590225_รายการตอบปัญหาอันยอดเยี่ยม ๑.docx
เนื้อหาในไฟล์
590225_รายการตอบปัญหาอันยอดเยี่ยม 1
พ่อครูว่า… วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พศ.2559 ที่ ชุมชนไพศาลี จะตอบปัญหาก็ขอบ่นตามประสา อาตมามาปางนี้ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในหมู่ชน ทำหน้าที่นี้จริงๆ รับหน้าที่จากพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องใหญ่ยิ่ง ลึกซึ้ง คนฟังแล้วไม่ใช่เรื่องสามัญที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ เป็นเรื่องที่คิดไม่ได้ แต่เป็นเรื่องของบุญบารมี ผล วิบาก เรื่องของกรรม ที่ได้สั่งสมมา อาตมาได้สั่งสมกรรมที่จะมาทำงานศาสนาในสายของพระพุทธเจ้า คือเมื่อปฏิบัติธรรมแล้วได้มรรคผล คือได้คุณธรรมที่เป็นคุณวิเศษ อุตริมนุสธรรม ตั้งแต่โสดาปัตติมรรค เข้ากระแสในจิตวิญญาณ โสดาปันนะ เป็นภาษาความหมายของความจริง ที่มีธาตุจิตนิยาม ที่เป็นพลังงาน ก่อตัวหมุนเวียนไม่สูญหายง่าย แม้แต่เดรัจฉาน ก็เป็นเซลล์ที่เป็นจิตนิยามแล้ว
สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน พัฒนาการเซลล์พีชะสู่จิตนิยาม เซลล์ มีตั้งแต่ พีชะนิยาม แล้วจับตัวเข้ามีคุณภาพถึงขั้น จิตนิยาม เรียกว่าอัตภาพ เซลล์นี่เป็น Self ผู้ตั้งภาษาอังกฤษนี้เป็นผู้รู้จริงๆ ตั้งแต่พีชะก็เป็นเซลล์ พอมาเป็นจิตนิยามพัฒนาขึ้นมาก็ยึดตัวตน มีธาตุเวทนา เซลล์ที่เป็นธาตุ พีชะไม่มีเวทนา เซลล์พีชะมีแค่สามเส้า กว่าจะสลายวงรอบที่เรียกว่า protoplasm ให้เปลี่ยนแปลงวงรอบที่จะยุ่ยไม่เหนียวพอ ก็จะแตกไป ชื่อศัพท์ทางชีววิทยาเรียกว่า Zona pellucida ปล่อยให้ cytoplasm ที่แตกต่างกันจับตัวกันในกรอบ protoplasm เดิมเป็นพันธ์ุพืชต่อกันไป หรือบางตัวพัฒนาขึ้นเป็นจิตนิยามได้ อาตมาศึกษาสายพระพุทธเจ้ามา สายอื่นเขาจะไม่ค่อยเข้าใจ โดยเฉพาะอณูที่พัฒนาขึ้นมาจากเล็กมาจับตัวมากขึ้นพัฒนาขึ้นอย่างไร ทุกอย่างมาแต่เหตุปัจจัย ที่ได้สัดส่วนได้องค์ประกอบที่พร้อม พอเริ่มต้น มีอัตภาพ ก็มี รูป เวทนา เป็นพลังงา
อ่านต่อ
นที่ยึดตัวเอง มีอารมณ์เป็นตัวเอง มีชอบมีชัง มีผลักมีดูด มีพลังงานที่พัฒนาขึ้นมาจากพีชะ จะเรียกว่าเป็นพลังงานดี ก็พัฒนาการ แต่ถ้าพลังงานเลว ก็ไปทำร้ายผู้อื่น ถ้าดีก็พัฒนาการโดยสุจริต เป็นชีวะ จะรู้อะไรไม่มาก ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว จนเพิ่มจำนวน ร้อย พัน หมื่นแสนล้านเซลล์ ค่อยๆ สังเคราะห์ขึ้นมา แล้วจะมีชอบชัง ทุกข์สุข ชอบก็เป็นเชิงสุข เป็นอุปาทานมาเรื่อยๆ พีชะไม่มีเวทนา แต่ถ้าเป็น สัตว์ ก็ เริ่มมีเวทนา แล้ว มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างพลังงานลมกับไฟ ทำให้เกิดพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า จะจับตัว หรือดีดตัวผลักกัน มีแรงดูดกับแรงผลัก มี การจับตัว ฟิวชั่น กับ แตกตัว เป็น ฟิชชั่น ทางฟิสิกส์เรียนรู้ ส่วนทางศาสนานั้นศาสนาพุทธล้วงลึกไปรู้ได้ แต่ศาสนาอื่นไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็อธิบายได้ แต่บรรดาอาจารย์ที่เก็บหลักฐานไว้นั้น จะมีบันทึกไว้อีกแค่ไหนไม่รู้ แม้แต่ฉบับเถรวาทในเชิงอภิธรรม อาตมาก็ไม่ได้อ่านละเอียด แต่ที่อาตมาเอามาพูดได้ เพราะเป็นของเก่าอาตมา เมื่อได้บัญญัติภาษาบาลี ภาษาวิทยาศาสตร์บ้าง ก็เลยปนกันไปขยายร่วมกันบ้าง
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ธรรมะสอง Suffer Sufficiency
พลังงานที่มันไม่รู้ เรียกว่า อวิชชา เนี่ยเป็นชีวะ มีชอบมีชัง พอไม่ชอบขึ้นมากๆ ก็ทุกข์ ศาสนาพุทธมาเรียนรู้พลังงานเวทนาที่มันมี อาการทุกข์สุข เรียก สุขเวทนา ทุกขเวทนา ซึ่งสุขทุกข์ มันเป็นเรื่องอุปาทาน เกินกว่าสัตว์เดรัจฉานหลายอย่าง มันก็ไม่ค่อยยึดติดสุขทุกข์นี้เท่าไหร่ แต่พอมาอวิชชา รักตัวตน มากขึ้นเป็น Selfish มีการยึดเราเขาคือ ish มี i คือยึดตัวเรา แล้วมี พลังงานสามเส้า เป็นเขา มันแบ่งเป็นหนึ่งกับสอง อันนึงพลังงานหนัก ก็จะจับตัวกันสอง เหมือนโครโมโซมก็จับตัวกันสอง เป็นอย่างนี้เสมอสามหน่วย สองอันจับกัน อีกอันก็แยกไป จนกระทั่ง มา ผลัก มา ดูด ชอบ ไม่ชอบ มากขึ้น ก็กลายเป็นทุกข์ ish เนี่ย มันกลายเป็นทุกข์ ตัวเรา ตัวเขา ชอบใจไม่ชอบใจ ยึดเป็นตัวเอง ทุกข์ เกิดอาการนี้ เมื่อไหร่ก็ไม่ชอบใจ จะต้องพยายามคลายทุกข์ แต่โง่คลายไม่เป็น สัตว์เดรัจฉานไม่รู้ มาเป็นคนอเวไนยสัตว์ก็ไม่รู้วิธีการ มัน อดกลั้น อดทน แน่นอัด เข้า เรียกว่า Sufferance จนอัดแน่นมากเข้าจำนวนเต็มถึงขีดขั้นก็เป็น Sufficiency ถึงขีดสูงสุดเต็ม ที่เรียก Sufficience ถ้ามีความเข้าใจว่าเต็มที่ขนาดไหน ที่ว่า Sufficiency คนมีธาตุรู้ ว่าที่จริงมันเป็นพลังงาน ถ้าเราสามารถที่จะ แปลเป็นพลังงานที่เป็นประโยชน์ เราก็ได้อาศัยพลังงานนี้เลย นี่คือ ปัญญา ความรู้ แต่ถ้าไม่รู้มันก็อัดแน่น มีหน้าที่ขับดัน เรียกว่าทนร้อน หนาว ไม่ปกติ พระพุทธเจ้าศึกษาจึงรู้ว่า เอามาใช้งานอย่างไร พลังงานที่มันมีแล้วในตัว แทนที่จะให้มันทำทุกข์ร้อน ไม่มีประโยชน์ แปลไปเป็นประโยชน์ เรียก Suffice เอาพลังงานมาใช้เป็นความสามารถ พอใจหรือใจพอ ถ้าไม่รู้ก็ ทุกข์ Suffer เราไปยึดก็เป็น เจ้าทุกข์ Sufferer มี อาการเกิด อยู่ก็ Suffering ถ้าเราสามารถรู้แจ้งเป็น Suffice ก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ ผู้ที่สามารถรู้ใช้ประโยชน์ได้ Suffice ก็แปลสภาพ Suffer ให้เป็น Sufficience Sufficiency ที่มีปัญญา ในหลวงเอา Sufficiency มาจากอันนี้ อาตมาก็มาขยายต่อ เราเรียนรู้แล้วเอาไปปฏิบัติ มีธาตุรู้ เป็นปัญญา รู้อาการพวกนี้ ภาษาอังกฤษที่ใช้นี้ความหมายในบาลีน่าจะมี ซึ่งก็คือคำว่า กาย นี่แหละ กายต่างๆ กายสังขาร กายปัสสัทธิ กายานุปัสสนา ทำปัญญาให้รู้จักกายพวกนี้ไปเรื่อยๆ ตามลำดับ กายานุปัสสนา อนุแปลว่าตาม ปัสสนะแปลว่าเห็น รู้ ตามรู้ตามเรียนไปเรื่อย จนรู้ กายกลิ จนเป็น กายกัมมัญญตา กายปาคุญญตา เรียนรู้ธรรมะสอง องค์ประชุมรูปนามที่เรียกกาย เอามาใช้ประโยชน์ได้เป็น Suffice เป็นประโยชน์ Sufficience เป็นพลังงานมีประโยชน์ กายกัมมัญญตา ทำจนเอามาใช้เป็นประโยชน์เป็นการงาน กายกรรม มีธาตุรู้เหนือมัน ใช้มันได้ เพราะฉะนั้น พลังงานขั้นนามธรรม เวทนา สัญญา สังขาร ใช้มันได้เก่งขึ้น คือ กายกัมมัญญตา องค์ประชุมรูปนาม ที่ผู้รู้ รู้เวทนาสัญญาสังขาร ว่าคล่องแคล่วเปลี่ยนแปลงให้เป็น เจโต หรือปัญญา อย่างมีธาตุรู้ปัญญา เอาไปใช้ประโยชน์ตามความสามารถ คนมีความสามารถมากก็ใช้ได้มาก ใครมีความสามารถน้อยก็ใช้ได้น้อย ใครไม่มีความสามารถ ก็ถูกเล่นงาน ทุกข์สุขอย่างบ้าๆ โง่ๆ สุขก็โง่ ทุกข์ก็โง่ อวิชชาทั้งคู่ ยิ่งเป็นสุข ยิ่งโง่เนียน ไปหลงนึกว่าเทวดา แท้จริงมันคือ ผี อารมณ์เท็จ เมื่อความโง่ครอบงำเขาเชื่อจริงๆ เหมือนสมาชิกธรรมกาย ถูกธัมมชโยหลอก เขาก็ไม่รู้ ถูกสะกดจิตเอาไว้ โดยให้ดูช่องนี้ช่องเดียว ให้ฟังแต่ผู้ จิต จึงตกอยู่ใต้อำนาจอย่างไม่โงไม่เงย น่าสงสารไม่รู้จะช่วยอย่างไรได้ อาจจะตายข้ามชาติไปอีกหลายชาติ ก็ยังหลงเชื่ออยู่ เป็นเรื่องที่น่าสงสาร พวกเราไม่ไปหลงก็ดีแล้ว เขาใช้วิชามารหลอกคนว่าจะมาปราบมาร แท้จริงแล้วเขาคือ ต้นธาตุ ต้นธรรม ของมาร
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน สติปัฎฐาน 4 ที่ทรงไว้ซึ่งธรรม ถามว่า… อยากถามเรื่อง กาย เวทนา จิต ธรรม ว่าสิ่งที่เข้าใจนี้ถูกต้องหรือเปล่า เวลาที่ตากระทบรูป แล้วเกิดความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ นี่เป็นอาการของกายหรือไม่ แล้วพิจารณาลงไปอีกว่าชอบหรือไม่ชอบเพราะอะไร แล้วทำใจนั่นคือกายในกายใช่ไหมอันนี้ แล้วจะอ่านอาการของเวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมต่อไปอย่างไร ในเรื่องเดียวกันนี้ อยากอธิบายต่อแต่ไม่ชัด พ่อครูว่า… กายเวทนาจิตธรรม กายคือองค์ประชุมของรูปและนาม พระพุทธเจ้าว่า กาย คือจิต คือมโน คือวิญญาณ และอีกสูตรหนึ่ง เล่ม 16 บอกว่า [59] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายนี้ของคนพาลผู้ถูกอวิชชาใดหุ้มห่อแล้ว และประกอบแล้วด้วยตัณหาใด เกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้น คนพาลยังละไม่ได้ และตัณหานั้นยังไม่สิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนพาลไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เหตุนั้น เมื่อตายไปคนพาลย่อมเข้าถึงกาย พ่อครูว่า… คำว่า กาย ประกอบด้วย องค์ประชุมของรูปและนาม แล้วเรียนรู้ ตัวจิต หรือ ตัวธาตุเวทนา ที่ปรุงแต่ง เป็นอารมณ์ชอบหรือชัง ไม่ปรุงแต่ง ก็เป็นตัวจิต เพราะฉะนั้น กาย เวทนา จิต อันเดียวกันหมด คำว่า ธรรมะ คือ สิ่งที่ทรงอยู่ในตัวเรา ถ้าไม่ทรงอยู่คืออธรรม มันไม่มี ตัวใดเป็นอกุศลจิต เป็นอธรรมต้องเอามันออก ออกหมดก็เหลือแต่ธรรมะที่เป็นกุศล หรือธรรมะที่หมดอธรรม คุณก็ทรงไว้สิ ทำอะไรก็ทำแต่กุศล ไม่ทำบาปทั้งปวง จิตมีแต่กุศล ทำออกได้จริง แล้วมันก็เข้ามาในจิตไม่ได้ ได้แล้วไม่เปลี่ยนแปลงด้วย นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนานตลอดกาล) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) นี่คือหลักสูตรพระพุทธเจ้า ที่จะทำให้เกิดคุณวิเศษเช่นนี้ กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นพลังงานอันเดียวกัน เป็นแต่เพียงว่ามันเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ จากองค์ประชุมกาย แล้วก็เรียนรู้มันมาเป็นอารมณ์ เวทนา ชอบชัง สุขทุกข์ ก็เรียนอาการมัน ที่นี้เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์สุขก็คือจิต อ่านอาการจิตให้ออกให้เป็น แล้ว มนสิกโรติ แล้ว กำจัดตัวอกุศลจิต เมื่อกำจัดตัวจิตแล้ว ก็หมดเหตุ เวทนาก็เป็นอุเบกขา ไม่ทุกข์ไม่สุข ทำจนแข็งแรงก็เป็นธรรมะทรงไว้ซึ่งธาตุธรรมะที่ไม่ทุกข์ไม่สุข เพราะฉะนั้น กาย เวทนา จิตธรรม คืออันเดียวกัน อยู่ในคนละกาละ คนละสถานะ ที่ทำให้เป็นลักษณะใดๆ ลักษณะกาย ลักษณะเวทนา ลักษณะจิต สุดท้ายก็ทรงไว้ซึ่งธรรม
_ หลวงปู่เหนื่อยไหมกับการทำงานศาสนา เพราะอะไร? พ่อครูว่า ...เอ๊ เหนื่อยดีไม่ดีเอ่ย ถ้าเราได้ใช้พลังงานจากร่างกายเรา ไปเรื่อยๆถ้าพลังงานในร่างกายน้อยลงเอาไปทำงานช่วย อาการ 32 เอาไปจ่ายมากมันก็หมดเหมือนกัน มีไดนาโมที่สังเคราะห์พลังงานขึ้นมา จะเรียกศัพท์อันไหนที่ปั่นพลังงานร่างกายให้ทัน เมื่อไม่ทันก็ขาดไม่สมดุล ขาดมากๆ ก็ตาย เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทันก็ตาย หัวใจสูบฉีดไม่ทันหัวใจล้มเหลวก็ตาย อย่าว่าแต่เหนื่อยเลยตายได้เหมือนกัน แต่เพราะว่าต้องทำงาน ลงแรง จ่ายพลังงาน จะเรียกว่าเหนื่อย ก็เหนื่อย แต่พยายามไม่ให้มาก ไม่ให้น้อย ระวังอย่าไปทำเกิน ถ้าทำเกินไป จะตายได้ ถ้าตายหัวใจล้มเหลว เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทันก็ตาย ตัวสำคัญคือ เลือดกับวิญญาณ วิญญาณเป็นอยู่ในหน้าที่ของสมอง ถ้าไม่มีเลือดหมุนเวียนไปให้สมดุล มันก็ขาด ก็จะตาย กรณีหัวใจล้มเหลวหรือสมองก็เรียกว่าช็อค เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทันก็ตาย ต้องระวัง
_ทำไมเด็กสัมมาสิกขาต้องมีชื่อทางธรรม เพราะอะไรคะ พ่อครู ว่า...ก็เป็นการเอาอย่างกัน เห็นคนอื่นมีก็อยากมีบ้าง บางคนตั้งให้ตั้งแต่อยู่ในท้องคลอดออกมาก็ไม่รู้ว่าตั้งชื่อให้ ไม่มีใครบอก เห็นเพื่อนมาตั้งก็อยากได้บ้าง
_ คฤจจภรรค อ่านว่าอะไร? ทางอำเภอไม่ยอมให้ตั้งชื่อนี้
สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปะโลกุตระเริ่มจากอะไร _ อยากทราบว่าศิลปะโลกุตระต้องเริ่มจากอะไร? พ่อครูว่า ...ต้องเริ่มจากมีรากฐานของ ศาสตร์ คือมี ความรู้ ศิลปะเกิดเองโดยไม่มีความรู้ไม่ได้ ศาสตร์นั้นมีความรู้ ไม่มีศิลปะ มีแต่สาระ ถ้าเป็นเรื่องราวก็เรียกว่าเป็นสารคดี แต่ถ้า ศิลป์ ต้องมี สุนทรียะ มีองค์ประกอบที่ประกอบด้วยของโลกเขา มีสวย มีงาม มีไพเราะ มีความน่าชื่นใจ ชี้ชวนใจ จะเรียกว่าเป็นกิเลสก็ใช่ เป็นองค์ประกอบของโลกผสมเข้ามา สร้างเรื่องบู๊ เรื่องรัก ก็มีราคะและโทสะเป็นหลัก สาระองค์ประกอบ ที่ไม่ใช่โลกีย์ทีเดียว แต่เป็น อัสสาทะ เป็นรสของความชวนใจ เรียกว่ารสชวนใจ สุนทรีย์ แล้วรสนี้ เป็นปีติ เป็นต้น เป็นสุขอย่าง อุปสโมสุข แต่ไม่ได้เป็น ตัวเร่งของกิเลสทีเดียว ถ้าประสมส่วนนี้ได้คนนี้เป็นศิลปิน เป็นมงคลอันอุดมแท้ เริ่มต้นด้วยการเข้าใจ รสโลกๆ รสสนุกๆ เรียนตั้งแต่หยาบๆ เรียนรู้ว่ามันสนุก แต่ถ้ามันไม่สนุกก็ได้ ถ้าสนุกมากจะสปาร์คมาก อย่างการแข่งขันกีฬา มีชนะมีแพ้ คนชนะดีใจ บางคนถูกน็อคชักแหงกๆ คนชนะไม่รู้สึกสงสารด้วยซ้ำ ใจดำอำมหิต ถ้าเรา รู้ว่าเราหลงชอบชัง เป็นราคะโทสะในจิต ถ้าเรา รู้ก็เริ่มลดให้ได้ เริ่มลด ก็มี คุณธรรมโลกุตระ แต่ถ้าลดไม่ได้ แต่รู้ว่าเป็นเคหสิตเวทนา เริ่มลดก็เริ่ม วิกขัมภนะ กดข่มก็ได้ ยังไม่ได้วิปัสสนาให้จางคลายไฟราคะ โทสะ โมหะ เรากดข่ม หรือใช้พลังงานไฟฌาน ไฟปัญญา ลดมัน แม้เราไม่เก่งก็ลดได้ วิราคานุปัสสี ตามเห็นความจางคลาย นี่คือ โลกุตรธรรม ทำใจในใจ มนสิกโรติ ต้องแยกเคหสิตะ แยกโลกีย์ออก
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมถะและวิปัสสนาต่างกันอย่างไร _ สมถะ คืออะไร? วิปัสสนาคืออะไร? พ่อครูว่า ...มีคำว่า สมถะ แปลว่า สงบ ถ้าสงบอย่างฤาษี ก็สะกดจิตให้นิ่ง แต่ถ้า สงบอย่างพุทธ คือวิปัสสนา ถ้าสัมมาทิฏฐิ คือกิเลสดับไป เบาแรงไป จิตใจยิ่งใส กิเลสดับ แต่จิตไม่ได้ดับ ลงอย่างสมถะ สะกดจิต ที่ให้จิตดับหมด วิปัสสนา คือ ทำให้กิเลสดับอย่างรู้ๆ เห็นๆ อ่านเหตุ คืออกุศลจิตขณะสัมผัสทางทวาร 6 ฆ่ากิเลสดับ จิตยิ่งใสสว่าง แต่เรียกว่าสงบ บางทีใช้คำว่าปัสสัทธิได้ สงบอย่างกิเลสลดลง บางทีไปเรียกกิเลสที่ดับปี๋ลงไป โดยที่จิตไม่รู้เรื่อง จนดับเป็นนิโรธ เรียกว่าทำเจโตสมถะ ทำจิตให้สมถะตรงๆ เลย ซึ่งไม่มีวิปัสสนา ท่านจึงบอก บุคคล 4 พวก 1. ได้เจโตสมถะ ไม่ได้โลกุตระ โลกุตระคือวิปัสสนา สามารถรู้และลดกิเลสได้ 2. ได้โลกุตระ ไม่ได้เจโตสมถะ เพราะไม่ได้ไปนั่งหลับตา ที่จริงเรียนรู้ เจโตสมถะก็มีอุปการะ เรียนรู้ภายในจิตได้ดี ไม่มีอะไรกวน มันสามารถอ่านอาการจิต แม้จะเป็นสัญญา มันก็มีกิเลสกวนอยู่ในนั้น สามารถระงับ พิจารณาลดได้เหมือนกัน แต่ไม่หยาบเหมือนมีสภาพเต็ม ถ้าทำลืมตา ลดกิเลสจนชนะกามภพ ก็จะดึงกิเลสรูปราคะ อรูปราคะออกมา เป็นภวตัณหา ก็เรียนรู้กำจัดมันอีก ในขณะมีสัมผัสนั่นแหละ ปฏิบัติขณะลืมตา 3. ได้เจโตสมถะ และได้โลกุตระ 4. ไม่ได้เจโตสมถะ และไม่ได้โลกุตระ สรุปแล้ว สมถะ คือ ทำจิตให้สงบ วิปัสสนา คือ เรียนรู้อย่างรู้ๆ เห็นๆ
_เราจะทำอย่างไม่ให้จิตฟุ้งซ่าน พ่อครูว่า...ก็ทำสมถะและวิปัสสนาให้ดี กิเลสหายไป จิตจะลดความฟุ้งซ่าน ควบคุมจิตได้
สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน ทำจิตให้เป็นพีชนิยาม อรหันต์ _ถ้าทำจิตให้เป็นพีชนิยามจะถึงขั้นอรหันต์ใช่ไหม? หมายถึงดับเวทนาเคหสิตะทั้งหมด จนเป็นอุเบกขา เนกขัมมะเวทนา สมบูรณ์ แต่เราจะได้พลังงานขั้นชีวะส่วนเหลือที่บริสุทธิ์อยู่ พ่อครูว่า ...ถูกต้อง แล้วมีพลังงานสูงกว่าด้วย เป็นพลังงานทับทวี สะอาดจากความโง่ และพลังงานสะอาด เร าก็เอามาใช้ เป็นพลังงานเก่าของเราที่ฟอกสะอาด แล้วที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ถ้าถูกโลกแบ่งพลังงานไปก็ซวย พลังก็อ่อนแอ เพราะถูกแบ่งไปทางอีกฝ่าย พลังงานที่เป็น จิตนิยาม คือมีอารมณ์ที่รู้จักเวทนา แต่เวทนากับอวิชชาไปหลงชอบชังสุขทุกข์ เพราะไปโง่มีจิตอกุศล เมื่อ ทำอกุศลให้ดับไป พลังงานจิตนิยามนั้นก็ยังอยู่ แต่มันมี ธาตุเหมือนพีชนิยาม คือ ไม่ไปแย่งใคร ไม่หลงโง่ตามโลกเขาพาเป็น เป็นพลังงานพีชนิยามที่สะอาด และสูง สร้างประโยชน์ได้ เยอะขึ้น และไม่เป็นพิษเป็นภัยกับอะไร เพราะฉะนั้นถ้าใครทำ พีชนิยาม ให้เป็น จิตนิยามอรหันต์ ได้ จึงเป็นพลังงานจิตพีชนิยามที่เป็นอรหันต์ พีชนิยามเป็นพืช ไม่สูงกว่านี้ แน่นเข้าแข็งแรง แล้วก็แตกพันธุ์เป็นพืชต่างชนิด แต่เมื่อเป็นจิตแล้ว ทำให้มีคุณภาพเท่ากับ ตัวตน เอง Self ที่หมดความเป็นตัวกูของกู หมดตัวเขาของเขา หมด ish เข้าใจว่านี่คือ he she นี่คือ ฉัน i แล้วก็ทำงานร่วมกัน เข้าใจสมมติสัจจะ ไม่มีอาการจัดจ้านทางกามหรือทางอัตตา รู้ความจริงตามความเป็นจริง รู้เพศหญิงคือ she รู้เพศชายคือ he รู้เราคือ i ทำงานร่วมกันสามเส้าธรรมดา แต่มีพลังงานเอาคืนมาได้จากที่ไปหลงเข้าใจผิดใช้ผิด
สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน ศาสนาพุทธล้างบาปไม่ได้ _สมเด็จช่วงกล่าวว่า ทำผิดก็ปลงอาบัติได้ สารภาพบาปได้ เหมือนคริสต์ล้างบาปได้? พ่อครูว่า. ..ศาสนา พุทธล้างบาปไม่ได้ คำสอนของคริสต์นั้น บาทหลวงเป็น ตัวแทนพระเจ้าช่วยล้างบาปได้ เป็นของคริสต์ แต่พุทธนั้นรู้ว่าบาปล้างไม่ได้ บาป คือ อกุศลจิต เกิดแล้ว ฝังในสัญญา ล้างไม่ออก กรรมวิบากสั่งสม เป็นของคุณ มันจะมีไปตลอด ไม่มีหายไปไหน เริ่มต้นทำวินาทีนี้ ตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียวสั่งสมมาเป็นสัตว์ใหญ่ ก็สั่งสมวิบากได้อยู่ในอัตภาพ สัญญารับได้ไม่จำกัด ไม่มีลิมิต ไม่กินเนื้อที่ ไม่มีรูปร่าง ของใครของมัน เป็นอรูป แต่มีตัวตน และออกฤทธิ์ให้เรา ถ้ามีกุศล ก็ได้อาศัยกุศล ถ้ามีอกุศลมากก็ทุกข์ร้อนมาก มีกุศลมาก ก็ไม่ทุกข์ร้อนมาก ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่เมื่อย ไม่เพลีย ก็เป็น สัปปายะ คือประกอบด้วยประโยชน์ อปายะ คือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มีแล้วก็บวกลบคุณหารกับปัจจุบัน แล้วออกฤทธิ์มา ต้องทำปัจจุบัน จนพลังงานกรรมอกุศลออกฤทธิ์ไม่ได้ มันไม่ได้ออกมาทีเดียวหมดทั้งก้อน กุศลกับอกุศลก็กันกันเองในอดีต ถ้าอกุศลมากก็ทะลักออกมามาก กุศลกับอกุศลก็กันกันเอง เราจึงสร้างกุศลให้มากๆ จะได้กันอกุศลได้ จนปัจจุบันเป็นตัวแปร ถ้ากุศลกับอกุศลเท่ากัน ถ้าทำปัจจุบันให้กุศลมากขึ้นๆ อกุศลก็ถอยไปๆ แต่ไม่ได้หายไปไหนนะ จนกว่าจะปรินิพพาน เหมือนพวงมะม่วงหลุดจากขั้ว แม้เป็น อรหันต์ แล้ว อกุศลออกฤทธิ์ไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยทัน แต่ไม่หมด ง่าย ทว่า ปัจจุบันเราทำแต่กุศล ไม่ทำบาปทั้งปวง คุณภาพของกุศลจึงไป ยันให้อกุศลจางเบา ห่างไป เพราะหยุดทำบาปถาวรแล้ว กุศลจะถึงพร้อม มีพลังงานมากกว่าอกุศลเพิ่มขึ้นเรื่อย ความก้าวหน้าพัฒนาเป็นปฏิภาคบวก คูณ ยกกำลัง ไปตามบารมี พระอรหันต์หยุดอกุศลใหม่ในทุกปัจจุบัน เป็น อนาคามี หยาบๆ ทางกามก็หยุดได้หมดแล้ว เหลือรูปราคะ อรูปราคะ เป็น สกิทาคามี ก็ลดอกุศลได้จำนวนนึง โสดาบัน ก็เริ่มลดเป็น ผู้จะขึ้นเป็นสังฆราชไม่มีความรู้เช่นนี้ได้อย่างไร? การสารภาพบาปคือการทำคืน คือเราสารภาพ เพื่อบอกคนอื่นว่า เราจะไม่ทำอีก แล้วเป็นเปรียญ 9 นะ แค่นี้ยังไม่รู้แล้วจะไปเป็นสังฆราชเสียอีก
_ งานฉลองหนาว..ความเป็นมา ตอบ....หลวงปู่จำไม่ได้
_ ทำไมเมื่ออยู่ใกล้ผู้ที่มีศีลอย่างหลวงปู่ จิตใจถึงว่างครับ พ่อครูว่า... เป็นเพราะมีพลังงานมีรังสีออกมาที่เรารับได้ ก็เลยได้รับความว่าง บ้าง
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน อานิสงส์ 5 ของการกินมื้อเดียว เหมือนเราอยู่ข้างนอกกินข้าวหลายมื้อ พอมาอยู่กับหมู่ก็กินมื้อเดียวได้ เป็นพลังงานอุ้มชูช่วยกัน เป็นพลังงานที่รักในความดี เห็นว่าเขากินมื้อเดียวนี้ดี เมื่อเห็นด้วย ก็ทำให้กำลังที่จะทำให้เป็นได้ สำหรับ ร่างกายคนที่กินมื้อเดียวก็อยู่ได้ สัตว์บางชนิดหลายวันกินเพียง 1 มื้อ กินตามร่างกายต้องการ ไม่ได้กินด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน คนเราตอนแรกก็กินไม่มาก แต่ตอนหลังถูกหลอกให้กินไม่มีมื้อไม่มีคราว เพราะทุนนิยมหลอกขาย กินจนสุขภาพเสีย คนเรากินวันละ 1 มื้อก็เหลือเฟือ กินมื้อเดียว ทำงานทั้งวัน ไม่รู้กี่ปีสำหรับชาวอโศก พระพุทธเจ้ายืนยันชัดเจนว่ากินมื้อเดียวนี้มีพลัง คุณประโยชน์ของการกินมื้อเดียว อานิสงส์ 5 ประการของการ กินมื้อเดียว 1. ร่างกายไม่ค่อยป่วย ( อัปปาพาธัง ) 2. ไม่มีอะไรบกพร่อง ( อัปปาตังกัง ) 3. กระปรี้กระเปร่า เบากาย เบาใจ ( ลหุฏฐานัง ) 4. มีพละกำลังเหลือใช้ ( พลัง ) 5. เป็นอยู่สบาย จิตใจผาสุก ( ผาสุวิหารัง) (พระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 265)
กินหลายมื้อนี่พลังเสีย กินมากหนักตื้อไม่มีพลังหรอก กินมื้อเดียวนี่มีพลังพระพุทธเจ้าเป็นปราชญ์ คนบอกว่ากินข้าวมื้อเดียวก็ไม่มีแรงสิ เป็นปราชญ์หรือ ถึงไปเถียงพระพุทธเจ้า นี่คืออานิสงส์ของการกินมื้อเดียว
_ถ้าเราโกรธคนกับเกลียดคนจะใช้สมถะหรือวิปัสสนาอย่างไร พ่อครูว่า. .. สมถะ คือวิธีเดียวกันคือกดข่ม แต่ วิปัสสนา นี้อย่างมิจฉาทิฏฐิเขาทำไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นความจริงตามความเป็นจริง ไม่ชัดเจน คนโกรธเราก็ อ่านอาการโกรธที่จิต จะกดข่มก็ได้ แต่กดข่มแล้วอาการลดลงก็ดูไม่ได้ อาการหายไป สะกดให้หยุดอาการซึ่งยาก แต่ สะกดจิตไม่ให้จิตรับรู้ อันนี้มันก็ไม่รู้เท่านั้นเองเป็น สมถะ แต่พระพุทธเจ้าสอน วิปัสสนา วิปัสสนาเป็นของศาสนาพุทธศาสนาเดียว
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูไม่เคยรู้สึกเบื่อ _เวลาพ่อครูมาเทศน์พ่อครูรู้สึกเบื่อไหมครับ พ่อครูว่า ...ดีนะที่ถ าม จริงเหมือนกัน คนเราก็รู้สึกเบื่อได้ แต่อาตมาไม่เคยรู้สึกเบื่อ มีแต่พวกคุณชักเบื่อ ทำไมไม่หยุดสักที อาตมามีปัญญาเข้าใจ การเทศน์บรรยายสิ่งดีงามมีคุณค่า ถ้าอาตมาเบื่อที่จะทำสิ่งดีให้แก่คน อาตมาโง่หรือฉลาด ก็โง่ อาตมาจะโง่ทำไมในการทำความดีให้คน จะเบื่อทำไมนอกจากเมื่อย ก็จะขอพักหรือผลัดไป พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราไม่พักเราไม่เพียร ผู้ที่รู้เวลาควรพักควรเพียรคืออรหันต์นะ จุดสำคัญที่ข้ามโอฆสงสาร ข้ามฝั่งเป็นอรหันต์ได้ คือคุณสมบัติอย่างไร ให้พระพุทธเจ้าตอบ ท่านก็ตอบว่า “เราไม่พัก เราไม่เพียร เราข้ามโอฆสงสารได้” หลวงปู่ไม่มีเบื่อ เพราะไม่มีปัญหา มีแต่ปัญญา
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน นักปฏิบัติธรรมกับการเล่นมือถือ _คำกล่าวที่ว่าการทำงานคือ การปฏิบัติธรรม แล้วขณะทำงานอยู่นั้นผู้ร่วมงานได้ทำผิดศีล ด้วยการเล่นเกมเล่นมือถือระหว่างงาน พอถูกตักเตือนเขาก็บอกว่าเป็นเวลาว่างขณะที่เขาทำงานที่รับผิดชอบเสร็จแล้ว และมีความรู้สึกว่าเพื่อนร่วมงานจุกจิกเหมือนเขาเป็นเด็ก ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว อยากกราบเรียนถามว่าทิฏฐิที่เขาคิดเช่นนี้ สมควรกับการเป็นนักปฏิบัติธรรมที่ทำงานในบริษัทบุญนิยมหรือไม่ และเราจะชี้แจงให้เขามีสัมมาทิฏฐิที่ถูกต้องอย่างไร พ่อครู ว่า.. .ก็อธิบายให้ฟังว่า ถ้าเขามา ทำงานเพื่อ จะ รับจ้าง แค่นั้น น่าจะทำให้ได้ความเจริญ พัฒนาทางคุณธรรม มากกว่านี้ ถ้าแค่มารับจ้างหมดเวลาก็เสร็จไปเล่นเสพอะไรก็แล้วแต่ ถ้าจะมาทำงานกับชาวอโศกแบบนี้ ก็ออกไปเสีย เพราะที่นี่เขาพัฒนาให้มีคุณธรรมเพิ่มขึ้น ไม่ใช่สถานที่รับจ้าง เราจ้างถูก แต่ถ้าคุณไม่พัฒนาตนเอง เราก็ไม่อยากจ้าง เพราะมันเข้าใจผิด ที่นี่นั้นเจตนาจะสร้างคน ไม่ใช่สร้างงาน แล้วก็หาลูกจ้างมาทำงาน เพราะที่นี่นั้นสูงกว่านั้น ที่นี่คนไม่รับจ้าง มาทำงานฟรีมีอยู่มาก มากพอจะเป็นชุมชนโดยที่ไม่จ้าง แล้วทำงานให้มีส่วนเหลือส่วนเกินด้วย พิสูจน์มาแล้ว 40 กว่าปีส่วนคนที่มาทำงานในนี้แล้วจะเอารายได้เพียงส่วนน้อย ได้ค่าจ้างถูกๆ แต่คุณก็ยังมีแนวคิดที่ผิด ที่จะไม่เจริญ เป็นแนวคิดที่ไม่เจริญ ถ้าจะคิดอย่างนั้นทำอย่างนั้นมันไม่ควรหรอก ถ้าจะทำแค่นี้ก็ออกไปเสีย ให้คนอื่นมาทำแทน เรามีเงินไม่มากนัก จะได้จ้างคนอื่นที่เขายินดีจะทำกว่านี้ 1. ไม่เป็นหนี้ 2. ทำงานเลี้ยงตนเองรอด 3. ทำให้เหลือ 4. ได้สะพัด เป็นเศรษฐศาสตร์ บุญนิยม ไม่ใช่แบบ ทุนนิยม ที่กอบโกยเข้าหาตัว แต่ของบุญนิยมนี้สะพัดเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น บุญนิยมเหนือชั้นกว่าทุนนิยม นายทุนของทุนนิยมนั้นมีแต่จะกอบโกยมากขึ้น แต่นายทุนของบุญนิยมนี้มีแต่จะ 0 0 0 0 ศูนย์ ตลอดนิรันดร์กาล ผู้ที่ทำเช่นนี้ให้คิดเสียใหม่ อย่าเห็นแต่การเสพ เล่นเกม เล่นสนุกอย่างนี้ หรือระวังเถิดหมดงานแล้วก็มาเล่นไลน์ เดี๋ยวนี้มันติดเป็นสังคมก้มหน้า อยู่ที่ไหนก็มีแต่ก้มหน้าไลน์ จะติดอะไรกันนักกันหนา แล้วมันมีหลากหลายให้ติดกัน ตามแต่ที่จะชอบ มันมีประโยชน์ แต่โทษมันก็เยอะเหลือเกินใส่เข้าไปในนั้น คนที่กิเลสอยู่ในตัวเยอะๆ จึงเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้ นี่คือผีมารตัวใหญ่ เครื่องมือโทรศัพท์ หรือเรียกอะไรแล้วแต่ ขอยืนยันว่ามันทำลายคนและสังคม ทำให้นายทุนที่ทำของเหล่านี้ ดูดเอาเงินไปหมดเลย พวกที่ทำธุรกิจค้าสิ่งเหล่านี้ ได้สัมปทานไป ก็รวยทั้งนั้น มันมีประโยชน์แฝง แต่โทษมันเป็นหลักเป็นหนักหนา แล้วคนมีกิเลสจะไม่มีหลักประกัน ก็เลยเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ มาอยู่ในสังคมชาวอโศกเป็นเด็กเป็นเล็กเราไม่ให้มี แต่ทางโลกทางรัฐบาลซื้อแจกเลย เด็กจึงไม่ค่อยอยากจะมาเรียนกับชาวอโศก เพราะถูกสังคมหลอก แล้วเราสร้างคนสร้างเด็กให้มีภูมิคุ้มกัน ไม่งมงายกับสิ่งเหล่านั้นเกินไป อย่างน้อยก็ได้รับปัญญาเอาไปสู้กับสิ่งเหล่านั้น ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครช่วยเลย ไปด้วยกันกับโลกก็ซวย
_ที่จริงผู้หญิงฉลาดแล้วไปหลอกผู้ชายโง่โง่อีกทีในเรื่องการแต่งตัว พ่อครูว่า...ก็พอกัน แทนที่จะช่วยกันกลับหลอกกันอีก
_การบอกความสำคัญของเวลา แบบจิตที่มีโลกิยะสูง ผู้นี้เป็นผู้มองไม่เห็นค่าของเวลาที่เปลี่ยนแปลงทุกวินาที และที่สำคัญคือวินาทีที่ผ่านไปมีครั้งเดียวในชีวิตซึ่งแน่นอนผู้นี้ย่อมไม่รู้จักปัจจุบันย่อมไม่เจริญอย่างแน่นอน เพราะมีภพอยู่กับความไม่จริงความไม่เที่ยง ความไม่แท้ ความไม่แน่นอน จิตจมอยู่กับอดีต และเพ้อฝันอยู่กับอนาคต ไม่รู้ความจริงตามควา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive