590225_ทวช.พุทธาฯครั้งที่ ๔๐ ธรรมะของพระพุทธเจ้าอันยอดเยี่ยม ๔.docx
เนื้อหาในไฟล์
590225_ทำวัตรเช้า งานพุทธาภิเษก ครั้งที่ 40 ธรรมะของพระพุทธเจ้าอันยอดเยี่ยม 4
พ่อครูว่ า…..วันนี้ 25 กุมภาพันธ์ 2559 แรม 3 ค่ำ ที่ชุมชนไพศาลี บอกความจริงว่าตอนสวดมนต์ จิตอาตมาก็ไม่ได้อยู่กับการสวดมนต์ ก็คิดเรื่องที่จะพูดอยู่นิดๆ หน่อยๆ แล้วเวลาพูดก็พูดอีกอย่าง เสียเวลาคิดทำไม บางทีก็หลุดสวดมนต์อีก แต่จิตอาตมาไม่ได้คิดไปเพื่อ ลาภ ยศสรรเสริญ สุข นะ คิดว่าทำไมคนถึงได้หลงกันนัก แต่ละประเทศคิดด้วยอำนาจโลภ หรือคิดด้วยจิตอำมหิต ว่าจะต้องจัดการกับประเทศอื่นอย่างไร เต็มใจที่เห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว จะเอาชนะคะคานกัน ความรู้ของคนทุกวันนี้รู้ว่าถ้าทำแรงแรงๆ มันน่าเกลียด แต่บางที่เขาก็ทำร้ายแรง แต่หาวิธีหลอกให้คนเขารู้สึกว่า เราทำดีปรารถนาดีหวังดีด้วยซ้ำ ยอดจิตใจวิเศษที่จะช่วยเหลือเราด้วย แต่จริงๆ แล้วจะล้วงตับกินไส้เรา การกระทำของเขาผลจริงข้างในนั้นอำมหิตโหดร้ายที่สุด ที่จะห้ำหั่นให้เราเสียหาย เป็นความซับซ้อนกลับไปกลับมา กินลึกไปเรื่อยๆ ยิ่งรัก ยิ่งเลวยิ่งรัก ยิ่งรักมากๆ ยิ่งเลวลึก ซ้อนไปเรื่อยๆ เป็นทิศทางของคนที่มีจิตต้นทางไม่ได้หวังดี แม้หวังดีโดยหลงตนเอง เช่น เลี้ยงลูกให้เอาแต่ใจตัว ตามใจไม่ขัดเกลา ไม่ให้เขากลับใจ เด็กคนนั้นก็เลวลึกไปเรื่อยๆ นี่คือความหลงผิดของผู้ใหญ่ ของพ่อแม่ที่ไม่ขัดเกลา ไม่ห้ามไม่หยุดไม่พยายามบอกเขาเตือนเขา บางทีอาตมาทำงานก็รู้สึกว่าแรง แต่ก็จำเป็น เพราะมันด้านมันหนา มันแข็งขนาดนั้น ก็ยังรู้สึกว่าเจ็บมือ ยังไม่เข้าเลย ทั้งทั้งที่เราใส่สุดแรงแล้วนะ เหมือนสำลีมาถูอะไรที่หน้า แต่ทำงานไปก็รู้สึกว่าพวกเราเจริญก้าวหน้าขึ้นได้เรื่อยๆ พวกเราก็เอาไปอธิบายสาธยายกัน ไม่ว่าจะเป็นสิกขมาตุหรือสมณะ เราอธิบายกันดีขึ้น ทำประโยชน์ต่อกันได้สูงขึ้น ก็ขอบคุณทุกคน เรามางา
อ่านต่อ
นพุทธาภิเษกด้วยวิธีการ ด้วยโครงสร้างอย่างนี้ ตื่นเช้ามาสวดมนต์ฟังธรรม จากนั้นก็แยกย้ายทำกิจส่วนตัว ช่วยงานส่วนกลาง แล้วก็รวมกันฟังธรรม แล้วก็ได้รับอะไร จากนั้นก็สรุปติวกัน สาธยายกันเพิ่มเติม จากนั้นมาภาคบ่ายมาเพิ่มเติมกันอีก เพื่อจะได้ศึกษา จากนั้นก็ว่างวรรคเว้นหน่อยทำกิจส่วนตัว ได้เวลาก็มารวมภาคเย็น เอามายืนยันชี้แจงกันเสร็จแล้วก็นอน ก็ทำอย่างนี้มา 40 ครั้ง มี 2 งานก็คือ 80 ครั้ง มีงานปลุกเสกอีกงาน เป็นโครงสร้างเหมือนกันคล้ายกัน ซ้ำซากมา 40 ปี ก็เกิดผลได้ผล มาถึงปีนี้ปีที่ 40 อาตมาไม่ได้เตรียมเรื่องอนุตตริยธรรมนะ แต่แรกตั้งใจอธิบายให้ลึกถึงนิวเคลียร์ ถึงอณูสุดท้ายที่จะเปลี่ยนจาก อุตุ อย่างไรมาเป็น พีชะ ต่อจากพีชะก็จะเกิด จิต เป็นพีชะเป็นจิตอย่างไร แล้วต่อจากจิตนิยามจะเป็น กรรม ตั้งแต่ ความคิด จน วจีสังขาร จนเป็น วจีกรรม ออกมาเป็นกรรม แล้วก็กลายเป็นพลังงานซับซ้อนตกสั่งสมเป็น วิบาก ใส่ใน สัญญา สัญญา คือ คลังของอัตภาพ ของใครของมัน ทำแล้วเป็นอันทำ คิดนิดนึง ก็สั่งสมที่สัญญาความจำ คือคลังของอัตภาพที่แต่ละคน รวมพลังงานเป็นจิต ใส่เข้าไปจากกรรมทุกอย่าง แล้ว ทรงไว้ เรียกว่า ธรรมะ ตัว ธรร และ มะ ตัวมะคือจิต ไม่มีหายไปไหน จนกว่าจะถึงพระนิพพานเป็นปริโยสาน พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นเหมือนพวงมะม่วงขาดจากขั้วตกหล่น แตกกระจาย หายไป ความเต็มของคลังอัตภาพของเรา เริ่มต้นจากจิตนิยาม จนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน มันสลายไม่กลับมาต่อกันติดอีก เหมือนตาลยอดด้วน เหมือนกระเบื้องแตกออกเป็นสองเสี่ยง เหมือนใบไม้เหลืองหลุดจากขั้ว เหมือนผู้ปาราชิก ความเลวสุดอย่างผู้ปาราชิก กับ อรหันต์เป็นภาวะที่ดีที่สุด มันเป็นภาวะที่กลับกัน ปาราชิกเป็นโทษที่ร้ายแรงที่สุด แม้แต่ฆาราวาสก็อย่าให้เกิดขึ้น ไม่มีอาบัติ แต่เป็นกรรมที่สะสม ส่วนที่เป็นสมณะแล้ว อย่าทำเป็นอันขาด มันข้ามเป็นชาติชาติ โทษปาราชิกนั้นไม่ใช่ชาติเดียวที่จะมาทำการปลงอาบัติ ถ้าแค่ปาจิตตีย์ ถุลลัจจัย นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ไม่อะไรมาก แต่ปาราชิกนั้นใช้วิบากหลายชาติมาก จะมีวิบากแบบต้นทบดอก ดอกเบี้ยงอก อย่างเหมือนกับพวกยากูซ่าทวงเงินคืน มาเข้าสู่บทที่อาตมาเตรียมเอาไว้ คือ อนุตตริยะ บทที่ยังไม่ได้อ่านคือ เล่ม 12 จูฬสัจจกสูตร เรื่องสัจจกนิครนถ์สนทนากับพระอัสสชิเถระ [392] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เขตเมืองเวสาลีครั้งนั้นแล สัจจกนิครนถ์ ผู้เป็นนิคันถบุตร อาศัยอยู่ในเมืองเวสาลี เป็นนักโต้ตอบ พูดยกตนว่าเป็นนักปราชญ์ ชนเป็นอันมากยอมยกว่าเป็นผู้มีความรู้ดี พ่อครูว่า... ยุคพระพุทธเจ้านี้ มีการถกกันวิจัยวิจารณ์กัน เป็นเรื่องปกติ เป็นผู้ฉลาด แต่ถ้าไม่พูดกัน ก็เป็นฤาษี ต่างคนต่างอยู่ ก็โง่เท่านั้น ของพระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติ ให้มีไฟฌานกับผัสสะ ไม่ใช่ไปดิ่งลึกแข็งแน่น จมดิ่งนาน ไม่ใช่ทิศทางสว่าง ทุกวันนี้เขาไปยึดมิจฉาทิฏฐิแบบนี้ส่วนมาก อาตมาออกมากระตุ้น ก็ไม่ค่อยตื่น แต่ก็มีพวกคุณที่ตื่นรู้ได้บ้าง กล้ายืนยันว่าไม่ได้พูดผิด น่าสงสารสายนั่งหลับตา หลับมาหลายพันปีแล้ว คุณเห็นด้วยก็เปลี่ยน ไม่เห็นด้วยก็จมไปต่อ หรือนั่งหลับตาแล้วติดสว่างแบบธรรมกาย หรือติดมืดแบบอ.มั่นก็คือ hypnotize ทั้งนั้น ศาสนาพุทธเป็น analysis เป็นสัมโพชฌงค์นะ แต่เราไม่ได้ตีทิ้งการสั่งสมให้แน่น เราทำด้วยวิธีทำซ้ำ ทำทวน
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน พล.อ.ประยุทธ์บริหารด้วยสัปปุริสธรรม แม้แต่อนุตตริยะนี่ ก็ให้เข้ามา ทัสสนานุตตริยะ เข้ามาสัมผัสสัมพันธ์ มาพบ มารู้ มาเห็น มาเริ่ม ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Born เป็นกิริยาช่องสามของ Bare เป็นการเกิด ค่อยๆ เริ่มจุติ แล้วเกิดขยายผล ยิ่งคำว่า Bond เป็นการเกิดที่เป็นพันธุกรรม เป็น DNA เป็นพันธุกรรม เกิดสั่งสมลงไป Bond มีความหมายเยอะ เป็นการเกิดขันธ์ Bond (บอนดฺ) {bonded, bonding, bonds} n. ข้อผูกมัด, ข้อตกลงในสัญญา, สิ่งผูกมัด, พันธนาการ, สลัก, ตรวน, โซ่, การคุมขัง, การติดคุก, พันธบัตร, ใบกู้ยืม, ใบหุ้นกู้, พันธุกรรม, พันธะระหว่างอะตอมในโมเลกุล vi., vt. (ทำให้) ผูกมัดเข้าด้วยกัน, เชื่อมติด, ผนึกเข้าด้วยกัน Born เป็นความหมายอีกอย่าง คนที่พูดว่า Born to be สิ่งที่จะต้องเกิดมาเป็นเช่นนี้แหละ What ever will be will be. มันต้องเกิดต้องเป็นเพราะเหตุปัจจัยครบแล้ว ฉันเดียวกับเหตุปัจจัยสุกงอมที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ปฏิวัติ 22 พ.ค. 2557 เป็นการรบที่สวยงาม เป็นสันตาวุธ สงบเงียบที่สุด ยิ่งกว่าหนังจีน ใช้อาวุธโดยไม่ต้องออกอาวุธ แล้วสิ่งนี้ไม่ใช่บังเอิญ เป็นยุคที่ประเทศไทยจะได้สิ่งนี้ ประเทศอื่นจะเอาอย่างนี้จะให้ได้อย่างนี้ก็เชิญ ในประเทศไทยมีคนชื่อประยุทธ์นี้ 2 คน คนหนึ่งทำงานทางธรรมคือ ท่านพรหมคุณาภรณ์ ท่านชื่อ ประยุทธ์ ปยุตโต เป็นนักรบทางธรรม แต่อีกคนหนึ่งเป็นนักรบทั้งโลก เกิดแล้วแสดงตัวแล้ว ธรรมะนั้นแสดงตัวก่อนคือท่านพรหมคุณาภรณ์ องค์ประกอบภาพที่ลีลาของคุณประยุทธนี้ ขออ่านที่ได้ตรวจทาน ขออภัยที่ขอยกตัวอย่างผู้ได้ปฏิวัติแล้วได้อำนาจเต็ม คือ จอมพล สฤษดิ์ใช้ ม.17 ได้อำนาจเด็ดขาด ได้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์สั่งฆ่าสั่งอะไรได้ เต็มรูปเลยทำอย่างไม่มีใครกล้าแย้งเลย คืออำนาจบาตรใหญ่อันหนึ่ง แต่อำนาจที่นายกฯ ประยุทธ์คนที่ 29 ที่ได้มานี้เป็นอำนาจที่มีธรรม เป็นประชาธิปไตยอย่างมีอาริยะ ขอยืนยันว่าเป็นประชาธิปไตยอาริยะ แต่คนเข้าใจประชาธิปไตยยังไม่พร้อม ยังไม่ครบรอบไม่สมบูรณ์ ที่ยืนยันว่าประชาธิปไตยอาริยะ คือแบบของพระพุทธเจ้า เป็นประชาธิปไตยที่มีธรรมาธิปไตย เอาธรรมะเป็นอธิปไตย พร้อมไปด้วยสัปปุริสธรรม 7 มหาประเทส 4 อย่างเพียงพอ ที่พลเอกประยุทธประพฤติอยู่นี้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ใช้อำนาจอธิปไตยแบบจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ทำได้เกิดความสงบ เพราะไม่มีใครกล้าแตะ เดี๋ยวเจอมาตรา 17 แต่พลเอกประยุทธ์ได้มาตรา 44 มีอำนาจเท่ากัน มีอำนาจเด็ดขาดในรัฏฐาธิปัตย์เต็ม แต่เป็นคุณสมบัติการมีธรรม ประกอบไปด้วยธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน ทั้งเหตุปัจจัยทั้งโอกาสทั้งเวลา เสร็จทุกอย่างพร้อมสุกงอมอย่างดีที่สุดเลย แล้วก็ทำการปฏิวัติได้จริงเต็มรูป เป็นการปฏิวัติยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่จะหาสังคมประเทศไหนไหนในโลกปฏิวัติได้งดงามเท่านี้ไม่ได้อีกแล้ว แล้วพลเอกประยุทธ์ก็ใช้ สัปปุริสธรรม 7 ประการ มหาประเทศ 4 คือความพอเหมาะพอดี หรือพอเพียงอย่างแท้จริง ได้สัดส่วนอย่างแท้จริง จึงเรียกว่าใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาประเทศ 4 อย่างครบพร้อม ถ้าคนเข้าใจสัปปุริสธรรม 7 ครบหลักการ คือองค์ประกอบการจัด คอมโพซิชั่นของมนุษยชาติแล้ว แล้วก็มีการประมาณ มัตตัญญุตาได้อย่างพอเหมาะ ทำออกไปนั่นแหละเป็นสัดส่วนที่ทำได้ และมีมหาประเทศ 4 มีหลักเกณฑ์อย่างจะเป็นกฎมณเฑียรบาล จะเป็นหลักเกณฑ์ของสังคม จะเป็นธรรมาภิบาล อะไรก็แล้วแต่ ครบพร้อมตามที่มีบัญญัติไว้ อะไรที่ห้าม อะไรที่อนุญาต อย่างมหาประเทศ 4 ก็มีพร้อมด้วยความถูกต้อง อะไรควรไม่ควรทำ ตามที่เห็นควรแล้วทำตามหลักมหาประเทศ 4 สิ่งเหล่านี้ทำเสร็จแล้วได้สัดส่วนที่เป็น sufficience คือได้พอเหมาะพอดีที่เป็นสัดส่วน จึงเกิดคุณภาพของ ความพอเพียง จริงๆ มีความอดทนมีความอดกลั้นอย่างเก่งสุดยอด แข็งไม่ละลายไม่สลายแน่นดี มี dramatic ที่สุดยอด แล้วลงมือจัดการมีภาวะ 2 อย่างเป็นปฏิภาค ทั้งส่วนตัวก็แน่นแข็งดี ถึงได้ปฏิวัติได้สวย แล้วก็จัดการออกไปได้อย่างเหมาะสม ทั้งนิ่มนวลทั้งดูแข็งๆ ข่มๆ ขู่ๆ พอเหมาะ harmony สวยงามสมยุค เพราะฉะนั้นเป็นการปฏิวัติที่เด็ดขาดยิ่งใหญ่ที่สุด ในวันที่ปฏิวัติคือ 22 พฤษภาคม 2557 มีความนิ่มเบา แต่ทุกวันนี้แสดงออกดูรูปใหญ่ที่ทำแสดงออกอย่างไม่นิ่มอย่างนั้น มีภาวะที่แข็งแข็ง มีเหลี่ยม เป็นหมัด หมัดตรง หมัด swing มีหมด ออกไปแต่ละหมัดได้ประโยชน์ เป็นกัมมัญญตา เส้นทางการแสดงออกเป็นกรรมกิริยา Acting มีความพอเพียง มีความอดทนอดกลั้นแข็งแรง เป็นคุณสมบัติอีกด้านหนึ่ง ทั้งทั้งที่มีภาวะรอบตัวมีอะไรเลอะเทอะขยะเต็ม ทั้งภาวะและภาระเต็มรอบถล่มอัดลงไป แต่รักษาความอดกลั้นรักษาความอดทน คือสามารถที่จะรับความอดทน รับสภาพที่แรงเป็นความกดดันก็สามารถทนความสาหัส เท่าที่มีอยู่นักหนานี่ได้ แล้วก็จัดการมีนัจจะ คีตะ วาทิตะ จะสามารถที่จะมีภาวะท่าทีลีลาการแสดงออก บางทีก็ดูอย่างนั้นอย่างนี้ อาตมาว่า สุดยอดของนัจจะ คีตะ วาทิตะ เท่าที่อาตมาเห็นมา นายกฯ 29 คนของไทยเบอร์ 1 ที่จะไม่มีใครทำลายสถิติ พฤติกรรมนายกที่ทำได้เท่านี้ เป็นศิลปินที่มีศิลปะพอตัว ไม่ใช่เก่งแต่ศาสตร์ แต่งเพลงเก่ง ดีไม่ดีร้องเพลงให้ฟังด้วยบางครั้ง เอากับท่านสิ ทุกอย่า งมีทางลบและบวกอยู่ร่วมกันเป็นพลังงานที่ได้สัดส่วน เมื่อรวมกันเสร็จแล้วก็เป็นองค์รวม ที่มีคุณค่าที่พอเหมาะพอดีที่สุด sufficience แต่คนเข้าใจในรายละเอียดของคอมโพซิชั่นขององค์ประกอบไม่ได้ เป็นองค์รวมที่มีน้ำหนักออกไปเหมาะสมที่สุด เมื่อคนมองไม่ออกครบถ้วนองค์ประกอบรายละเอียดของมันที่ผสมส่วนกัน ดูไม่ออก ดูไม่เป็น ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ ก็ไม่รู้ในลักษณะ ออกไปแล้วกลายเป็น suffering เกิดความทุกข์ไปเลย ความทนไม่ไหว ความทนไม่ได้ เดือดร้อนไปเลย อาตมาให้คะแนน a บวกสิบ สำหรับพลเอกประยุทธ์ที่ดำเนินอะไรต่ออะไรมานี่ ใครจะมองไปในค่ารวมส่งรวมแล้ว อาตมาให้คะแนน a บวกสิบ เป็นผู้ที่มีความสามารถ ขอเท้าความ เป็นผู้ที่ใช้ความอดทนอดกลั้น เป็นผบ.ทบ. มีอำนาจเต็มในอำนาจของประเทศ ใช้ความอดทนอดกลั้นยาวนานเลย สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ นี่อดทนมาเรื่อยๆ เขาทำกันไป จะร้องประกาศเผาบ้านเผาเมืองทำอะไร ก็ที่จริงแล้วมันน่าจะลุแก่อำนาจจัดการในทุกระดับ แต่ก็อดทนไว้ในใจ สุดท้ายไม่ต้องใช้อาวุธ ไม่ต้องเสียเลือดเนื้ออะไรเลย ใช้คำเบาๆ เพราะๆ ประโยคเดียว ยึดอำนาจประเทศได้เลย Best record ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการการเมืองของโลก ไม่มีใครจะมา Beat record นี้ได้ไม่ง่ายเลยขอยืนยันเลย เพราะฉะนั้น จึงเป็นคนที่มีพร้อมในเหตุปัจจัยต่างๆ พยายามดูเวลา และพยายามใช้เวลา จนถึงวาระที่ดีที่สุด พร้อมที่สุด จึงลงมือปฏิวัติได้อย่างงดงามที่สุด ตอนนี้ปฏิบัติงานทำงานไปก็ค่อยๆ จัดการกันไป จะเรียกว่ากวาดล้าง กวาดอย่างนิ่มนวล เหมือนพวกเชนที่ใช้ไม้ปัดแมลง ปัดอย่างพวกเชน ไม่ได้ปัดอย่างรุนแรง ปัดทีละคนสองคน ไล่ไปทีละคนสองคนสามคน ขนาดนี้ก็เหลืออยู่อีกก็หลายคนอยู่ “รออีกสักนิดเถอะน่า” (“ ทนอีกนิดเถอะน่า” เป็นชื่อเรื่องนวนิยายขอ ง พตท.ประชา พูนวิวัฒน์) อาตมาจึงให้คะแนนพล.อ.ประยุทธ์นี้ ว่าเป็นผู้ที่ใช้มาตรา 44 หรือ รัฏฐาธิปัตย์ เป็นดาบอาญาสิทธิ์ที่เป็นประชาธิปไตยได้ดีที่สุด ที่ประเทศไทยมีในหลวงพระองค์นี้ มีพลเอก ประยุทธ์ และมีอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบแห่งสัจธรรม พร้อมที่เกิดที่เป็นอยู่ (รวมทั้งมีอาตมาด้วยนะ) ไม่ใช่เรื่องไม่มีเหตุมาแต่อดีต ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องประเทศไทยต้องมีเช่นนี้ในกาละนี้ ... Bond to be ... ไม่ใช่ “ Born ” แต่เป็น “ Bond ” ที่อธิบายไปนี้เป็น Phenomenology ปรากฏการณ์วิทยา เป็นเรื่องจริงหยิบมาอธิบายยืนยัน เกิดในยุคนี้ในประเทศไทย
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อนุตตริยะ 6 อันยอดเยี่ยม ที่เราเรียนกันนี่เป็นเรื่อง อนุตตริยะ เป็นเรื่องที่สูงสุด ก็มาทัสสนา เป็น ทัสสนานุตตริยะ มาดูพุทธาภิเษก แล้วก็มา สวน คือ มาฟัง ว่าที่เขาพูดกันนี่เป็นเรื่องอะไร ก็เรื่องวิเศษ ยิ่งฟังก็เป็นเรื่องอนุตตริยะ เรื่องนี้เป็นลาภะ เป็นลาภของเราแล้วหนอ เกิด ลาภานุตตริยะ มาได้สิ่งควรได้ ได้แล้วก็อยู่นี่เลยต้องมาสิกขา สิกขานุตตริยะ จนได้ผลเป็น ปาริจริยานุตตริยะ ได้พัฒนาตนเจริญขึ้น อยู่ 7 วันสุดยอด อนุสสตานุตตริยะ ได้เข่งเบ้อเร่อกลับไป หรือเป็นนามธรรม กลับไปบ้านจะไประลึกถึง อนุสสตะ ได้ไปพุทธาภิเษก 7 วัน ไปเที่ยวไหนก็ไม่ได้เรื่อง พระพุทธเจ้าว่าไว้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทัสสนานุตตริยะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไปเพื่อดูช้างแก้วบ้าง ม้าแก้วบ้าง แก้วมณีบ้าง ของใหญ่ของเล็ก หรือสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทัสสนะนั้นมีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าทัสสนะนี้นั้นแลเป็นกิจเลว เป็น ของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็น ไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน พ่อครูว่า...เพราะไปแสวงหาอาจารย์ในป่า เป็นความเสื่อมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อัมพัฏฐสูตร คุณที่แสวงหาธรรมะนี่กระดิกหูหรือไม่นะ ถ้ากระดิกหูก็เป็นหมาไง หมากระดิกหูนี่มันยินดีนะ ถ้าหมากระดิกหางนี่มันยิ่งมาคบกับเราเลย แต่ถ้าไม่กระดิกหางแข็งเลย ระวังเถอะ ขอพูดตรงๆ หมัดตรงว่า ที่ถูกต้องอยู่ที่อโศก ไม่ใช่อยู่ที่ธรรมกายหรือที่ไหนๆ นี่คือ บวก อัพเปอร์คัท อาตมาขอปฏิญาณตัวเป็นสัมมาสัมพุทธสาวก เป็นโพธิสัตว์ที่จะกอบกู้ศาสนาพุทธ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปเห็นพระตถาคต หรือสาวกพระตถาคต การเห็นนี้ยอดเยี่ยมกว่าการเห็นทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ไปเห็นพระตถาคต หรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่าทัสสนานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะเป็นดังนี้ ฯ ก็สวนานุตตริยะเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไปเพื่อฟังเสียงกลองบ้าง เสียงพิณบ้าง เสียงเพลงขับบ้าง หรือเสียงสูงๆ ต่ำๆ ย่อมไปเพื่อฟังธรรมของสมณะ หรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การฟังนี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการฟังนี้นั้นเป็นกิจเลว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปฟังธรรมของพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การฟังนี้ยอดเยี่ยมกว่าการฟังทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ไปเพื่อฟังธรรมของพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า สวนานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ เป็นดังนี้ ฯ พ่อครูว่า...ยุคนี้ใครจะเอาแต่ปริมาณนั้น ไม่ได้จริง อาตมาสอนมา 45 ปี ก็ได้มาเท่านี้ แต่เขาจะให้ได้เป็นล้าน ยุคนี้ค้ากันแต่โฟม แต่ตะกั่ว ไม่ค้าปรอท ค้าทองคำ ที่มีน้อย
ก็ลาภานุตตริยะเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมได้ลาภคือ บุตรบ้าง ภรรยาบ้าง ทรัพย์บ้าง หรือลาภมากบ้าง น้อยบ้าง หรือ ได้ศรัทธาในสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภนี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าลาภนี้นั้นเป็นของเลว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่งย่อมได้ศรัทธาในพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การได้นี้ยอดเยี่ยมกว่าการได้ทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมได้ศรัทธาในพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า ลาภานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตริยะลาภานุตตริยะ เป็นดังนี้ ฯ ก็สิกขานุตตริยะเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมศึกษาศิลปะเกี่ยวกับช้างบ้าง ม้าบ้าง รถบ้าง ธนูบ้าง ดาบบ้าง หรือศึกษา ศิลปชั้นสูงชั้นต่ำ ย่อมศึกษาต่อสมณะ หรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การศึกษานี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการศึกษานั้นเป็นการศึกษาที่เลว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมศึกษาอธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง ในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว การศึกษานี้ยอดเยี่ยมกว่าการศึกษาทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งหมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมศึกษาอธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง ในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้วนี้เราเรียกว่า สิกขานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ ลาภานุตตริยะ สิกขานุตตริอะ เป็นดังนี้ ฯ พ่อครูว่า...ยุคนี้มีสำนักไหนอธิบาย อธิศีลอย่างนี้บ้าง อธิบายอธิจิตที่แจกแจงถึงนิวเคลียร์ฟิวชั่น ฟิชชั่น เช่นนี้บ้าง มีสำนักไหนเอารูป 28 นี้มาแจกแจงถึงการแตกตัวของจิต เป็นธรรมะสอง แล้วรวมเวทนาให้เป็นหนึ่งเช่นนี้บ้าง ขออภัยไม่ได้ยกตัวนะ แต่ว่าพุทธทุกวันนี้เพี้ยนไปมาก ไปหลงวิมาน ปั้นวิมานหลอกกัน ไปเดินเหยียบดอกไม้ เอาทองคำมาหลอกกัน แต่ที่นี่อโศก ประหลาดที่สุด พวกเราก็อุตส่าห์เอาเลือดปูสีน้ำเงิน ที่มีน้อยๆ เอามาได้ทองคำมาประมาณ 14 กก. เอามาพ่นพระธาตุ แต่ทองคำนี้กลับเป็นสีสนิมอีก เราพ่นเองแท้ๆ แต่น้ำยาที่จะไปขัดนี้ทำปฏิกิริยากับนิคเกิล ออกมาเป็นสนิมหุ้มทองคำไว้ แต่แปลกนะ ถ้ากลางวันจะสีสนิม แต่กลางคืนจะออกเป็นสีเหลืองทองได้ ใครอยากดูทองคำกลางวันดำ แต่กลางคืนสีทองดูได้ที่สันติอโศก
ก็ปาริจริยานุตตริยะเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลก นี้ ย่อมบำรุงกษัตริย์บ้าง พราหมณ์บ้าง คฤหบดีบ้าง บำรุงคนชั้นสูงชั้นต่ำ บำรุงสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบำรุง นี้นั้นมีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการบำรุงนี้นั้นเป็นการบำรุงที่เลว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหวมีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมบำรุงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การบำรุงนี้ยอดเยี่ยมกว่าการบำรุงทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ...เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมบำรุงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า ปาริจริยานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ ลาภานุตตริยะ สิกขานุตตริยะ ปาริจริยานุตตริยะ เป็นดังนี้ ฯ
ก็อนุสสตานุตตริยะเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลก นี้ ย่อมระลึกถึงการได้บุตรบ้าง ภริยาบ้าง ทรัพย์บ้าง หรือการได้มากน้อย ระลึก ถึงสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การระลึกนี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการระลึกนี้นั้นเป็นกิจเลว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่งย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การระลึกถึงนี้ยอดเยี่ยมกว่า การระลึกถึงทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า อนุสสตานุตตริยะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุตตริยะ 6 ประการนี้แล ฯ ภิกษุเหล่าใดได้ ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ ลาภานุตตริยะ ยินดีในสิกขานุตตริยะ เข้าไปตั้งการบำรุงเจริญอนุสสติที่ประกอบด้วยวิเวก เป็นแดนเกษม ให้ถึงอมตธรรม ผู้บันเทิงในความไม่ประมาท มีปัญญารักษาตน สำรวมในศีล ภิกษุเหล่านั้นแล ย่อมรู้ชัดซึ่งที่เป็นที่ดับทุกข์ โดยกาลอันควร ฯ จบอนุตตริยวรรคที่ 3
สื่อธรรมะพ่อครู (พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน จูฬสัจจกสูตร สัจจกนิครนถ์ ทูลถามปัญหา เล่ม 12 จูฬสัจจกสูตร เรื่อง สัจจกนิครนถ์ สนทนากับ พระอัสสชิเถระ [392] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เขตเมืองเวสาลี ครั้งนั้นแล สัจจกนิครนถ์ผู้เป็นนิคันถบุตรอาศัยอยู่ในเมืองเวสาลี เป็นนักโต้ตอบ พูดยกตนว่าเป็นนักปราชญ์ ชนเป็นอันมากยอมยกว่าเป็นผู้มีความรู้ดี. เขากล่าววาจาในที่ประชุมชนในเมืองเวสาลีอย่างนี้ว่า เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์ที่เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์แม้ที่ปฏิญญาตนว่า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ปรารภโต้ตอบวาทะกับเรา จะไม่พึงประหม่า ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว ไม่มีเหงื่อไหลจากรักแร้ แม้แต่คนเดียวเลย หากเราปรารภโต้ตอบวาทะกะเสาที่ไม่มีเจตนา แม้เสานั้นปรารภโต้ตอบวาทะกับเราก็ต้องประหม่า สะทกสะท้าน หวั่นไหว จะป่วยกล่าวไปไยถึงมนุษย์เล่า. [393] ครั้งนั้น ในเวลาเช้า ท่านพระอัสสชิ นุ่งสบงแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลี สัจจกนิครนถ์ผู้เป็นนิคันถบุตร เดินเที่ยวยืดแข้งขาอยู่ในเมืองเวสาลี ได้เห็นท่านพระอัสสชิเดินอยู่แต่ที่ไกล ครั้นเห็นแล้ว จึงเข้าไปหาท่านพระอัสสชิ ได้ปราศรัยกับท่าน ครั้งผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้ถามท่านพระอัสสชิดังนี้ว่า ดูกรท่านอัสสชิผู้เจริญ ก็พระสมณโคดม แนะนำพวกสาวกอย่างไร และคำสั่งสอนของพระสมณโคดม มีส่วนอย่างไร ที่เป็นไปมากในพวกสาวก. ท่านพระอัสสชิบอกว่า ดูกรอัคคิเวสสนะ พระผู้มีพระภาค ทรงแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้ และคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค มีส่วนอย่างนี้ ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงวิญญาณไม่เที่ยง รูปไม่ใช่ตน เวทนาไม่ใช่ตน สัญญาไม่ใช่ตน สังขารทั้งหลายไม่ใช่ตน วิญญาณไม่ใช่ตน สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตน ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตน ดูกรอัคคิเวสสนะ พระผู้มีพระภาค ทรงแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้ และคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค มีส่วนอย่างนี้ ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลาย. สัจจกนิครนถ์กล่าวว่า ดูกรท่านอัสสชิผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้ฟังว่า พระสมณโคดมมีวาทะอย่างนี้ เป็นอันว่า ข้าพเจ้าได้ฟังไม่ดีแล้ว ถ้ากระไร บางที ข้าพเจ้าจะพบกับพระสมณโคดมผู้เจริญนั้น จะได้สนทนากันบ้าง ถ้ากระไร ข้าพเจ้าจะพึงช่วยปลดเปลื้องพระสมณโคดมเสียจากความเห็นที่เลวทรามนั้นได้. สัจจกนิครนถ์เข้าไปหาเจ้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive