591211_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ประชาธิปไตยสองขาตามพุทธพจน์ 7.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข21 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

591211_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ประชาธิปไตยสองขาตามพุทธพจน์ 7 โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สมณะเดินดินว่า...วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม 2559 วัดเบญจมบพิตรที่จะไปรับชาวชาติพันธ์ุ ที่จะมาสักการะพระบรมศพ เป็นครั้งสุดท้าย ที่จะมาแสดงถึงความจงรักภักดี ใครที่จะไปช่วยกันก็ไป เขาจะไปพักกันที่ สนามม้านางเลิ้ง ทุกวันนี้ แม้แต่จะสัมภาษณ์ คนรุ่นหนุ่มสาวหรือพวกเด็ก ความรู้สึกที่มี ความจงรักภักดีต่อในหลวง ก็ยังมีให้เห็น อย่างน่าซาบซึ้ง แล้วทำไม เขาถึงต้องรักและเคารพ เขาก็รู้ด้วย เป็นปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นทั่วแผ่นดิน ทำให้พ่อครู มีเรื่องที่จะมาขยายความธรรมะ ได้อีกต่อเนื่อง ว่าสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นเพราะอะไร ตอนนี้เห็นชัดว่าในหลวงทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นเรื่องของคุณธรรม เรื่องของพุทธศาสนาโดยเฉพาะ แม้แต่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ก็มาจากเรื่องของคุณธรรม เป็นเรื่องของสันโดษนั่นเอง ก็ยังมีพื้นฐานจากศาสนา แต่เรื่องการเมือง คนก็ยังมองไม่ออก โดยเฉพาะ พวกนักวิชาการทั้งหลาย มองไม่ออก ว่าศาสนากับการเมือง มีความสัมพันธ์ ทำให้เป็นประชาธิปไตยอย่างไร จะต้องไปดูต้นแบบ ประชาธิปไตยที่อเมริกาและอังกฤษ ว่า 2 แบบนี้ จะเป็นอย่างไร

สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน วรรณะ9 ของชาวไทย พ่อครูว่า...ตอนนี้กระแสของ ความรู้ทั่วโลก โดยเฉพาะ ความรู้ในเรื่องการเมือง หรือเรื่องเศรษฐศาสตร์ก็ตาม เรื่องสังคมก็ตาม สามเส้า รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นเรื่องของมนุษยชาติ ที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความรู้ อยู่กันอย่างมีหลักเกณฑ์ มีธรรมนูญต่างๆ แล้วปฏิบัติตามนั้น ผู้ที่เข้าใจอย่างพระพุทธเจ้า เข้าใจกฎหลัก ที่จะให้คนประพฤติ แต่ถ้าคนเรา มีจิตใจที่ไม่เห็นด้วยไม่เอาด้วย ก็จะหาวิธีหลบเลี่ยงหรือดื้อด้าน หรือก็โกงกันหน้าด้านๆ ดึงดัน

อ่านต่อ

อย่างที่ธัมมชโย กำลังทำอยู่ตอนนี้ ไม่กล้ามาทำอย่างวิเคราะห์วิจัย หาเหตุหาผลหาหลักฐาน อย่างเป็นสัจจะความจริงสมบูรณ์แบบ หลักเกณฑ์ก็เป็นการกำหนดขึ้นมา เพื่อให้ทุกคน อยู่ในกรอบนั้น ส่วนผู้ที่ในจิต ไม่มีตัวตน ไม่ยึดถือตัวตน ไม่ยึดเป็นเรา เป็นของเรา เป็นผู้ที่มีความมักน้อยสันโดษ ตามคุณสมบัติ วรรณะ 9 ของพระพุทธเจ้า เป็นคนสบายๆ ไม่มีปัญหา เลี้ยงง่ายอย่างไร ก็ปรับตัวกับเขาได้อย่างง่าย จะทำความเข้าใจ จะทำความฉลาด ทำความรู้ ก็เจริญง่าย รับรู้ง่าย เฉลียวฉลาดง่าย เข้าใจง่าย ศึกษาฝึกฝนตามได้ สุภระ สุโปสะ เป็นคนมีศูนย์ ———————————อัปปิจฉะ เป็นคนมักน้อยสันโดษ น้อยๆก็พอ เป็นคนพอ เพราะว่าใจมันพอ ใจพอ สันตุฏฐิหรือสันโดษ เป็นคุณลักษณะ จิตนี้เป็นจริงที่ทำได้ เพราะฉะนั้นที่ฝึกฝนปฏิบัติได้ ตามที่พระพุทธเจ้าสอน มีสัลขะ ขัดเกลา มี ธูตะ มีปาสาทิกะ พยายามฝึกฝนตามพระพุทธเจ้า จนหลุดพ้นได้ เป็นธูตะ เป็น ศีลสมบูรณ์ เป็นศีลที่เคร่งขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็สูงขึ้นเรื่อยๆแล้วก็เป็นได้อย่างสมบูรณ์ๆขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่าธูตะ ธูตะ เป็นความหมายของศีลที่คนอื่นเขายังทำไม่ได้ ก็ดูเหมือนเป็นคนเคร่งครัด แต่ถ้าคนที่ทำได้แล้วก็รู้สึกสบาย ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ทำได้ปฏิบัติได้อย่างดี คือความหมายของ ธูตะ คือความเป็น ผลของศีลที่เรียบร้อยบริบูรณ์ มีอาการเป็นที่น่าเลื่อมใส เป็นอาการที่ดีงาม คนอื่นเขารับได้ อปจยะ เป็นคนไม่สะสมวัตถุ ไม่สะสมกองกิเลส เป็นคนหมดตัวหมดตน แต่ วิริยารัมภะเ ป็นคนที่ยอดขยัน ขยันเสมอ ปรารภ ควา มเพียร ขยันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ปรารภความขยัน พยายามทำตนเองให้ขยัน อยู่อย่างเหมาะอย่างควรเป็นต้น จึงเป็นคนมีผลงาน เป็นคนมีแรงงาน มีสิ่งที่เกิดจากพลังงานที่เราทำงาน แล้วก็มีสัมมา มีอนวัชชะ มีพลังงานความรู้ พลังงานปัญญา รู้จักการงาน ที่เป็นการงานที่เหมาะควร อันไหนเป็นการงานที่ไม่เหมาะสม อันไหนเหมาะสมกับกาละ ที่จะทำก็มีปัญญารู้ จึงเป็นคนที่ทำแต่สิ่งเจริญเหมาะควร ตามสัปปุริสธรรม 7 ประการ คำสอนของพระพุทธเจ้านี้ รอบถ้วนหมดแล้ว รอบถ้วนทุกอย่างในสังคมในเรื่องของสังคมมนุษย์ ในเรื่องของการบริหาร ปกครอง รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ การที่จะเอามาเฉลี่ยเอาผลผลิต มาแบ่งปันเฉลี่ยใช้สอย อยู่ร่วมกันเป็นอย่างดี ของพระพุทธเจ้าทำได้แล้ว จะบริสุทธิ์บริบูรณ์เป็นสัมมาอาชีพ ขั้นสูงสุดเลย สัมมาอาชีพ คืออาชีพที่ พ้นมิจฉาอาชีพ 5 พ้น จากอาชีพที่ทุจริตโกง ร้ายแรงเป็นภัยเรียกว่า กุหนา อย่างที่เป็นกันคือ โกงกันทีละหมื่นล้านแสนล้าน คือ อภิมหาบรมอบายมุข คือ ต่ำช้าเลวทรามมาก โกงกันทีละหลายแสนล้าน ไม่หวาดไม่ไหว เป็นล้านๆ โกงทรัพย์ส่วนกลางของประชาชน เป็นต้น กุหนา คือ หยาบต่ำ ทุจริตต่ำ ลปน า คือรองลงมา โกงอย่างใช้ เล่ห์เหลี่ยม หลอกล่อให้คนจับไม่ได้ จะยิ่งหนักกว่าก็ได้ แต่พราง ลวงให้คนอื่นดูว่าดี มันซับซ้อนน่ะ ไม่ได้ไปบังคับ ไม่ได้ใช้เรี่ยวแรงกำลังฆ่าแกง แย่งชิงเอามา ไม่ใช่ ดีมากเลย ทำอย่างดูดีมากเลย อันนี้คือลักษณะของ สมีธัมมชโย ดูไม่หยาบอย่าง กุหนา อาจดูดีด้วย แต่ชั่วๆ หลอกซับซ้อน อย่างที่คนอื่นรู้ไม่ทัน จนเดี๋ยวนี้ คนก็ยังถูกหลอกอยู่ เพราะคนเรานั้น ถูกสะกดจิต มันเป็นวิธีสะกดจิตจริง เป็นการนั่งสมาธิ แล้วกล่อมให้ตกใต้อำนาจ ทางวิทยาศาสตร์ก็ทำได้ ไม่ได้ตื่นรู้ อย่างคนที่มีอิสระเสรีภาพของตนเอง งมงาย คนที่สะกดจิตเก่งๆ คนไม่ยอมก็ถูกสะกดได้ โดยใช้คารม ใช้วิธีการ จะว่าเป็นเล่ห์เหลี่ยมก็ได้ เป็นแทคติก ใช้พลังอย่างเข้าไปถึงจุดกลาง ของจิตใจเขา แล้วบังคับ ใช้พลังงานจิตนั้นได้เลย ใช้พลังงานทะลวงจิตเข้าไป กดจุดตรงนั้นเขาได้ เสร็จเลย อย่างที่อาตมา เคยทำการสะกดจิตมา คนที่เขาต้านก็มี แต่เราก็หาวิธีแม้แต่เขาต้านนี่แหละ เราก็หาวิธีสะกดลงได้ ปึ๊กเลย แต่ถ้าคนไม่ต้าน ยืดหยุ่นไป ยืดหยุ่นมา ก็จะช้าได้ ยืนยันได้ว่า อาตมาเคยศึกษาปฏิบัติ เคยเรียนมา อย่างเช่น ธัมมชโยนี้ สะกดจิตกันข้ามโลก ด้วยใช้เทคนิคทางโลก ผสมเข้าไปด้วย อย่างเก่ง สิ่งเหล่านี้ เป็นปรากฏการณ์ ของยุคสมัย สมัยนี้ มีสิ่งเหล่านี้เกิดได้ อันนั้นเป็นเรื่องของจิต จะเรียกว่าเรื่องของธรรมะ เรื่องของการเมืองรัฐศาสตร์ ก็ อันเดียวกัน ความหมายคือ ทำอย่างไรให้ประชาชนที่เป็นสังคม อยู่ร่วมกัน อยู่เย็นเป็นสุข มีน้ำใจ คุณลักษณะของจิต ที่มีคุณภาพ 7

สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม6 พุทธพจน7) ตอน สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 คุณลักษณะของจิต 7 ชนิดนี้ พระพุทธเจ้า ให้เรียนรู้ฝึกฝน ให้จิตที่มีจิตที่เป็นหนึ่ง ระลึกถึงกัน สาราณียะ ไม่ใช่ความรักความระลึกถึง แบบมิติที่แคบ แบบมิติที่ 1 2 3 4 แต่ตั้งต้นที่มิติที่ 8 ไป แล้วก็ล้างมิติ ที่ต่ำขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นความรักที่มีพลังงานทางจิต ที่มันเป็นจริง จึงเป็นพลังงาน ที่ลดความเห็นแก่ตัว หรือเห็นแก่ตัว กลุ่มที่แคบที่เล็ก แล้วก็ เอื้อมเอื้อเกื้อกว้าง ช่วยคน เห็นแก่คนอื่น ที่เป็นวงกว้างขึ้น อย่างไม่ลำเอียง ยังไม่ไปเข้าข้างคนไหน ด้วยความรักหรือความชัง คุณสมบัติของจิต สาราณียะ ปิยกรณะ รักอย่างเป็นความรักมิติที่สูง 8 9 10 แล้วก็ล้างมิติที่ 1-7 ที่ไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ ในขณะที่มีชีวิต ถ้า 10 นี้จะอธิบายว่าศูนย์จบหมดสิ้นไปแล้วก็ได้ ถ้ามีก็ นัตถิ อุปมา ไม่มีอะไรเปรียบได้ สูงสุดแห่งที่สุด ภาษาฮินดู เขาเรียกว่า กัลกิยาวตาร จะบอกว่า อาตมาเป็นระดับ 7 แต่อาตมาไม่ใช่ว่า จะไม่เจริญ 8 หรือ 9 แต่ภาษาพูดเป็นเจตนา ก็พยายามจะเดินไปหา 8 หา 9 ก็ตรวจความจริงของตัวเอง ให้จริง สาราณียะ คือระลึกถึงคนอื่น ยังไม่ระลึกถึงตัวเอง เพราะว่ามั่นใจว่า ตนเองมีคุณธรรม ที่จะให้คนอื่นเลี้ยงไว้ได้ ไม่กลัว เราทำให้คนอื่นทั้งโลก ในโลกนี้ ไม่มีใคร ที่จะอกตัญญูหมดเลย ก็จะมีคนที่อุปถัมภ์ ค้ำชูเลี้ยงไว้ ชีวิตเป็น ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา ให้คนอื่นเลี้ยงดู ช่วยเหลือไว้ เรามีหน้าที่ทำงาน รับใช้คนอื่น นี่คือ ความรักที่สุดยอด เป็น ความรัก ปิยกรณะ ขยายไปสู่มิติที่ 8 9 10 มีคุรุกรณะ รู้ จักฐานะสมมติรอบ รู้จักเคารพกันด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ ฐานะ และเคารพกัน ด้วยสัจจะความจริง คนนี้เขามีธรรมสัจจะที่สูงจริง แม้ทางโลก จะดูเขามอซอ ต่ำต้อย แต่ที่จริงแล้ว คุณธรรมเขาสูง จะมีญาณปัญญารู้ รู้ว่าเขาทำต่ำ แต่ความจริง คุณธรรมของเขาสูง คนที่มีญาณปัญญาจะรู้ จะเคารพอย่างคุรุกรณะ อย่างมีญาณปัญญาได้สัดส่วน ไม่เกิดการผิดสัจจะ มีสังคหะ ตรงนี้สำคัญ มีพฤติกรรมช่วยเหลือ เกื้อกูลคนอื่น รับใช้ผู้อื่น มีประโยชน์ต่อผู้อื่น อยู่ตลอดเวลาเลย สังคหะ อวิวาท ะ ไม่หาเรื่องที่จะไปทะเลาะวิวาทกับใคร ใครจะทะเลาะ ใครจะหาเรื่องมา ก็พยายามหลีกเลี่ยง สามารถที่จะสาธยาย บอกแจ้งความจริง ตามความเป็นจริงได้ ก็จบ ถ้าใครจะหาเรื่องทะเลาะ เราก็รู้แล้วว่า ไม่เอาด้วย ไปเสียเวลาทำไม เราไม่มีพลังงาน ไม่มีเวลา ที่จะใช้กับเรื่องทะเลาะกัน อวิวาทะ สามัคคียะ เป็นคนที่มีความพร้อมเพรียงพร้อมพรั่ง มีหมวดหมู่อย่างงามพร้อมเพรียง อย่างชาวอโศกเรามี ไม่ทะเลาะวิวาท ไม่ตีรันฟันแทงกัน ไม่แย่งชิงอะไรกัน อโศกก็มีคุณสมบัติ เป็นคุณธรรม ที่ประเสริฐที่วิเศษ ใช้ได้เลยนะ มีเอกีภาวะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แน่นเป็นปึกแผ่นดีมาก นี่คือ คุณสมบัติของจิต ที่ปฏิบัติแล้ว เกิดจริงเป็นจริง 7 พุทธพจน์ หรือเรียกว่า พุทธพจน์ 7 ถ้าพุทธพจน์ 7 นี้เกิดในสังคมใด อย่างเช่น ชุมชนชาวอโศกเรา มีพุทธพจน์เกิดอย่างจริง จึงเกิดพฤติกรรม 6 อย่าง มีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรร ม เมตตามโนกรรม แล้วก็ขยันทำงานสร้างสรร มีลาภโดยธรรม เกิดลาภธัมมิกา แล้วก็เอา มาแจกกัน เป็น สาธารณโภคี อย่างที่ปฏิบัติอยู่ตอนนี้ มีพฤติกรรมนี้ อยู่ส่วนกลาง ที่สนามหลวง พวกเราก็ทยอยกันมาสมทบ เป็นความชัดเจน ไม่ได้หลอกลวง ไม่ได้หาเรื่องอะไร ไม่ได้ใส่ความ เป็นเรื่องจริง อย่างเกิดเหตุเลย มีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรร ม แล้วก็มีลาภธัมมิกา ลาภโดยธรรม เป็นสาธารณโภคี มีศีลสามัญญตา มีหลักเกณฑ์ ที่เข้าใจชัดเจนร่วมกันและปฏิบัติไป ตามลำดับ ศีล 5 เสมอศีล 5 ศีล 8 เสมอศีล 8 ศีล 10 เสมอศีล 10 จุลศีลเสมอจุลศีล โอวาทปาติโมกข์ศีล เสมอโอวาทปาฏิโมกศีล นี่คือ ศีลสามัญญตา เป็นสาราณียธรรม 6 เป็นหลักเกณฑ์ของรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ผู้ที่มีแกนจิตของ พุทธพจน์ 7 มีพฤติกรรมสาราณียธรรม 6 จึงเกิดพฤติกรรมสังคม อย่างเป็นรูปธรรม เป็นพฤติภาพ ที่เห็นได้ ชัดเจน นี่คือ คุณลักษณะคุณธรรม ของมนุษยชาติ

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตย 2 ขาตามพุทธพจน์ ผู้ที่มีคุณธรรมคุณวิเศษ ดังกล่าวนี้ มีสาราณียธรรม 6 จากจิตที่มีคุณสมบัติพุทธพจน์ 7 จึงก่อเกิดเป็นประชาธิปไตย 2 ขา เกิดเป็นสังคมประชาธิปไตย 2 ขา คือ มีราชะ กับประชาชน ซึ่งรวมกัน เป็นราชประชาสมาสัย ที่สมบูรณ์แบบ ราชาก็เป็นผู้ที่ทรงทศพิธราชธรรม เป็นผู้ที่มีคุณธรรม มีธรรมะจริงๆ ไม่ใช่พวกหลอก หรือไม่ใช่พวกเผด็จการ แต่เป็นคนมีคุณธรรม อย่างแท้จริง ดังที่เห็นเป็นตัวอย่าง เกิดหลัดๆ ทุกวันนี้ อย่างที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระจริยวัตรมาจนทรงเสด็จสวรรคต มันเป็น Phenomenon เป็นปรากฏการณ์ ที่ทุกคนสัมผัสได้จริง เพราะยังไม่จางหายไป เป็นสิ่งใหม่สด มีผู้ที่เรียนรู้ตาม เคารพนับถือ เชิดชูบูชา เป็นสิ่งที่มนุษย์เท่านั้นที่รู้ และประพฤติได้ สังคมไทย มีสิ่งที่กล่าวถึงเหล่านี้เพราะสังคมไทย เป็นสังคมเมืองพุทธ และหลักเกณฑ์ จะเคยเพี้ยนไป สูญเสีย สภาพของสัจธรรม ก็ยังฟื้นและทำได้ เราจะมาทำการบูรณะ ปฏิสังขรณ์ทำขึ้นมาจึงเกิดจริง เป็นจริงขึ้นในสังคมโลกขณะนี้ เมืองไทยเป็นต้นแบบ ขออภัย ที่พูดอย่างอหังการ อวดดิบอวดดี แต่พูดอย่างวิชาการ ด้วยความจริง ไม่ได้อย่างอวดโอ่ สิ่งนี้ที่เรียกว่า ประชาธิปไตย 2 ขา เกิดจากคุณธรรมคุณวิเศษ ที่เกิดจากต้นทาง คือจิตมีคุณสมบัติคุณธรรม ตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ทำได้ตรงพระอนุสาสนีนั้นแล้ว แจ้งเกิดพฤติกรรมสังคม ใช้ชื่อบัญญัติว่า ประชาธิปไตย ซึ่งอยู่ในกรอบของ ประชาธิปไตย 2 ขา หรือประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ทำไมอาตมาถึงจะเรียกว่าหลงก็ได้ หลงใหลคลั่งไคล้ ประชาธิปไตยสองขานัก จะพูดอย่างนั้นก็ได้ แต่อาตมาชัดเจนอยู่แล้วว่า อันนี้มันถูกต้องมันดี ไม่ได้หลงหรอก แต่ทำได้ได้ตามพุทธบัญญัติ ที่เป็นได้เพราะว่า คนนี้มีจิตวิญญาณเป็นประธาน มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา จิตวิญญาณเป็นตัวตั้งเลย ถ้าจิตวิญญาณ อวิชชา ก็จะพังไปทั้งแถบ ตามปฏิจจสมุปบาท แต่ถ้าจิตวิญญาณเป็น วิชชา โดยเฉพาะ มีวิชชา 8 ครบเลย ก็สมบูรณ์เลย ผล วิชชา 8 สมบูรณ์เลย คนที่มีคุณวิเศษนี้ เรียกว่า อุตริมนุสธรรม เป็นความรักที่สูงสุด และขยันหมั่นเพียร มีความรู้ความสามารถ มีโลกะวิทู มีโลกุตรจิต มีโลกานุกัมปา คนก็ต้องการ คนที่มารับใช้ปวงชน โดยไม่เอาเปรียบเอารัด ไม่เห็นแก่ตัว นั่นเป็นสิ่งประเสริฐสุด แล้วคุณสมบัติจริงอันนี้ คนที่ปฏิบัติได้จริง ก็เป็นจริง เราจะใช้บัญญัติ เรียกว่า ประชาธิปไตย เป็นอำนาจของประชาชน ก็มีผู้รู้ หรือว่าผู้ที่มีคุณวิเศษ บริหารปกครอง ช่วยดูแลจัดสรร แล้วก็มีผู้ที่มีคุณสมบัติ มีอาริยธรรม ที่เป็นของพุทธนี้ ก็ช่วยกันทำต่อ ประสานเชื่อมโยงกัน คนละไม้คนละมือ คนต่างก็ร่วมกัน ช่วยกันบริหาร อย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอคติ คือคุณสมบัติของ พลังงานการเมือง ทำให้พลเมือง อยู่ร่วมกันอย่างสงบ สันติสุข อบอุ่น งานการเมือง คือทำเพื่อพลเมือง เพื่อประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุข ของหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถจริง ทำงานอย่างหนัก ปกครองอย่างไม่เห็นแก่ตัว มีแต่ทำเพื่อส่วนรวม ให้อยู่เย็นเป็นสุข ทั้งนั้นเลย ซึ่งเป็นสัจจะความจริง ที่เกิดจริงเป็นจริง อยู่อย่างเห็นได้ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไร ต่างกันกับ ประชาธิปไตยขาเดียวอย่างไร มีนัยสำคัญ ป ระชาธิปไตยขาเดียว เขาไม่ได้เรียนรู้ ความรู้ทฤษฎี ทางจิตวิญญาณ เขาอาจจะมีความรู้ ทางจิตวิทยา ซึ่งตื้นๆง่ายๆ ไม่ได้มีความลึกซึ้ง ต่อทอดกันข้ามชาติ เป็นตระกูล เป็นกรรมพันธุ์ เป็นเผ่าพันธุ์ ของจิตวิญญาณ มี DNA สืบทอดขยาย และเจริญขึ้น DNA ของจิตวิญญาณ เป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีทั้งรู้และเป็นได้ เรียกว่า อุภโตภาค ทั้งรู้ และทำได้ในอนุตริยธรรม หรือ อาริยธรรม ทำได้แล้วสั่งสม คุณสมบัตินี้เข้าไปในจิตวิญญาณ เป็นคุณสมบัติ อันเป็นสิ่งประเสริฐวิเศษ แล้วรู้ทั้งรู้ว่าอย่ายึดถือ ยึดมั่น เป็นตัวเราของเรา แต่ทำให้เกิดจริงเป็นจริงในตัวเรา แต่เรามีปัญญาลึกซึ้ง อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นเราเป็นของเรา คุณสมบัติการเมืองใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยแท้ๆ 1. งานการเมืองต้องมีคุณธรรมและเป็นกุศล 2. นักการเมืองต้อง “รู้จัก” ประชาธิปไตยที่แท้ 3. นักการเมืองต้อง “สอน” หรือเผยแพร่ประชาธิปไตย ให้กับประชาชน (ประชาชนก็ใส่ใจ ขวนขวายเรียนรู้ ไม่ใช่รู้แค่ว่า ไปเลือกตั้งเท่านั้น) 4. นักการเมืองต้อง เป็นผู้พึ่งตัวเองได้แล้ว 5. นักการเมือง ต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ 6. นักการเมือง ต้องไม่ทำงานการเมืองเป็นอาชีพหากิน . 7. งานการเมือง ต้องเป็นงานอาสาเสียสละ . 8. นักการเมือง จะต้องไม่มีอคติ (ต้องพ้น อคติ 4) 9. นักการเมือง คือ ผู้มีอิสระแท้จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม 10. งานการเมือง ที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรค แต่เป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่น ที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไปจากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจาก “พรรค” ของตน อาตมานำเสนอ ความจริงของอาตมา ใครจะเอาหรือไม่เอา ก็ไม่ได้บังคับอาตมาเป็นผู้ที่ พูดมากกว่าที่จะลงมือกระทำ ก็ต้องขอบคุณพวกเรา ที่ไปช่วยกันลงมือทำ ไปช่วยกันช่วยเหลือ ไปแสดงออก ซึ่งความสุดยอดของ Bomb of love ไปช่วยเหลือชาวชาติพันธุ์ แม้ว่าดูเหมือน เขาเหมือนพลเมืองชั้น2 แต่เขาก็รักพระเจ้าแผ่นดิน เท่าเทียมกันกับเรา เราก็ต้องเคารพ ความเท่าเทียมกันนี้ เป็นความบริสุทธิ์ใจของเขา นานๆ เขาก็ออกมาแสดงที ไม่ได้มาทำบ่อย ไม่ได้มายัดเยียดอะไร เราก็ต้องประสานให้เป็นไปด้วยดี นานๆทีเขามาแสดงออก เป็นความบริสุทธิ์ใจของเขา ไม่ได้มาทำอย่างหลอกลวง เหมือนพวกที่หลอกลวงกันในสังคม พวกดัดจริต ทุจริตทั้งนั้น เราออกไปทำงานการเมือง ตั้งแต่ปี 2542 ต้านระบอบทักษิณ เดินไปอย่างสง่าเลย พื้นร้อนมาก แต่ก็เดินไป เข้าไปสนามหลวง ไปเทศน์กลางสนามหลวงเลย เทศน์ในโบสถ์ วัดพระแก้ว ก็เคยไปเทศน์มาแล้ว สมัยก่อน ตอนแรกๆ นิมนต์ไปดี แต่ตอนหลัง มหาเถรสมาคมก็ไม่ให้ไป ไปไม่กี่ครั้ง จากนั้นถูกมหาเถรสมาคมกีดกัน ก็มาเทศน์นอกวัดพระแก้วได้ ไม่มีปัญหา เทศน์สนามหลวง นอกสนามหลวงไป ออกโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ไปทั่วโลกอีก ประชาธิปไตย คือประชาชนมีอำนาจในความตัวเอง อย่างอิสระ แต่ภายใต้กฎหมายของประเทศ อย่างไชยบูลย์นี้ ชื่อก็เต็มไปด้วยธรรมะ เพราะเป็นธัมมชโย ก็เป็นชื่อ ที่เต็มไปด้วยธรรมะอีก ก็เลยหลอกตัวเอง หลงตัวเอง เป็นต้นธาตุต้นธรรม แท้ที่จริงหลอกคนอื่น เป็นเหมือนฟ้ากับก้นเหว อาตมานี้ชื่อมงคล ชื่อรัก ของจริงเลยนะ แต่ไชยบูลย์นี้หลอก ถ้าประชาชนมีอิสระ จะต้องไม่มีอคติ ประชาชนมีอิสระ ภายใต้กฎหมายของประเทศ ถ้าประชาชนในประเทศ เป็นคนมีอิสระ ไม่มีอคติ เป็นคนมีธรรมะ ก็จะร่วมกันตรากฎหมายอย่างดี อย่างเหมาะสมกับความจำเป็น ที่จะมีขึ้นเป็นข้อบังคับ ให้เหมาะสมกับกาลเวลา องค์ประกอบของสังคม ก่อเกิดกฎหมายขึ้นมา ใช้บังคับให้บ้านเมือง อยู่กันอย่างสงบสุขร่มเย็น อบอุ่นดี ไม่เบียดเบียนกัน มีพุทธพจน์ 7 เพราะเมืองไทย เป็นเมืองพุทธ มีคนนับถือพุทธ 95% สูงสุดก็จะมีพฤติกรรมสังคม เป็นสาธารณโภคี ตอนนี้สนามหลวง คือพฤติกรรมสาธารณโภคี ที่เกิดอยู่อย่างเป็นปรากฏการณ์ Phenomena เป็นปรากฏการณ์หลากหลายมุม หลากหลายเหลี่ยมเกิดขึ้นในสังคม ที่สนามหลวง ทุกคนหรือจุดว่าจะต้อง มาทำเพื่อในหลวง มีพฤติกรรมการให้ การเสียสละ การเกื้อกูลกัน เป็นสังคหะ มีพฤติกรรม วันนี้เต็มสนามหลวง อยู่ต่างจังหวัด จะอยู่ไกลหรือใกล้ ก็เอามารวมกันตรงนี้ มีเครื่องอุปโภคบริโภค โดยมีกำลังกาย กำลังแรงงาน ความคิดความรู้ เอามารวมกัน เสียสละ ช่วยเหลือกัน มันสุดซาบซึ้ง สุดประเสริฐ สุดดีงาม ถึงบอกว่า ให้เกิดพฤติกรรมอันนี้ ไปอีกนาน...นานๆ ตลอดไป มันน่าชื่นชม แต่แน่นอน จะเกิดตลอดกาลอย่างนี้ไปไม่ได้ แต่เราช่วยกันอุดหนุนไว้ ให้มันเกิดไปเรื่อยๆ เพราะเป็นสิ่งดีของมนุษยชาติ ทำอย่างสุดที่ เท่าที่จะให้นานที่สุดได้ ประชาชนจะช่วยตรากฎหมาย อย่างจริงใจ อย่างซื่อสัตย์ ไม่ลำเอียงเข้าข้างตัวเอง เข้าข้างพรรคพวก แบบสุจริตซื่อสัตย์ ซื่อตรง ไม่อคติเพื่อช่วยประชาชน ไปตามลำดับ ถ้าไม่สูงถึงขั้นสาธารณโภคี เพราะว่ามันยังมีความยึดถือ เป็นตัวกูของกู ถ้ายังยึดถือตัวตน แต่มีน้อย ก็เป็นประโยชน์ เป็นประชาธิปไตยมาก จะไปบังคับให้คนไม่ยึดถือ ตัวตนเลย ให้มาเป็นอรหันต์ขึ้นไปหมด มันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราพยายาม ทำให้สังคมเรา มีอาริยบุคคล มีการเห็นแก่ตัวน้อย ได้มากเท่าไหร่ ก็จะเกิดสาธารณโภคี ตามความจริง ตามเหตุที่มี ผลก็จะเกิดตามเหตุนั้น แต่มีความเห็นแก่ตัว ลดลงจริงๆ จะมีความเป็นอยู่พฤติกรรม ที่เห็นได้ชัดเจน จึงเรียกว่า ประชาธิปไตย ถ้าสงบราบรื่น ไม่มีการฆ่าแกง ขณะนี้อาชญากรรม มีน้อยลง ก็ทำอยู่นอกเขตเทศบาล แย่งชิงกันบ้างอยู่นอก แต่ถ้าอยู่หนาแน่นนี้ ไม่มีเลย เบียดเสียดเยียดยัดกันด้วยซ้ำไป กระทบกันและสัมผัส ก็ไม่ถือสากัน มีแต่ขอโทษ ขออภัย ขนาดที่ว่า รถชนกันพัง ก็ไม่เป็นไร จักรยานยนต์ชนกับรถยนต์ จักรยานยนต์แตกแหลกเป็นชิ้นเลย รถยนต์ก็พังไปเยอะเหมือนกัน แต่จักรยานยนต์ไม่เหลือ จักรยานแล้วเขาจะไปเอาอะไรกับจักรยานยนต์ เขาก็บอกว่า ไม่เป็นไรๆ ต่างคนต่างเสียหาย ก็รับผิดชอบของตนเอง ที่พังไปแล้ว คือมีน้ำใจ คนขับรถยนต์ ก็ไม่ได้ผิดนะ จักรยานยนต์มาชนเขา แต่จักรยานยนต์มันแหลก เจ้าของรถยนต์บอกว่า ไม่เป็นไร เพราะจักรยานยนต์ เสียหายหมดตัวเลย เจ้าของรถยนต์ก็ไม่ว่ากัน เป็นน้ำใจไม่ถือสากัน ก็ไม่มีใครเจตนา จะเอารถจักรยานยนต์มาชน แต่ถ้าจับได้ว่าเจตนา จะเอาเรื่องเลยนะ ถ้าผู้ใดที่ยังยึดถือ เป็นตัวตนเป็นของตนมาก ก็เป็นประชาธิปไตยน้อย เป็นประชาธิปไตยที่ไม่ดี แย่งชิงกันมาก ทำร้ายกันมาก ก็เห็นแก่ตัวมาก ก็เป็นไปตามภูมิธรรมของประชาชน ประชาธิปไตย เป็นเรื่องของพฤติกรรมมนุษย์ ไม่ใช่ประชาธิปไตยในตำรา เพราะฉะนั้น จิตที่สมบูรณ์ มีพุทธพจน์ 7 ที่เป็นจริงในใจประชาชน ถ้ามีคุณสมบัติของ พุทธพจน์ 7 มีมากเท่าใด ก็เป็นประชาธิปไตยมากเท่านั้น จะมี 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข.282-283) จะมี พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุข ของหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์ ด้วยราชประชาสมาสัย ที่แท้จริง ในหลวง เป็นเบอร์หนึ่งของประเทศ มีคุณธรรม ทศพิธราชธรรม มีพุทธพจน์ 7 ในในหลวง ก็จึงเป็นประชาธิปไตย 2 ขา ต้องเป็นศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่รู้จักจิตวิญญาณ ได้รู้จักพัฒนาจิตวิญญาณ เช่น มีคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นต้น มีกฎมณเฑียรบาล ผู้ที่สืบสันตติวงศ์ ทุกพระองค์ จะต้องอยู่ในกรอบของ กฎมณเฑียรบาล องค์ใดที่ปฏิบัติ นอกกฎมณเฑียรบาล ก็ไม่ได้รับการเคารพนับถือ จะยกมาเป็น พระเจ้าแผ่นดิน ก็ไม่ได้รับความนับถือมากเท่าใด แต่ถ้าองค์ใด มีคุณธรรมตามจริงเลย ก็ไม่ขัดแย้งกับ กฎมณเฑียรบาล ประวัติกฎมณเฑียรบาล คือหลักเกณฑ์ ที่เอามาตั้งขึ้นมาเสริม ก็ถอดมาจากพระพุทธศาสนา คำสอนของพระพุทธเจ้า นั่นแหละ ว่าจะได้พฤติกรรมกาย วาจา ใจ ของพระเจ้าแผ่นดิน ที่สืบทอดถ่ายทอดกันมา เป็นสาย DNA มาตลอดสาย กำกับโดยกฎมณเฑียรบาล หรือ คำสอนของพระพุทธเจ้าตลอดมา เพราะฉะนั้นจึง คนมีจิตวิญญาณเป็นประธาน และจิตวิญญาณนั้น ได้รับการขัดเกลาฝึกฝน ตามกฎมณเฑียรบาล ตามธรรมวินัย ของพระพุทธเจ้า แม้จะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็ประพฤติปฏิบัติธรรม และมีมรรคผล ของการปฏิบัติ จึงเป็นอาริยบุคคล เป็นพระโพธิสัตว์ อย่างในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นตัวอย่าง ที่แท้จริง สรุปแล้ว ประชาธิปไตย ต้องมีคนที่มีจิตวิญญาณเป็นประธาน บริหารประเทศ อย่างประเทศประชาธิปไตยขาเดียว ที่มีประธานาธิบดี บริหารประเทศ ไม่ได้สืบสาน ตามกฎมณเฑียรบาล ไม่มีหลักธรรมทางศาสนา กำกับมาตลอด เวลาหาประธานาธิบดี ใครมีอำนาจ มีแท็คติก อย่างเช่นอเมริกา ใช้อำนาจเงินจริงๆ กับอำนาจทางเศรษฐกิจ เป็นตัวหลักเลย ตัวเองก็ใช้อำนาจเหล่านั้น ทำให้ตนเองเป็นเบอร์ 1 ของประเทศได้ จิตใจของตัวเองนั้น ขณะนี้ ผู้ที่กำลังเป็นประธานาธิบดีเป็นเบอร์ 1 ของประเทศสหรัฐอเมริกาขณะนี้ ดูสิว่ามาจากไหน สายที่มา Background ที่มามาจากไหน น่าชื่นใจหรือเปล่า ของประชาธิปไตย 2 ขานี้ จะมีกรอบระเบียบ ก็มีมาตลอดสาย อยู่กับร่องกับรอยมาตลอด แต่อย่างที่เขาทำกันนั้น มาจากไหนก็ไม่รู้ หว่านเงินก็ได้เป็นส.ส. เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกฯ มาจากประเทศไหนก็ได้ ไม่ได้อยู่กับร่องกับรอยเลย ไม่มีอะไร ที่สืบสานกันมาเป็นสาย มันจึงไม่บริบูรณ์ เป็นประชาธิปไตย 2 ขา ไม่ได้สืบทอดมาทาง DNA ของจิตวิญญาณ DNA ที่เป็นทางสรีระ Deoxy Ribo Nucleia Acid จะไปเรียกว่า พันธุกรรมไม่ถูก มันเป็นเพียง สรีรพันธุ์ สืบมาเป็นวัตถุ แต่ของพุทธนั้นคล้ายกัน แต่เป็นการสืบสายทางนามธรรม อย่างคนที่เกิดมาแต่ละชาติ ยกตัวอย่างตัวเอง อาตมานี้มี DNA ของพระพุทธเจ้า ตกทอดมาเป็น พระสารีบุตร พระพุทธเจ้าก็ถ่ายทอด ให้พระสารีบุตร จริงๆแล้ว พระสารีบุตร ไม่ได้มี DNA ของพระสมณโคดม เท่านั้น พระสารีบุตรมี DNA มาจาก พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ มาอีกตั้งเยอะแล้ว มาถึงยุคของพระสมณโคดม มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็น DNA อันเดียว ท่านก็มาเสริมต่อกันมาเรื่อยๆ พระสารีบุตร รับสืบทอดมา สืบทอดมาถึง พระเจ้าอโศกมหาราช เป็น DNA เดียวกัน จากพระเจ้าอโศกมหาราช ก่อนพ่อขุนราม คือเจ้าตะวันทับฟ้า จากเจ้าตะวันทับฟ้า มาเป็นพ่อขุนรามคำแหง จากพ่อขุนรามคำแหง มาเป็นพระนารายณ์ อาตมาไม่ได้สงสัย ไม่ได้งมงาย เป็นเรื่องของลักษณะทางคุณธรรม ไม่ได้หมายถึง ตัวตนบุคคล แต่มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าท่านเดินดิน จะมี DNA อันหนึ่งอันเดียวกั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน