590509_พุทธศาสนาตามภูมิ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน ๕.docx
เนื้อหาในไฟล์
590509 พุทธศาสนาตามภูมิ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน 5 พ่อครูว่าวันนี้วัน จันทร์ที่ 9 พฤษภาคม 2559 ที่บ้านราชฯเมืองเรือ พ่อครูอ่าน sms แล้วมาพูดถึงกรณีคดีธรรมกายว่าไม่คืบหน้า และเขาก็ไม่มาให้การกับเจ้าหน้าที่ แต่เปรียบเทียบกับคดีสันติอโศก ของเรานี่คดีเรา รมต.ว่า จะเอารถตู้ไปขนเลย เราบอกว่าไม่ต้องมาหรอกเราไปเอง ของเรานี่คดีเดียว ก็ว่ากันตั้ง 6 ปี เราก็ไปทำอย่างศาลปกติ แต่นี่เขาไม่ได้ไปขึ้นศาลเลย กี่ปีมาแล้วเป็น สิบๆ ปีแล้วนะเขาก็ว่ากันไป ก็สองมาตรฐานเลยนะ มาเข้าสู่บทเรียน ที่ได้บรรยายมาถึงความหมายของธรรมะ ถึงคำว่า ตั้งจิตไว้ผิด คนจะมีทิศทางการตั้งจิตไว้ เหมือนกับกัปตันเรือ ตั้งหางเสือ พวงมาลัยความคิดหมุนไปถ้าตั้งผิดมันก็จะไปผิด โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจก ก็หรือคนมีเวรเห็นคนผู้คู่เวรกันพึงทำความฉิบหาย และความทุกข์ใดให้ จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิดพึงทำบุคคลนั้นให้เลวยิ่งกว่า...พุทธพจน์ พระพุทธเจ้าว่า ปฏิบัติธรรมต้องดูจิตเป็นหลัก แล้วต้องมีสัมมาทิฏฐิ สร้างความเห็นให้ตรง ทิฏฐุชุกัมม์ ทำความเห็นให้ตรง บุญจึงจะเกิด เพราะการทำบุญ ให้บุญทำงาน ตั้งแต่บุญแรกคือทำทาน การตั้งจิตไว้ผิดตั้งแต่องศาแรก ของการทำบุญ เขาขยายเป็นบุญกิริยา บุญกิริยา 3 ทาน ศีล ภาวนา ผู้ตั้งจิตไว้ผิด ว่าทำทาน คือเอาของให้ แต่จิตไม่ได้เป็นไปตามความให้ หรือเอาออก สละ บริจาคให้คนอื่น ให้ออกไป จิตไม่ได้เป็นผู้ให้สมคล้อยกับความจริง ถ้าไม่เข้าใจปฏิบัติศีลกับทาน เพื่อให้กิเลสลดๆๆๆ ตั้งจิตที่จะให้กิเลสลดไม่เป็น เพราะฉะนั้นทิฏฐิข้อ1 ในทิฏฐิ 10 เมื่อตั้งจิตไว้ผิด ทานที่ให้เสร็จแล้ว มันนัตถิทินนัง มันไม่มีผล คือมันไม่เป็นผล คุณจะทำทานก็น่าจะได้ลดโลภ โกรธ แต่ทำทานแล้วกลับเพิ่มกิเลสโลภะโทสะใส่จิต โลภะนี่ชัด คุณกลับสร้างจิต
อ่านต่อ
เป็นโลภะทับทวี การทำทานต้องเข้าใจว่าทำเพื่อลดโลภ ถ้ากิเลสลดก็ควรดีใจ แต่นี่ตั้งจิตไว้ผิดทำทานแล้วก็เพิ่มความโลภ แล้วก็ดีใจที่ได้เพิ่มความโลภ เห็นไหมนี่คือการตั้งจิตไว้ผิด แล้วทำทานอย่างไม่มีปัญญา การทำทานก็ต้องไปในทิศทางลดโลภ แต่ที่สอนกันครูบาอาจารย์ทั้งหายสอนให้เพิ่มโลภกัน เขาทำทานแล้วลดความอยากได้แก่จิต ลดโลภให้แก่ตน จึงเป็นทิศทางสัมมาทิฏฐิ การทำทานต้องให้ถึงแดนเกิดแดนตายของจิต ในมูลสูตรว่าไว้ 1. ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีฉันทะเป็นต้นเค้าเลย ต้องยินดีพอใจจึงจะทำได้ดี ถ้าฝืนมาไม่ได้หรอก ต้องตั้งใจแล้วต้องเลือกที่ปฏิบัติ เลือกผู้เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในสัมมาทิฏฐิข้อ 10 ตั้งจิตไปสวรรค์ดันเดินไปสู่นรก คือผู้ตั้งจิตไว้ผิด “ผู้ตั้งจิตไว้ผิด คือผู้ตั้งจิตไปสวรรค์แต่กลับดันผ่าไปสู่นรก”.... พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ 9 พ.ค. 59 เว้นผัสสะเสียแล้วไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ รู้สึกได้ ไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนา ก็ไม่มีฐานให้ปฏิบัติ ไม่ได้ สุกต ได้แต่ทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก จะปฏิบัติอะไรต้องมีกรรมฐาน ในพรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า “เว้นผัสสะเสีย จะรู้สึกได้นั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้”ก็ไม่มีฐานที่จะรู้สึก ก็ไม่มีฐานที่จะปฏิบัติกรรม ก็คือไม่มีกรรมฐาน กรรมฐานต้องมีเวทนาเป็นกรรมฐาน ผู้ที่เว้นไม่มีกรรมฐานมันหมายความว่า ผู้ที่ไม่รู้ไม่เห็น อะไรเลย จึงเป็นความดิ้นรนแส่หาของตัณหาเท่านั้น เป็นคนไม่รู้ไม่เห็น ในพระสูตรแรก พรหมชาลสูตร ว่าไว้ว่า ผู้ยึดในอดีต อนาคตนั้น มิจฉาทิฏฐิ ผู้นั่งหลับตาปฏิบัติก็คือผู้หลงอดีตอนาคต ไม่มีผัสสะอยู่กับปัจจุบัน แม้ในอานาปานสติสูตรก็ไม่มีคำไหนบอกว่าให้นั่งหลับตา แล้วเขาสอนกันให้จิตจดจ่อกับกสิณ หรือเกาะกับลมหายใจ เป็นวิธีสะกดจิต ซึ่งเขาทำกันอยู่แล้วทั่วโลก การทำสมาธิสะกดจิต เขาก็บังคับสั่งจิตให้เป็นหนึ่งแบบ hypnosis เขาก็สั่งการจิตได้ หรือแม้แต่เจ้าตัวสะกดจิตตัวเอง ตนเองสะกดจิตตัวเองเข้าที่เป็นเอกัคคตาก็สั่งตนเองให้มีกำลังไปทำอย่างใดๆ โน้มน้อมจิตไปได้ สำนวนเขาว่าเมื่อจิตเป็นสมาธิเป็นฌานแล้วโน้มน้อมไปได้ แท้จริงอธิโมกโขนั้นคือการล้างกิเลส แต่ไปเข้าใจว่า เป็นการนั่งสมาธิจิตสงบ อย่างอาจารย์ที่สอนกันไป เขาทำเขาก็ได้ตามนั้น ได้อัตตานั้นแต่ก็แค่ลมๆ แล้งๆ เป็นอัตตวาทุปาทาน เพราะฉะนั้น กามุปาทานเขาไม่รู้เรื่องเลย เขาผ่านไปไม่ได้เรียนรู้เบื้องต้นที่จะมีตาหูจมูกลิ้นกาย พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติในกามคุณ 5 เบื้องต้นเขาไม่เรียนไม่รู้ แต่เขายึดกามส่วนวิธีปฏิบัติคือไปนั่งหลับตา กามก็ปล่อยเลยลืมตาเมื่อไหรก็ปล่อยชีวิตไปกับกามเต็มที่เลย พูดไปตรงไหนก็ถูก มันผิดตัวใหญ่เหลือเกิน มันไปถูกตัวผิดหมดเลย ใหญ่มาก มาพูดถึงเรื่องวิมานที่เขาใช้หลอกกัน วิมานบุญ ที่เขาแจกไปอีก เป็นบุญกิริยาวัตถุ 10 ภาวนาก็กลายเป็นการท่องบ่นอะไรไปหมด อธิบายเละเหมือนขี้ช้างท้องร่วงเลย แทนที่จะปฏิบัติธรรมะแล้วรู้รูปนามก็ไม่เกิดผล เพราะตั้งจิตไว้ผิด ไปปฏิบัติธรรม ทานก็จะบอกว่าได้บุญกิริยาวัตถุ 10 ไปปฏิบัติศีลก็จะบอกว่าได้บุญกิริยาวัตถุ ข้อที่ 2 ว่าจะได้วิมานลอยลม ก็โมหะตั้งจิตไว้ผิด บอกว่าไปทำทานจะได้บุญดังกล่าวปฏิบัติศีลก็จะได้บุญกิริยาฯ ข้อ 2 ส่วนภาวนานี้ไปไกลใหญ่เลย เข้าใจกันเลยว่าไปนั่งสมาธิภาวนา แล้วจะได้บุญทั้งสามข้อนี้ได้หมดเลยทั้งสาม หนึ่งคือโมหะคือตั้งจิตไว้ผิด แล้วขั้นสองคือไปตั้งจิตไว้ว่าที่คิดไว้นี้ถูก แล้วสามคือไปหลงติดยึดอุปาทานอันนี้ไว้เลย แล้วหลงใคร่อยากได้ กามคือใคร่อยากได้ภพข้างนอก แต่ว่าหลงวิมานคือใคร่อยากได้ภพข้างใน ไปหลงผิดว่าถูกอีก แล้วยึดเข้าไปอีก ทำจิตในจิตให้ติดยึด ว่าน่าได้น่ามีน่าเป็นน่าอยากเป็นกาม มีสัญญา_จิต_ทิฏฐิวิปลาสหมดเลย เพราะทิฏฐิเพราะความเข้าใจวิปลาสแล้วปฏิบัติเข้าจิตก็ไปสัญญากำหนดผิดวิปลาสไปอีก ทับถมไปไม่รู้กี่ชั้นก็เลยหนาด้วยมิจฉา เป็นทุจริต เป็นจริตของทุ คือตั้งจิตไว้ผิดก็เลยพาสั่งสมผิดไป ในพระไตรฯล.25 ข.92 ว่าไว้ เช่นหลงใหลว่าถ้าทำบุญกับสำนักนี้อ.ใหญ่นี้จะได้บุญมาก ก็ได้อกุศลไม่รู้กี่ชั้นแต่หลงว่าได้ทำบุญเนื่องจากไม่รู้ทันในวิมานที่เขาสร้างมาทำร้ายคนไปปฏิบัติเพราะเอาคำว่าบุญไปใช้ผิด เช่นบอกว่าทานต้องทานกับคนนี้นะได้บุญมาก กับคนอื่นได้บุญน้อยก็พูดและเล็มเลียบเคียงไป คนฉลาดชั่วร้าย(เฉโก) กับคนโง่หนักสองคนนี้มาเจอกัน สมกันดีมาก โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจก ก็หรือคนมีเวรเห็นคนผู้คู่เวรกันพึงทำความฉิบหาย และความทุกข์ใดให้ จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิดพึงทำบุคคลนั้นให้เลวยิ่งกว่า...พุทธพจน์ ธัมมชโยไปหลอกคนโง่หนักไปทำทาน บอกว่าไม่มีเงินก็ให้กู้จากสหกรณ์นะ ทำสัญญาเสร็จได้ทำทานทันที เงินไม่ต้องผ่านมือเลย เดี๋ยวได้ใบอนุโมทนาบัตร นี่คือคนฉลาดเลวร้ายกับคนโง่สะบัดทำกัน จิตก็ตั้งจิตไว้ถึงวิมานที่เขาเล่าออกอากาศทุกวัน ว่าจะได้ไปเกิดเป็นเทวดาไหนๆ ที่เขาบอกว่าทำบุญนี่แท้จริงคือให้ไปทำทาน กับคนที่เป็นหัวโจก คนทำทานก็เป็นหัวโจกชนิดหนึ่งที่หลงใหลโง่เง่ากับหัวโจกที่ฉลาดร้ายมาเจอกัน ก็เหมือนหูกับขี้ทูด วิมานคืออะไรกันแน่ วิมานคือปราสาทบนสวรรค์ แดนสุขาวดี
(6) คนฉลาดชั่วร้าย(เฉโก) กับคนโง่หนัก ที่เลวสมกัน คนโง่หนัก จึงหลง“ทำทาน”กันใหญ่ ทำกันคึกคัก ทำกันมาก คนฉลาดเลวก็ทำร้ายกันเองยิ่งๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เปรียบเหมือนกับ“โจรหัวโจก”ก็ดี หรือ“คนมีเวร”ก็ดี ซึ่ง“คนเลว”(โจร)ก็ดี คนผู้มี“เวร”(ความปองร้ายกัน)ก็ตาม ซึ่งพากันทำ“ความฉิบหาย”ให้แก่กันและกันก็เลวร้ายแล้ว แต่คนที่มี“จิตที่ตั้งไว้ผิด”นั้น “เลว”หนักยิ่งๆ กว่า“โจรหัวโจก” ยิ่งกว่า“คนมีเวร”ทำร้ายกันและกัน เป็นไหนๆ ทีเดียว คำตรัสของพระพุทธเจ้าใน“โคปาลสูตร”(พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 92) นั้นมีว่า “โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจกแล้ว พึงทำความฉิบหายหรือความทุกข์ให้กัน ก็หรือคนมีเวรเห็นคนมีเวรแล้ว พึงทำความฉิบหายหรือความทุกข์ให้กัน “จิตที่ตั้งไว้ผิด”(มิจฺฉาปณิหิตํ จิตฺตํ)..พึงทำเขาให้เลวกว่านั้น ฯ” “ทิโส ทสํ ยนฺตํ กยิรา เวรี วา ปน เวรินํ มิจฺฉาปณิหิตํ จิตฺตํ ปาปิโย นํ ตโต กเรติ ฯ ติยํ ฯ” ชัดเจนชัดแจ้งในคำว่า“พึงทำเขาให้เลวกว่านั้น”..มั้ย? เห็นไหมว่าพระพุทธเจ้าตรัสความสำคัญของ“การทำใจในใจ “(มนสิการ)นี้มันสำคัญยิ่งขนาดไหน แต่นักการศาสนาทุกวันนี้ ไม่สังวรกันเลยอาจารย์ที่สอนทั้งหลายจึงสอนกันให้“ตั้งจิตตั้งใจไว้ผิด”(มิจฺฉาปณิหิตัง จิตฺตัง)กันเต็มวงการศาสนา ในเรื่อง“ทำทาน” แต่ไม่เป็น“บุญ” กลายเป็น “บาป” เพราะไปได้กิเลสทับถมตนเข้าไปหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นๆๆ ก็เพราะประเด็นที่ว่า “จิตที่ตั้งไว้ผิด”(มิจฺฉาปณิหิตัง จิตฺตัง) นี้แหละที่เป็น“ความผิด”(มิจฉา)แท้ๆ ของ“โจรหัวโจก”ซึ่งหมายถึง “คนผู้ใช้เล่ห์หลอก”ด้วยการสร้าง“วิมาน”ขึ้นมา และใช้คำว่า“ทำบุญ”(ที่จริงแค่“ทำทาน”แท้ๆไม่ใช่“ทำบุญ”เลย) กับคนที่นับว่าเป็น“โจรหัวโจก”สมกัน เพราะ“คนโง่ที่ถูกหลอก”ก็เข้าคู่กัน สมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงผนึกสนิทเนียนยิ่งก็ร่วมรัดกันทำ“อกุศลกรรม”ได้“เลวยิ่งกว่าเลว”ควบแน่นแรงร้ายยิ่งๆ เกินจะกล่าวทีเดียว ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ซึ่งความหลงผิดนี้ มันผิดกันไปอย่างน่าสังเวชยิ่งๆความจริงแท้ “บุญ”หมายถึงเครื่องฆ่า อาวุธประหารแต่กลับนำไปหลอกเป็น“วิมาน”ที่หลงผิดกัน กลายเป็นอยากได้“บุญ”หนักหนาสาหัสจนพากันเพ้อพกตกนรก“บุญ”ซึ่งมิใช่เรื่องที่จะนำไปใช้สร้าง“วิมาน”ใดๆ เลย
(7) แล้วจริงๆ แท้ๆ “วิมาน”มันคือ อะไรกันแน่..? วิมาน คือ ปราสาทบนสวรรค์ แดนสวรรค์ แดนสุขาวดี “วิมาน”คือ ภาวะที่คนคิดด้วยความหลงผิด จนถึงหลงใหลคลั่งไคล้ จึงต่างสมมุติ“วิมาน”กันขึ้นมาหลอกลวงกันให้เพ้อพก เสียเวลา เสียแรงงาน เสียเงินทอง “วิมาน” คือภพ คือชาติ ที่หลงเป็นดินแดนที่แสนสุข ที่คนหวังว่า จะไปเกิดหรือไปเป็น ไปได้กันใน“อนาคต”โน่น “วิมาน”เป็นการสร้าง“ภาพหวัง”ขึ้นในจิตใจ นักการศาสนาทุกวันนี้ใช้“วิมาน”เป็นเครื่องมือหากิน แข่งขันกันอย่างเข้มข้น ตามแบบ“ทุนนิยม”ที่เป็นนักหาเสียง หาบริวาร หาลูกค้า เป็นจอมประชานิยมตัวฉกาจ ไม่มีผิด มีเล่ห์เหลี่ยมหากิน ใช้เล่ห์เลี้ยงสำนักตนเอง ต่างมี วิธีการที่จะให้คนมาหลง“วิมาน”ของสำนักตน มาหลงติดยึดในตัวตนของคนในพรรคของตนกันทั้งนั้น “วิมาน” จะปั้นอะไรก็ได้! จะเป็นอย่างไร? ก็วาดฝันไปตะพึด สารพัด จะพิลึกกึกกือ จะมโหฬาร จะสุดยิ่งสุดใหญ่ขนาดไหนๆ เลิศเลอ หรูหรา อภิมหาวิเศษ บรมประเสริฐ ก็คิดเอา นึกเอา ตามที่อยากได้ให้เป็นให้มี ก็แค่คิดขึ้น จินตนาการเอาลมๆแล้งๆ แท้ๆ แต่เป็นจริงไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ตามที่เพ้อฝันออกมาหลอกกัน ล้วนคือ“วิมาน”ที่จะเนรมิต เพ้อบ้าๆ ฝันบอๆออกมาหลอกล่อกันได้ทั้งนั้น โดยมีคำว่า“บุญ”เป็นชื่อสินค้าหลักของสำนักของวัด ผู้“ซื้อบุญ”ก็จะได้“วิมาน”ที่สวย-ใหญ่-หรู สารพัดกรอกหูผู้อยากได้“บุญ”จนเป็นที่หลงเชื่อกันทั่วไปว่า การทำ“บุญ”ที่จ่ายเงิน“ทำทาน”นั้น เป็น“การซื้อบุญ” ซึ่งจะได้“บุญ”อันเป็น“วิมาน”ตามที่พ่อค้าบุญนั้นอ้างหลอกกัน ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ใช่การ“ซื้อ“ด้วยซ้ำ เพราะซื้อยังได้ของแลกเปลี่ยนมาเป็นชิ้นเป็นอัน แต่นี่..มันถูกหลอก“กินฟรี”แท้ๆ ถูกหลอกเอาไป“ฟรี”ๆ แต่ไม่ได้สิ่งนั้นเป็นชิ้นเป็นอันมาให้แก่ผู้จ่ายเงิน-จ่ายทรัพย์ออกไปเลย มีแต่“วิมาน”ลอยลมเท่านั้นที่ผู้จ่าย“หลงลม”นักต้ม ตัวร้ายทั้งหลายได้“วิมาน”เท่านั้น เท่านั้นนะ..ไม่ได้อะไรลึกซึ้งไปกว่า “วิมาน”ที่ผู้จ่ายเงิน..ฝันเพ้อว่าจะได้ คำว่า“บุญ” คนทุกวันนี้จึงมิจฉาทิฏฐิ(มีความเห็นผิด) ว่า เป็น“วิมาน”หรือ“ภาพหวัง”หรือ“ภาพที่อยากได้มาให้ตน” “บุญ”จึงเป็น“ภพ-ชาติ”ที่คนผู้ทำทาน“ทำไว้ในใจ”(มนสิกโรติ)ว่า ตนจะได้“วิมาน”ตามที่ตน“ทำทาน” ถ้ายิ่งทานมากเท่าใด “วิมาน”ก็ยิ่งใหญ่ ยิ่งโต ยิ่งหรู ยิ่งวิวิธสมาหรา ก็“ตั้งจิต” คือ อธิษฐานจิต หรือ“ปณิหิตัง จิตตัง”นี้แล ที่“ตั้งขึ้นไว้ในใจลมๆ แล้งๆ”เป็นภพ-เป็นชาติ อรูปจิตเท่านั้น จึงเป็น“อัตตาวาทุปาทาน”แท้ๆ นั่นเอง ที่แต่ละคนผู้ไป“ทำบุญ”อันก็คือ“ทำทาน”นั้น ที่เขาได้เป็นกอบเป็นกำ ฉะนี้แล “การได้”ของคนผู้มิจฉาทิฏฐิ แค่จะได้อัตตากับเขาบ้าง ก็เป็น“อัตตา”ลมๆ แล้งๆ เป็นแค่“วาทะ”เท่านั้นที่ผู้อวิชชาได้ไป แค่นจะ“ได้”กับเขาทั้งที ...โถ!!!ได้อะไร? ก็ได้ภาวะที่ไม่มี“ของจริง”เลย จึงไม่ใช่“สัจธรรม” แม้แต่น้อยแต่นิด
(8) แล้วจริงๆ แน่ๆ “สัจธรรม”มันคือ อะไรกันแท้..? “ของจริง”ตรงกับบาลีว่า สัจธรรม อันเป็น“โอฬาริกอัตตา” ซึ่งจะต้องมี“นามรูป”หรือมี“รูปกับนาม” หรือจะเรียกว่า “รูปกาย”ที่ต้องมี“นามธรรม”ร่วมรู้อยู่ด้วย จึงจะชื่อว่า “ของจริง,สิ่งจริง” หรือภาวะที่“สัมผัส 6”ได้ทั้งภายนอกด้วย ตามเงื่อนไขครบใน“วิโมกข์ 8” ว่าต้องมีทั้งภายนอก(พหิทธา)และภายใน(อัชฌัตตัง)อยู่พร้อมในขณะนั้น หรือต้องมี“กาย”คือมี“ภาวะ 2”หรือมี“ธรรมะ 2”เสมอ ซึ่ง“รูปกาย”หรือ“สัจธรรม”นี้ จะไม่ใช่แค่“วิมาน”แล้ว “รูปธรรม-สัจธรรม”นั้นสามารถรู้ได้ทั้งตนเองและผู้อื่นก็สามารถ“สัมผัส”รู้ร่วมด้วยได้ ทั้ง“สัมผัส 4” “กาย”เป็น“ธรรมะ 2”ที่มีทั้ง“รูปและนาม” โดยเฉพาะต้องมี“นาม”ร่วมอยู่เสมอ จึงจะชื่อว่า“กาย” คำว่า“กาย” ขาด“นาม”ไม่เรียก“กาย” พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “กาย” คือ “จิต-มโน-วิญญาณ” (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230) “กาย”จึงหมายเอา“นาม”เป็นสำคัญ เป็นหลักยืนในรูปนาม และ“รูปกาย”จะมีได้ ก็ต้องมีการสัมผัส 3 แล้ว“นามกาย”เกิดก่อน (ปฏิฆสัมผัสโส) จึงจะมี“รูปกาย”ขึ้นมาให้ผู้สัมผัส “รู้เห็น”ได้ต่อมา แล้วจึงจะขาน“ชื่อ”(อธิวจนะ)หรือ“สัมผัสชื่อของภาวะ”(อธิวจนสัมผัสโส)นั้นได้ ถ้าภาวะนั้นมี“ชื่อ”แล้ว แต่ถ้ายังไม่มี“ชื่อ”มาก่อน คือมีแค่“นามธรรม” ให้เรารู้อยู่ ก็เป็น“นาม”อยู่ที่“ถูกเรารู้” จึงมีฐานะ“อรูป”คือ เป็น“สิ่งปรากฏที่ถูกรู้”(รูปที่ไม่ใช่ร่าง-ไร้สรีระ) [พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60] ทีนี้“สัมผัส 4”ก็ได้แก่ ภาวะที่ต้องมี“มหาภูต 4”[สัจจะที่ทรงอยู่ (ธรรมกาย)ทั้งภายนอกและภายใน]ร่วมด้วย และจะสามารถ รู้ได้ทั้ง“ลักษณะ(มีภาวะให้สัมผัสนอกก็ดีในก็ดี)-สสัมภาระ(กำลังทำสะสมไว้)-อารัมมนะ(ความรู้สึกของจิต)-สมมุติ(สิ่งที่ผู้อื่นหรือในสังคมก็กำหนดรู้ร่วมกันได้แล้ว) เรียกภาวะนี้ว่า“ของจริง”(สัจธรรม=รูปกาย) “ของจริง”(สัจธรรม=รูปกาย)นี้ มีครบ“สัมผัส 4”ทั้ง“ลักษณะ-สสัมภาระ-อารัมนะ-สมมุติ” เป็น“รูปกาย”แท้ มี“รูปรูป” ...จบ