350405-10 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 รวมตอน 8-13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์246 KB
วันที่แก้ไข10 ธันวาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

350405-10 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 รวมตอน 8-12 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก

กว่าจะ สัมมาทิฏฐิ 10 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2535 ณ พุทธสถานศาลีอโศก จ.นครสวรรค์

เราจะเริ่มต้นเรื่อง กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ซึ่งการจะเกิดสัมมาทิฏฐินั้นก็เกิดจาก การได้ฟัง เป็นปริยัติ เป็นการศึกษาด้วยภาษา ด้วยคำพูด ด้วยเหตุผล เป็นการเข้าใจตามความหมาย ความรู้อะไรนี่ไปก่อน เสร็จแล้วเราก็จะต้องเอาไปปฏิบัติ เข้าใจเท่าไหร่ก็ตาม เราก็เอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วมันก็ถึงจะมีผลเสริมซ้อนขึ้นมาๆ การปฏิบัติมีสูตรหนึ่ง องค์ธรรม 5 อนุเคราะห์สัมมาทิฏฐิ อันนี้เป็นคำกล่าวของ พระสารีบุตร อยู่ในพระไตรปิฎก เล่ม 2 ข้อ 497 องค์ธรรมที่อนุเคราะห์สัมมาทิฏฐิ คือ 1.ศีล 2.สุตะ หรือพหูสูต อันเดียวกัน 3.สากัจฉา 4.สมถะ 5.วิปัสสนา นี่เป็นองค์ธรรม 5 ที่อนุเคราะห์สัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราได้เริ่มต้น มีความเข้าใจว่า อ๋อ! สัมมาทิฏฐิเป็นอย่างนี้เองนะ เมื่อเราเข้าใจแล้ว เราก็มาปฏิบัติ ปฏิบัติอะไรล่ะ การปฏิบัติเป็นอย่างไร? การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา เราก็ปฏิบัติอย่างนั้นแหละ มีศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติไปเรื่อยๆ เมื่อเราปฏิบัติมีศีล เราก็จะต้องมีการได้รับพหูสูต จะต้องเสริมซ้อน เสริมสร้าง มันจะเกิดพหูสูตด้วยการปฏิบัติ ที่มีแนวลึกขึ้น บอกแล้วว่าความรู้ พหูสูตนี่ ไม่ได้เป็นความรู้แต่แค่ ปริยัติ ไม่ได้เป็นความรู้แต่แค่ ภาษา คำพูดเท่านั้น เรารู้กว้าง รู้มากขึ้น รู้รอบขึ้น รู้เยอะขึ้น ได้ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ที่มันจะเกิดผลชอนไชลึกซึ้งขึ้น ปฏิบัติดี ปฏิบัติถูกต้อง ปฏิ บัติตรง มันก็ยิ่งจะเกิดสภาพที่มีพหูสูต ที่เป็

อ่านต่อ

นปรมัตถสัจจะสูงขึ้นๆ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติขึ้นแล้ว เกิดพหู สูต ยิ่งมีพหูสูต มีสิ่งที่เกิดจริงอย่างที่กล่าวแล้ว ทั้งความรู้รอบแล้วยิ่งสากัจฉา มีสากัจฉาก็คือ ยิ่งมีการวิเคราะห์วิจัยถามไถ่กัน สากัจ ฉานี่ หมายความว่า ถามตอบ มีการสากัจฉาผู้นั้นผู้นี้มากขึ้น ผู้ใดเป็นอย่างไรๆ มีผล มีข้อขัดข้อง มีปัญหา มีโน่นมีนี่ มีวิเคราะห์ มีวิจัย มุม เหลี่ยมอะไรต่ออะไรมากขึ้น สากัจฉามันก็ยิ่งจะเพิ่มจะเติมมุมเหลี่ยม เพิ่มเติมความรู้รอบนอก สากัจฉานี่ต่างจากพหุสัจจะ หรือพหูสูตแน่ พหูสูต บอกแล้วว่า เป็นการรอบรู้ยิ่งขึ้น ส่วนสากัจฉานั่น เป็นการพูดแน่นอน ถามไถ่แน่นอน ไม่ใช่เป็นการเรียนรู้ปริยัติเท่านั้น เป็นการวิ เคราะห์วิจัย ถามไถ่อะไรกันขึ้นมาแน่นอน ก็ยิ่งจะรอบรู้เติมเพิ่มขึ้นมาอีก เกิดถ้าได้เติมสมถะ ถ้าเราเข้าใจว่าสมถะคืออะไร? เติมวิปัสสนา ถ้าเราเข้าใจว่าวิปัสสนาคืออะไร? แล้วเราก็ปฏิบัติให้เกิดสมถภาวนา ให้เกิดวิปัสสนาภาวนาเพิ่มเอง เพิ่มขึ้นๆๆ ก็ยิ่งเสริมให้เกิดสัมมาทิฏฐิ เพราะว่าองค์ธรรม 5 ประการนี้ เป็นตัวที่ทำให้สัมมาทิฏฐิเกิดสูงขึ้นๆ ถ้าเรามองไปในองค์ 6 ของสัมมาทิฏฐิ มีอะไร? องค์ 6 ของสัมมาทิฏฐิ มีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล หรือปัญญาพละ ธัมมวิ จัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิตัวหนึ่งซึ่งมันซ้อนในองค์ธรรมของสัมมาทิฏฐิมี 6 คือมีตัวสัมมาทิฏฐิอยู่ใน 6 นั้นด้วย ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ มัคคังคะนี่ก็ องค์ของมรรค ทั้งหมดนั่นแหละ องค์ของมรรคที่เราต้องปฏิบัติตั้งแต่สัมมาทิฏฐิไปจนกระทั่งถึงสัมมา สมาธิ องค์ทั้ง 8 นั่นแหละ เพราะฉะนั้นเราปฏิบัติแล้ว เราก็มองดูองค์ธรรมของสัมมาทิฏฐิอีก 5 ที่ว่าองค์ธรรมที่อนุเคราะห์สัมมาทิฏฐินี่ซิ มันก็คล้ายกันน่ะ สา กัจฉากับธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์นี่ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์เป็นการ วิจัย วิเคราะห์ในภายในของเรา เป็นตัววิจัย เป็นตัวโพชฌงค์ เป็นตัวองค์ แห่งการตรัสรู้ที่เราจะต้องปฏิบัติ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพช ฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ แล้วให้เกิดจิต เกิดปรมัตถ์ มีปีติ ปัสสัทธิ สมาธิสัมโพชฌงค์ เกิดอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ซึ่งเป็นตัวสุดท้ายของตัวยอดของฌาน เพราะว่าเกิดสัมโพชฌงค์นั้น เกิดปรมัตถ์เลย เกิดจิตเลย ทีนี้ตัวสากัจฉานี่เสริมนอก สากัจฉาก็คล้ายๆกับธัมมวิจัยนั่นแหละ วิจัย วิเคราะห์ ถามไถ่มุมนั้นประเด็นนี้ เหลี่ยมนั้นเหลี่ยมนี้อะไรต่างๆนานา เสริมซ้อนกันแล้ว ก็จะเกิดสัมมาทิฏฐิยิ่งขึ้นๆ มาถึงวันนี้แล้ว พวกเราก็คงจะได้ว่าสัมมาทิฏฐิมันไม่ได้มีอยู่เท่า ไร ก็มีตัวเดียว พอได้สัมมาทิฏฐิปุ๊บจบ ไม่ใช่ ในตัวสัมมาทิฏฐินั้น มีความเจริญ มีความวิจิตร มีความยิ่งขึ้น ลึกซึ้งขึ้นในตัวสัมมาทิฏฐิเอง ไม่ว่าในเรื่องไหนๆ ไม่ว่าในเหตุปัจจัยไหนๆ มันมีตัวยิ่งเห็น ยิ่งเข้าใจลึกซึ้ง ยิ่งชัดแท้ ยิ่งจริงจัง ยิ่งเข้าไปสู่ จุดยอดของสัจธรรม จุดสุดยอดของความจริง มันยิ่งเข้าไปลึกขึ้นๆ มันก็คือตัวความรอบรู้ของความจริง สัมมาทิฏฐินี่ประกอบไปด้วยความจริง มันเป็นความรอบ รอบรู้ของความจริง เพราะฉะนั้น ความจริงยิ่งเกิด ยิ่งรอบรู้ ยิ่งเห็น เท่ากับปัญญานั่นแหละ ถ้าลึกขึ้นไปมากขึ้นไปแล้วสัมมาทิฏฐิจะเติมขึ้นๆ เสร็จแล้ว ก็สั่งสมลงเป็น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ หรือปัญญาสุดท้าย ปัญญาผล เป็นตัวจบ เป็นตัวถึงที่สุดแห่งความจริง แล้วก็รู้ชัดรู้เจนดี ด้วย นอกจากรู้แล้ว ไม่ใช่ว่ารู้โดยปริยัติ รู้โดยตรรกศาสตร์ รู้โดยความรู้ แต่นี่รู้เห็นในสิ่งที่เราเป็นเรามี จึงเรียกว่าเป็นผู้ครองสัจธรรม เป็นผู้ทรงสัจธรรม ไม่ใช่มีแต่ความรู้เท่านั้น เรียกว่าทรงสัจธรรม ทรงนี่คือมีไว้ ทรงไว้ เกิดขึ้นที่เราแล้ว แล้วความจริงอันใดก็ตัวคนนี่แหละเป็นตัวพิสูจน์ความจริง พิสูจน์ความรู้ที่สุดยอด เป็นความรู้ที่ประเสริฐ ของมนุษย์ มนุษย์มีความประเสริฐใดล่ะ ที่เราจะควรมี แล้วเราก็มีความประเสริฐนั้นให้สูงสุด เป็นมนุษย์ที่เจริญสูงสุดอยู่ในโลก เราก็มีความรู้ ความจริงเหล่านั้น ทีนี้มาทวน ทวนเริ่มต้นแล้วก็จะไล่ไป จนกระทั่งถึงทิฏฐิทั้ง 10 แล้วอาตมาจะอธิบายย้อน จากข้อที่ 10 ไล่เข้ามาถึงข้อที่ 1 ย้อนเป็นปฏิโลม ย้อนกลับหลังมา เรียกว่าปฏิโลม ถ้าย้อนตามไปนี่ เขาเรียกว่าอนุโลม จากข้อ 1 ไปถึง 10 เรียกว่าอนุโลม 10.9.8.7.6.5.4.3.2.1 นี่เรียกว่าปฏิโลม ย้อนจาก 10 มาจนกระทั่งถึง 1 อย่างนี้เป็นต้น ย้อนทวนกลับมาอย่างนี้ เรียกว่าปฏิโลม ทบทวนนี้ ก็ไม่ทบทวนอะไรมาก จะทบทวนว่าทิฏฐิ 10 ถ้าเผื่อว่าเข้าใจ หรือว่าเห็นผิด เรียกว่ามิจฉา ถ้าเห็นถูกเห็นดี เรียกว่าสัมมา ทีนี้ในทิฏฐิทั้ง 10 นั้น มีหลักทั้ง 10 อะ ไรบ้าง 1.ทินนัง 2.ยิฏฐัง 3.หุตัง นี่หมู่หนึ่ง จัดเป็นหมู่ๆ นี่จะจำง่าย ทิน นัง ยิฏฐัง หุตัง จำเป็นภาษาบาลีไปเลย ตอนนี้เราเฟื่อง ไม่ใช่ของเล็กๆ แล้ว นักศึกษาระดับเรานี่ ไม่ใช่ธรรมดาแล้ว มี TECHNICAL TERMS ที่เก๋ๆ แต่ระวังนะ ไปพูดไปเจอเอานักบาลีมือใหญ่ๆ เขาวิ เคราะห์วิจัย แจกแจงภาษาโน่นนี่ มาซัดกะคุณแล้วก็ระมัดระวังหน่อยก็แล้วกัน ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง ต่อมาก็ กัมมานัง เอาสั้นๆ เรียกว่า กัม มานัง ถ้าจะเอาเต็มๆ ก็สุคต ทุกกตานัง กัมมานัง พลัง วิปาโก แน่ะ ต้องเฟื่องว่ากันเป็นประโยคเลย สุคต ทุกกตานัง กัมมานัง พลัง วิปา โก นั่นเรียกว่า มีกรรมดีกรรมชั่วที่ประพฤติแล้วมีผลมีวิบาก เสร็จแล้ว ก็อยังโลโก ปโรโลโก มีสาม กัมมานัง แล้วก็อยังโลโก ปโรโลโก อีก 3 เป็นหมวดที่ 2 หมวดที่ 3 นัตถิ ถ้าเราเอาตัวนัตถิใส่ทุกข้อ เราไม่ได้ใส่นัตถิไม่ ได้ใส่อัตถิ เราก็ว่าไป เราเรียกว่า มาตา ปิตา สัตตาโอปปาติกา อีก 3 เก้าแล้ว มี 3 หมวด แล้วมันอยู่ใน 3 แต่ละหมวดๆ นี่สัมพันธ์กันจริงๆ ซึ่งอาตมาก็ได้อธิบายแล้ว ประเดี๋ยวก็จะได้อธิบายซ้ำ เพราะบางคนอาจจะมางวดนี้ งวดแล้วที่ปลุกเสกฯ ไม่ได้มา ไม่ได้ไปกะเขา ระวังเถอะ มัวแต่คลานต้วมเตี้ยมๆ สุดท้ายข้อที่ 10 ก็คือ สมณพราหมณา เราก็พูดสั้นๆ ถ้าพูดกันอย่างเฟื่องๆ มันก็ต้องเอาเต็มๆ ก็ นัตถิ โลเก หรือ อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมาปฏิปันนา อ้า สัมมัคคตา ก่อนนี่ ขนาดนี้ ยังหล่นเลย ว่าแน่ๆนะ สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมา ปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ โอ้โฮ ! ยาว เก๋ ไม่เบาน่ะ ถ้าเผื่อว่า พูดได้แค่นี้นะ แล้วบอกว่า นัตถิโลเก หรือบอก อัตถิโลเก สมณพราหมณา สมัคคตา สัม มาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ โอ้โฮ ! ว่าอย่างนั้น พอพูดจบนี้รับรองกราบเลย ร่ายเวทย์พระบาลีกัน ยังขนาดอย่างนี้แล้วนี่ โอ้โฮ! ไม่ใช่เบาเลยนะ นั่นๆเรียกว่าอันที่ 10 ข้อที่ 10 ตัวที่ 10 นัตถิแปลว่าไม่ เห็นว่าไม่มีผลหรือไม่มี หรือไม่ใช่ อะไรก็ได้ เป็นตัวปฏิเสธ เป็นตัว NON เป็นตัวอัตถิ ก็ตัววี มันเป็นตัวหนึ่ง ตัวไม่ ตัวปฏิเสธอีกตัวหนึ่ง ตัวรับเป็นตัวรับ เป็นตัว NO ตัว YES ใช่หรือไม่ใช่ หรือไม่มีไม่เป็น ไม่มีผลอะไรก็แล้วแต่ เป็นตัวปฏิเสธ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าผู้ใด ทินนัง คือการทาน การทำทาน ถ้านัตถิ ทินนัง ก็หมายถึงว่าการทานนี้ ไม่มีผล ผู้ใดมีความเข้าใจ เอ้อ ! การทานมันไม่ได้เรื่องหรอก ไม่เกิดผลอะไร การทานนี้ไม่มีหรอก มันทำไปอย่างนั้นแหละ เล่นไปเป็นวิธีการอะไรต่ออะไร ในสังคมเฉยๆ ไม่มีผลทางบาปบุญอะไร ไม่มีผลทางที่จะไปเกิดคุณค่าอะไรหรอก มันก็ทำกันไปอย่างนั้นแหละ ให้ก็เท่านั้น ไม่ให้ก็เท่านั้น มันก็อาจจะดีบ้าง ในความรู้สึกของคน ถ้าให้ก็ดีบ้างเล็กๆน้อยๆ เท่านั้นแหละ แต่มันไม่มีผล วิเศษวิเสโส ลึกซึ้งอะไรหรอก ความจริงแล้ว ความเห็นอย่างนี้ ผู้ใดมีนัตถิ ทินนัง การทานไม่ได้เรื่อง การทาน มันไม่มีผล การทานไม่มีไม่เป็นอะไรหรอก ถ้าผู้ใดเข้าใจอย่างนี้ เห็นอย่างนี้ แต่ต้น พวกนี้หวังได้เลยว่า แม้แต่อยู่ในสังคมก็เป็นคนเลว ไม่ต้องห่วงเลย ว่าเขาจะไปสวรรค์ ไม่มีทางไปสวรรค์ พวกนี้ไม่มีทางไปสวรรค์ ไม่มีทางเป็นคนดี มีแต่บำเรอตัวเอง หลงตัวเองตะพึดตะพือ คนอย่างนี้ ตัวแรกเลย ไม่ต้องเอาอื่นหรอก ทินนังนี่คนที่เขาเห็นว่าทาน ไม่ได้เรื่อง ไม่มีผล ไม่ใช่ ไม่จริง ไม่ใช่ความจงความจริงอะไรหรอก ไม่ได้สร้างสรร ไม่ได้เกิดคุณค่าอะไรเท่าไหร่หรอก ทำไปตามสังคม เท่านั้นแหละ มันก็มีสมมุติสังคม เพราะฉะนั้น พวกที่มีความคิดเห็นแบบอุจเฉททิฏฐิ คือมีความ เห็นแบบขาดสูญ ตายแล้วไม่มีอะไรเชื่อม ไม่มีอะไรต่อ คนที่มีความเห็นแบบนี้ ชีวิตก็คือ ชีวิตแค่ นี่เกิดมา ได้รับการผสมพันธุ์ถูกสัดส่วน ก็เกิดมาเป็นสัตว์โลก เกิดมาแล้วถึงเวลาตายก็ตายไป ก็จบ ดิ้นด็อก แด็กๆ ไปชั่วระยะหนึ่ง อายุสั้นบ้างยาวบ้าง บางคนอายุยืนไปถึง 100 ปี ค่อยตาย แล้วก็จบกัน ไม่มีอะไรต่อ ไม่มีอะไรเนื่อง ไม่มีผลกระทบ อะไร ในจักรวาลนี้ พวกอุจเฉททิฐิ พวกมีความเห็นว่า ตายแล้วสูญ พวกนี้เกิดมาเยอะ แล้วเดี๋ยวนี้มีความรู้สึกแบบนี้ ทิฏฐิแบบนี้เยอะ ทำ ให้สังคมวุ่นวายที่สุด เดือดร้อนที่สุด ตัวเองก็มีแต่บาปกับบาป คนที่ไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีอะไรพวกนี้นี่ เพราะฉะนั้นจะเห็นการที่เสียสละ การให้ การช่วยเหลือ เกื้อกูล เป็นผลดีของสังคมนี่ เขาจะไม่เอาถ่าน มีแต่จะเห็นแก่ตัว วุ่นที่สุดคนแบบนี้น่ะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ ไม่ได้เข้าใจไปในทิศทางที่ถูก โดยเฉพาะตั้งแต่ตัวเริ่มต้น ทินนัง นี่ บรรลัย ทีนี้ เริ่มต้นเรามีความเห็นที่เป็นอัตถิ มี ทานนี้มี อย่างน้อยก็มี พฤติกรรมแห่งทาน แล้วก็ทานนี้มีผล ทานนี้เป็นคุณค่า และที่สุด ถ้าศึกษาศาสนาพุทธแล้ว ทานเท่านั้นแหละ เป็นเนื้อหาของมนุษยชาติ เป็นผู้ให้ ผู้ใดปฏิบัติตนสุดยอดได้ ก็มาเป็นผู้ให้ จนกระทั่งถึงขั้นสุดเป็นพระอรหันต์ นี่คือ ผู้ไม่มีตัวตน ผู้ไม่เห็นแก่ตัว ผู้ไม่เห็นแก่ตนเองจริงๆ ไม่ใช่ภาษาพูด มีทั้งความรู้สึก มีทั้งพฤติกรรม ความรู้สึกก็ไม่เห็นแก่ตัวจริงๆ แล้วพฤติกรรมก็จะเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมที่ไม่เห็นแก่ตัวจริงๆ มีพฤติกรรมกาย วาจา ใจ อยู่อย่าง จะอยู่ไปด้วยกัน คบคุ้นไปแล้วก็จะเห็นว่า เออ ! ท่านเป็นคนไม่เห็นแก่ตัวจริงๆเลยน่ะนะ ไม่ได้ไปเอาอะไรมาไว้แก่ตัว ไม่ได้บำเรอตัว ไม่อยู่เพื่อเสพ เพื่ออะไร ทำอะไรต่ออะไรเพื่อผู้อื่นทั้งนั้น มีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น เหมือนกะรถยนต์คันหนึ่ง มันไม่มีตัวตนหรอก แต่มันก็แย่กว่าคนตรงที่ว่ามันขับเองไม่ได้ มันเป็นรถยนต์เอง เดินเครื่องเองไม่ได้ มันเป็นเครื่องกลที่เดินเองไม่ได้ แล้วก็ไม่มีตัววินิจฉัยเองอยู่ในตัวของมัน ว่าควรจะทำอะไร ถ้ามี ตัววินิจฉัยเองแล้ว มันก็ขับเคลื่อนของมันเองได้นี่นะ รถยนต์ตัวนั้นก็คือพระอรหันต์นั่นแหละ ก็เครื่องกลอันนั้น ก็คือพระอรหันต์ มันทำ เพื่อผู้อื่นทั้งนั้นแหละ ตัวมันเองไม่อะไรหรอก ถ้าตัวมันทำเองเป็น มันก็คงจะหาน้ำมันกินเองน่ะ มันก็หาน้ำมันให้มันกินบ้าง แต่มันไม่ทำเพื่อตัวเองน่ะ มันหาน้ำมันใส่เครื่องของมัน เออ น้ำมันมันจะหมด แล้วนะ นี่มันจะพร่องแล้ว นี่สแปร์แล้วตอนนี้ มันจะเหลือน้ำมันแค่สำ รองแล้ว มันก็จะต้องไปหาน้ำมันเติมให้มาแล้วก็วิ่ง มีไอ้นั่นขาด น้ำ มันเกียร์ขาด น้ำมันเบรคพร่อง จาระบีน้อยไป ตัวนี้ชักจะเปลี่ยน ควรจะเปลี่ยนอะหลั่ยตัวนี้หน่อย ไอ้โน่น ไอ้นี่ มันก็คงจะทำให้มันเองน่ะ แต่มันไม่มีตัววินิจฉัย มันไม่มีจิตวิญญาณ มันไม่มีตัวอันนี้ คนที่เป็นเจ้าของก็เลยกลายเป็นตัว เราตัดคนไปว่า ไม่ใช่ตัว ไม่เกี่ยวน่ะ ตัวตนของคนไม่เกี่ยวน่ะ ทำให้แก่รถนั่นน่ะ ก็เพื่อที่จะให้รถน่ะมันมีคุณ ภาพดี ให้มีอายุยืน ให้มีประสิทธิภาพสูง ให้มีประโยชน์คุณค่ามาก แล้วมันก็จะใช้ประโยชน์ มันก็จะดำเนินการ ดำเนินประโยชน์ มันจะไม่หาเวลาจอดนิ่ง จอดตาย ว่างๆ ก็พาตัวเองเข้าไปซุกอยู่ในรูนั้น อยู่ในพุ่มนี้ หลบตรงนั้น ตรงนี้ มันก็จะไม่หลบละ มันก็จะหาทางทำงาน วิ่งทำอะไรต่ออะไรให้เกิดประโยชน์คุณค่า กาลเวลาวันเวลาล่วงไปๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ หรือว่า กายกรรม วจีกรรม ที่ดีกว่านี้ ยังมีอีก มันก็จะหางานทำไป ควรพัก ควรเพียรอย่างไร มันก็มีพักบ้าง ไม่พักเดี๋ยวก็เครื่องระเบิด อะไรอย่างนี้ เป็นต้น นั่นแหละ มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ให้ มีแต่เกิดมาเพื่อสร้างสรร เกิดมาเพื่อเป็นผู้รับใช้มนุษย์ชาติ เกิดมาเพื่อที่จะมีคุณค่า มีสมรรถ ภาพอะไรที่เราจะทำได้ สร้างได้ ก็จะสร้างขึ้นมาให้เต็มสังคม มันไม่เพื่ออะไรเลยน่ะ เกิดมาเป็นมนุษย์แท่งก้อนนี้ แหม! อยากให้เชื่อทุก คนจังเลย อาตมาเชื่อว่า พวกคุณไม่เชื่อ เชื่อ! แต่เชื่อแค่ศรัทธา ยังไม่เกิดศรัทธาพละ ถ้าเกิดศรัทธาพละ ก็หมายความว่า เชื่อที่มีกำลัง แล้วพวกคุณก็มีประสิทธิภาพน่ะ เพราะศรัทธาตัวนั้นเป็นศรัทธาพละ เป็นศรัทธาผล เป็นศรัทธาที่สุดยอด ประกอบไปด้วยปัญญา เป็นอิน ทรีย์ตัวสมบูรณ์ อินทรีย์ 5 มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นอิน ทรีย์ของมนุษย์สำคัญ สั่งสมอินทรีย์ 5 พละ 5 นี่แหละ ในโพธิปักขิยธรรม 37 นี่ เราปฏิบัติเพื่อสั่งสม จะมีโพชฌงค์ 7 จะมีมรรค 8 ปฏิบัติเป็นกองหนุน มีสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 ยังจำได้อยู่ไหม ยังจำได้ไหมถึงสูตรๆหนึ่ง ไม่ใช่ถึงใครคนหนึ่งนะ ยังจำได้ไหม ถึงโพธิปักขิยธรรมนี่ 4.5.7.8 แน่ะ ไม่ใช่เลขหวยนะ สูตร 4.5.7.8 นี่เราจะประเสริฐสุด ด้วยสูตร 4.5.7.8 สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิท ธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 สั่งสมเป็นอินทรีย์ 5 พละ 5 ปฏิบัติ 3 ตัวนั่นแหละ ปฏิบัติสูตร 4 นั่นแหละ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 เพื่อเกิดอินทรีย์ ให้มันเต็ม เพื่อเกิดพละให้มันเต็ม เกิดอะไร? เกิดศรัทธา เกิดวิริยะ เกิดสติ เกิดสมาธิ เกิดปัญญา เกิด 5 ตัวนี่แหละ ยิ่งขึ้น เจริญขึ้น เรียกว่าอำนาจ เรียกว่าความเป็นใหญ่ เรียกว่าพละกำลัง เรียกว่าฤทธิ์ เรียกว่าเดช ได้ทั้งนั้นแหละ มันจะเป็นฤทธิ์ เป็นเดช เป็นแรง เป็นพลัง เป็นประสิทธิภาพ เป็นปาฏิหาริย์ก็ได้ เป็นความเก่ง ความสามารถ เป็นประสิทธิภาพ เป็นคุณภาพ 5 ตัวนี่แหละ แม้โพชฌงค์ 7 มรรค 8 เป็นสองตัวท้าย ของโพธิปักขิยธรรม ก็เสริมหนุนให้เกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 นี่แหละ ปฏิบัติให้ครบ มรรค 8 ให้เกิดโพชฌงค์ 7 ที่เป็นตัวในสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริย สัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพช ฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ นี่เป็นตัวใน เป็นตัวปรมัตถสัจจะ เป็นตัวที่จะเกิดสติก็ยิ่งขึ้น ตัววิริยะ ธัมมวิจัยยิ่งขึ้น ธัมมวิจัยนี่เป็นตัวเจตสิก ที่มันเกิดการวินิจฉัยที่มุทุภูเต แววไว เกิดขึ้น แล้วก็ผล ปีติ ปัสสัทธิ สมาธินี่เกิดตาม เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา ถึงขั้นอุ เบกขาเลย เป็นฌาน เป็นตัวสมถะผล ธัมมวิจัยเป็นวิปัสสนาผล ธัม มวิจัยเกิดผล ก็เป็นวิปัสสนา ตัวปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ก็เป็นตัวสมถะ มันจะเกิดจริงๆ เกิดเจริญงอกงามขึ้นในจิต เจตสิก ถึงสุดท้าย บอกแล้วว่าอุเบกขา นี่เป็นฐานนิพพาน ผู้มีอุเบกขาเจตสิกแล้ว สบม ธมด ปกต หห จจ คือตัวสบาย ส.บ.ม. เป็นปกติ ธรรมดาๆ สบม. ธมด. ธรรมดา ปกต. ปกติ สบม. ปกต. ธมด หห. จจ. หายห่วง หห. จจ.จริงจ่ะ แน่ะ หรือจริงๆ ก็ได้ จริงๆ หรือจริงจ่ะ แต่ก่อนนี้อาตมาใช้ จว. เขาว่ามันหยาบ จริงโว้ย เขาว่ามันหยาบก็เลยเปลี่ยนเป็น จจ. สบายเป็นตัวสบาย อุเบกขา เป็นตัวเจตสิกที่ต้องมีในคนยังไม่ตาย พระอรหันต์ ยังไม่ตาย ก็มีตัวอุเบกขาฐาน ซึ่งมีคุณธรรม 5 มีองค์ธรรม 5 เคยพูดได้เคยแจกแจงไปซ้ำซาก แต่ต้องอ่านน่ะ ว่าเรามีหรือยัง? เหตุปัจ จัยไหน วาระไหน รู้ได้อะไร เรื่องอะไร แต่ก่อนนี้เราเคย ตัวที่มันติดมันยึดนะ ยิ่งตัวที่เป็นกิเลส โอย! เสร็จแล้วเรามาปฏิบัติ ปฏิบัติไปแล้วจิตของเราเป็นอุเบกขาแล้ว มันบริสุทธิ์แล้ว โอ! มันเป็นอย่างนี้เองหนอ อุเบกขาเจตสิก แต่ก่อนนี้เห็นบุหรี่แล้วมันไม่อุเบกขาเลย มันไม่อุเบกขาหรอก มันไม่วางเฉยหรอก เห็นบุหรี่แล้วแหม อยาก โอ้ นี่ควันละเอียดยังงี้ อู้ฮู นี่ตัวอย่างนี้เขาโฆษณา มันน่าลองนะ อย่างโน้นอย่างนี้ อยากดูด กิเลสเกิดรู้เลย กิเลสเกิดเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว สัมผัสแตะต้องอย่างโน้นอย่างนี้ก็เฉย บริสุทธิ์อยู่ มันไม่ใช่เฉยเด๋อ เฉยอย่างมีปัญญา อย่างรู้ แล้วเราก็อ่านเจตสิกของเรานี่ จะกระทบยั่วยวนอย่างโน้นอย่างนี้ อย่างไรก็ไม่เกิดกิเลสเลย ไม่มีผลัก ไม่มีดูดเลย อาการจิตหยุด วาง กลาง เฉย ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ยังผ่องใสอยู่อย่างนั้น จะอยู่กับบุหรี่ ทำงานกับบุหรี่ก็ได้ ให้เราไปทำงานโรงบุหรี่ก็ได้ สมมุติว่าบุหรี่จะต้องทำ มีคุณค่าประโยชน์อะไร เราไปทำมันก็ได้ ก็เราไม่ติดไม่ยึดอะไรกับมัน เอ้า! บุหรี่มันเป็นสิ่งที่เราผลักไส เอ้าเป็น เป็นแม่ครัวดีกว่า ให้เราไปปรุงแต่งอาหารให้คน กินนี่ เราก็ปรุงได้ เราเองเราไม่กินปรุงแต่งเลยก็ได้ ถ้าจิตเป็นอุเบก ขา ในเรื่องของอาหารแล้วน่ะ ไม่ต้องปรุงแต่งเลย กินข้าวก็หุงมา กินข้าวดิบก็คงไม่ได้ หุงหน่อย แม่ครัวคนนี้ก็หุงข้าวกิน ไม่กินข้าวดิบ ไม่กินข้าวสาร กินข้าวสุก หุงสุกมา พืช ผัก ผลไม้ ไอ้โน่นไอ้นี่ อันไหนควรต้ม ต้มบ้าง อันไหนควรลวก ลวกบ้าง บางอย่างถ้าไม่ลวก มันก็มีสารที่มันไม่ดี ทำลายเสียบ้าง อะไรเสียบ้าง ให้พอเหมาะพอ ดี กินอาหารธรรมชาติสบายๆง่ายๆ ได้ แต่ให้ไปปรุงอาหาร เป็นแม่ครัวปรุงให้คนอื่นก็ปรุงได้ ไม่ติด ไม่ยึด ไม่ได้เป็นกิเลสด้วยเลย ปรุงอร่อยก็รู้ว่าอร่อย เออ! บางทีก็ชิมเสียก่อน เออ! รสอย่างนี้ถูกปากคน คนแบบนี้ ต้องให้เขากินอย่างนี้ก่อน ไม่กินอย่างนี้ ประเดี๋ยวจะ เจี๊ยะบ่เลาะ เดี๋ยวก็ตายแห้งตายพอดี เดี๋ยวกินไม่ได้ กินไม่ลง ปรุงให้เขากินได้ แต่จิตมีอุเบกขาเจตสิกอย่างนี้ เป็นคนมีประสิทธิภาพ มีฝีมือในการปรุงอาหารให้จริงๆ ก็ปรุงเป็นกิจเป็นการ เป็นงานในโลก รับใช้เขา ยกตัวอย่างตัวเอง อาตมาว่าอาตมาไม่ติดแล้วนะ เรื่องเพลงนี่น่ะ ไม่ติด อาตมาก็ไม่คิดจริงๆเลยว่า ต้องหวนกลับมาแต่งเพลงนี่ แหม! ทิ้งหมดเลย ทิ้งจนกระทั่งนึกว่าเราลืมแล้ว โน้ต โน้ตนี่นึกว่าเขียนไม่ได้ เคยไม่ได้ เขียนไม่ได้แล้วน่ะ ทิ้งหมด แล้วมันเป็นอย่างไรไม่รู้น่ะ ไอ้สมุดเพลง ไอ้เพลงที่อาตมาบันทึกเพลงที่เคยแต่งนี่ ของเก่าของใหม่อะไร นี่ของเก่า ทำไว้แล้ว จะทิ้งก็ทิ้งให้เขาไปหมด ไอ้บันทึก ไอ้เพลงปึ๊งนั้นนี่ จะเอาไปให้ไอ้นั่น เอาไปให้อารี นักดนตรี ให้เขาไป เขาก็ไม่แยแส แต่ตอนนั้น วางแล้วน่ะ จะเลิก จะวางก็ให้ไป อะไรๆ ก็ทิ้งไปหมด ไม่ได้ดูไม่ได้แลอะไร เสร็จแล้วเขาไม่เอาน่ะ มันเล่มหนาอย่างนี้ เขาก็ไปทิ้งใส่ลิ้นชักตู้โต๊ะอะไรไว้ เอ๊! ของเราก็ว่ามันก็น่าจะเอาไปใช้อะไรน่ะ แต่เขาไม่ใช้ ก็ไปหยิบกลับมาคืน หยิบกลับมาคืนแล้วก็ว่าไม่วุ่นไม่วายอะไรอีก เอาละ ไม่ต้องไปเล่ามาก สุดท้ายกลับ มา ก็ต้องมา เอ๊ ! มานั่งนึกว่าเราจะต้องมาแต่งแล้ว สังคมมันอย่างนี้ ต้องแต่งเพลงขึ้นใหม่บ้าง ตอนแรก โอ้โฮ! ยากตายเลย มันจะอย่าง ไร มันจะแต่งอย่างไร ทบทวนดึงขึ้นมาจนกระทั่งมา แต่งเพลงแรกที่แต่งใหม่ที่สุด เพลงอะไร ใครนึกออกไหม? ไม่ใช่ ขันติต้องไม่จาง เพลงนี้ เปลี่ยนชื่อเป็นอะไรนะ ขันติต้องไม่จาง เปลี่ยนชื่อเป็นอะไร เอาประโยคของเพลงนะ ขอเพียง อะไรขอเพียง ก่อนอะไร เพื่อมัน ตรงนั้นน่ะ ที่เอามาเป็นชื่อเพลง เออ ชื่อเพลง แสงธรรมต้องทอบวร นั่นเพลงแรก แต่งก็ระมัดระวังไม่ให้มันฟื้น โอ้โฮ ภาษากวีการเจี๊ยบเลย จนคนอ่านนี้มืดเลย ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะว่า เกรงคนจะหาว่าเรานี่ ตลาด พวกอะไรต่ออะไร อย่างนี้น่ะ มันก็ระวังแจเลยน่ะ แหม! อะไร ขึ้นต้นอะไร ไม่ใช่! ไอ้นั่นมันเพลง พรีส เพลงที่สอง เพลงนั้นมันเพลงตะวันทอฟ้า นั่นมันเพลงที่สอง เพลงแรก เพลงนี้ เพ่งมองผ่านเมฆ เฉกใจให้ช้ำ ก็ทำมาแล้ว พอทำๆ ออกมา แล้วก็ดูสังเกตอะไรต่ออะไร เอ้อ! มันก็ มันก็มีผล แต่เหมือนที่อาตมาไอ้นั่นไปแล้ว มันต้องทำ เพราะว่าสังคมทุกวันนี้มันไม่ใช่สังขารอย่างสมัย พระพุทธเจ้า แล้วสังขารพวกนี้มีฤทธิ์ด้วย สังขารธรรมพวกนี้ มีฤทธิ์มีผลต่อโลก ต่อสังคมจริงๆเลย ถ้าไม่มีมันก็ได้ส่วนหนึ่งก็จริงอยู่ แต่จะไป เวลาทำออกไปแล้วนี่ มันไปกั้นเหมือนกัน มันไปเป็นฤทธิ์เป็น เดชที่ไปกั้นกระแส กระแสอันนี้แหละ กระแสสังขารธรรมนี้ของสังคม ถ้าไม่มีอะไรไปกั้น เราก็ไม่มีอะไรไปฆ่าฤทธิ์ ตัวสังขารธรรมที่มันเป็นผลอยู่ในสังคมนี้ ไม่มีอะไรไปฆ่าฤทธิ์อันนี้ มันก็รุกไล่รุกลามเข้ามาหาคนอย่างหนัก มันพามอมเมา มันก็ฉุดไปใหญ่เลย เราต้องฆ่าฤทธิ์ ให้มันบ้าง ให้มันตรึงไว้บ้าง ขนาดนั้นก็ยังยาก สู้เขายาก แต่ก็ต้องทำบ้าง อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ทำไปก็ดูมีผลพอสมควร เพราะว่าคนเขาสัมผัสติด เขาเห็นว่าไอ้นี่ก็คือแกงเหมือนกันกะเขา ว่าอย่างนั้นน่ะ แต่แกงของเรานี่ปรุงต่างหากนะ ใส่ยา ทางโน้นของเขา เขาใส่ผงชูรส แกงของเรา แกงใส่ยา แต่แกงเหมือนกัน พอตักซดบ้าง อย่างน้อยก็เข้าไปในเลือดบ้าง ก็เขากินแต่แกงที่มีแต่ผง ชูรส มันก็ได้แต่ผงชูรส ที่เป็นสารเข้าไปในเลือด ไอ้นี่เขาเห็นว่า นี่แกงเหมือนกัน เออ! ไหนๆ ขอชิมซิแกงนี่ ก็รูปแกงเหมือนกันนะนา ซดพรวด ไม่อร่อยว่ะ! แต่เข้าไปในเลือดแล้ว นั่นแหละชิมคำหนึ่งก็ ดี เอ้า! จริง แม้นชิมคำหนึ่งก็ดี บางคนก็บอก เอ! เขาว่าดีน่ะ ลองกิน ดูซิ ทีนี้คนไหนที่เขามีสาร ที่มันมีปฏิกิริยา ที่ทำปฏิกิริยากัน กินเข้า ไปในเลือดแล้วทำเลย มันก็ทำปฏิกิริยา เขาก็ได้มาบ้าง แต่ส่วนมากเป็นเลือดผีเสียเยอะ มันต่ำกว่า ปฏิกิริยาสู้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเลือดพระมีอยู่บ้าง มันก็ทำปฏิกิริยามา นี่ก็อธิบายเป็นภาษาให้ฟังน่ะ เอ้า ต่อไป ประเดี๋ยวมันจะช้าอยู่ตรงนี้น่ะ ทินนัง ทาน นี่เป็นตัวยอดที่สุด ผู้ใดปฏิบัติเสร็จแล้ว จะเกิดอินทรีย์ เกิดพละ จะส่งเสริมสุดท้ายก็มาทาน เป็นบารมีสุดยอด บารมี 10 ทัศ ก็มาทานนี่แหละ สุดท้าย เมตตาบารมี กับอุเบกขาบารมี เมตตาเป็นตัวงาน อุเบกขาเป็นตัวอาศัย สุดท้ายมีบารมีสูงสุดแล้วจะมีอุเบกขากับเมตตาเจตสิกเป็นตัวงานของพระอาริยเจ้า โดยเฉพาะพระอรหันต์ พระอรหันต์มีเมตตาเจตสิก กับ อุเบกขาเจตสิก สองตัวนี่เป็นตัวเจตสิกที่อาศัย อุ เบกขาก็เป็นตัวที่พัก ตัวอาศัย เมตตาก็เป็นตัวงาน สุดท้ายมาทำอะไร? ก็มาทำทาน เพราะพระอรหันต์ บารมี 10 ทัศ จบแล้ว ไม่ต้องทำอะไรอีก ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา เมตตา อุเบกขาเป็นตัวเหลือสุดท้าย เมื่อยังมีชีวิตอยู่ พระอรหันต์เจ้ามีเจตสิกสองตัวนี้อาศัย อา ศัยทำอะไร ปฏิกิริยาทาน มาทำทาน ศีลไม่ต้องอีกแล้ว ปฏิบัติจบแล้ว พระอรหันต์เป็นศีลบุคคล เนกขัมมะออกมาหมดแล้ว ปัญญาวิมุตติญาณทัสสนะแล้ว วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เพื่อจะให้เกิดเสริมหนุน ให้มันเกิดผลสูงสุด จบหมดแล้ว จะมีวิริยะ ก็วิริยะเพื่อผู้อื่น ขันติก็ขันติเพื่อผู้อื่น แหม มันต้องอด ต้องทนเหลือเกิน ถ้าไม่อดไม่ทน หนีแล้ว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน