590511_พุทธศาสนาตามภูมิ กรรมฐานคือเวทนา ตอน๒.docx
เนื้อหาในไฟล์
590511 พุทธศาสนาตามภูมิ กรรมฐานคือเวทนา ตอน2 พ่อครูว่า...เจริญธรรมสำนึกดี วันพุธที่ 11 พฤษภาคม 2559 ขึ้น 6 ค่ำเดือน 6 ปีวอก ที่บวรราชธานีอโศก อาตมาก็ทำงานไปตามกิจวัตร ชีวิตนี้ตัดยอดให้การบรรยายธรรมะในความเป็นยอดของคนและสังคมพระพุทธเจ้าไม่ได้ศึกษาอะไรนอกจากศึกษาความเป็นมนุษย์กับสังคม แล้วท่านก็รู้รายละเอียดความเป็นมนุษย์และความเป็นสังคม แล้วท่านก็กำหนดสูตร ทฤษฎีไว้ ว่าถ้าทำตามสูตรของท่าน แต่ละสูตรๆ แล้วทำตามนั้นแล้วสังคมอยู่ดี โดยตัวบุคคลเข้าใจเองว่า สูตรใดเหมาะกับตน เข้าใจแล้วเอามาปฏิบัติก็ได้ความเจริญ มีคุณค่า เป็นคนที่ต้องยกไว้ เป็นกุศล คุณงามความดีให้แก่มนุษยชาติไป ชีวิตอย่างนี้ก็ดีนักดีหนา เกิดมาเป็นคน ชาติหนึ่ง เราไม่เป็นโทษภัยกับใครเลย แต่เราเป็นคุณค่าประโยชน์ต่อมนุษยชาติ เชื่อมต่อไป ไกล ยิ่งมาก ยิ่งถ้วนทั่ว โดยเฉพาะคนที่มีประโยชน์ควรได้ หรือคนชั่วที่ควรแก้ไขให้เป็นคนดี เป็นชีวิตมีคุณค่า ชีวิตที่มีคุณค่าไม่ใช่ว่าแต่ละวันจะได้ทำงานมีเงินรายได้เป็นร้อยเป็นล้านได้ยศตำแหน่งหน้าที่ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นได้มีอำนาจสามารถที่จะสั่งการอะไรได้มากขึ้นได้รับสรรเสริญเยินยอยกย่องจากสังคม อาตมาเองมาคิดถึงประเด็น การยกย่องสรรเสริญถ้าไปติดใจตรงนี้อาตมาคงจะเหี่ยวแห้งเพราะไม่ได้อะไรเลยมีพวกเราคอยสรรเสริญบ้างเท่านี้กลุ่มน้อยน้อยแล้วพวกเราก็ไม่ขี้สรรเสริญเท่าไหร่พูดถึงความเฉยเมยไม่แยแสอะไรของชาวอโศกว่าพวกเราทำอะไรออกไปสังคมก็เฉยสื่อสารมวลชนก็เฉยอโศกจะทำอะไรก็เฉย แต่ของเรานี่อาตมาคิดว่าประสบผลสำเร็จที่เราไม่ขึ้นกับสังคมว่าจะต้องมีคนมายกย่องสรรเสริญไปอย่างไร ซึ่งเดี๋ยวนี้การติเตียนจากพวกเขาก็น้อยลงกว่าเมื่อก่อน ข้างนอกเขาจัดงานผีตาโขนคนก็เยอะแยะเขาเราจัดงานตลาดอาริยะกันลงทุนลงแรงคนมาไ
อ่านต่อ
ม่น้อยวันละเป็นหมื่นจะเป็นแสนหรือเปล่า แต่สื่อสารมวลชนก็เฉย ไม่แยแส มาดู sms
_มีคำถามว่า การปวารณานี่ 1.เราพร้อมให้หมู่กลุ่มว่ากล่าวติเตียน หรือว่า 2.การปวารณาแล้วคือเราตัดสินใจอยู่กับหมู่นี้แล้วไม่ควรไปอยู่กับหมู่อื่น แม้หมู่อื่นจะสามารถพัฒนาจิตวิญญาณเราให้สูงขึ้นกว่าเดิม เราก็ต้องอยู่กับหมู่เดิมหรือไม่? ตอบ...ปวารณาไม่ใช่ว่าต้องอยู่กับหมู่เดียว ปวารณาแปลว่าเราลดตัวตนให้เขาว่ากล่าวติเตียนได้ คนมีจิตใจปวารณาเป็นคนได้กำไร จริงใจให้เขาว่ากล่าวติเตียนได้ ฟังจริงๆ แล้วเอาความหมายที่เขาว่าแม้เขาด่าก็เอามาทำความเข้าใจตรวจสอบตนเองแล้วเห็นความจริงให้ได้ ว่าเขาด่าเราถูกติเราถูกไหมอย่าเข้าข้างตนเอง ไม่ใช่หมายถึงว่าต้องอยู่กับหมู่เดิมไปอย่างนั้น อย่างนั้นไม่มีหรอกในศาสนาพุทธ
_0816956xxx คนทุกวันนี้ไม่กลัวบาปเขาพูดกันว่าตายแล้ว อาตมา ว่า… คนไม่กลัวบาปทำชั่วอะไรก็ได้
_0831219xxx กราบพ่อครูฯ,สณ.,สม.ด้วยความศรัทธาและเคารพยิ่งและจรธ.ญตธ.ทุกท่าน:รบกวนถามพ่อครูถึงคำว่าสันโดษพอเพียงและใจพอมีความหมายเดียวกันและตรงข้ามกับขี้โลภใช่หรือไม่ครับกราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ อาตมา ว่า… เมื่อใจพอแล้วใจสันโดษโดยทำมาตามลำดับ ตามหลักตัดสินธรรมวินัย 8 ตามกิมัตถิยสูตร อานิสงส์ของศีล ทำศีลแล้วเราจะลดความเดือดเนื้อร้อนใจ มีปีติ ปราโมทย์ ปัสสัทธิ์ สงบลงไป ก็สบาย มีวูปสโมสุข ทำอย่างนี้ได้ จิตใจเราจะแข็งแรงเจริญขึ้น จนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เป็นประธานของชีวิต มีแค่น้อยแค่นี้ก็พอ ต้องการได้น้อยกว่านี้ก็พอได้อีก จนจิตมีรายได้ 0 พรุ่งนี้ก็ 0 มะรืนก็ 0 อนาคตก็ 0 จิตเราเที่ยงแท้ 0 มักน้อยแล้วก็ใจพอ จิตไม่มีแล้วสวรรค์ จริงๆ แล้วไม่มีทั้งสวรรค์และนรก เป็นจิตเจริญ น้อยเราก็พอ ไม่ต้องมีสวรรค์นรก แถมเรามีวิริยารัมภะ มีความเพียร ขยัน ระดมความเพียร ได้ผลเป็นกถาวัตถุ 10 มีรายได้ 0 แล้วเขาจะบอกว่าอยู่ได้อย่างไร ก็มาดูสิ เราเป็นสุขอย่างไร เขาบอกว่าสวรรค์น้อยๆ อยู่ในวงฟ้อนรำ เราก็ไม่ต้องฟ้อนรำเราก็สบาย
_0818557xxx กราบนมก.พ่อท่าน สับสนมาก ตามไม่ทัน ขอเวลาหน่อยนะเจ้าคะ _0893867xxx ธรรมถ้าพูดภาษาชาวบ้านกรรมคือการกระทำ!ฐานคือความยึดถือ!กรรมฐานคือ การทำงานตามหน้าที่รับผิดชอบทำงานด้วยความถูกต้อง!ตรงตามภาษาธรรม ไหม? อาตมา ว่า ...อาตมากำลังอธิบายคำว่ากรรมฐานเช่นพระพุทธเจ้าตรัสว่าผมขนเล็บฟันหนังอันนี้เป็นมูลกรรมฐาน 5 ท่านก็ให้พยายามเรียนกรรมฐานนี้เช่นเล็บเป็นฐานแล้วเราจะเรียนอะไรมันก็คือเล็บแถววิจัยอะไรก็ต้องวิจัยธาตุดินน้ำไฟลม กับธาตุชีวะ พีชะที่ประกอบ มันไม่ใช่ดินน้ำไฟลมเฉยๆ แต่มันมีชีวิตินทรีย์ระดับพีชนิยาม ระดับไม่มีจิตเข้าไปร่วม มันมีพลังชีวะก็ยาวก็งอก ปรุงแต่งตัวมันเอง แต่ไม่มีพลังงานระดับจิตนิยามเข้าไปร่วมรับรู้ว่าเจ็บปวด กระทบอย่างไร คือไม่มีเวทนา คือผม ขนเล็บฟันหนังหากไม่มีประสาทรับรู้ได้ก็ไม่ใช่กาย เราไม่สุขทุกข์กับมันแล้ว แต่ในผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ส่วนที่พ้นจากประสาทรับรู้ จิตไปรับรู้ด้วยไม่ได้นั่นคือส่วนนั้นไม่ใช่กาย พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่า กายคือจิต มโน วิญญาณ อันนี้เป็นมูลกรรมฐานที่ต้องตระหนักเรียนรู้จะปฏิบัติ ถ้าไม่เช่นนั้นเราจะไม่รู้จักเวทนาสุขทุกข์ ที่ต้องมีจิตวิญญาณเราเข้าไปร่วมรับรู้ ว่ามีจิตนิยามที่มีกุศล อกุศลร่วมด้วยไหม ถ้าเรายึด ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง แม้มันหลุดจากร่างเราเราก็ยังยึดไว้อีก ทุกข์ใจ เจ็บใจ ปวดใจ จะได้เรียนรู้ว่านั่นคืออุปาทาน แม้มันไม่ขาดจากร่างเรามันก็ไม่ใช่กาย เราถ้าไปยึดมันไว้ก็สุขเศร้ากับมันได้ชอบชังกับมันได้ เป็นอุปกรณ์เรียนรู้อย่างดี ให้เรียนรู้อุปาทาน และละอุปาทานได้เลย เราตัดเล็บมันก็ไม่เจ็บ ไม่มีเวทนา มันอุเบกขาเฉยๆ แต่ที่ไปรู้สึกเจ็บนั้นเจ็บที่ใจ คุณยึดเอง ไปดีใจว่าเล็บเราผมเราอย่างนั้นอย่างนี้ก็บ้าของคุณเอง ไปพิจารณาเลย ยิ่งนอกตัวยิ่งไม่ใช่ตัวเราของเราเลย ไปยึดถือก็บ้าสิ แม้ที่สุดอย่าว่าแต่ผม ขน เล็บ เลย แม้ในร่างเรา อาการ 32 ก็ไม่ให้ยึดเลย เพราะเป็นส่วนที่จิตเราไปสัมพันธ์กับมันอยู่ แต่ส่วนที่หลุดจาก อาการ 32 อุจจาระ น้ำลาย น้ำมูก มันไม่มีเวทนาแล้วหมดหน้าที่แล้ว กรรมฐานเราก็เอาเวทนาที่รู้สึกได้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มันไม่มีเวทนา หรือเฉยๆ แต่ถ้าเราไปยึดเป็นอุปาทานก็จะสุขทุกข์ เราจะได้เรียนรู้อุปาทาน เราก็จะได้ฝึกละอุปาทาน ให้อุเบกขาเวทนาให้ได้ ใจที่ไปสุขทุกข์นั่นแหละที่เราต้องรู้ว่าคือฐานที่เราต้องเรียนรู้ปฏิบัติ แม้ในอวัยวะ อาการ32 เราเรียนรู้ได้ สิ่งที่ห่างตัวไปก็เรียนรู้เอา
_0805925xxx ยังม่ายยตายจากกิเลสก็ยังอยู่ในเลข 0 วงกลมโลกวัฏฏะจิงป่ะ!?ดับ 0 ดับเวียนว่ายแม่นบ่? อาตมา ว่า… จิตเราที่ไปสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์นี่แหละคือความวนอยู่สามอย่างนี้ เราต้องเรียนรู้แล้วละ เรียนรู้ว่าได้อย่างไรจะสุข ทุกข์ ชอบหรือไม่ชอบ มันเป็นไปตามจิตเรา หากเราไม่ไปสะดุ้งสะเทือนอะไร ถ้ามันแรงจนเราต้องเดือดร้อน หรือมันแรงขนาดนี้เราไม่มีปัญหาอะไร เช่นเราได้ยินเสียง เสียงคำด่า ด่าแรงเลย คุณคิดของคุณเอง ที่จริงคำนั้นมันก็เป็นของมัน มันอาจแรง เพราะตะโกนหรือไม่ตะโกนแรง แต่เป็นคำหยาบคำที่สะเทือนก็รู้สึกเจ็บมากสะเทือนมากนั่นแหละสุขทุกข์อยู่ที่นั่น ถ้าเขาด่าเราในสิ่งไม่ถูกต้อง พอเรารับฟังแล้ว ตรวจตนเองตรงกับตนเองพอดีเขาด่าถูก เราก็ขอบคุณ รู้ว่าสิ่งที่เราทำนี้ไม่ดี ถูกเขาด่าเขาตำหนิ แต่ถ้าถือตัว แม้คุณทำไม่ดีจริงก็ไม่ชอบใจ จะดีหรือชั่วก็ยึดเป็นตังกูของกูใครอย่าแตะ ทั้งที่เป็นความผิด เราผิดเขาก็ด่าให้ แต่เรายึดเป็นตัวเราของเรา เราไม่ชอบใจเราก็โกรธ รู้ทันเราก็เข้าใจให้ถูก มีปัญญารู้ความจริงตามความเป็นจริง เขาว่าเราชั่ว ถ้าเราไม่ชั่วก็ไม่ชั่ว แต่ถ้าเรายังชั่วก็ต้องขอบคุณเขาที่ว่าเราชั่วเราจะได้แก้ไข แต่ถ้าเขาว่าเราผิดๆ เราไม่ชั่ว ความผิดความโง่ก็อยู่ที่เขา ความชั่วก็อยู่ที่เขา เราจะไปสะดุ้งสะเทือนอะไร ไม่ใช่หน้าด้านนะ แต่เรารู้ว่าคุณด่าผิด เราก็บอกว่า ไปตรวจสอบใหม่ ตำหนิเราผิด บอกดีๆ ก็ได้ หรือบอกไม่ดีก็ได้ ย้อนเขาเลย แบบเถียงก็ไม่ดี แต่ถ้าเรามีหมัดเด็ดบอกเขาได้ว่าเขาว่าผิด ก็ดี แต่ถ้าเขาด่าว่าเรามาเสร็จแล้วเราเองเราไม่ได้ตรวจตัวเอง เรามีแต่ฉลาด ด่าเขาไปแก้ตัวไปจนเขากลัว เขาก็จะหยุด ก็ได้ แต่คุณนั่นแหละซวย คุณชนะเขา ชนะด้วยความผิด หลงความผิดว่าถูกด้วย หลงว่าตนชนะด้วย ก็หลงว่าเราถูก เขาด่าว่าตำหนิเรามา แต่เราก็ไม่ได้ตรวจตนเอง คุณก็จมอยู่กับความชั่วนั่นไป ซวยอยู่ที่ใคร ร ะวัง ใครด่ามาว่ามาตำหนิมา พระพุทธเจ้าจึงบอกว่านั่นแหละคือผู้ชี้ขุมทรัพย์ เขาว่ามาด่ามา ต้องฟัง เขาชี้ขุมทรัพย์ถ้าถูกต้องแก้ไขไป ถ้าไม่ถูกต้อง อย่างไม่ลำเอียง ถ้าตรวจดีแล้วไม่ใช่ เราก็เฉยหรือบอกเขาได้ว่าไม่มีในเรา เราไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้ เรื่องของความหมุนวนก็เรียนรู้เช่นนี้ เขาด่าว่าตำหนิเรามา...เราไม่ตรวจตัวเอง...แต่เรากลับฉลาดด่าเขากลับจนเขากลัว แล้วเราก็ยินดีที่เราได้ชนะอีก…อย่างนี้ใครซวย...ก็เราเองแหละซวย...พ่อครู 11 พ.ค. 59
_ 0893867xxx กุศลกรรมคือกรรมที่เป็นส่วนดี!อกุศลกรรมคือกรรมที่เป็นส่วนชั่ว!อัพยากตกรรมคือกรรมที่ไม่เป็นกุคลฤาอกุศลถูกไหม? _0893867xxx กรรมในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องนามธรรมจับต้องไม่ได้มีแต่เรื่องราวที่เขาบอกต่อๆ กันมาที่ด่วนตัดสินใจเชื่อไม่เชื่อก็ได้!พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ใช้หลักกาลามสูตรปฎิบัติรับรู้ให้ได้ด้วยตนเองถูกไหม? หทยรูปคือต้องรู้ว่ามันอยู่ตรงนี้ๆ แหละจับมันให้ดี แล้วเราก็เรียนรู้ลีลาของเหตุที่ทำให้เราสุขทุกข์หรือเรียกมันอีกทีว่าอาหารรูป วิจัยลงไป ในอาหาร 4 ตั้งแ ต่กวฬิงการาหาร ตัวเกิดรสชาติยึดถือ อ่านตัวเหตุของมันให้ได้จะมีผัสสะจะมีมโนสัญเจตนา ที่เป็นกาม ต้องพิจารณาอันนี้ก่อน นั่นแหละคือรู้จักรูปนาม ที่เรียกว่าวิญญาณ อ่านตัวถูกรู้ ค้นหาตัวรูป คือตัณหาที่เป็นอาการสักกายะแล้วจับตัวนั้นให้ได้ นี่คือการเรียนรู้กรรมฐาน ทำได้แล้วก็ว่างลงเป็นอากาสธาตุ จากอาหาร 4 ก็ละกิเลสตามปริเฉท รู้จักอาการที่ไม่มีกิเลสมาปรุง เราก็กำหนดมันให้เป็น ถ้าให้เหตุมันตายแล้วก็จะกำหนดให้ ลหุตา เบาบางได้เท่าที่เราสามารถ ให้ปรุงแต่งเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ถ้าสามารถเรียนรู้สังกัปปะ 7 ก็จะรู้จักสังขาร 3 แรงเท่าไหร่ เบาเท่าไหร่พอประมาณเท่าไหร่ก็จะรู้ กำหนดอนุโลมปฏิโลมได้ มีมุทุภูตธาตุ ทั้งกำหนดได้ว่าแรงเบาเท่าไหร่ ให้เป็นวิการรูปได้ มีกายวิญญัติ วจีวิญญัติทำออกมา แล้วรู้ลักขณรูป 4 จะให้เกิดต่อหรือไม่ ให้ทำงานแค่ไหนกัมมัญญตา จะต่อพลังงานอุปจยะ หรือสันตติได้ ถ้าไม่ต่อพลังงานนั้นก็ชรตา อนิจจตาไป นี่คือรูป 28 โดยเฉพาะอุปาทายรูป 24 ที่ขยายความมา จิตเราก็มีองค์คุณอุเบกขามากขึ้น ทำงานกับโลก มีกรรมกิริยากับโลก แต่จิตเราก็กิเลสไม่เข้า อุเบกขา วางเฉย แต่กลับมีมุทุกัมมัญญา ปภัสสรา แต่ละวันเวลาที่กิเลสไม่มีแล้ว มีองค์คุณ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มีจิตที่ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ ยิ่งขึ้นๆ ยิ่งจะ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นสิ่งน่าศึกษาน่าทำให้ได้ ทำได้แล้วเป็นคนเจริญ ไม่ต้องเอาอามิสเอาลาภมาตัดสินว่าคนนี้เจริญเพราะมีลาภมาก แต่เอาอันนี้เป็นเครื่องตัดสิน ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา กิเลสลดลงได้จนหมดนี่คือความเจริญ ถ้าจะหาเอาความเจริญมาหาเอาแบบนี้ ในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้ากับโลกก็ยังมีลาภ ยศ สรรเสริญ เพราะมุ่งสร้างสมาธิลืมตาให้กิเลสดับไป สั่งสมไปเรื่อยๆ เป็นสมาธิที่เรียกว่า supra concentration ไม่ใช่ meditation ซึ่งไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ที่เพียรไปมีแต่อันนี้ ไม่ได้เรียนรู้ supra concentration ไม่ได้เรียนรู้ทำมรรค 7 องค์แล้วสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ ไม่ใช่จิตสวบแบบไปนั่งนิ่งๆ แต่จิตกับคล่องแคล่วเป็นกายปาคุญญตา เวทนา สัญญา สังขารกลับคล่องแคล่ว ยิ่งจิตเป็นสมาธิกลับยิ่งแคล่วคล่องทำงานได้ดีประเสริฐ แล้วจิตก็ปภัสสราผุดผ่องอยู่ได้
_0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมะผู้ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยอยู่ในปัจจุบันคือผู้ไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติที่จะรู้จักความเป็นจริงฤาไม่มีกรรมฐานสาธุ _0893867xxx ขอบคุณบุญนิยมกับธรรมะมูลกรรมฐาน5 ที่ยังฟังไม่ ชัดแจ้งมัวเพ้นท์รูปพระแม่กวนอิมอยู่! พรุ่งตอนสายจะฟังเทปซ้ำใหม่จรธ. _จากไลน์ JQ กราบนมก.พ่อท่าน วันนี้พ่อท่านพูดถึงมูลกรรมฐานได้อย่างชัดแจ้งจริงๆๆ แจ่มแจ๋วเลยเจ้าค่ะ _0896098xxx กราบพ่อท่านคะ ลูกขอถามพ่อท่านดังนี้นะคะการนั่งสมาธิหลับตาก็มีหลวงพ่อหลวงปู่ดังๆ สำเร็จมรรคผลหลายรูปนี่คะดูจากพระธาตุเป็นแก้วคะแสดงแนวทางไปสู่นิพพานมีหลานทางนี่คะท่านพ่อโปรดอธิบายให้แจ้งชัดด้วยค่ะ อาตมา ว่า...ขอสับธงเลยว่า การนั่งหลับตาสมาธิไม่ใช่ของศาสนาพุทธเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไปอ่านในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ทั้ง 13 สูตร ขอยืนยันว่าทั้ง 13 สูตรมีแนวทางไม่ใช่นั่งหลับตาสมาธิเลย ตั้งแต่ทิฏฐิ 62 เลยท่านบอกว่าเจโตสมาธิไปจมกับอดีตอนาคต ที่มี 62 ทิฏฐิ ต้องปฏิบัติมีศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติ สัมปชัญญะอันเป็นอาริยะ แล้วเกิดผล เป็นวิชชาจรณะสัมปัณโณ สามัญผลสูตรก็ว่าไว้ถึงมรรคผล เป็นอาริยบุคคล อัมพัฏฐสูตรท่านว่าถึงความเสื่อมที่คนจะไปออกป่า แล้วทำเดรัจฉานวิชชา ขอบอกว่ากระดูกที่เป็นแก้วเป็นพระธาตุคือการสังเคราะห์ของ แคลเซี่ยมเป็นหลักที่มีพลังเย็นรวมตัวกัน ขอบอกว่าฤาษีชีไพรกระดูกเป็นพระธาตุเยอะเลย มากกว่าพระอีก แต่ว่าไม่ใช่เครื่องชี้บ่งว่าเป็นอรหันต์ เพราะไม่ใช่อรหันต์ โสดาบันยังไม่ได้เลย แต่ผู้เป็นอรหันต์นั้นกระดูกเป็นพระธาตุได้ ถ้าไปบอกว่ากระดูกเป็นพระธาตุแล้วเป็นอรหันต์หมดไม่ได้ ขอฟันสับธงเลยว่าในยุคนี้ร้อยปีสองร้อยปียังไม่มีอรหันต์เกิดเลย นอกนั้นเป็นอรหันต์เก๊ ถ้าอาตมาพูดผิดนี้บาปนะ ไม่ได้บาปน้อยๆ นะติเตียนพระอาริยเจ้า อรหันต์มีบาป 11 ประการนะ แต่อาตมามั่นใจว่าอาตมาพูดถูก ที่ว่านั้นก็ลองฟังดู คนที่อาตมาว่านี้ไม่เป็นอรหันต์เพราะไม่เข้าใจคำว่ากาย ไม่เข้าใจรูปนาม เข้าใจสักกายยังไม่ได้ คือสังโยชน์ข้อ 1 ก็รู้ไม่ได้ว่ามีอาการอย่างไรเท่าไหร่จับอาการเหล่านั้นได้ไหม จนไม่สงสัยเลยว่านี่คือองค์ประชุมกายของตนที่เป็นเวทนา ที่เป็นสอง มีคนให้ข้อมูลว่า ว่ามีบางคนเก่งสอบว.บบบ.ได้เข็ม รู้ธรรมะมาก แต่ว่า ชีวิตคะนองล้มเหลวแม้ชีวิตคู่ เต็มไปด้วยกาม มีเวลาไปเปิดหนังโป๊ ซึ่งมันค้านแย้งเลย ทำตัวเป็นผู้รู้แต่ชีวิตจริงไม่ใช่ ฟังดูแล้ว ว.บบบ.เราดูล้มเหลวหรืออย่างไร ว.นบ.เราจะใช้ไม่ได้หรืออย่างไร เราใช้ไม่ได้หรืออย่างไร? อาตมาก็ได้หลักฐาน ถูกใครก็ปรับปรุงเอา ไม่ถูกเราก็แล้วไป ความรู้เป็นความรู้ เมื่อใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ อุตตมะหรืออุตตระ เกิดเป็นโลกุตระ เป็นมงคลอันอุดม เอตัมมังคลมุตตมัง เป็นศิลปะ ผู้นั้นแหละเอาความรู้เป็นศิลปะได้ ศิลปะต้องมีความรู้ ความรู้เท่านั้นอย่างเดียวไม่ใช่ศิลปะ ความรู้ที่เอาไปทำอุตตมะไม่ได้ ไม่เกิดมงคลได้ไม่ใช่ศิลปะ ความรู้มีเยอะเลยในโลก ดีไม่ดีเอาความรู้ไปทำโลกีย์บาปด้วย เอาศาสตร์ที่ไปทำเป็นบาปมากมายเลย ศาสตร์ไม่ใช่ศิลปะ ถ้าศาสตร์นั้นไม่สามารถทำให้จิต จะเป็นจิตของคนใดเช่นคุณทำงานชิ้นหนึ่ง ให้คนสัมผัสแล้วทำให้กิเลสเขาลด งานนั้นเกิดจากความรู้ความสามารถของคุณ จะเป็นช่างปั้น เขียน สร้าง ปรุง จะปรุงอะไรก็แล้วแต่งานนั้นทำให้กิเลสลดได้คืองานศิลปะ ลดมากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่ถ้างานนั้นไม่ทำให้คนลดกิเลสเลยก็ไม่ใช่ศิลปะ เพราะศิลปะคือมงคลอันอุดม ถ้าเรานี่ทำให้สิ่งที่สัมผัสทวาร 6 แล้วทำให้กิเลสลดได้นั่นคือศิลปะ ถ้าใครทำได้อันนั้นชื่อว่าศิลปะ จะเกิดจากคนจากวัตถุ ในมงคล 38 ทุกข้อเป็นเอตัมมังคลมุตตมังที่ 38 ข้อ ทุกอย่างเป็นศิลปะไม่ว่าจะสัมผัสเกียวข้องกับอะไรใน 38 ข้อนี้ ทำให้กิเลสลดได้ ตั้งแต่เกี่ยวกับคน ถ้าคนไหนพาลอย่างไปคบ อย่าเสียเวลาแรงงานกับเขา ไม่เกิดมงคลอันอุดมเลย ให้มาคบคนพอมีปัญญา บัณฑิต ถ้ายิ่งคบคนควรบูชา หรือสถานที่ที่ช่วยกันพาลดกิเลส รู้จักว่ากิเลสลดคืออะไร บุพเพ จ กตปุญญตา ก็มาทำให้เป็นบุญชำระกิเลสสั่งสมไปเรื่อยๆ อย่างนี่คือผู้มีศิลปะ แล้วมีชีวิตตั้งตนไว้ชอบ อัตต สัมมาปณิธิ เป็นผู้รับฟังใส่ใจศึกษาอย่างพวกคุณนี่ได้มงคลอันอุดม เพราะอาตมาแจกงานระดับศิลปะเอาไปทำให้กิเลสลดได้ นอกจากคนเข้าใจไม่ได้ เป็นผู้รับฟังก็รับได้ทำได้เป็นพหุสัจจะ เป็นศิลปินมากขึ้นๆ สิปปัญญจ เอตัมมังคลมุตตมัง แล้วมาสู่วินิโยจ สุสิขิโต ไปสู่การกล่าวแต่สิ่งดี สุภาสิตา จ ยาวาจา การตอบแทนพ่อแม่นั้น แม้จะเอาพ่อแม่มาเลี้ยงบนบ่าให้อยู่ดีกินดี ขี้เยี่ยวรดบนบ่า เอาบ้านเมืองมาให้ ก็ไม่ได้ชื่อว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณต่อพ่อแม่ที่สูงสุดเลย ต้องให้พ่อแม่มาพบมิตรดี มีศีล มีจาคะมีปัญญา มีศรัทธาในพระพุทธ_พระธรรม_พระสงฆ์ แล้วมีศีล สามารถทำให้จิตลดกิเลสได้คือจาคะมีปัญญารู้ได้ด้วย สรุปคือสามารถทำให้พ่อแม่มีอาริยธรรมได้นี่คือการบำรุงบิดามารดา มีบุตรหรือภรรยาก็เช่นเดียวกัน ทำงานไม่คั่งค้างก็ทำสิ่งควรทำ ทำการชำระกิเลสนั่นแหละ เพราะการปฏิบัติธรรมนั้น ทำได้ทุกลมหายใจเข้าออกทุกอิริยาบถ ไม่ใช่มีเวลาเฉพาะต้องไปนั่งปฏิบัติ ไม่ใช่ แต่ทำได้ทุกเวลาวินาทีที่มีลมหายใจเข้าออกยังไม่ตาย ไล่เรียงไปตั้งแต่เกี่ยวข้องกับคน กับสถานที่ กับญาติกับการฟังธรรม เหนี่ยวรั้งให้ออกจากโทษ กำหนดให้ออกจากความเมาได้ มัชชปานาจสัญญโม มีคารโว มีนิวาโต ยินดีในความมักน้อยกล้าจน ฟังธรรมเสอม มีความอดทน ว่านอนสอนง่าย พบปะเยี่ยมเยือนสมณะ นี่ก็ตรงกับความเสื่อม 7 ประการของชาวพุทธ ...พ่อครูพูดถึงธรรมะสองอีกนิดหน่อยเปรียบเทียบ กับ E=mc2 ของไอสไตน์ ถ้า m คือรูป c คือนาม เป็นการเปรียบง่ายๆ… ขอรบกวนนิมนต์พ่อครูประชาสัมพันธ์สมาชิกเราคิดอะไร. เดือนนี้หนังสือออกล่าช้าไปนิด. แต่ก็จัดส่งไปแล้วทาง. ไปรษณีย์ จบ