350727 เนื้อแท้ของชาวอโศก โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350727 เนื้อแท้ของชาวอโศก โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก (วันกินข้าวหาด)
วันที่ 27 กรกฎาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
วันนี้เป็นวันกินข้าวหาดกันนะ ซึ่งอาตมาก็ได้เจตนาที่จะให้พวกเราเป็นสังคมมนุษย์ ที่มันมีอะไรที่มันครบวงจร เป็นอยู่กันให้สมบูรณ์ไปเรื่อยๆ ที่จัดให้มีประเพณีจารีตอะไรต่ออะไรกินข้าวหกกินข้าวหาดอะไรทำไอ้โน่นไอ้นี่อะไรก็ เพื่อที่จะให้มันสมบูรณ์ลงไปเรื่อยๆนั่นแหละ พุทธบริษัทเรามีตั้งแต่ศีล 5 ระดับศีล 5 เราก็พอเข้าใจมีชีวิตที่ยังมีกิเลสตัณหา อุปาทาน อยู่ในระดับหนึ่ง ศีล 5 ที่เป็นความหมายพื้นฐานนะ พวกเราหลายๆคนนี่ ที่อาตมากำลังแนะนำสอน ให้รู้จักอะไรต่ออะไร แก้ไขตัวเองวาง วางปล่อยในส่วนที่เป็นอัตตามานะ ซึ่งมันเป็นตัวที่มันยึด มันถือเกินการ และเราก็ยังไม่เข้าใจ ยังไม่รู้ ให้หัดให้มีองค์ประกอบทุกอย่าง มีผัสสะ เป็นปัจจัย มีชีวิตอยู่อย่างดี มันก็จะได้มีบทฝึกหัดที่แท้จริง ไม่ใช่นั่งเอา คิดเอาเฉยๆ อยู่ใกล้ตัวบ้าง ห่างตัวบ้าง อันนี้ก็ใกล้ตัวจริง เป็นเรื่องของมนุษยชาติจริงๆ มีร้องรำทำเพลงบ้าง มีไอ้โน่นไอ้นี่อะไรเปิดทางให้มีอะไรที่เป็นช่องที่เหมือนปล่อยเปรตอย่างที่ว่านี่ อนุโลมไปให้ถึงชั้นของเขา ที่จริงมันเป็นเรื่องของ เขาก็จะต้องรู้จักชั้น รู้ฐานะ จะร้องเพลงก็ให้รู้ว่าเพลงมันมีไอ้อย่างที่หยำเป เพลงเลอะเทอะมันไม่เข้าเรื่องเข้าราวก็ให้รู้ เพลงที่มันพออาศัย จะให้อาศัยเป็นสื่อหรือว่าเป็นเครื่องมือในการที่จะนำพาได้บ้างก็มี ก็ให้ได้เข้าใจกันบ้าง ได้ซักซ้อมกันบ้าง ถึงแม้ว่ามันจะมีทางมีช่องให้แก่เปรตอย่างว่า ก็ให้มีบ้าง ถึงแม้จะเป็นเปรตก็เป็นเปรตที่จะต้องมีปัญญา เราจะต้องรู้ว่าเราควรจะรับขนาดไหน มันมีระดับชั้นของมัน ประเภทอย่างหยำเป ไม่
อ่านต่อ
เข้าเรื่องเข้าราวต่ำ ไม่มีค่า ไม่มีสาระไม่มีคุณประโยชน์อะไร เราก็รู้หรือว่ามีคุณประโยชน์บ้างอย่างนั้นอย่างนี้ ที่จะต้องมีปัญญาที่จะต้องรู้จะต้องรับ ในโลก มีขั้นมีตอนมีฐานะ ซ้ำซ้อนลงไป ว่ามีชั้นมีเชิงมีนั่นมีนี่ แม้แต่ผู้มีฐานะที่ยังไม่สูง คือยังสัมผัสไม่ได้ เราก็จะระมัดระวังตัวเอง ถึงอย่างไรๆ มันก็ไม่ถึงล้มถึงตายหรือไม่ถึงตกต่ำไปได้หรอก พอเป็นไปอย่างที่เราเคยเอาวิดีโอมาฉาย ตอนแรกๆก็เกรงกลัวกัน หลายคนก็ตกอกตกใจ แต่พอเอามาฉายพอเอามาทำกันเข้าแล้ว มันก็มันก็พอเป็นไปได้ แล้วเราก็รู้ มีปัญญามีอินทรีย์พละเราก็เข้าใจ มุมเหลี่ยมที่จะรับลูกหรือว่าจะรับอย่างไรจะทำอย่างไร จะเอาเข้าจริงๆ ก็ได้เป็นเครื่องฝึกหัดสำหรับคนบางคน ก็เตือนกันไม่ใช่ไม่เตือน ซึ่งมันมีหมู่มีกลุ่ม มันมีผู้ที่รู้มันมีผู้ที่นำพา มีผู้ที่เป็นตัวอย่าง สอนกันไปด้วย เป็นตัวอย่างอยู่แล้ว มันก็ทำให้เป็นไปได้ มันไม่พาให้เอียงเทไปในด้านต่ำไปด้านหยาบอะไร มันก็เป็นลักษณะของธรรมชาติ ที่เมื่อมีเนื้อมีมวล มีผู้รู้หรือมีผู้หลุดผู้พ้น ผู้รอด ก็นำพากัน คนที่มีจิตวิญญาน ที่ไม่ติดไม่ดูด แต่อยู่ในภาวะกลางๆ ภาวะสกิทาคามีนี่นะ ภาวะของโสดาบันนี่นะ ยังไม่หมด ราคะโทสะ อะไรก็ยังไม่หมดกามตัณหาปฏิฆะอะไร ก็ยังไม่หมด ก็เป็นไปในระดับนั้น บางทีนี่ สัมผัสในกามราคะ สัมผัสในรูปรสกลิ่นเสียงที่มันจัดจ้านเกินไป ก็ยังพ่ายแพ้ไปได้บ้าง อย่างฐานของโสดาบัน บางทีนี่สิ่งที่ยั่วยุ ให้เราโกรธเราแค้น เราเกิดปฏิฆะแรงพอสมควรมากไป เราก็อาจแพ้บ้าง โสดาบัน ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนไม่มีกามราคะ ไม่มีปฏิฆะ ไม่มีโกรธ ไม่มีโทสะอะไรไม่ใช่ มี แล้วก็พ่ายแพ้ได้ตามฐานะ เรียกว่าอ่อนแอมากก็แพ้มากหน่อยอาจจะบ่อยครั้งอะไรก็แล้วแต่ ก็ฝึกไป มีผัสสะบ้าง ต้องพรากตนเองให้ห่าง ให้ไกลบ้าง ไปตามลำดับสำหรับโสดาบัน แต่จุดสำคัญนั่นจะต้องรู้ตัว เป็นพระโสดาบันนี่ รู้ตัวถึงสักกายทิฐิ คือตัวการ ตัวกิเลสของเรา จะต้องมีปัญญา มีอธิปัญญา ผู้ที่เป็นอริยะนี่ จะต้องรู้จักอริยศีล อริยธรรม อริยจิต เรียกว่าศีลที่เป็นอริยะ จิตที่เป็นอริยะ หรือสมาธิที่ เป็นอริยะ แล้วก็ปัญญาที่เป็นอริยะนะ เราอ่านสูตรดูก่อนก็ได้ อนุพุทธสูตร สูตรที่เป็นพุทธตามลำดับๆนี่ อริย-ธรรม 4 เรียกว่า ธรรมะในขั้นอริยะ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พัฒคาม แคว้นวัชชี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ... ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ทั้งเราทั้งท่านทั้งหลาย ได้แล่นไปแล้วๆ หรือว่าไปดีแล้ว อะไรก็แล้วแต่ เป็นภาษาทางธรรม คือได้เดินทางเข้าสู่หรือว่ามันได้มีกำลัง แรงที่จะเดินไปในทิศทางที่ทวนกระแส ในทิศทางที่เข้าสู่สภาพอีกโลกหนึ่ง ของความเป็นมนุษย์ อีกทางหนึ่งที่มนุษย์ทวนกระแส มนุษย์ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ว่าควรเป็นมนุษย์อย่างนี้จริงๆ เป็นโลกุตรบุคคลนี่ ควรจะเป็นไป และผู้นั้นจะกลับทิศของชีวิตเข้าไปทางหนึ่งแล้ว ได้แล่นไปแล้ว ได้ดำเนินไปดีแล้ว แล่นไปนี่ หมายความว่าได้เข้ามาแล้ว แล่นนี่หมายความว่า กำลังๆแล่นเข้าไปได้ ท่านไปดีแล้ว แสดงว่าเข้าไปได้อย่างเก่งกว่าแล่นไปด้วยซ้ำ ทั้งเราทั้งท่านทั้งหลายได้แล่นไปแล้ว ได้ท่องเที่ยวไปหรือได้ดำเนินไป ท่องเที่ยวไปโคจรไปๆ หรือว่าคตะ คโตนี่ อวจร หรือโคจร ได้ท่องเที่ยวไปแล้วสิ้นกาลนานอย่างนี้ อันนี้ท่านไม่ได้หมายถึงทางธรรม อันนี้ท่านหมายถึงทางโลก ทั้งเราทั้งท่านได้แล่นไปแล้ว ได้ท่องเที่ยวไปแล้วสิ้นกาลนานอย่างนี้ เพราะยังไม่รู้แจ้ง ไม่แทงตลอดซึ่งธรรม 4 ประการนะ อันนี้ท่านพูดทวนว่าได้แล่นไป คือได้เป็นไปในทิศทางโลกีย์ หมายความว่ามันยังไม่ได้ทวน ยังไม่ได้แล่นเข้ามาในทางธรรมได้สิ้นกาลนาน คือได้ท่องเที่ยวไปแล้วสิ้นกาลนาน หมายความว่าไปทางโลกอยู่ เราทั้งหลายทุกคน เหมือนเราที่อาตมาเคยพูด ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไม่ได้เคยเป็นปุถุชน และไม่เคยแล่นไป ดำเนินไป ท่องเที่ยว ในทางของสายของมนุษยโลกธรรมดาปุถุชน เพราะยังไม่รู้แจ้ง ไม่แทงตลอดซึ่งธรรม 4 ประการ ธรรม 4 ประการเป็นไฉน ธรรม 4 ประการ ศีลที่เป็นอริยะ 1 สมาธิที่เป็นอริยะ 1 ปัญญาที่เป็น อริยะ 1 และวิมุติที่เป็นอริยะ 1 ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ ศีลที่เป็นอริยะ สมาธิที่เป็นอริยะ ปัญญาที่เป็นอริยะ และ วิมุติที่เป็นอริยะ อันเราและท่านทั้งหลายได้ตรัสรู้ ได้แทงตลอดแล้ว ถอนตัณหาในภพขึ้นได้แล้ว ทำตัณหาอันนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่ ไม่มีอีกต่อไป พระผู้มีพระภาค พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า ธรรมะเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และ วิมุติ ซึ่งไม่มีธรรมะอื่นยิ่งกว่า อันพระโคดมศาสดาผู้มียศได้ตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าผู้พระศาสดามีจักษุทรงกระทำที่สุดทุกข์ ตรัสรู้พระธรรมแล้ว ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย พระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว ด้วยประการฉะนี้ นี่ก็เป็นสูตรที่ 1 เราอ่านสูตรที่ 2 ต่อนะ ปฏิตสูตร คือ ผู้ตกไปจากธรรมวินัยนะ เมื่อกี้เป็นอริยธรรม คือ หมายความว่า ผู้ขึ้น ผู้จะขึ้นได้ จะทวนกระแส หรือจะขึ้นสู่ทางที่ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พวกที่วิ่งไป ตอนแรกที่อาตมาอ่านไป แล้วก็อธิบายตอนแรก อธิบายทิศทางที่ทวนกระแส แต่แท้จริงอันนี้พูดตอนต้น ทั้งเราทั้งท่านทั้งหลายนี่ ได้แล่นไปแล้ว ได้ท่องเที่ยวไปแล้วนี่ สิ้นกาลนาน นี่อยู่เป็นทิศทางของปุถุชน เพราะยังไม่รู้แจ้ง แต่ถ้ารู้แจ้งหรือว่าได้ธรรมะ 4 ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ได้รู้ ได้แจ้ง ได้เห็น โดยเฉพาะ ได้รู้แจ้งแทงตลอดจนถอนอาสวะก็แน่นอน อันนี้เป็นตัวหลักชัดๆ ทีนี้ผู้ที่ตกไปจากธรรมวินัย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ประกอบไปด้วยธรรม 4 ประการ เราเรียกว่าผู้ตกไปจากธรรมวินัย ธรรม 4 ประการ เป็นไฉน คือ ศีลที่เป็นอริยะ 1 สมาธิที่เป็นอริยะ 1 ปัญญาที่เป็นอริยะ 1 และวิมุติที่เป็นอริยะ 1 ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ประกอบไปด้วยธรรม 4 ประการนี้แล เราเรียกว่าผู้ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบไปด้วยธรรม 4 ประการ เราเรียกว่าผู้ไม่ตกไปจากธรรมวินัย นี่ 4 ประการ เป็นไฉน คือ ศีลที่เป็นอริยะ 1 สมาธิที่เป็นอริยะ 1 ปัญญาที่เป็นอริยะ 1 วิมุติที่เป็นอริยะ 1 ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบไปด้วยธรรม 4 ประการนี้แล เราเรียกว่า ผู้ไม่ไปจากธรรมวินัยนี้ ผู้ที่ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ชื่อว่าผู้ตกไป ผู้กำหนัด เพราะราคะ เป็นผู้กลับมาอีกฉะนั้น ควรทำกิจที่ควรทำ ยินดีในคุณชาติที่ควรยินดี จะได้บรรลุสุขทั้งโลกียสุขและโลกุตรสุข มีคำว่าโลกุตรสุขด้วยนะ เพิ่งเจอโลกุตรสุข อาตมายังไม่มั่นใจ ในเรื่องภาษาที่เรียกว่าโลกุตรสุข อาตมายังไม่เคยเจอ พึ่งเคยอ่านพบนี่ โลกียสุข นั่นมีแน่ แต่โลกุตรสุขนี่ อาตมายังไม่มั่นใจ นี่เจอในพระไตรปิฎกนี่ก็ดีแล้ว ทีหลังจะไม่พูดแต่ว่าวูปสโมสุขคำเดียว จะพูดโลกุตรสุข ด้วย เพราะว่าไม่อย่างนั้น อาตมาก็จะพูดแต่โลกียสุขหรือสุขัลลิกะ ภาษาที่หมายสุขอย่างโลกๆ พูดได้สองคำ โลกียสุข หรือ สุขัลลิกะ เป็นสุขลวงๆหลอกๆ สุขตอแหล อย่างที่ว่า ส่วนสุขทางธรรม เป็นวูปสโมสุข หรือว่า อุปสโม วูปสโม นี่เป็นความหมายเดียวกัน เป็นความหมายที่มันสงบพิเศษ หรือวิเศษนะ และก็ โลกุตรสุข อาตมาก็ยังไม่กล้าใช้คำนี้ ทีนี้เจอแล้วก็ใช้โลกุตรสุขได้ด้วย พระพุทธเจ้าท่านยืนยันๆ ว่าเราจะต้องรู้จัก ที่อาตมาก็วิเคราะห์ให้ฟังแล้ว โลกียสุข มันอย่างหนึ่ง โลกุตรสุข หรือวูปสโมสุข นี่มันอีกอย่างหนึ่ง มันต่างกัน ถ้าเราเข้าใจแล้วเราก็จะปฏิบัติ หรือประพฤติ กระทำให้มันเป็นไปด้วย ทางดีทางรอดอะไรได้จริงๆนะ เอาละ อาตมาจะตั้งหลัก นี่เป็นสูตรแรกของพระไตรปิฎก เล่ม 21 จตุกนิ-บาต อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต คือ หมวดที่ 4 คือ หมวดข้อหลักธรรมนี่เป็น 4 เขารวบรวมไว้เล่มเดียวกัน เป็นหมวด 4 4 4 ข้ออื่นๆ สูตรอื่นๆ จะมีหัวข้อธรรมะอยู่ใน 4 ข้อๆๆ อยู่เรื่อยๆ อย่างนั้นบ้าง อย่างนี้บ้าง ท่านรวบรวมเรียบเรียงเอาไว้ตั้งแต่ต้น อันนี้สูตรแรกๆนี่ อย่างสำคัญ ก็ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติที่อาตมากำลังอธิบายไปถึงว่า พระโสดาบันนี่ จะต้องมีปัญญา มีญาณของตนเอง เรียกว่าปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เรียกว่าตนของตนว่าเป็นปราชญ์ เป็นบัณฑิต เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้มีญาณเอง ไม่ใช่ว่าคนอื่นมีแล้ว มาสอดส่องแก่เรา มาสอบญาณให้แก่เรา ไม่ใช่ เราต้องรู้ ต้องเข้าใจว่าสักกายทิฏฐิคืออะไร วิจิกิจฉาคืออะไร ศีลพรตปรามาสที่ท่านว่าเป็นสังโยชน์ 3 นี่ จะต้องเข้าใจ จะต้องมีปัญญารู้อย่างไม่สงสัย วิจิกิจฉา คือยังข้องใจยังสงสัย ยังไม่แน่ใจ ต้องแน่ใจอ่านชัดๆ มีญาณชัดๆ ต้องพ้นๆ สภาพไม่สงสัย มีสภาวะรองรับ ไม่ใช่รู้แต่ความหมาย รู้แต่ภาษาไม่ใช่ รู้แต่การนึก นึกคิดอยู่ ไม่ใช่อย่างนั้น จะต้องเข้าใจพ้นศีลพรตปรามาส พ้นอย่างไร ก็ต้องเข้าใจด้วย สีลัพพัตตุปาทาน ศีลพรตปรามาส 2 คำนี้ อาตมาตอนนี้ คิดว่า อธิบายให้เราฟังชัดเจน แบ่งกันตรงไหน สีลลัพพตุปาทาน นี่มีเยอะในเมืองไทย ศีลพรตปรามาสนี่ ไม่ต้องพูดเลย ไม่เข้าใจด้วย แม้แต่เขาเรียนกันมาละเอียดๆ เรียนกันมาถึงจบเปรียญเก้ามา ก็ยังวิเคราะห์กันไม่ได้ ศีลพรต-ปรามาส กับสีลลัพพตุปาทาน มันมีความสูง มีความละเอียดลออ ชัดกว่ากันแค่ไหน สีลลัพพตุปาทาน นั้นคือไม่รู้จักศีล ไม่รู้พรต ไม่รู้จักหลักเกณฑ์ ที่ตัวเองปฏิบัติ มีศีลว่าตัวเองมีศีลก็เป็นไปอย่างนั้น มีพรตมีตบะธรรม มีอะไรต่ออะไร ปฏิบัติไป มีไปอย่างนั้นเอง เรียกว่ามีด้วยอุปาทาน เป็นสีลัพพตุปาทาน มีการยึด ยึดศีลยึดพรต ถือศีลถือพรต ฉวยศีลฉวยพรตมาปฏิบัติ มาปฏิบัติได้ ศีลพรตก็ปฏิบัติไปอย่างนั้นแหละ และไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ดีไม่ดีปฏิบัติศีล ปฏิบัติพรต ออกนอกรีตด้วย อย่างทุกวันนี้ มีกันเยอะ เคร่งก็ได้ด้วย เคร่งนะเคร่ง โอ้โฮ อุตสาหะ วิริยะ พากเพียร ศีลไม่ด่างไม่พร้อยนะ แต่ออกนอกรีตก็ได้ มีศีลมีพรตกลายเป็นฤๅษี กลายเป็นพวกเดียรถีย์ ถือศีลของพระพุทธเจ้านี่เลยไม่เข้าใจศีล ศีลไม่เป็นอริยะ อย่างสูตรที่ท่านว่าไว้ ศีลไม่รู้ทางปฏิบัติศีลนี่ ทางที่จะเป็นอลมริยา ทางที่จะเดินไปปฏิบัติศีลนี่แล้ว อ๋อ..ท่านปฏิบัติอย่างนี้แล้ว นี่แหละเข้าใจสมถภาวนา เข้าใจวิปัสสนาภาวนา เข้าใจว่าปฏิบัติอย่างนี้ เราถืออย่างนี้ เรายกตัวอย่าง เราไม่ฆ่าสัตว์ เราก็สังวรระวัง ไม่ฆ่าสัตว์ มีผัสสะ เห็นสัตว์ เราก็จะไม่ฆ่า เราก็จะกระทบสัมผัสแล้ว สัตว์กระทบกะเรา ให้เราเกิดกาม ให้เราเกิดโกรธ โดย ไม่รู้ตัว ก็ไม่รู้อยู่นั้นแหละ มันโกรธ ก็โกรธไป มีกามก็มีไป แต่ถือศีลก็ถือไปเคร่งนะ ไม่ให้ทำบอกว่าไม่ฆ่า ไม่ฆ่าสัตว์ ก็ไม่ฆ่า แต่โกรธก็โกรธ แต่บางทีก็แสดงความโกรธเต็มที่ แสดงราคะก็แสดงเต็มที่อยู่อย่างนั้น เป็นไปไม่รู้ราคะ ไม่รู้โทสะ ไม่รู้สักกายะ ไม่รู้กิเลสตัวกาม ไม่เห็นไม่แจ้งไม่เข้าใจไม่รู้รูปรู้นามของกิเลส อ่านจิตวิญญาณนี่ไม่ออก อริยะนี่จะต้องรู้จักปรมัตถสัจจะต้องรู้ปรมัตถ์ก็คือจิต เจตสิกของเรา อาการของจิตของเจตสิกของเรา มีอาการที่เป็นกิเลส มันมีอาการอยู่ที่จิตนั่นแหละ เหมือนจิตเป็นจิต แต่มันไม่ใช่จิต มันเหมือนจิตเป็นแขกจร ไม่ใช่ตัวจริง เป็นเจ้าแขกจรมาอาศัยอยู่ แล้วก็สิงสู่อยู่ จนกระทั่งเหมือนคนในบ้าน เหมือนตัวเราเองเลย กิเลสนี่ มันเหมือนจริงๆเลย แต่มันไม่ใช่ มันเป็นแขกจริงๆ ฆ่าตายไปก็ไม่ใช่ตัวเราตาย ยิ่งฆ่าแขกจรพวกนี้ตาย จิตวิญญาณยิ่งสะอาดบริสุทธิ์ขึ้น เหมือนกับบ้าน บ้านนี่ฆ่าแขกพวกนี้ออก โอ๊ย ฆ่าแขกจรฆ่าอาคันตุกะพวกนี้ออก ยิ่งสะอาดขึ้น ยิ่งสงบ ยิ่งสุข ยิ่งมีพลังอะไรขึ้น อย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้น เราจะต้องเข้าใจ ศีลแต่ละข้อ อย่างศีลข้อหนึ่ง อย่างนี้ ก็ไม่รู้เรื่อง ฆ่าสัตว์ สัมผัสกะสัตว์ โดยเฉพาะสัมผัสสัตว์ตัวนี่ คือคน คนนี่ คือสัตว์ประ- เสริฐ สัตว์ชนิดหนึ่ง สัมผัสกะสัตว์นี่ มีสัมผัสเป็นปัจจัย คนยั่วให้โกรธไปอย่างนั้น ถือศีลเคร่งก็ยิ่งโกรธอยู่อย่างนั้นแหละ เป็นหลวงตาโอ๊ย โกรธ ไอ้ลูกศิษย์ โกรธแขกโกรธไอ้ญาติมา โกรธอยู่อย่างนั้นแหละ ดีไม่ดีไม่โกรธธรรมดา เคร่งนะ เคร่ง มีราคะก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีราคะ มีราคะ หนักเข้า จนกระทั่ง ตัวเองอาบัติ หนักเข้าอาบติปาราชิก ก็ยังได้แต่ถือศีลข้างนอก ดูเหมือนเคร่งนะ แต่ปิดบัง ได้ปิดบังไป คนรับนับถือเคร่งครัดอยู่ได้ ซ่อนเชิงซ่อนอะไรต่อมิอะไรแฝงไม่ให้ใครรู้ ไม่ให้ใครเห็น แต่แท้จริงแล้วเน่าในเลอะเทอะ ทำท่าสมมุติตัวอย่างนี่นะ อย่างนิกร อย่างนี้เป็นต้น นิกรเคร่ง ดูเคร่ง ดูงาม อะไรดูรูปนอก อย่างที่ว่านี่ ถ้าเป็นจริง นิกรไปมีเมียหลายคน อย่างนี้ที่ว่าตามเป็นจริงที่ว่า ก็เป็นไปจนถึงขนาดนี้ ก็ไม่ได้ไปรู้เบื้องลึกจริงๆหรอก แต่เขาก็ตัดสินกันแล้วๆ เขาก็จริงจัง มีหลักมีฐานอะไรแล้วอย่างนี้เป็นต้น โอ๊ มีคนนับถือมากมาย นี่ สีลลัพพัตตุปาทาน ละเมิดจนกระทั่ง ไม่รู้สัมผัสเกิดกามก็ไม่รู้ สัมผัสเกิดโกรธก็ไม่รู้ ไอ้โกรธนี่เยอะ โกรธ และก็ไม่เข้าใจกันด้วย โกรธ จนกระทั่งดีไม่ได้ ต้องพกปืน แค้นเคือง จะอาฆาตมาดร้าย ปาราชิกกันไปก็เยอะแล้ว ศีลข้อหนึ่งนี่คือ โทสะ ไม่ใช่ราคะทีเดียว ตรงๆโทสะ สัมผัสกะคนนี่แหละคือ สัตว์ธรรมดา ไม่รู้ว่าปฏิบัติยังไง ถึงจะลดความโกรธ ลดโทสะ ลดอาฆาต พยาบาท ไม่รู้วิธี สัมผัสก็เกิดธรรมดา เสร็จแล้วก็ไปนั่งสมาธิ สะกดจิตสัมผัสก็เกิดธรรมดา ดีไม่ดี ก็สูงขึ้น ก็ถูกกิเลสขึ้นนั่นแหละ คือไม่ได้มีทิศทางเดิน ไม่ได้ทวนกระแส ไม่ได้แล่นไป ไม่ได้ท่องเที่ยวไปในทางธรรม ไม่ได้เข้ากระแสไม่ได้สุคตะสุคโต ไม่ได้ดำเนินมาในทางดี มีแต่ไปในทางเดิม ไปทางอย่างเก่าๆ อยู่อย่างนั้น อยู่อย่างปุถุชน นี่ คือไม่รู้จักศีลที่เป็นอริยะ แล้วก็ไม่มีสมาธิ ไม่มีจิต ไม่มีอธิจิตที่เป็นอริยะอ่านจิตไม่ออก จิตจะเป็นอริยะได้ ก็ต้องมีจิตตัวที่ได้ปรับปรุง จิตตัวที่ได้ลดกิเลสไปทำให้จางคลาย รู้กิเลสแล้วก็ทำให้กิเลสลดจางคลายลงอย่างแท้จริง นี่คือสภาพที่ไม่รู้ ภาษาก็ไม่เข้าใจ ความหมายอธิบายไม่เข้าใจทั้งนั้น คนนี้ไม่มีทิฐิที่เป็นสัมมา ไม่มีความรู้ ไม่มีความเห็น ไม่มีความเข้าใจๆผิด เข้าใจกันไปคนละเรื่อง คนละทาง ไปนั่งสมาธิเอา สะกดจิต หลับตาปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ปฏิบัติอยู่อย่างเป็นธรรมดาธรรมชาติ มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สังวรทวาร 5 ทวาร 6 แม้แต่กินแต่อยู่แม้จะใช้เครื่องอุปโภคบริโภค มีอะไรต่างๆนานา ไม่รู้เรื่อง ศีลข้อ 2-3-4-5 ก็ทั้งนั้น ศีลข้อ 2 นี่ ท่านแก้โลภ ก็ไม่รู้จักความโลภๆ อยู่อย่างนั้น ทำสัมมาอาชีพ ก็ไม่รู้สัมมาอาชีพ เป็นพระแท้ๆ ยังทำอาชีพในการล่อลวงคนให้มาทำบุญ นี่แหละพระที่มีบาป เป็นสีลัพพตุปาทาน มี่บาป เป็นเดียรถีย์อยู่นอกรีต หลอกลวงคนให้มาทำบุญ ทำการค้าการขาย หาเงินหาทอง หาอะไรต่ออะไรมาให้ตัวเองร่ำ- รวย มีเงินเป็นหลายล้าน อะไรต่างๆนานา พวกนี้ ขี้โลภอยู่อย่างนั้นไม่รู้ตัว ทำกิจ ทำการอะไรที่นอกรีต นอกทางไม่ควรทำ มันไม่สัมมาอาชีพของพระ ศีลข้อ 2 นี่จะต้องเกิดสัมมาอาชีพ และสัมมาอาชีพ นี่ก็มีหลายฐานะ ฐานะ ของพระ ฐานะของผู้บวชแล้ว ทำไม่ได้ มีวินัย มีศีลมีอะไรบอกไว้ ไม่เข้าใจละ ก็ได้ แต่ถือศีลเคร่ง แต่ตัวเองไม่เคร่ง และไม่รู้เรื่องด้วย นึกว่าตัวเองนี่พาสวดมนต์ภาวนา สอนเทศน์เก่งบรรยายเก่งยิ่งบรรยายเก่ง คนก็ยิ่งชอบๆเขาก็ยิ่งมาทำบุญก็มีจิตวิทยา ก็มีการล่อหลอกคนมาทำบุญทำทาน หรือไม่ก็ทำค้าทำขาย ทำกิจนั่นกิจนี่ต่างๆนานา หรือไม่ก็ทำรักษาไข้ ใบ้หวย บอกเบอร์อะไรก็แล้วแต่ มันผิดสัมมาอาชีพของสมณะหมดเลย ออกนอกรีตนอกทางพาให้คนงมงายเลอะเทอะ แต่ตัวเองเหมือนเคร่ง เป็นพระ โอ เหมือนเคร่งหลวงตาเคร่ง ร่ำรวยซึ่งมีเยอะแยะไป ก็มีไม่ถึงหลวงตาก็ตาม แต่แค่หนุ่มๆก็ตามเถอะนี่ ก็ฉลาดก็หากินตรงนี้ได้ ไม่ใช่สัมมาอาชีพของพระ เป็นบาป เพราะศีลข้อ 2 ไม่รู้ แต่ดูเหมือนเคร่งนะ ดูเหมือน โอ้โฮ เคร่งเป็นพระศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระที่น่านับถือ บูชามีเยอะ แต่ก็ไม่รู้เรื่องพวกนี้ ร่ำรวยสร้างฐานะอะไรของตัวเอง โอ อยู่เลอะเทอะ ดีไม่ดีในศีลข้อ 2 นี่ ความโลภหรือราคะหรือกามสายนี้ สายโทสะนี่ ศีลข้อ 1 พยาบาทอาฆาตริษยามันอยู่สายข้อ 1 สายข้อ 2 นี่มันสายราคมูลหรือโลภมูลหรือสายกาม หนักเข้ามีเงินมีทองร่ำรวย ซุกซ่อนมีเมียอย่างที่ว่านี่ มีเมีย ก็ร่ำ- รวยนี่นะ และเป็นพระที่น่านับถือได้ แต่สีลัพพตุปาทาน แต่ดูเหมือนเคร่งจริงๆข้างนอก ซ้อนมันซับซ้อนมีพรางมีอะไรต่อมิอะไรต่างๆนานา และศีลข้อ 3 ก็ราคะโดยตรงนะ อะไรพวกนี้ นี่คือไม่เข้าใจอริยะศีลหรือศีลที่เป็นอริยะ ไม่เข้าใจสมาธิๆที่เป็นอริยะ หรือไม่เข้าใจจิตๆที่เป็นอริยะ ไม่มีปัญญาที่เป็นอริยะ ไม่รู้ทิศทางของโลกุตระ ทิศทางของโลกียะเป็นอย่างไร อ่านรูปนามของกิเลสของจิต เจตสิกที่เรียกว่าปรมัตถ์ ไม่ออกมีวิธีการไม่ถูก สมถภาวนาวิปัสสนาภาวนาสับสนไม่เป็น ทำไม่ถูกไม่อะไรเลย เรียกว่าไม่รู้อะไร แล้วก็ทำไปบางคนเคร่ง บางคนไม่เลวร้ายหรอก ถือเคร่งจริงๆ ข้างนอกก็ดูเคร่งข้างในก็เคร่ง แต่ไม่มีปัญญา เป็นสีลัพพตุปาทาน ยึดเคร่งนะ เหมือนฤๅษีเลยนะ ศีลข้อ1 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ก็พยายามนะ แต่ก็ไม่ได้ละความโกรธ ศีลข้อ 2 ก็ไม่ได้ลดความโลภ เป็นอยู่อย่างนั้นแหละ ศีลข้อ 3 ก็ไม่ได้ลดราคะอะไร แต่ดูเคร่งนะ แต่จิตใจได้แต่สะกดจิต นั่งสมาธิเก่ง มีเยอะเหมือนกัน สายสมาธินี่ นั่งเก่ง สะกด แต่ไม่ได้ลดหรอก มันลดไม่ได้ มันเป็นระบบสมถะอย่างเดียว แม้จะอธิบายวิปัสสนาอย่างไรๆก็วิปัสสนาอยู่ในภพ นึกคิดเอาในภพนั่นแหละ แต่เสร็จแล้วสะกดจิตอยู่อย่างเก่า ก็เป็นสีลัพพตุปาทาน เคร่งนั่งอยู่สมาธิสะกดจิตเก่งๆนะ แต่ไม่รู้ผัสสะเป็นปัจจัย ไม่รู้จักสภาวะข้างนอก ไม่ลืมตาพวกนี้ไม่ค่อยลืมหูลืมตา พวกนี้ไม่มีผัสสะข้างนอก ไม่รู้จักรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสข้างนอกไม่ค่อยรู้เรื่อง มีแต่หลบแต่เลี่ยงเป็นนิจ นี่เป็นฤๅษี สีลัพพตุปาทาน ยิ่งดูขลังนะยิ่งดูอะไร โฮ้โฮ ยิ่งดูๆ ยิ่งเหมือนพระอริยะ เหมือนพระอรหันต์เลยนะ เพราะว่าไม่เอา เป็นฤๅษีแท้ไปเลยเป็นสีลัพพตุปาทาน เคร่ง เห็นชัดเลยว่าเคร่ง ไม่เอาแล้วลาภ ยศ สรรเสริญ เงินทองก็ไม่เอา รูป รส กลิ่น เสียงก็ไม่เอาได้แต่สะกดจิตเอาอย่างเดียว เก่งนั่งสมาธิเก่ง เสร็จแล้วหนักเข้าก็มีฤทธิ์เดชทางจิตทางวิญญาณมีพลังทางจิตก็อะไรว่ากันไป ลือลั่นกันยกย่องนับถือกัน ต้องเป็นพระอรหันต์นะ เพราะเขายกย่องตัวเองบอกไม่ได้หรอก ตัวเองไม่กล้าบอก ตัวเองไม่รู้หรอก เขายกย่องเป็นพระอรหันต์ ก็ภาคภูมิก็หลงตัวเองว่าเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์เก๊อย่างนี้มีในเมืองไทยเยอะยกย่องกันอยู่มาก ที่จริงไม่ใช่พระอริยะ เป็นเป็นสีลัพพตุปาทาน มีสีลัพพตุปาทาน ยังมีศีลพรตที่ยังยึดถือศีลถือพรตเคร่งๆ จริงๆ เหมือนคนไม่ติดโลกไม่ติดโลกียะ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มักน้อย สันโดษ นี่ก็คือ สีลัพพตุปาทานที่ไม่รู้จักศีลที่เป็นอริยะ ไม่รู้จักสมาธิที่เป็นอริยะ ไม่รู้จักปัญญาที่เป็นอริยะด้วย เฉพาะวิมุติที่เป็นอริยะไม่ต้องพูดถึงเลย มีแต่มุดลูกเดียว มุดหนีโลก ทีนี้ ศีลพรตปรามาสนั้น ถ้าเราเข้าใจ ถ้าเราพ้นสังโยชน์เบื้องต้น สักกายทิฐิ หมายความว่าเรารู้จักสักกายะรู้จักตัวตนของกิเลส สักกายะนี่ตัวตนของกิเลส สักกายะตัวตนที่หยาบด้วย อาตมาแบ่งตัวตนนี่เป็นสักกายะ อัตตา อาสวะ สักกายะนี่ตัวตนอย่างใหญ่ สักกะนี่แปลว่าใหญ่ อัตตาก็คือตัวตน รองลง มาเหลือส่วนท้ายส่วนปลาย ก็แบ่งเป็น 3 ภาคง่ายๆ ศีลพรตปรามาสก็คือพ้นสักกายทิฐิได้ รู้จักสักกายะ รู้จักกิเลสของตัวเอง อ่านออกได้ มีปัญญาเข้าใจ ตั้งแต่เริ่มเข้าใจในความหมาย และพออ่านออกพ้นมิจฉาทิฐิ พ้นมิจฉาทิฐิก็เคยอธิบายแล้ว พ้นรู้จักอนิจจังในผัสสะเป็นปัจจัย ทวารทั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีผัสสะ มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสนอกในเข้าใจ มีผัสสะเป็นปัจจัย เห็นอนิจจังอย่างประมัตถสัจจะ อย่างอาตมาที่อธิบายให้ฟัง คือ เห็นความไม่เที่ยง รู้จักกิเลสมันไม่เที่ยง มันจะอ่านจะกิเลสออก อ่านกิเลสเป็น รู้ว่ากิเลสมันเพิ่มขึ้นอย่างนี้ ทำให้ลดก็รู้จักวิธีเข้าใจอยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่แข็งแรง ยังไม่เก่ง และก็ยังลดได้บ้างไม่ได้บ้างไปอย่างนั้นแหละ ยังไม่ได้ถึงขนาดพ้นมิจฉาทิฐิ อ่านได้เข้าใจ ไม่สงสัยพ้นวิจิกิจฉา พ้นความคลางแคลงสงสัยชัดเด่นรู้จักปรมัตถ์ สัมผัสเป็น มีผัสสะเป็นปัจจัยอะไรก็รู้ แต่ไม่พากเพียร ไม่ปฏิบัติ ได้แต่ทำเล่นๆหัวๆลูบๆคลำๆ ปรามาสจดๆจับๆจดๆ ไม่เอาจริงๆ ไม่พากเพียรอุตสาหะ ไม่พัฒนา ไม่แข็งแรง ไม่พ้นศีลพรตปรามาส อาจจะพ้นสักกายทิฐิ อาจจะพ้นวิจิกิจฉา แต่มาติดตังที่ตรงไม่พ้นศีลพรตปรามาส พ้นสีลัพพตุปาทานแล้ว พ้นสีลัพพตุปาทานคือ ไม่ได้มียึดอุปาทานเอาไว้เท่านั้น ไม่ได้ทำตามจารีตไปเฉยๆดายๆมีปัญญาแล้ว มีอริย-ปัญญาหรือมีปัญญาในระดับอริยะ แต่ยังไม่เข้าขั้นวิมุติ ศีลก็รู้ศีลปฏิบัติอย่างไรก็พอเข้าใจ จิตสมาธิหรือจิต อธิจิต จิต เจตสิกเป็นปรมัตถ์ เป็นอย่างไรเข้าใจ กิเลสวิเคราะห์วิจัยออกพ้นมิจฉาทิฐิ ทีนี้สักกายทิฐิสูตร มีสัมผัสเป็นปัจจัยแล้วพ้นทุกข์ ก็คือผู้ที่สามารถที่จะมี ทุกข์ สมมุติว่ามีทุกข์ร้อย หรือมีทุกข์ 10 แบ่งเป็นหน่วย 10 นี่นะ ท่านเรียกว่าสักกายะทิฐินี่ มิจฉาทิฐิพ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัยเห็นเป็นอนิจจัง พ้นสักายทิฐิคือผัสสะเป็นปัจจัยแล้ว เห็นเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นเป็นทุกข์ คุณก็ต้องรู้ว่าทุกข์นี่ทุกข์ 10 ทุกข์น้ำหนักนี่ อือฮือ ทุกข์จังเลย เห็นแล้วเข้าใจแล้วนี่ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ สมุทัยนี่รู้แล้วกิเลสมันเป็นอย่างนี้ วิจัยออกคุณก็ต้องให้มันลดละ ให้มันวิราคะ ให้มันจางคลายในจิตให้มันเป็นอธิจิตยิ่งขึ้น มันก็ทำให้ทุกข์ลดลงๆ คุณลด 1 ได้ คุณก็ลดสักกายะได้ไป 1 ส่วน มันก็ยังต้องทุกข์อยู่อีกตั้ง 9 มันไม่ใช่น้อยๆ มันก็เห็นทุกข์อยู่นั่นแหละ ลดทุกข์ได้มันก็ลดได้ ก็ลดได้แค่นี้ทำไปอีกลดได้อีกตั้ง 2 เหลือทุกข์ตั้ง 8 ต้องลดลงมาได้สัก 5 เออ ค่อยยังชั่วนะ มันเป็นสังขิตจิตหรือ วิขิตจิต เออ แหม มันก็ยังอึดอัดอยู่ แหม ได้ตั้ง 5 หรือได้ 4 นี่มันก็ยังอึดอัดมากกว่าแน่ ทุกข์ ได้ 5 ได้ 6 เออ โล่งไปกว่าครึ่งเหลือสัก 4 ได้ 7 ได้ 8 คุณก็จะรู้ว่า นี่ มันเป็นสักกายะมันเป็นตัวตน มันเป็นลักษณะที่แท้ที่คุณอ่านออก รู้จักอารมณ์ๆในจิตอารมณ์ทุกข์อารมณ์สุข เป็นวูปสโมสุข หรือ เป็นโลกุตรสุข ด้วย อ่านออกชัดๆ ญาณของคุณต้องรู้ต้องเห็นๆว่าเป็นทุกข์ เห็นว่าลดเหตุแห่งทุกข์ และทุกข์มันก็ลด อาการทุกข์มันเป็นอย่างไร อาการลดทุกข์มันอย่างไร คุณต้องเข้าใจของคุณเอง นี่เรียกว่าพ้นสักกายทิฐิที่แท้จริง และมันพ้นเพราะคุณปฏิบัติศีลปฏิบัติพรตมีผล มีอริยมรรคอริยผล เดินทางเข้าไปสู่ความจริง พ้นสักกายะเห็นแจ้งเห็นจริง ไม่ใช่มานั่งเดา เพราะศีลพรตที่เราปฏิบัติไม่ใช่ศีลพรตที่เหยาะๆ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive