210205-170 พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ตอน170-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ012.txt

โฟลเดอร์สมณะโพธิรักษ์ - พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ตอน 1-202 (ปี 19-20-21)MP3 ถอดเสียงแล้ว รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์220 KB
วันที่แก้ไข9 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

อาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์พุทธศักราช 2521 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกเรามาทำวัดต่อขณะนี้เรากำลังได้บรรยายถึงเสียงชมเชยสรรเสริญของอุจจาระมานพซึ่งเป็นการสรรเสริญอันนึงแม่หนึ่งซึ่งอุลตร้าแมนชมเชยนี้เริ่มต้นก็ชมเชยว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นประกอบไปด้วยลักษณะ 32 ประการแล้วก็ ผมก็ได้เอาลักษณะ Police ลักษณะ 32 ประการทั้งหมดนั้นมาอ่านสู่ฟังและก็ได้อธิบายสู่ฟังเพื่อจะได้เข้าใจรายละเอียดมาอ่านสู่ฟังถึงบุคลิกลักษณะซึ่งมีลักษณะเฉยๆด้านกายคนที่จะรู้ก็รู้แค่กายก็คิดแต่ว่ารูปร่างกายจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ของมนุษย์ซึ่งก็เป็นแต่เพียงบอกเท่านั้นเองก็เข้าใจดื้อๆเห็นตรงถ้าผู้ที่ไม่มีปัญญาในชั้นที่ไม่มีปัญญาต่อๆมาแล้วก็จะท่องไว้เพื่อจะจำได้แต่ว่าคนที่จะมีรูปร่างอย่างนี้คนนี้จะมีรูปร่างอย่างนี้อาจจะมีส่วนเท้ายาวมีข้อนิ้วยาวมีฝ่ามือฝ่าเท้าอ่อนละมุน เริ่มมีกลายเป็นสีทองมีผิวหนังดูดทองมีผิวหนังละเอียดละอองจับไม่ได้อะไรแล้วแต่มีตาดูดวัวมีตาเขียวสนิทอะไรก็ตามก็จะเป็นแต่เพียงรูปไม่มีนามประกอบไม่มีธรรมะประกอบเป็นแต่เพียงตัวตนบุคคลเราเขาเท่านั้นเองไม่มีสมาธิฐานพระเพราะว่าผู้ใดที่มีปัญญาแล้วเมื่อรู้รูปก็จะรู้นามเมื่อรู้บุคลากรที่ฐานก็จะรู้ทำสมาธิฐานเมื่อรู้สภาพวัตถุก็จะรู้สภาพจิตมีธรรมในธรรมมีกายรู้กายรู้จิตรู้ธรรมจะรู้ไปถึงอย่างนั้นได้ เมื่อความรู้มันฟั่นเฟือนความรู้มันไม่แตกฉานมันก็กลายเป็นของไม่ขยายเช่นเดียวกันกับมนต์ที่ท่องกันอยู่ทุกวันนี้สวดมนต์ท่องมนต์ท่องทั้งเก่งขยันเก่งท่องกันอยู่เยอะเหมือนกันผิดจนเรียกกันว่ามนตรยานคือยานี่แปลว่าพาหนะมนตรายานพวกมนตราที่ได้รับคำที่ได้รับตั้งชื่อว่าเป็นพวกลัทธิมนตราก็เพราะว่าเอาแต่ท่องมนต์จะให้มลนี้มันเป็นพาหนะพาไปสู่นิพพานพาไปสู่สวรรค์เอาแต่บท

อ่านต่อ

ปฏิบัติเอาแต่ท่องมนต์อย่างเดียวจึงเรียกพวกมนตรายาน แต่ไม่รู้เรื่องของมนท่องบทมนต์ก็ไม่รู้ความหมายของมนต์ไม่เข้าใจไม่เข้าใจว่าคนนั้นคืออะไรหมายความว่าอย่างไรและจะเอามาใช้มาประกอบกับกิจกรรมกับชีวิตอย่างไรไม่รู้เรื่องนอกจากไม่รู้เรื่องแล้วพาไปเข้าใจว่ามลนี้ถ้าท่องอย่างนี้แล้วมันจะพาไปอย่างโน้นอย่างนี้เมื่อเอามาแปลกันแล้วบางทีกลับกันเลยมันอาจจะแปลว่าให้ไปตัวเองเอาไปใช้เพื่อที่จะมามนต์แปลว่าจะทำให้อย่างนั้นอย่างนี้ให้หยุดกลับไปทำมูลนิธิจริงๆแปลว่าอาจจะมีคำแปลว่าให้หยุดทำอย่างนั้นให้หยุดมีสภาพ แต่พอท่องแล้วขอให้เป็นอย่างที่มลบอกว่าให้หยุดเสียให้ข้าเสียให้เลิกเสียจะกลับท่องมนต์แล้วเสร็จขอให้เป็นกลับกันกับที่หมดให้หยุดสถานการณ์ไม่รู้จะงมงายไงพูดไปอยู่กับวัวเป็นบทมนต์เป็นภาษาพูดนะแต่ไม่รู้ความหมายไม่รู้คำแปลไม่รู้ความลึกซึ้งแต่ผ่านไปกลับไปขอไอ้ที่มันบอกอยู่หยกๆพูดปากก็บอกว่าจะไม่เอาอย่างนี้จะไม่ทำอย่างนี้จะไม่เป็นอย่างนี้แต่ตัวเองอาจจะไปเอาอย่างนี้จะเป็นนี้ขอให้เป็นอย่างนี้มันก็เลยเรียกว่างมงายดำเป็นขาวให้สังเกตให้ดีอย่างนี้มีบอล อาจมีแต่ตอนนี้นึกไม่ออกว่าบทไหนจะเคยเจอกลับกันเลยไอ้ท่องแล้วก็ท่องคาถาใหญ่นะเสร็จแล้วก็ขอโกงกันข้ามกันคือเรียกว่าพาซื่อซะจนไม่มีความรู้อะไรเลยทำอะไรกลับกันไปหมดกับความจริงที่เป็นอยู่นี่เร็วมนต์กัลยานแบบนี้เยอะแล้วก็ใช้ไม่ได้ไม่ได้เรื่องในสมัยพระพุทธเจ้าพวกพราหมณ์ยังรู้สึกลักษณะ 32 นี่ยังรู้อยู่ท่องได้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ยืนยันอีกชั้นเดียวกันยืนยันชั้นเดียวกันเลยเหมือนกันเดี๋ยวนี้มันจะกำลังจะเป็นแบบเดียวกันพระพุทธเจ้าว่าตรัสถึงมหาวชิในลักษณะ 32 แล้วท่านก็บอกว่าภิกษุทั้งหลายพวกฤาษีภายนอกตำบลมหาโพธิลักขณาได้ก็จริง แต่หารู้ไม่ว่าการที่มหาบุศย์มหาบุรุษได้ลักษณะอันนี้อันนี้เพราะทำกรรมเช่นนี้เช่นนี้แต่ไม่มีความรู้ว่าที่จะได้ลักษณะอย่างนี้แหละเพราะทำกรรมอย่างนี้จึงได้ลักษณะอย่างนี้ทั้งๆที่เขาเชื่อแน่ว่ากรรมสืบต่อเขาเชื่อแน่นะว่ากรรมสืบต่อที่ได้ผู้บริหารนี้แหละโอ้โหนี่ลักษณะอย่างนี้ต้องเกิดเป็นพระพุทธเจ้าและสืบต่อมาสั่งสมบารมีมาจนกระทั่งนี้เป็นบริษัทใหญ่เขารู้ด้วยซ้ำไปเค้าเชื่อแน่เขาถึงได้มาทำนายได้ว่านี่จะเป็นพระทำบวชจะได้เป็นมหาศาสดาถ้าไม่บวชจะได้เป็นจอมจักรพรรดิถ้ามีมหาปุริสลักษณะ 32 อย่างนี้เพราะเขาก็รู้ว่าสืบเนื่องกันมาอย่างเงี้ยว่ามันเป็นกรรมที่สั่งสมต่อแต่ไม่รู้ว่ากรรม จึงมาได้อย่างนี้ไม่มีความเข้าใจก็ได้แต่ท่องมนต์อย่างนั้นเองเพราะฉะนั้นเมื่อไม่รู้กรรมอะไรเขาทำอะไรไม่ได้เขาจะไปตัดผ่าตัดให้ข้อเท้ายาวนิ้วยาวจะไปผ่าตัดจะไปเอาเครื่องประทินผิวมาทำให้ตัวเองมีผิวดุจทองมีผิวกายเหมือนสีทองผิวหนังละเอียดอะไรมันก็มันไม่ใช่เรื่องเลยมันกับปรปักษ์เลยมันไม่ได้เรื่องอะไรเพราะกรรมอย่างนั้นมันไม่เข้าท่าการกระทำแบบนั้นแล้วอยากได้ในตาหลุดบัวก็เลยผ่าลูกในตาเอามาใส่ใหม่ไม่งั้นมันไม่ใช่แม่จะได้ไปผ่าตัดเอาลูกตาแบบลูกตาวัวเอาตาเขียวสีเขียวมาใส่เลยผิวหนังก็เอาทองมาทาเลย ข้อเท้าก็ผ่าตัดเลยจะให้ส้นเท้ายาว 7 ฟุตก็ยังได้เลยแล้วมันจะไม่เข้าท่าอะไรแบบนั้นแต่มันต้องสั่งสมมาตั้งแต่กำตั้งแต่จิ๊บกรรมของจิตเป็นมโนกรรมแล้วก็มาเป็นกายกรรมไล่มาเป็นที่สั่งสมมาเป็นสภาพอย่างที่ได้อธิบายสู่ฟังแล้วทีนี้เมื่อเรารู้กรรมอย่างนั้นแล้วไม่ต้องอยากได้ข้อเท้ายาวไม่ต้องได้ส้นเท้ายาวอยากได้ตาเขียวสนิทอยากได้ตาสีนิลอะไรก็ไม่ต้องอยากได้อยากได้ผิวหนังดูดทองผิวหนังละเอียดทุเรียนตกต้องไม่ติดละอองจับไม่ได้ไม่ต้องไปอยากได้มันก็จะเป็นถ้าเราสั่งสมกับถูกต้องตรงแล้วก็ได้อธิบายถึงกรรมต่างๆให้ฟังอย่างชัดเจน พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นกรอบๆสัมพันธ์กันก็ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์นี้มันโยงใยมาไงให้เห็นชัดว่ามันมันเกินได้เป็นได้เราจะเข้าใจเข้าใจว่าเออจริงแล้วมันลงตัวมันมันมีกี่ทัพปฏิยานมันมีความซับซ้อนสัมพันธ์เพราะสิ่งนี้มันจะค่อยๆเคลื่อนมาเป็นสิ่งนี้ค่อยๆเคลื่อนเป็นสิ่งนี้แล้วมันจะต่อไปหาสิ่งนี้มันเคลื่อนย้ายไปอย่างเห็นชัดเราก็เข้าใจดีแล้วก็แน่ใจว่าเอออันนี้มันเป็นอย่างนี้เองวัฏสงสารได้ทุกอย่างเกิดมาด้วยกรรมอย่างนี้เองตั้งแต่จิตไปสำคัญเราจะเห็นความสำคัญของจิตแล้วก็ควบคุมจิตให้ดีแล้วก็ให้มันทำสิ่งดีให้มันตั้งหน้าตั้งตาประพฤติสั่งสงกรานต์ที่ดีขึ้นไปตั้งแต่มโนกรรมเป็นสำคัญ เราก็จะรู้แล้วเราก็จะเห็นเราก็จะได้พิสูจน์ตามที่เราสั่งสมไปตามวาระและใกล้ใกล้ช่วงระยะใกล้ๆก็อาจจะมีเหตุมีปัจจัยมีเหตุมีผลเกิดผลต่อเนื่องมาให้เราเห็นได้ในระยะใกล้ๆบางสิ่งบางอย่างเป็นได้อาทิตย์นี้ก็ขอกลับมาที่อุตรดิตถ์ต่อมาเรื่องชมรมมหาปุริสลักษณะและขยายความให้ฟังแล้วทีนี้ก็อันต่อมาทรงมีลีลาศสง่างดงามแล้วก็กลับมาอธิบายขยายความกันเองที่บอกว่าท่านผู้เจริญพระสมณโคดมนั้นเมื่อจะดำเนินย่อมกล่าวเท้าขวาก่อนไม่ยกย่าน ใกล้เกินนี่เป็นเป็นเป็นเป็นเป็นลีลาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อุจจาระมานพสรรเสริญชมเชยถ้าคำว่าย่อมก้าวเท้าขวาก่อนอันนี้ก็รู้จักจุดเริ่มต้นอะไรควรเริ่มก่อนเริ่มหลังถ้าเริ่มขวาก่อนจะทำอะไรก็เริ่มที่ขวาก่อนธรรมดาคนเรานี่ถนัดขวากว่าซ้ายมันมีจุดขึ้นมาเป็นธรรมชาติเลยมาแต่ไหนแต่ไหนมันมีส่วนที่มันสำคัญกว่ากันมันเอนเอียงกันอยู่อะไรต่ออะไรมีหลักก่อนมันไม่มีอะไรเสมอกันมือมีขวามีซ้ายแต่มันก็ไม่เสมอขวาเสมอซ้ายขวาเหมือนกันหูก็เหมือนกัน สวนอะไรเหมือนกันหมดแหละมันละเอียดเกินไปที่จะอธิบายตาขวาถนัดกว่าตาซ้ายตาซ้ายถนัดกับตาขวาหูซ้ายถนัดก็หูขวาอะไรเนี่ยมันเกินกว่าจะอธิบายมันไม่เห็นเด่นชัดแต่มือมันยกได้พอยกเปล่าขึ้นมาเห็นสำคัญแม้แต่เท้าขวาเท้าซ้ายมันก็ชักจะไม่ค่อยรู้เท่าไหร่แต่ก็ยังพออธิบายได้ถ้าถึงยกเอาเท้ามาอธิบายถ้ามือแล้วก็ชัดมือขวาเราถนัดมือขวาขวามือซ้ายเพราะเราทำงานใช้ความเกี่ยวข้องเชี่ยวชาญมันมีบริการงานมากๆที่มันจะเข้าใจในนัยยะแง่เงินต่างๆที่เอาไปใช้มันก็เห็นได้ชัดว่าขวาเราถนัดขวาซ้ายนี่เป็นส่วนใหญ่ส่วนมากไม่ได้ไปนับเอาพิเศษ ยกเว้นบางคนนะนี่เป็นทั่วไปเป็นรายเฉลี่ยเป็นสามัญงานพระพุทธเจ้าก็จึงรู้ก่อนรู้หลังแต่เท้าที่ก้าวกำหนดจะเดินก็ก้าวเท้าขวาก่อนไม่รู้การก่อนไม่ย่างไกลเกินใกล้เกินกว่าจะย่างก็ย่างนอกจากอันไหนก่อนรู้ก่อนแล้วก็ยังรู้จักขนาดอีกไม่ไกลไม่ใกล้เกินไปไม่ยากมากไปน้อยไปไม่ไกลเกินไกลเกินเมื่อดำเนินไม่กล้าขี่เร็วเกินและไม่ช้าเกินกำหนดซ้อมลงไปอีกฝั่งให้ดีนะเนี่ยอธิบายได้แค่เดินแตกต่างแค่ลีลามีความละเอียดสติสัมปชัญญะ หมดแม้แต่ 9 ใช้ขวาก่อนรู้แล้วลำดับที่ควรที่สุดไกลเกินไม่เอาใกล้เกินไม่เอาขี่เร็วเกินไปไม่เอาช้าเกินไปไม่เอาให้พอเหมาะพอสมตามคำว่าถี่คำว่าคำว่าเร็วคำว่าช้าอีกแหละคำว่าเดิมคำว่าช้าก็จะต้องรู้เพราะขนาดไหนเราควรเดินควรช้าขนาดไหนกรรมการเดียวกันช้าเหมาะสมกับโอกาสกาละหมู่ชนไม่ใช่ว่าไม่เร็วเกินไปไม่ช้าเกินไปเลยพระพุทธเจ้าด้วยกลายเป็นเดินเมื่อไหร่เมื่อไหร่เท่านี้หมดเลยตลอดกาลเมื่อไหร่เมื่อไหร่ท่านก็ไม่เปลี่ยนจับเอามิเตอร์วัดได้เลยว่าพระพุทธเจ้าเดินเมื่อไหร่พอเดินปั๊บก็ต้องเท่านี้ก็เท่านี้ในการที่ควรช้ากว่านี้ก็เท่านี้ ราคาซื้ออย่างนั้นก็ไม่ไหวนะอย่าไปเข้าใจผิดอย่างนั้นแต่ท่านต้องกำหนดจังหวะอย่างนี้เหตุการณ์อย่างนี้ควรเดินเร็วหรือเดินช้าขนาดเท่าใดจะเหมาะสมว่าไม่ช้าเกินไปไม่เร็วเกินไปสาระอย่างนี้ควรเร็วหน่อยก็จะต้องเร็วและเร็วอย่างนั้นน่ะเป็นเร็วที่พอดีไม่ช้าไปแล้วก็ไม่เร็วไปเร็วเกินเขตถ้าไม่ทำเป็นว่าฝนตกฟ้าร้องแล้วจะให้วิ่งเลยไม่วิ่งพระพุทธเจ้าไม่วิ่งแล้วนักบวชไม่วิ่งการวิ่งอยู่นั้นไม่สำคัญไม่สมควรกับสมณะสารูปไอ้เรื่องวิ่งไม่เคยมีเหล่าแม้กระทั่งความรู้อันนี้ของชาวอินเดียนี้ก็มีประเภท ผู้ที่เป็นผู้ชั้นสูงก็รู้มารยาทว่าการวิ่งไม่งามนางวิสาขาเคยฝนตกฝนตกใหญ่ฝนตกเม็ดโตตกซู่ลงมาในขณะครั้งหนึ่งที่กำลังเดินอยู่กับหมู่บริวารพอเวลาฝนตกลงมาหมู่บริวารก็รีบวิ่งเข้าหาที่หลบกระจุยกระจายปล่อยเหลือแต่นางวิสาขายังเดินเฉยอยู่เข้าไปหาที่ที่ตลกเหมือนกันแต่ว่าไม่วิ่งเดินไปธรรมดาฝนก็ตกลงมาเปียกมีคนเห็นเขาก็เลยทักท้วงถามว่าทำไมไม่วิ่งเล่าผมบริบาลเขาวิ่งไปหมดแล้วพวกอยู่รอทำไมไม่วิ่งเราไม่รู้จักอะไร ฝนเปียกหมดแล้วไม่มีคนทวงถามแล้ววิสาขาก็บอกว่าเขาไม่วิ่งหรอกโบนัสก็ถามเป็นอะไรเวลาไม่วิ่งมันเป็นยังไงให้เหตุผลไปตามประสาของวิสาขาอย่างนี้หมายความว่ามีสำนึกรู้แล้วว่าการวิ่งไม่เหมาะสมแต่มีเหตุผลตามเหตุตามผลของเขาแต่วิสาขาไร้เหตุผลหลายๆอย่างเหมือนกันเหตุผลว่าไอ้ที่วิ่งเนี่ยถ้าเผื่อว่าเขาลื่นหกล้มลงไปแล้วก็คุณจะทำยังไงจะทำยังไงเอาอะไรมาแทนพ่อแม่ให้เขาได้นั่นแหละเหตุผลที่ทำให้สาขาให้แก่คนชักชวนตอนนั้นแต่ซึ่งมันก็จริงเหมือนกันแต่ความจริงแล้วมันเป็นมารยาทของสมมติ จะเป็นมารยาทของสังคมชั้นสูงช้างช้างนี่ไม่วิ่งไม่เหมาะสมที่จะวิ่งเพราะช้างวิ่งไม่งานก็ช้างเดินทั้งงานมันเกินขอบเขตของช้างเพราะว่าใหญ่ตัวใหญ่ถ้าตัวใหญ่วิ่งแล้วมันดูชอบกลมันน้ำหนักมากมันดูแล้วมันไม่ดูดีเพราะว่าช้างวิ่งนี่ดูไม่นานแต่ทางเดินนี่งานช้างงานที่สุดแค่เดินส่วนใหญ่สิ่งใหญ่ราชา 1 นักบวชหรือพริกสุกพริกสุนีย์หนึ่งทางไม่สมควรวิ่ง นักบวชหรือช้างไม่สมควรวิ่งๆแล้วดูไม่งามอย่างนี้เป็นมารยาทสังคมเป็นมารยาทของผู้ที่เขาสมมุติกันมาก็ถือกันอย่างนี้เป็นต้นแล้วการที่จะเร็วเกินไปหรือช้าเกินไปหรือยิ่งวิ่งเลยเนี่ยพระพุทธเจ้าแม้ท่านเองท่านเป็นกษัตริย์แต่ยิ่งเป็นสมณะบวกเข้าไปอีกไม่มีวิ่งเมื่อดำเนินไปก็ไม่กล้าขี่เร็วไม่ช้าและไม่ช้าเกินไม่ให้แข้งเบียดแข้งไม่ให้คลอดเท้ากระทบข้อเท้ามีสติรักษาทรวดทรงรักษาการก้าวรักษาการกระทำรักษาบทบาทไม่ให้สิ่งที่ไม่สมควรก็ไม่สมควรไม่ให้ข้อเท้ากระทบกอดเท้าเดินไปแล้วก็ให้ขาเตะกันไปมันก็ไม่เข้า ไม่ยกขาสูงไม่ราดขาต่ำนายกขาสูงรถยกขาสูงเกินไปเวลายกมันก็มีหรอกบทที่ยกขาสูงเกินไปอยากจะรอเราเดินในน้ำและยกขาสูงเห็นในนี้มุ่งเน้นไปด้วยเหมือนเดิมในน้ำไม่เดินบนหมวกเนี่ยมันยกขาสูงเรารู้เลยมันดูแล้วมันไม่งามเอ๊ะทำไมจะต้องยกขาเนี่ยตกขาอยู่สูงเกินไปมันดูจังหวะมันเกินไปนายกขาสูงไม่ลากขาต่ำไม่ให้ขาเป็นเกลียวให้ตรงขาเป็นเกียร์เดินแล้วก็บิดขาเตะยังไงไปแล้วแต่มันไม่เห็นๆชัดๆไม่ตายขาไปมา เมื่อพระโคดมดำเนินนั้นตายมั่นคงไม่โยกโคลงและไม่รู้สึกว่าต้องออกแรงในเมื่อเดินเวลาเดินก็ไม่ตายโยกไม่ให้ตายโครงและก็ไม่รู้สึกว่ามันออกแรงออกเปรี้ยวอะไรเบาเรื่อยไปมันเหมือนกับนิ่มเลื่อนไปอย่างเรียบร้อยอย่างนั้นน่ะเมื่อจะเลี้ยวดูย่อมเหลวทั้งกายวงเล็บไม่เหลือเฉพาะพระไม่เหลือเฉพาะหน้าอย่างนั้นไม่ถ้าจะเลี้ยงดูก็พลิกตายทั้งกายไปเลยไม่มองดูเบื้องบนไม่มองดูเบื้องต่ำไม่ล็อกแล็ก ไปก็จะอะไรหรอกแรดถ้าจะเลี้ยวก็เลี้ยวไม่มองดูเบื้องบนไม่มองดูเบื้องต่ำเพราะเบื้องบนเบื้องต่ำนั้นมีที่อะไรต่ออะไรที่จะกำหนดอยู่แล้วแล้วก็มีสายตาที่จะรู้รัศมีถ้าเรียกว่าอะนาววัดตาญาณทัศนะอันนาวัดตะญาณทัศนะสะกดต่อปฏักญาณทัศนะคือไม่ต้องไม่ๆไม่ต้องมีไม่ต้องมีการหมุนไม่ต้องมีการหมุนแต่มีญาณทัศนะแต่มีญาณมีปัญญามีมีทัศนะมีสิ่งที่จะ ไปรู้โดยไม่ต้องหมุนไม่ต้องไม่ต้องเคลื่อนเรียกว่าอันนาว่าตาญาณทัศนะเพราะฉะนั้นการจะเคลื่อนดูบนดูล่างไม่ต้องเคลื่อนก็มีและมีมีเหมือนแสงเหมือนรังสีมีญาณทัศนะอะไรรู้หมดรูปร่างพอสมควรไม่ได้เลี้ยวไปแต่ว่ามีมันมีกระแสมีอะไรที่พอไปรู้ได้จึงไม่ต้องเลี้ยวขึ้นบนเลี้ยวขึ้นล่างไม่ตะลีตะลานเดินไม่ตะลีตะลานเดินไม่รีบๆแต่มองเพ่งตรงออกไปประมาณชวดแต่ถ้าเวลาเดินนี่ก็มองไปประมาณช่วงแอร์ก็หมายความว่าแอร์แอร์ไขการขายยาวประมาณ 1 ชั่วโมงแล้ว สายตาทอดลงต่ำอย่างนั้นที่นอกบริเวณชั่วแอบออกไปทรงเห็นได้ด้วยอนาวานาเลยช่วยแอบไปก็รู้ได้รู้ได้ด้วยแอนนาว่าแต่ญาณทัศนะด้วยมีรังสีหรือมีรัศมีมันจะรู้ไม่ว่าบนไม่ว่าร่างไม่ว่าเกินสภาพที่ใช้สายตาเพ่งออกไปมันจะรู้ได้มันด่าเออเมื่อพูดถึงเรื่องการมองหลบตาลงต่ำก็จริงก็เลยเอามาเพลงมาไว้เป็นเครื่องวัดพระอริยะพระอรหันต์โดยถือว่าเป็นคุณลักษณะของพระอรหันต์กับสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มองแค่ ต้มปลาทอดสายตาลงไปช่วยแอนนี่เวลาเดินเวลาเดินต้องสำรวมอย่างนี้ไม่ใช่เวลาอยู่ปกติถ้าเวลาอยู่ปกติท่านก็เลี้ยวก็ไปถ้าเวลานั่งท่านจะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาท่านก็ต้องเลี้ยวเลี้ยวเข้าพักในเวลานั่งแต่เวลาเดิมเวลายืนอยู่เท่านั้นที่ท่านขับขยับเขยื้อนได้ดีท่านก็เลี้ยวไปทั้งตัวเดี๋ยวบนเดี๋ยวล่างกระทั่งเขาใหม่เวลาเดินก็ไม่ล็อกแล็กเดี๋ยวบนชั้นล่างอะไรเป็นไรไปมามากมายแล้วก็ทอดสายตานั้นไปช่วยออกก็จริงแต่เวลาปกติธรรมดาอยู่ไม่ได้เป็นเดินเหินเพื่อนไปในที่สาธารณะหรือในที่อันใดนั้นอยู่ท่านก็ย่อมมีปกติของมนุษย์ที่ควรจะพึงเป็นอยู่ จะได้พาเสื้อจนกระทั่งว่าแข็งเป๋งเลยตายแล้วก็มีไม่อาจหาญไม่มีปฏิสันถารเราจะรู้กายกิริยาของมนุษย์และมีปกติธรรมดาไม่ใช่ผิดปกติแข็งทื่ออย่างนั้นแล้วคนพาซื่อโดยมากจับกริยาอะไรต่ออะไรที่เป็นเอกไม่รู้รายละเอียดที่เป็นเอกก็ต้องรู้ว่าเป็นเอกในการสังวรสำรวมระวังรู้จักกาลเทศะบริษัทหมู่กลุ่มและที่ไหนฐานะอย่างไรและโอกาสไหนเป็นอย่างไรก็ต้องรู้แต่โดยทั่วไปใหญ่ๆเราจะเห็นลักษณะตรงนี้ยืนหยัดอยู่ชัดเจนและการที่จะมองโดยช่วยแก่นี่ก็บอกแล้วว่าเป็นตอนเดินนั่งอยู่ก็จะมานั่งก้มหน้าอย่างนี้ใครมาก็ไม่ลืมไม่ลืมตาไม่เหมือนน่าดูอะไรนี่มันจะไปมีความสัมพันธ์อะไรพระพุทธเจ้ามีความสัมพันธ์ วันดีมีปฏิสนธิกริยาตอบรับมีกริยาต้อนรับอย่างนั้นอย่างนี้ดีจะตายไปจะสัมพันธ์ดูไม่เคอะเขินเลยดูไม่แข็งกระด้างดูไม่ตัดรอนถ้าอย่างนี้ก็ตัดรอนโอ้ยใครมาอยู่ด้วยอึดอัดตายใครจะนั่งอยู่ได้ช้านานอะไรไม่มีมีไม่มีกริยาเชื้อเชิญสัมพันธ์ไม่มีปฏิสันถารนี่เข้าใจลักษณะเห็นตรงดื้อๆมันก็ดีหรอกสำหรับชั้นต้นสำหรับอนุบาลหากทำอย่างนี้นะว่าไปช้าๆไปบทบาทตรงๆแข็งๆไปให้เขาลองเข้ารอยซะก่อนให้มีบทปฏิบัติที่ควบคุมตนซะก่อนก็จริงอย่าเพิ่งไปอย่าเพิ่งไปละเมิดพาไปละเมิดออกไปแล้วมันก็ออกเลยเถิด คุมไม่ได้จึงต้องให้อยู่ในแบบให้อยู่ในกรอบอันนั้นซะก่อนเมื่อได้ดีแล้วต่อไปก็จะรู้ในการที่จะมีอะไรเพิ่มเติมอย่างไรจะรู้เองอ่านี่เป็นรูปแล้วเข้าใจดีเห็นลีลานี้เป็นกายกรรมดีถ้าใครฟังแล้วทั้งหมดรวมเป็นบุคลิกฐานแล้วมันมีความรู้ให้ธรรมะถึงทำในธรรมแก่เราว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ละเอียดอ่อนละเอียดสุขุมประณีตซอยยึดซอยเลยละเอียดและอยู่ในสภาพที่แม้แต่เคลื่อนไหวก็เคลื่อนไหวอย่างราบเรียบสงบมีสัดส่วน มีขอบเขตมีสัดส่วนมีขอบเขตมีจำเพาะมากไปน้อยไปไม่เอาเร็วไปช้าไปไม่เอาจะคดจะโค้งไม่เอาตรงมีอยู่ในสัดส่วนหมดเลยมีขนาดที่จะลงไปหาความให้เห็นว่าความสงบแต่ก็ไม่ใช่ว่าเห็นตรงสงบคือหยุดเด้งเลยไม่ใช่เคลื่อนไหวก็รู้เคลื่อนไหวจะเงยหน้าเงยตายจะเคลื่อนไปเร็วไปช้ารู้ขนาดรู้กำหนดจะทำให้ใกล้ทำให้กลายทำให้ยาทำให้สั้นรู้หมดนี่มันให้ความรู้เราว่าท่านเป็นผู้เรียนนี่ทำอะไรให้ลงตัวความเหมาะสมหมดเพราะโดยธรรมชาติโดยธรรมะแล้วในนี้ถ้าจะเข้าใจก็เข้าใจได้อีกว่าเราทำอะไรเราจะต้องรู้ขนาดรู้กำหนด เป็นธรรมะถึงมัชฌิมามัชฌิมาปฏิปทาความพอดีแต่เรียบร้อยที่ออกมาอธิบายทั้งรูปและต่อมาทรงมีมารยาทเป็นสง่าน่าเลื่อมใสท่านผู้เจริญพระสมณโคดมนั้นเมื่อเข้าไปในหมู่บ้านย่อมไม่ขย่มกายให้สูงไม่ยอกกายให้ต่ำไม่มีกายไม่ส่ายกายไปมาเข้าไปเข้าไปในหมู่บ้านนี่หมายความว่าเข้าไปในที่จอแจในหมู่ผู้คนที่เป็นสาธารณะที่ผู้คนมากออกไปจากบ้านเราหรือเราอยู่ในบ้านเราหรืออยู่ในขอบเขตที่เป็นที่ส่วนตัว เราออกจากที่ส่วนตัวออกไปสู่สายตาผู้คนผู้อื่นจะเห็นมากขึ้นอย่างนี้เรียกว่าเราถือว่าเราเข้าไปในบ้านภาษาว่างั้นแหละว่าเข้าไปในบ้านหรือออกจากนอกบ้านไปเข้าไปในหมู่บ้านไม่ใช่เขาไม่ใช่เข้ามาในบ้านเราออกไปจากบ้านเราเรียกว่าเข้าไปในหมู่บ้านไปหาสาธารณชนที่จะมีคนรู้ก็จะต้องสำรวมระวังมากขึ้นอ่าจำกัดหรือกำหนดอะไรให้ดีย่อมไม่ประโยชน์การให้สูงหรือไม่ทำตัวให้มันเด่นโด่งเกินไปไม่ย่อกายให้ต่ำแล้วก็ไม่ทำตัวให้มันเหมาะสมต่ำต้อยอะไรจนเกินไปไม่บิดตายไม่ตายกลายเป็นมาเดินเข้าไป เนี่ยก็คงเข้าใจง่ายๆไม่บิดซ้ายไม่ส่ายกายเดินแบบพริ้วเลยยิ่งสมัยนี้เขาหัดกันแล้วจะเดินเต๊ะท่านี้ยิ่งผู้หญิงแล้วก็เวลาเดินแฟชั่นโชว์นี่ถ้ามากทั้งบิดทั้งสายเต้นรำไปเลยล่ะจะเดินจะอะไรเนี่ยไอ้พวกนี้มันเป็นเรื่องที่เรียกว่ามันมันเฟ้อมันไม่รู้ขนาดไม่รู้กำหนดมีแต่สังขารมีแต่ปูมีแต่แต่งมีแต่ประกอบสร้างขึ้นมาให้มันยุ่งยากให้มันไม่เข้าเรื่องราวอาจเพราะงั้นในการไปมาอะไรต่างๆนี่เป็นรูปลักษณะธรรมดาธรรมดาเป็นรูปกายเป็นรูปกายกรรมเป็นรูปกายกรรมธรรมดาแล้วก็ฟังดูก็รู้เรื่องพอเข้าใจแล้วล่ะก็สำเนา ดมนั้นไม่หมุนกายเมื่อนั่งไกลเกินใกล้เกินไม่หมุนตายเมื่อนั่งไกลเกินหรือใกล้เกินก็ไม่หมุนหากไม่หมุนตายเมื่อนั้นไกลเกินหรือใกล้เกินไม่หมุนไปไม่ยันกายด้วยมือแล้วจึงนั่งคือนั่งก็นั่งไม่ใช่นั่งแล้วก็โอ้ยอย่าแสดงถึงท่าอ่อนแอเอามือค้ำยันไปก่อนแล้วค่อยนั่งลงแล้วค่อยย้อนลงอะไรไม่นั่งก็นั่งเอาส่วนนั่งนั่งลงไม่ยันตายด้วยมือแล้วจึงนั่งไปนั่งจมที่นั่งนั่งไม่นั่งจมที่นั่งในนี้วงเล็บว่าเช่นนอนพนัสจนเกือบเป็นนอนหรือทิ้งตัวนั่งแรงในการนั่งไม่นั่งจมที่นั่ง ดูหนังให้เห็นสัดส่วนอยู่อย่างดีว่าเราเป็นได้เพียงอาศัยที่นั่งไม่ใช่ว่าที่นั่งนั้นน่ะมาทำให้เราเองเนี่ยไปพักพิงอาศัยมันนั่งตรงที่นั่งก็คือที่นั่งเด่นกว่าเราที่นั่งนี่เป็นตัวสำคัญเราเป็นตัวรองที่อาศัยที่นั่งแต่ที่นั่งไม่ตรงที่นั่งคืนนั่งให้รู้ว่าเราไม่ได้ไปอาศัยที่นั่งอะไรเด่นไม่ได้พักทิ้งมันหรอกแต่ว่าเรานี่แหละเด่นกว่าที่นั่งเป็นรูปเหมาะสมกับกาละเท่านั้นไม่นั่งจนเด็กมือกระดิกเท้าถ้าคนธรรมดาจะเห็นฆราวาสส่วนใหญ่นั่งบางคนเลยนะสั่นมือนี้ก็ดี เด็กๆๆอะไรมันเป็นโรคจิตชนิดหนึ่งเป็นโรคจิตโดยเฉพาะทางด้านจิตวิทยาด้วยโรคทางด้านจิตแล้วก็รู้อันนี้ไม่ยากอะไรไปนั่งกระดิกมือกระดิกเท้ากระดิกแต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เคลื่อนไหวเลยเป๊กไม่กระดิกมือกระดิกเท้ากระดิกไม่ใช่เคลื่อนนะมันคนละความหมายจะไปเข้าแทนตรงกับว่าไม่นั่นพอบอกว่าไม่นั่งกระดิกมือกระดิกเท้าเลยแหมไม่กระดิกเลยมือก็มันกระดิกเท้าก็ไม่กระดิกตัวก็ไม่กระดิกเลยวางไว้ตรงไหนก็เข้าร่องเลยเหมือนพระพุทธรูปเลยไอ้นายก็เกินไปเห็นตรงมีเยอะเหมือนกันอย่าไปเข้าใจผิดอย่างนั้นท่านก็ยังเคลื่อนไหว แหวนมือไม้พอสมควรกับกาละพอสมควรกับเวลาที่จะเคลื่อนจะย้ายไม่นั่งกินปลีแข้งขึ้นไว้ด้วยปรีแข้งไม่นั่งกินฟรีแข้งขึ้นไว้ในปีแข้งวงจรหมายความว่าเอาเท้าเอาขาซ้อนขามึงตีแข้งแท่ง 2 แท่งจนกันไว้หนุนกันไว้ไม่นั่งจนตาตุ่มไว้ด้วยตาตุ่มไม่เอาการ์ตูนหนอนเขาจะต้องคลี่คลี่ออกอย่างนั้นมานะอันนี้ก็เราลองสังเกตเอาก็แล้วกันก็คงไปเอาถุงซ้อนตัดผมก็เจ็บอยู่หรอกใครจะเอาส้นตีนแล้วแต่ ไม่นั่งยันคางด้วยมือนี่ง่ายๆอันนี้เป็นลักษณะต่างๆคุณลักษณะพวกนี้ถ้าเราอ่านแล้วเราจะซาบซึ้งว่าคุณสมบัติผู้ดีหรือท่าทางท่าทีอะไรต่างๆมันเป็นลักษณะที่ให้ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่เข้าใจแล้วก็เป็นมารยาทของมนุษย์มนุษย์ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำถ้ามันไปทำมันมีมันมีจิตใจที่ชอบไปจุดนั้นจุดนี้แล้วมันมันก็จะทำอย่างที่ว่านี่คือมันตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้าท่านเป็นอยู่เราก็เอาอย่างถ้าเราทำได้ก็ฝึกแต่บางอย่างบางอันก็ยากเกินละเอียดก็มีอยู่ก็ต้องรู้ว่าเราไม่ได้ก็อย่าไปอีกนานราคาใจอะไรจนเกินไปก็ต้องรู้ความยากความง่ายความเป็นไปได้ความเป็นไปไม่ได้ ไปทำเกินฐานะทำเกินจริงมันก็จะลำบากไปอันนี้ก็เหมือนกันนะเป็นลักษณะของกายต่างๆและถ้าจะเอารายละเอียดของธรรมะก็มีอธิบายได้แต่เอาละไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ทบทวนอะไรมากกว่านี้สำหรับเรื่องของอากัปกิริยาถ้าต่อมาไม่ทรงตื่นเต้นพระทัยในบ้านท่านผู้เจริญพระสมณโคดมนั้นเมื่อนั่งในบ้านเรือนย่อมไม่สะดุ้งไม่หวาดเสียวไม่ทันครับไม่สั่นสะท้านเป็นผู้มีปกติไม่สะดุ้งหวาดเสียวท่านคล้ายปราศจากความมีขนชูชันมีจิตเวียนมีปิดจิตเวียนมา แล้วท่านจะไปไหนมาไหนไม่ว่าเข้าในบ้านไม่มีสั่นสะท้านไม่มีสะดุ้งหวาดเสียวไม่ทันครับปกติองอาจเจ้ากล้าปราศจากความมีขนชูชันลักษณะของความกลัวขนชูชันเนี่ยความกลัวหรือว่ามันมีอาการกิริยาที่ผิดปกติขึ้นมาไม่มีปราศจากคือความเป็นคนชั่วคราวมีจิตเวียนมาสู่นิเวศน์วิเทศหมายความสงบหรือว่าจะแปลว่าสงบนั่นก็เป็นจุดหมายของผู้ที่ปฏิบัติธรรมเพื่อไปสู่จุดสุดท้ายวิเวกนี่มันมาจากคำว่ามีพฤติกรรมอันเป็นที่หนึ่งเป็นยอดเยี่ยมลงตัว แล้วสูงสุดอย่าไปบอกว่าสงบก็คือแข็งเป๋งไปทีเดียวนะพาซื่อมีจิตเวียนมาสู่วิเวกก็หมายความว่ามีสภาพที่มีพฤติกรรมมาหาจุดเป็นเอดส์มีพฤติกรรมมาสู่ความพอดีพอเหมาะพอสมแล้วก็ดูเรียบร้อยเรียบร้อยเรียบร้อยนี่แหละหมายความสงบไปด้วยในตัวเรียบร้อยราบรื่นดีว่าแม้แต่จะเคลื่อนไหวก็มีความเคลื่อนไหวอย่างสงบมีการเป็นไปก็เป็นไปอย่างสงบจะพูดจะจาจะกระทำอันนู้นอันนี้ก็สงบเรียบร้อยนะพอเหมาะพอสมไม่แข็งเกินไปไม่กระด้างเกินไปไม่น้อยไปแล้วก็ไม่มากไปมีความพอเหมาะพอสมจริงๆไอ้ที่ว่าน้อยไปนั่นก็มีอยู่ต้องลองให้ดีไอ้ที่ว่ามากไปเกินไปก็มีอยู่ มัชฌิมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงยากนักยากนักต้องประมาณต้องกำหนดต้องสำรวมต้องระวังไปหมดกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมจริงๆจัดสัดส่วนให้รู้สัดส่วนเราจะอนุโลมบางทีเราเป็นผู้ที่ในฐานะสูงแต่ว่าจะต้องโน้มลงไปบ้างอะไรงี้เราก็ต้องโน้มน้อมให้ดูว่าได้ประโยชน์ไม่เสียตามฐานะตามหมู่ตามบุคคลให้เป็นชั้นเป็นเชิงไปอาจจะมีความรู้เป็นชั้นเชิงเป็นความรู้ที่เรียกว่าต้องซับซ้อนละเอียดสุขุมมากยิ่งเรียนและยิ่งจะเห็นเลยว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆในการประพฤติปฏิบัติมนุษย์ปฏิบัติไปสู่จุดที่ที่เป้าหมายว่าเรามีพระพุทธเจ้าเป็นที่หมายเป็นตัวอย่าง เป็นที่พึ่งเป็นหลักที่จะเดินรอยตามเราจะเห็นได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องเล่นๆตึงๆเลยมันสูงเป็นการทำให้คนเป็นผู้ดีมีคุณสมบัติผู้ดีจะบอกว่านี่เป็นเรื่องของข้างนอกไม่ใช่รูปไม่ใช่ไม่ใช่ไม่ใช่ไม่ใช่ไม่ใช่จิตไม่ใช่ปรมัตถ์คนมักพูดอย่างนั้นสำหรับคนที่ไม่ได้ศึกษาคนที่ไม่รู้รูปไม่รู้นามไม่รู้ความสำคัญโดยจริงแล้วพระพุทธเจ้ารู้รูปรู้นามแล้วก็ลงนามพรั่งพร้อมไปทั้งรูปทั้งงานทั้งข้างนอกข้างในแล้วเราจะต้องศึกษาด้วยแม้แต่มารยามารยาทกิริยาต้องเข้าใจไอ้คนที่ไม่เลยเถิดก็จะเข้าใจทั้งส่วนนอก ไปทั้ง 2 ส่วนทั้งรูปทั้งนามไม่ดูถูกนอกไม่ดูถูกในไม่หลงในมากกว่านอกไม่หลงนอกมากกว่าในระดับปฏิบัติธรรมที่ปฏิบัติเคร่งๆเขาบอกว่าศาสนาพุทธนี้มีแนวโน้มไปในทางจิตนิยมมีแนวโน้มไปในทางที่จะเอาเรื่องทุจริตเป็นใหญ่ไม่เอาเรื่องวัตถุหรือรูปหรือนอกเป็นใหญ่แล้วก็มีส่วนจริงมีความจริงเพราะไอ้พวกนี้พอได้แนวโน้มอย่างนี้ไม่ใช่ตัวสุดโต่งนะที่จริงแนวโน้มเนี่ยเป็นแต่เพียงว่าจะต้องมีทิศทางไปอย่างนี้บ้างเท่านั้นแหละ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน