชอบ หูได้ยินเสียงก็ชอบหรือชัง...ถ้าเราเพ่งข้างนอกสำคัญข้างนอกก็คือกายนอก เรียกว่า พหิทารูปานิ ยังไม่เข้าไปพิจารณาภายใน ไม่ปั้นรูปภายในเลย ลองทำดูเลย แต่คุณสามารถปั้นรูปข้างใน เช่นหลับตาไปก็ปั้นรูปภายในได้ แต่ถ้าลืมตาก็เพ่งรูปภายนอก แต่ถ้าจะเข้ามาหาภายในโดยตาไม่ต้องปิดหรือละจากรูปนอกเลย เราก็ประมาณได้ว่ารูปที่ปั้นภายในเป็นอย่างไร ก็พอจะประมาณได้ว่าเหมือนนะ แล้วเราก็พิจารณาซ้อนเข้าใจในสัญญา ในเวทนา กำหนดหมายว่าอารมณ์หรือเวทนานี้เกิดจากรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสเช่นนี้ กำลังเกิดความรู้สึกหรืออารมณ์อย่างไร? แยกแยะอ่านได้ไหม นี่กำลังชอบ หรือไม่ชอบ ก็พิจารณาได้ เราก็เริ่มเป็นเวทนา ว่ากำลังชอบหรือไม่ชอบ ก็เกิดสุขใจทุกข์ใจ มีผลักหรือดูด เหมือนอย่างตำรวจมีระเบิดลอยมาก็ไม่ชอบใจเตะออกไป แต่ไม่ทันก็เลยระเบิดก่อนเลย อย่างนี้เป็นต้น เราก็ฝึกของเราอย่างนี้เหมือนที่เขาฝึก เดินหนอ ยกหนอก ย่างหนอ ช้าสโลว์ ก็นัยเดียวกันแต่ของเราเข้าถึงปรมัตถ์ ไม่เหมือนเขา แล้วเขาจะต่อไปหา เวทนา จิต ธรรม ก็ไม่เห็นอธิบาย แต่ที่จริงมันต่อเนื่องกัน กาย เวทนา จิต ธรรม เราก็วิจัยว่า ที่เราชอบหรือชังมันมีเหตุจากอะไร อะไรชอบเราก็ไม่ให้มัน ปฏิ เวรมณี มันจะเห็นอาการดิ้นของกิเลส มันจะเอาให้ได้ ตัวดิ้นตัวนี้เป็น จิต สราค ะ สโทสะ สโมหะ เป็นลักษณะอย่างไรเราก็เรียนรู้ โมหะมีนัยคือ หลงใหล หลงผิด หลงเลอะ คือไม่คมไม่ชัดไม่รู้ชัด เราก็ต้องให้ชัดว่ามันมีอาการชังหรือชอบ ถ้าชอบก็สราคะ ถ้าชังก็ สโมหะ ประกอบด้วยผลักหรือดูด ต้องการเอามาหรือทิ้งทำลาย ก็พิจารณาอ่านอาการของจิต ก็รู้ ทำให้มันเป็น วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ คำว่า วีต คือทำให้มันจางคลายหรือดับให้หายไป เพียรปหาน 5 ให้มันหมดไป นี่คือหลักสูตรของพระพุทธเจ้า เอาไปใช้ให้ได้ ถ้าได้แต่ท่องแต่เอาไปใช้ตอนไหนอย่างไรก็ไม่รู้ ต้องรู้จัก ตทังคปหาน ก็ได้ชั่วคราวเป็นสมถวิธี แต่ถ้าวิปัสสนา ต้องเรียนรู้ความไม่เที่ยง ว่าผีตัวนี้มันเป็นตัวไม่แท้ มันมาหลอก แต่มันมีอาการในจิตเราจริง เรายึดมันมาแต่เมื่อไหรกี่ล้านปีแล้ว ธรรมในธรรมก็คือสิ่งทรงไว้ ถ้าเป็นอธรรมก็คือ เราทรงไว้ เรายึดไว้เป็น สราคะ สโทสะ สโมหะ เราก็ยึดไว้ไม่ปล่อย อุปาทานข้าใครอย่าแตะ พอมันเคลื่อนออกมาก็เป็น ตัณหาข้าใครอย่าขวาง มันก็เลื่อนเคลื่อนออกมาให้เราปฏิบัติ ต่อไปเป็นการสนทนา ถามปัญหาหรือสรุป.. คุณจริงจริง (วิโรจน์) ว่า...อยากกราบนิมนต์พ่อครูฉายช้าๆที่เราหลงติดมาหลายล้านชาติเราติดหลงมาอย่างไร? อยากให้ขยาย "กายวิญญาณ" พ่อครู ตอบ...อันเดียวกันเรื่องวิทยาศาสตร์กับเรื่องจิต มันมีแกนตั้งแกนหลักกับแกนวิ่ง เป็นพลังงานศักย์กับพลังงานจลน์ คำว่า potential energyนั้น มันไม่นิ่งอย่างเดียวนะแต่มันแตกตัว มันมีอะไรปิดไว้ แต่ไม่นิ่งนะ มันเป็นพลังงานแฝงแตกตัวตลอด พลังงานที่ถามคือองค์ประชุมของ กายวิญญาณ ...วิญญาณคือธาตุรู้ จะศึกษาต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย ในมูลสูตร มีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด และมีผัสสะเป็นสมุทัย คำว่า กาย เป็นองค์ประชุมนอกหรือใน มีรูปและนาม ก็มีชีวะ มีตัณหาในชีวะ พอมีสัมผัสก็เกิดการดำเนินตามคติ หรือคโต มันไม่นิ่ง ทีนี้แกนใจคุณเป็นแกนบวก ถ้าเป็นอรหันต์มีแกนบวกที่อเนญชาไม่หวั่นไหว เป็นแกนตั้ง เพื่อให้พลังงานขั้วลบหรือพลังงานจลน์วิ่งซึ่งแยกกันไม่ได้มันต้องอยู่ร่วมกัน ระหว่างสองพลังนี้ มันเคลื่อนไหวอยู่ ถ้าแกนหลักแข็งแรงจะวิ่งเร็วขนาดไหนก็ไม่ล้ม แต่ถ้าแกนไม่แข็งแรงวิ่งเร็วก็ล้ม เป็นลักษณะวิทยาศาสตร์ เถียงไม่ได้ จิตก็เช่นกันมีลักษณะสองแกนนี้ ในแกนตั้งคุณก็สะสมความแข็งแรง แต่ก่อนคุณไม่ได้สะสมแกนตั้งที่เป็นความสะอาด แต่คุณสะสมอาสวะอนุสัยก็มีความไม่สะอาดก็ผสมส่วนไปเรื่อย แต่ถ้าเรียนรู้แล้วล้างตัวไม่ดีไปเรื่อยๆ แกนตั้งคุณก็แข็งแรงเรื่อยๆ เวลากระทบสัมผัสจะมีตัวผีข้างนอกมา ปัญญาเรารู้ว่าผี ส่วนแกนตั้งก็รู้ว่าผีอย่างนี้เราสู้ได้มีพลังงานศักย์ที่ไม่เคลื่อนเป็นอเนญชาไม่หวั่นไหว องค์ประชุมพลังงานบวกและลบของคุณมีประสิทธิภาพ อย่างเวทนา 108 หรืออย่างสังกัปปะ 7 จะมีตักกะ วิตักกะ สังกัปปะเป็นตัววิ่ง แล้วมีตัวแกนตั้งคือ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แล้วเกิดวจีสังขาร เมื่อมันสังขารสังเคราะห์กันเป็นกาย แกนตั้งและแกนวิ่งรวมตัวกันก็คือสังขาร ถ้ามีเหตุที่เป็นกิเลสมาชักนำร่วมสังขาร ถ้าฐานตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ มันจะเริ่มดำริ จิตแตะปั๊ปเกิดอาการปรุงแล้วเราก็วิเคราะห์วิจัยว่ามีกิเลสกามหรือพยาบาทเข้าไปปรุงร่วมไหม? ถ้าพบเจอก็ปหานมัน มีทั้งตทังคปหาน คือ กดข่มไว้ชั่วคราวแล้วก็ต้องวิปัสสนาต่อ กำจัดกิเลสได้ก็จะมีวิตักกะ คือดำริอย่างวิเศษ ก็ฆ่ากิเลสได้ เป็นตักกะ ที่เป็นวิตักกะ เป็นสังกัปปะที่ไม่มีกิเลส แล้วผ่านด่าน อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปานา เป็นคุณสมบัติที่ควบแน่นตามลำดับคือ ควบแน่น แน่วแน่ ปักมั่น ให้แกนกลางแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ วิ่งเร็วอย่างไรกิเลสก็ไม่แทรก เป็นมือที่ 3 ไม่ได้ มีตัวแกนตั้งที่จะช่วยกรอง ออกไปทำงานปรุงแต่ง เมื่อทำลายได้ก็ไม่ต้องสะกัด แต่มันต้องช่วยกันทั้งสองอย่าง ถ้ากิเลสมันจะสังขารแล้วมันแรง ต้องใช้แกนตั้งช่วยเป็นพลังเจโต ส่วนแกนวิ่งเป็นปัญญามีพลังรู้ ถ้าพลังปัญญาก็ช่วยได้ พลังเจโตก็ช่วยได้ก็เป็น วจีสังขารที่บริสุทธิ์ คุณเป็นคนไทยก็เป็นภาษาไทย เช่น อยากกิน เป็นภาษาไทย ภาษาฝรั่งก็อีกอย่างคนละภาษาแต่อาการเดียวกัน ตัวแกนตั้งก็จะช่วยต้านไว้ก่อนเป็นตัวกรองสุดท้ายก่อนปล่อยออกไป เป็นการกลั่นกรอง จัดการ สังขาร เพื่อเอากิเลสตัวซวยตัวผี อกุศล ตัวไม่ดีออกไปไม่ให้มีบทบาทในจิตเรา โยมถามว่า… ตัวดิฉันเองก็พบว่าตัวเองมี ตัว อรติ มันมีอาการ เหนื่อย พ่อครูว่า… อรติ ปฏิวีรตะ คือ คำว่า เว้นออก ออกจาก หรือหลุดพ้นนี่ไม่ใช่ว่าเอาออกไปไม่ให้เห็น หนีไปเลย เข้าป่าเข้าถ้ำไปเลยอย่างฤาษี หนีไปเลย ภาษาบาลีท่านเรียกว่า โลกันต์ คือที่สุดแห่งโลก ท่านแปลเอาความว่า วิ่งไปหานรก คือ โลกันต์ เป็นนรกลึกที่เป็นหลุมดำ หายไปไม่มีอะไรเหลือไม่มีใครรู้ อย่างนั้นพระพุทธเจ้าไม่เอา การละเว้น เว้นขาด หลีกเร้น อย่างสัลลีนะ คือมันไม่มีเพื่อนสอง ให้จิตเราเว้นขาดได้ ทั้งที่อยู่สัมผัสสัมพันธ์กันนี่แหละ คือจิตมันหมดการปรุงแต่ง นี่คือการหลีกเร้นในอาริยวินัย แต่ถ้าจะหลีกเร้นหนีไปป่า ไปพักผ่อนก็ใช้ได้ แต่ในวินัยอาริยะนั้นหมายถึงจิต _ คุณใบฟ้า...ดิฉันได้ฟังทฤษฎีงาน 19 ข้อ มีความรู้สึกว่าเป็นทฤษฎีบุญนิยม พวกเรานิสิต 120 กว่าชีวิตเรากำลังร่วมกันทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ที่จะสถาปนาองค์ความรู้ที่มีพ่อครูเป็นวิชชาธิบดี พวกเรามีแต่ละกลุ่มๆของนิสิตทั้ง 11 จะเอาแต่ละข้อมาดูว่าในกลุ่มเรามีองค์ความรู้ที่จะทำให้บริบูรณ์ขึ้น และก็จะรวมเป็นองค์รวมไปถึงสังคมได้ หลัก 19 ข้อ คือ ชีวิตกับการงาน _ ดาวเพ็ญ...เห็นด้วยกับคุรุใบฟ้ามาก เพราะไปเรียนในมหาวิทยาลัย เรียนเรื่องทุน นั้นไม่มีความลึกซึ้งเท่าที่พ่อครูสอน อย่างข้อ 1-3 ที่พ่อครูบอก นี่เป็นทุนแท้ เป็นครั้งแรกที่ได้ยิน มีคนดี มีงานที่ดี มีความสามารถดี และมีทุนแถมอีก ทุนเสริมอีก พิจารณาแล้วว่าตนเองเป็นคนมีทุนน้อย จะได้ทำทุนให้เพิ่มเติมอย่างถูกทาง _ ใจดิน...ดิฉันว่า คนดี เมื่อคนดีมาเจอกันแต่ขั้วต่างกัน พอกระทบกันก็เกิดปฏิกิริยา เช่นคนสองคนอุ้มแตงโมมา คนสองคนนี้ชอบกินแตงโม มองหน้ากันก็รู้ว่าแต่ละคนก็ชอบก็เลยไปกินซะอิ่มแปล้เลยแต่ถ้าคนสองคนไม่ชอบแตงโม ไปเจอแตงโม ก็รู้สึกไม่ชอบใจ อีกคนหนึ่งลงมือฟันหรือเตะแตงโม ก็ไม่เกิดประโยชน์ก็ทิ้งไป จะหาว่าแกนร่วมของสองสิ่งนี้คืออะไร? ดิฉันคิดว่าคือธรรมะ ถ้าคนมีธรรมะไม่เกิดจิตดูดหรือผลัก มาเจอแตงโมสองลูกก็เอามาแบ่งกินร่วมกัน แบ่งกันกินหลายคนก็เกิดประโยชน์ได้มากๆ เรามาเรียน วนบ.มันต้องเจอลักษณะเช่นนี้แน่นอนเลย คนต่างขั่วจะเรียนให้ไปรอดอย่างไร? พ่อครู ตอบ...เราปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าต้องมาล้างความชอบหรือชัง มาเจอคนหรืออะไรเราก็มาล้างชอบหรือชัง อย่างแตงโม มีประโยชน์อย่างไร ไม่เกี่ยวกับชอบหรือชัง ตัวที่เราจะทำลายก็คือตัวชอบหรือชังนี่แหละ ทั้งสองคนต้องล้าง เมื่อล้างหมดก็เกิดความรู้สึกกลางๆ ก็ทำตามประโยชน์แก่ผู้อื่น ดูว่ามันมีประโยชน์ไหม เมื่อไม่ยึดชอบหรือไม่ชอบ ก็แบ่งให้ ถ้ามีประโยชน์ ก็ต้องเอาแม้ไม่ชอบ คนชอบก็เป็นประโยชน์ก็เอาแต่ว่าล้างตัวชอบ แต่ถ้าไม่มีประโยชน์เลยก็ต้องทำลายเดี๋ยวคนมาเอาไปเกิดโทษ สรุปแล้ว ทั้งสองคนต้องทำให้สูญ _ ใจดิน ...คนทำงานถ้าความคิดคล้ายกัน ทำงานด้วยกันดี กับอีกคนหนึ่งทำงานด้วยกัน แต่ทิฏฐิต่างกันก็ผลักออกไป คนที่อยู่ร่วมกันก็ทำไปเรื่อยๆ แต่ไม่ครบไม่เต็ม ...ตอบ...ความไม่ชอบนี่มันแรง ต้องเอาออกไปก่อน แต่ชอบหรือชังก็ต้องทำให้หมด แต่จัดการตัวชังก่อน เพราะเป็นตัวทำลาย แต่ตัวชอบยังเกิดการสร้างสรร สุดท้ายให้เป็นสูญทั้งคู่ _ สม.กล้าข้ามฝัน...เปิดใจว่าชอบที่พ่อครูจะสาธยายปรมัตถ์ไปตลอด แต่พอให้ครึ่งเดียวก็รู้สึกว่าอยากจะได้เต็ม แต่มาวันนี้ตั้งใจใหม่จะฟังพวกเราสรุป แล้วก็ดูจิตว่ามีความชอบหรือชังอย่างไร รู้ว่าคนนี้พูดถูกหรือผิดอย่างไรก็ดูจิตใจตนเองไป เวลาฟังธรรมพ่อครู ตัวง่วงไม่มาให้สู้เลย เพราะมีกระจิตกระใจในการฟังธรรม เรามีกระจิตกระใจต้องทำตัวต้นกลกับต้นหนให้พอดีไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง _ พระปรีดีย์..ถามว่าในส่วนของรูปนั้นพอรู้ แต่เรื่อง อรูปเป็นอย่างไร? ซึ่งคือสิ่งที่ถูกรู้ แต่เป็นสิ่งที่ละเอียดเบาบางมาก ไม่มีภาษาจะเรียกแล้ว เป็นอรูปฌานใช้ตรวจสอบแล้วว่ามีอะไรเหลือเศษอีกไหม มี 3 ลักษณะ 1 .สภาพว่าง 2 .สภาพจิตที่รู้ว่าว่าง 3 .สภาพที่ตรวจอีกว่าเหลือเศษอะไรอีกไหม? 4 .ตัวตรวจว่าไม่รู้ไม่ได้ ต้องรู้หมด จนพ้นหมดไม่รู้ไม่มี ...ถ้าไม่รู้ตน ไม่รู้กลาง ก็จะไม่รู้ตัวปลายตัวอรูป ไม่มีตัวเทียบเคียงเลย ไม่ได้