590512_พุทธศาสนาตามภูมิ นั่งหลับตาสมาธิเป็นการปฏิบัติที่ไม่มีศีล.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข3 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

590512 พุทธศาสนาตามภูมิ นั่งหลับตาสมาธิเป็นการปฏิบัติที่ไม่มีศีล พ่อครูว่า..วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม 2559 ที่บวรราชธานีอโศกเราก็จะมาฟังการบรรยายธรรมะที่ละเอียดละออกัน ตั้งแต่บรรยายธรรมมา ยังนึกไม่ออกว่าเราได้บัญญัติกำหนดภาษาใส่สภาวธรรมนี้หรือไม่? ก็นึกทบทวนว่ามีสองคำที่อาตมาบัญญัติเอง ตั้งเองเป็นภาษาธรรมะนอกนั้นก็เอาบัญญัติเท่าที่ท่านมีมาแล้วมาใช้ สองคำนี้คือคำว่า ชีรานุปาทิ กับชีวานุปาทิ สองคำนี้ ชีระคือตัวยึด(แก่) ส่วนชีวะคือตัวยึด(เกิด) คนก็ยึดสองคำนี้ อุปาทิคือยึดเข้าไป ไปยึดชีวะหรือชีระธาตุสองตัวนี้คนไม่เข้าใจสภาวธรรมก็จะยึด ยึดตัวเกิดไม่รู้จบและยึดตัวแก่ไม่รู้จักตาย สุดท้ายก็ 0

มี sms และมีไลน์และไลน์@ ส่งข้อความมา _ 0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับข้อมูลกรรมฐาน 5 ผมขนเล็บฟัน หนังเป็นเพียงรูปรูปไม่มีจิตมโนวิญญาณเป็นแค่มหาภูตรูป 4 ไม่นับเป็นกาย ผมขนเล็บฟันเป็นมหารูป 4 ไม่ทำให้เกิดกรรม!ตาหูจมูกลิ้นกายเป็นปสาทรูป5! รูปเสียงกลิ่นรสโผฎฐัพพะเป็นโคจรรูป5 ทำให้เกิดกรรมเพราะเป็นกายฤานามรูปมีวิญญาณรับรู้จากทุกผัสสะเป็นปัจจัยเป็นเหตุเกิด! ถูกไหม? ขออภัยบุญนิยมถามมายาวเพราะธรรมะพ่อครูละเอียดลึกซึ้งเข้าถึงยากต้องตั้งใจจริงจังจึงจะเข้าใจจริงๆจรธ. ตอบ...เป็นของแห้งไม่ใช่ของสด แต่ก็พอเป็นไปได้

จากไลน์ @boonniyomtv

_พวกสมาธิหลับตามีสอบอารมณ์แล้วรู้ว่าอยู่ในญาณไหนใน16ญาณ จริงหรือไม่ พ่อท่านโปรดอธิบายด้วยครับ อาตมา ว่า… เวทนาเกิดจากการปรุงแต่งให้รู้ได้ ความรู้ที่พระสารีบุตรเรียบเรียงไว้มีถึง 73 ตัวรู้ มี 73 ญาณ อยู่ในมาติกา เล่มแรกเลย ที่จับมาแค่ 16 นี้ก็มารวมที่นามรูปปริเฉทญาณ ก็คือมีนามกับรูปที่เรารู้ นามคือตัวรู้ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ ถ้าเข้าใจรูป 28 ให้มีธ

อ่านต่อ

ัมวิจัยมีพลังความรู้ไปทำลายสลายพลังงานแห่งความไม่รู้นี้ไปได้ ปฏิบัติได้จะเป็นปัญญาขึ้นมาล้างตัณหา ล้างความไม่เข้าใจ ล้างความดื้อด้าน ล้างได้อย่างนี้เป็นต้น ก็จะรู้เอง 1. นามรูปปริเฉทญาณ ญาณจำแนกรู้รูป-รู้นาม และนามก็เปลี่ยนเป็น“รูป” ให้ถูกรู้อีก ว่ายึดครอง? นามรูปปริเฉทญาณเป็นตัวแรกเลย ที่เราจับมาทำตามลำดับเป็นธรรมะสองให้เราเปรียบเทียบเสมอที่มีลิงคหรือความต่างให้รู้ ความมีกับไม่มี 2. ปัจจยปริคคหญาณ ญาณรู้ปัจจัยของการยึดถือ มั่น ครอบครองมั่น หลงเอารูปทั้งหลายมายึดจนเที่ยง . 3. สัมมสนญาณ ญาณรู้เห็นรูป-นามของกิเลสตัณหา ซึ่งยังวนๆ อยู่อย่างเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ไม่เที่ยง จะรู้องค์รวม แยกออกหมด ทำงานถูกสภาวะ เมื่อทำได้ก็จะสูงไปอีก 4. (1)อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิดกิเลส -เห็นความเสื่อมไปของกิเลส ชาติ ชรา มรณะ สุข-ทุกข์เวทนาต่างๆ 5.(2)ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความสลายไปของสังขารธรรม-ตัณหาปรุงแต่งทั้งหลาย 6.(3)ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันเพ่งเห็น กิเลสสังขาร เป็นภัยอันน่ากลัว.. เพราะล้วนแต่ต้องสลายไป 7.(4)อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ ต่อเนื่องมาจากการเห็นภัย 8.(5)นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณเห็นความน่าเบื่อ-หน่ายในกิเลส เพราะสำนึกเห็นทั้งโทษและภัย 9.(6)มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณรู้เห็นการเปลื้องปล่อยไปเสียจากโทษ-ภัยเหล่านั้น (อตัมมยตา) 10.(7)ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณพิจารณาทบทวนถึง . การปฏิบัติที่ปลดปล่อยได้ ก็ทำซ้ำอีกจนสำเร็จยิ่งขึ้น 11.(8)สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางวางเฉยต่อสังขารปรุงแต่งทั้งหลาย 12.(9)สัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมญาณ ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมต่อชาวโลก ต่อสมมุติสัจจะทั้งหลาย โดยใช้ สัปปุริสธรรม 7. ที่รู้จักประมาณสัดส่วนต่างๆ พวกที่บอกว่ารู้อารมณ์ลูกศิษย์ก็คือพวกอวดรู้ อยากหาบริวารเท่านั้นโมเมตรวจสอบเท่านั้น แค่ไม่ลืมตาปฏิบัติก็ไม่ครบแล้ว พวกนั่งหลับตาเก่งๆมาสอบญาณพวกเราสิ _คำถามจากไลน์@ คุณChaiwatส่งมาเมื่อ 11 พ.ค. 20.11น.ว่า เราควรบำรุงบิดามารดา แต่ในขณะเดียวกัน ท่านทั้งสอง ยังคงเชื่ออย่างเหนียวแน่น ในเดรัจฉานกถา เช่นชอบการทรงเจ้าเข้าผี กินและฆ่าสัตว์ เล่นลอตเตอรี่และหวยใต้ดินถ้าเข้าวัดก็ชอบทำบุญ บริจาคเยอะๆ แก่บรรดาสมมติสงฆ์ กระแสหลัก ถึงแม้ว่าบุตร ซึ่งกินมังสวิรัติแล้ว ฟังคำสอนศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าจากสอนของพ่อท่าน ฯ พวกท่านทั้งสองก็หาสนใจไม่ ซ้ำยังขีดเส้น ห้ามไม่ให้ลูกลบหลู่ศรัทธาของท่าน ในฐานะลูก ที่มีพ่อแม่แบบนี้ ควรจะวางใจและปฏิบัติตัว อย่างไรจึงเหมาะที่สุดครับ จึงจะไม่ทะเลาะกันบ่อยๆ เพราะอยู่ด้วยกันก็เหมือนไฟสุมเรือนตลอดเวลา ขอขอบพระคุณล่วงหน้า สำหรับคำตอบครับ.. อาตมา ว่า...ก็ทนเอาๆ พ่อแม่ของจริงไม่มีของปลอมนี่ ก็ต้องใช้ความฉลาดที่จะใช้ยาทิพย์แทรกเข้าในขุมขนเขา คือให้เข้าไปไม่รู้สึกตัว อาตมาดูโทรทัศน์หมอเขาหลอกล่อเด็ก แล้วฉีดยาเสร็จเลย เด็กไม่รู้ตัวเลย

_ไลน์คุณพิม กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ดิฉันได้ติดตามธรรมะของพ่อครูมานานแล้วแต่ก็ยังไม่ได้มรรคผลอะไรมากนัก แต่ก็สัมผัสได้ถึงความสุขเย็นอยู่บ้าง ดิฉันดูสภาวะจิตของตัวเองแล้วว่าค่อนข้างอ่อนแออะไรมากระทบก็จะหวั่นไหวไปหมดดิฉันพยายามสู้กับความรู้สึกที่ทุกข์ก็ยังไม่ค่อยได้เลย.ดิฉันปฏิบัติถูกต้องรึป่าว ดิฉันตรวจดูศีลห้าข้อบางข้อยังไม่บริสุทธิ์ดิฉันจะพยายามค่ะ ตอบ...ก็ถูกต้อง ที่บอกว่าตนเองรู้สึกหวั่นไหวคือรู้ตัวแล้วก็รู้ให้ดีขึ้น พยายามสู้ไปเถอะจะทำได้ดีขึ้น ดีแล้วใช้ความพยายามไป

_ไลน์Mod 4578 กราบนมัสการพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ข้าน้อยกราบเรียนถามเรื่องเกี่ยวกับสมองกับจิตเกี่ยวกันอย่างไรคะ? ตอบ... สมองมีลักษณะ static เป็น hardware แต่จิตมีลักษณะ dynamic เป็น software ซึ่งทำหน้าที่ได้ลึกละเอียด ลึกซึ้งมากกว่ามากนัก สมองเป็นอุปกรณ์ทำงานให้กับจิต สมองเป็นอุตุนิยาม ยังไม่มีชีวะ พอเป็นพีชะจึงเริ่มมีชีวะ อุตุจะมีการรวมตัวกี่ธาตุเท่าใดก็ตาม ดินผสมน้ำ น้ำผสมลม ก็ตามก็ไม่ใช่ชีวะ แต่พอเริ่มมีตัวตน เป็นพีชะ พีชะยึดตัวตนแต่ไม่ละเมิดอันอื่นไม่จองเวรจองกรรมกับคนอื่น มาเข้าสู่บทเรียนใน คอลัมน์ คนจะมีธรรมะได้อย่างไรในหนังสือพิมพ์เราคิดอะไร? คนๆ นี้ก็เป็นผู้ไม่บรรลุ“นิโรธธรรม” ยังเป็นคนมี“ความยึดมั่นถือมั่น” (อุปาทาน)ว่า ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,ผิวหนัง นั้น เป็นเรา(อัตตา) เป็นของเรา(อัตตนียา) จริงๆ จังๆ ได้อยู่แน่แท้ “ทฤษฎี”หรือ“ทิฏฐิ”ของพระพุทธเจ้า หากผู้ศึกษาใดเรียนรู้ให้“สัมมาทิฏฐิ” แล้วปฏิบัติให้เกิดผลในตนจริง ก็จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง จะรู้ความเป็นจริงตามความเป็นจริงนั้น ว่า สิ่งที่สัมผัสอยู่นั้นคืออะไร ตามที่มันเป็นมันมีความจริงอยู่จริง เราก็ยังมีเวทนานั้นอยู่ ซึ่งต้องมีความรู้ร่วมรับรู้ด้วย กล่าวคือ มีการรู้ตามความจริงนั้นอยู่ ว่าแท้จริงมันมีความรู้สึก รู้“ความจริง” แท้ๆ ร่วมอยู่ แต่เราไม่มี“ความเท็จ” นั้นแล้ว จึงไม่ผลักไม่ดูด ไม่ชอบไม่ชัง เราจะรู้ทุกข์แฝงที่เข้ามา จะมีญาณปัญญารู้ชัดว่าเป็นทุกข์แท้ๆ เป็นทุกข์แฝง ก็ทำภาวะที่ควรทำอย่างยิ่ง ไม่ทำเพราะมีสิ่งอื่นเป็นตัวล่อหลอก หรือกดดันก็ไม่ขึ้นแล้วไม่เอา ไม่มีอะไรชักนำได้ จะรู้สึกว่า มันก็รู้สึกเฉยๆ กลางๆ ว่างๆ จึงไม่มี “อาการจะผลักหรือจะดูด”ภาวะนั้นๆ เลย ภาวะนี้คือ ความเป็น“พีชนิยาม” ซึ่งต่างจาก “ความรู้สึกกลางๆ ว่างๆ เฉยๆ”(เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา) ชนิดที่มี “วิชชา” ในความเป็น“จิตนิยาม” เพราะจะมี“ปัญญาหรือญาณวิเศษ”กว่าพีชนิยาม มีพลังงานรู้ดี-รู้ชั่ว รู้สุข-รู้ทุกข์ โดยเฉพาะสุขแท้-สุขเท็จ รู้ทุกข์แท้ (ทุกขอาริยสัจ)-รู้ทุกข์แฝง รู้พลังงานรู้ควร-รู้ไม่ควร ทำภาวะที่ควรทำอยู่อย่างยิ่ง ไม่ทำเพราะมีสิ่งอื่นเป็นเหตุผลล่อหลอกหรือกดดันให้ทำหรือบังคับให้ทำ ชักนำให้ทำ(สสังขาริกัง) จึงจะไม่มีอคติ จึงเป็น“ความเป็นกลาง”ที่มีประโยชน์ มีคุณค่าสูงต่อสังคมต่อโลกอย่างแท้จริง “ความรู้สึกกลางๆ”(อุเบกขา) ชนิดนี้แล คือ “ความอิสระ” ที่เป็นไทแก่ตัวจากอำนาจโลก-อำนาจอัตตา ไปตามลำดับที่ตนสามารถปฏิบัติหลุดพ้นได้จนกระทั่งอยู่เหนือ“โลก”(อุตตระ) และเหนือ“อัตตา”(อุตตระ) ที่ตนปฏิบัติได้ไปแต่ละระดับ กระทั่งที่สุดจบความเป็น“โลก” และจบความเป็น“อัตตา” ได้แท้เด็ดขาด “ความรู้สึกกลางๆ”(อุเบกขา) ชนิดนี้จึงเป็น“ความสงบ”ที่ไม่มี“อำนาจโลกและอำนาจอัตตา”มาเป็น“นาย”เราได้อีกแล้วเด็ดขาด

_ “อุเบกขา” คือ “ความสงบ”ที่ไม่มี“อำนาจโลกและอำนาจอัตตา”มาเป็น“นาย”เราได้อีกแล้วเด็ดขาด... พ่อครู 12 พ.ค. 2559 _หลวงปู่ครับดูดีอยากมาเรียนบ้านราชฯมากแต่พ่อแม่ไม่ยอมให้มา หลวงปู่ช่วยพูดให้พ่อแม่ยอมด้วยครับ อาตมา ว่า...ก็ให้พ่อแม่ยอมก่อนสิ ค่อยมา (ด.ช.ดูดี เดินไปคุยกับหลวงปู่ถึงบนเวทีเลย) จิตเป็นกลางนั้นคือจิตตนเอง ไม่เอียงเลย แต่สามารถเข้าข้างคนถูกได้ด้วย “ความรู้สึกกลางๆ”(อุเบกขา) ชนิดนี้ จึงเป็น “ฤทธิพลังปัญญา” ที่หลุดพ้น “อำนาจ” โลกธรรมภายนอก หลุดพ้น“อำนาจ” ที่เป็น อัตตาภายในแท้จริง เป็นผู้มี“ธรรมาธิปไตย” ที่เป็น “พหุชนหิตายะ-พหุชนสุขายะ-โลกานุกัมปายะ” อันพร้อมคุณวิเศษของของ“ปริสุทธา-ปริโยทาตา-มุทุ-กัมมัญญา-ปภัสรา” จึงมีประสิทธิภาพวิเศษในสังคมโลกด้วยความไม่มี “อัตตา” อย่างแท้จริง และไม่เป็น “ทาสโลก” อย่างแข็งแรงเหนืออำนาจโลกธรรมทั้งหลายอย่างแท้จริง ใจ“หรือ“จิต”ของคนผู้บรรลุธรรมขั้นนี้ จึงเป็น“อรหัตตบุคคล”หรือ“คนอมตะ” ที่เป็นตัวของตัวเอง ที่ “ไม่เป็นทาสตน”และ“ไม่เป็นทาสโลก”แล้วจริง ทำงานรับใช้มนุษยชาติ รับใช้สังคมในโลก(โลกานุกัมปา) อยู่ด้วยความสะอาด-สว่าง-สงบ-สุภาพ-สมรรถนะ-สามัคคี “ใจ” ของอมตบุคคลนี้ จึงสัมบูรณ์ด้วย “ธรรมะ 2” และสามารถทำให้เป็น “ธรรมะ 1” ได้สำเร็จแน่แท้ (ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวันติ) “ใจ” (มโน) นี้ที่มี“ธรรมะ 2”จึงมี“อาการ”ร่วมกันอยู่ในความเป็น “อินทรีย์”ของสัตว์อย่างสำคัญที่สุดใน“ชีวิต”สัตว์นั้นๆ นั่นคือ “เลือด” กับ “วิญญาณ” “เลือด”เป็น“หัวแห่งใจ”เรียกว่า “หัวใจ” (กายสังขาร) เป็นแหล่งให้“เลือด”ทำงาน เลือดหัวใจนี้คือ พลังงานขั้น“พีชนิยาม” พลังงานนั้นเป็น“อาการ”อยู่ใน“มหาภูตรูป 4” ยกตัวอย่างเลือดระดู menstruation คือไม่ใช่พีชะแล้ว ถ้าไม่มีการผสมกับเชื้อก็สลายออกมาเป็นอุตุแล้ว แม้เป็นส่วนประกอบของการเกิดได้แต่ที่เหลือก็ไหลออกมา เป็นอุตุนิยาม ไหลทิ้งออกมาแล้ว ก็เป็นอาการเคลื่อนที่ตามพลังงานธาตุ ไม่มีพีชะ แต่ใจนี่ยังมีพลังงานพีชะร่วมอยู่ ใน“อุตุนิยาม”หรือมหาภูต 4 ที่รวมกันเป็น“เลือด”ในร่างกายของคน (ที่มีจิตนิยาม)นั้นมี“ใจ”เป็น“อาการ”ร่วมอยู่ด้วยอย่างสำคัญ “วิญญาณ”จึงเป็น“จิตแห่งใจ”เรียกว่า “จิตใจ”(จิตสังขาร) เป็นแหล่งให้วิญญาณทำงาน ร่วมกันเป็นพลังงานขั้น“จิตนิยาม” พลังงานนั้นเป็น“อาการ”อยู่ใน “อุปาทายรูป 24” ที่จะต้องเรียนรู้ จึงจะสามารถ“ทำ”หรือปฏิบัติถึง “ความดับสนิท-ไม่เกิดอีกตลอด” เป็นที่สุดได้ จึงต้องมี“สัมมา” นี้เองเป็นสำคัญ เลือด และวิญญาณ เป็น “ธรรมะ 2” หรือ “ธรรมะคู่” ร่วมทำหน้าที่เป็น“อาการ”อยู่ มี การปรุงแต่งกันอยู่อย่างลึกล้ำ และซับซ้อนแนบเนียนวิเศษยิ่ง ในความเป็น“มนุษย์” เพราะมีวิญญาณเป็นธาตุรู้ ร่วมนำทางกันไปสู่ที่จะเจริญ หรือเสื่อม ได้อย่างวิเศษ ถ้าภาวะใดทรงสภาพอยู่คงเดิม ก็คือ “สมดุล” (ถ้านิ่งเหมือนสภาพลูกข่างนอนวันหรือกินน้ำจั้น) หากเปลี่ยนไป(ไม่เที่ยง)ก็สู่ความเป็นประโยชน์ (เจริญ) หรือเป็นโทษ(เสื่อม) หรือมีการ“เกิด”แล้วก็วนเวียน“เกิด”อีก และมีที่สูงสุด“ไม่เกิด”อีกเลย ซึ่งใน“อุตุนิยาม”นั้นจะวนเวียน เป็นสสารและพลังงาน เปลี่ยนกันไปไม่มีสูญหาย ตลอดกาลนาน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา นิรันดร ไม่มี“หยุด”สนิทเด็ดขาด ส่วน“พีชนิยาม”จะมีทั้ง“วนเวียนเกิด-ตาย ไม่จบสิ้นก็มี และมีทั้งเกิดตายที่สูญสิ้นไปเลย ไม่มี“พีชนิยาม”ชนิดนั้นอีกก็มี เพราะมันเป็นการ“ปรุงแต่งขึ้นของ “ธรรม 2” คือ สสารกับพลังงาน กระทั่งมีสภาพใหม่ ที่“ชีวะ”ก้าวหน้าระดับ“พีชนิยาม” “พีชนิยาม”ไม่ยึดมั่นถือมั่นเท่ากับ“จิตนิยาม” ส่วน“จิตนิยาม”จะมีอวิชชา ใน“อุตุนิยาม”หรือมหาภูต 4 ที่รวมกันเป็น“เลือด”ในร่างกายของคนนั้นมี“ใจ” เป็น “อาการ”ร่วมอยู่ด้วยอย่างสำคัญ “หัวใจ”คืออุปกรณ์ของ“เลือด” “สมอง”คืออุปกรณ์ของ“วิญญาณ” อาตมายืนยันว่า การปฏิบัติธรรมของพุทธที่เรียกว่า ทำ“อานาปานสติ”นั้น มิใช่“การหลับตา”ปฏิบัติ แล้วสะกดจิตของตน เข้าไป“รู้สึก”หรือเรียนรู้อยู่แต่เพียงในภายใน“รูปภพ”ของตนเท่านั้น แถมมิหนำซ้ำ เมื่อไปอยู่ใน“รูปภพ”แล้วก็สะกดจิตของตนหนักเพิ่มเข้าไปอีก ให้จิตตนเกิด“เอกัคคตาจิต”ตามแบบวิธีของดาบสฤาษีชาวเทวนิยมทำกันมาเป็นแบบฉบับของเขา ซึ่งได้แต่“สะกดจิต”(hypnotize)เข้าไปๆๆเท่านั้น แล้วหลงว่า ตนปฏิบัติทำให้เกิด“อธิจิตสิกขา” คือ จิตของผู้ปฏิบัติกิเลสจะลดละหน่ายคลายลง แล้วจะถึงขั้น“กิเลสดับสนิท” เป็นที่สุดได้ วิธีนี้รู้กันมาก แพร่หลายทั่วไป แล้วเชื่อกันว่า นี้คือ“การทำสมาธิ”แบบที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า คือ สัมมาสมาธิ ก็ขอยืนยันว่า “ผิด” 100 % อย่างนี้ไม่ใช่“สัมมาสมาธิ”แน่นอน ตรวจสอบจากคำตรัสสอนไว้ทั้งหลายของพระพุทธเจ้ากันให้ดีๆ ดูเถิด ตั้งแต่พระสูตรแรก คือ พรหมชาลสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 9 ไปเลยทีเดียว ก็เป็นการปฏิเสธ“วิธีเจโตสมาธิ” แล้วชัดๆ ว่า “เจโตสมาธิ”คือ“มิจฉาทิฏฐิ”ใน“ทิฏฐิ 62” และสูตรอื่นๆ อีกมากหลากหลาย หรือในพระสูตร พระอภิธรรมทั้งนั้น จะเห็นได้ว่า “วิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดจิต หรือให้เกิดผลทางวิญญาณ”(ยัญญ)ของศาสนาพุทธซึ่งเพื่อให้เกิด “สัมมาผล” นั้น ไม่ใช่“หลับตา”ปฏิบัติเลย ยัญพิธีโง่ๆ โบราณที่ว่าจะเจริญต้องฆ่าสัตว์ฆ่าคน เผาคน ต้มคนทั้งเป็น ต้มสัตว์ก็ตาม ก็คือโง่มันไม่ได้มีผล ก็ลดลงมาเรื่อย จนเลิกพิธีกรรมยัญพิธีที่ไม่มีผล ไปทำลายสัตว์อื่นเพื่อตนนั้นก็เลิกแล้ว จนที่สุดไม่ทำแล้วที่เป็นบาป เข้าใจเลยว่า การใช้พลังงานสื่อทางไฟ ไปถึงจิตวิญญาณไหนๆ โดยเผาคนติดสินบน เผาสัตว์ติดสินบน จนที่สุดไม่เอาสัตว์เอาแค่พืชผักผลไม้ส่งไป ก็ดีขึ้นมา จนที่สุดทำเอาเองสิ พระเจ้าบอกว่าต้องช่วยตนเองให้รอดก่อนพระเจ้าจะช่วย พระเจ้านี้ฉลาดนะ ให้คนช่วยตนเองได้แล้วก็ไม่ต้องช่วยสิ ก็จริง คืออุบายโกศลสูงสุดแล้ว ขอยืนยันมั่นคงอย่างเด็ดเดี่ยว ว่า ความเข้าใจ หรือทิฏฐิ ที่ว่า“วิธีปฏิบัติให้จิตเป็นสมาธิ หรือให้วิญญาณได้เสวยผล” ที่ภาษาบาลีว่า “ยัญญพิธี” ซึ่งก็มี“ทาน-ศีล-ภาวนา” หรือ“ศีล-สมาธิ-ปัญญา”เป็นต้นนี้แหละ ไม่ใช่อะไรอื่น นั้น ตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่“ยัญญพิธี”ที่“หลับตา”เข้าไป“ทำจิตให้ได้ผล-ทำวิญญาณให้เสวยผล”(มนสิกโรติหรือโยนิโสมนสิการ) อย่างเด็ดขาด “ยัญญพิธี” ของศาสนาพุทธนั้น“ลืมตา” ปฏิบัติมี “วิญญาณ 6-อายตนะ 6-สัมผัส 6-เวทนา 6-ตัณหา 6-อุปาทาน 4-ภพ 3-ชาติ 5” ตรวจสอบดูดีๆ จากพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 4- 15 เป็นต้น และจากพระวจนะอื่นๆ “การหลับตา”เข้าไป แล้วสะกดจิตตนให้เป็นหนึ่ง(hypnotize) นี้ก็เป็น“สมาธิ”ชนิดหนึ่ง แต่ไม่ใช่“สมาธิ”ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่“สัมมาสมาธิ”ใน“มรรค อันมีองค์ 8” ของพระพุทธเจ้า แต่เป็น“สมาธิ”แบบที่รู้กันทั่วไปว่า เป็น “เจโตสมาธิ”หรือ“เจโตสมถะ” หรือ meditation ที่รู้ว่า เป็น“วิธีทำสมาธิสากล” อันมีอยู่คู่โลก เป็น“สมาธิสามัญ” ที่ไม่ใช่“สัมมาสมาธิ”ของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสรู้ของพระองค์เอง แล้วเอามาประกาศให้โลกรู้จักรู้แจ้งรู้จริงตาม ว่า “สมาธิ” มีแตกต่างกันนะ ของสากลทั่วไปนั้น ล้วนเป็น“การสะกดจิต” ให้จับตัวกันเข้า หรือให้รวมเข้าเป็นหนึ่ง ก็จะได้“เอกัคคตาจิต”แบบหนึ่ง คือ “เจโตสมาธิ” มีมาก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ มีมาก่อนพระพุทธเจ้าจะประกาศ“สัมมาสมาธิ”ของพระองค์ ซึ่งทุกวันนี้ก็เพี้ยนไปหลงนับถือ ยึดถือ“เจโตสมาธิ”สากลกันหมดแล้วมั้ง!!! อาตมาพูดถึง นัยสำคัญของสมาธิ ประเด็นนี้มากว่า 46 ปีแล้ว ก่อนอาตมาจะบวชอุทิศตนเพื่อทำงานนี้เต็มตัวด้วยซ้ำ ก็ยังไม่กระดิกหูกันเลย ยังยึดมั่นถือมั่นกันเหนียวแน่น ไม่มีปรโตโฆสะกันบ้างเลย ชาวพุทธเอ๋ย “การหลับตาปฏิบัติเพื่อทำสมาธิ”อย่างนี้แหละ เป็นการปฏิบัติที่ไม่มี“ศีล” ให้ปฏิบัติแล้ว เพราะ“หลับตา”เข้าไปอยู่ในภพภายใน นั่งนิ่งๆ และพยายามตัดความรับรู้สึกภายนอก ไม่ให้ตัวเองรู้สึกภายนอก จึงไม่สามารถ“สัมผัสสัตว์”ทั้งหลายที่เราจะได้ปฏิบัติจริง ว่า เรายังมี “จิตคิดจะทำร้ายสัตว์นั้น” อยู่หรือไม่? หรือเราอยากฆ่าสัตว์นั้นมากินหรือไม่? หรือ“จิตใจ”ของเรามันมี ความรู้สึก(เวทนา)อย่างไรกับ“สัตว์”ที่เรากำลังสัมผัสสัมพันธ์อยู่ขณะนั้น จะได้จัดการกับ “กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม”กันตามที่เกิดจริงเป็นจริงแท้ๆ จะได้ปฏิบัติ“ศีลข้อ 1”ให้เจริญขึ้นเป็น “อธิศีล” และปฏิบัติ“จิตให้เจริญเป็นอธิจิต”คือ “การทำใจในใจให้ถ่องแท้”(โยนิโสมนสิการ) ซึ่งจะเกิด“อธิปัญญา”โดยจะรู้(ชานาติ)-จะเห็น(ปัสสติ) ศีลข้อ 2 ไม่เอาของๆ เขา การนั่งหลับตาจะได้สัมผัสของๆ เขาอย่างไร จะได้สัมผัสกับการทำงานที่ต้องเกี่ยวกับงบประมาณมากๆ แล้วจะไม่โกงไม่กินตามน้ำอย่างไร ภาวะจริงตามความเป็นจริงที่พึง“เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป”ได้ด้วยการปฏิบัติของเรา เมื่อเรา“รู้-เห็น”อาการของ“กาย”หรือ“องค์ประกอบของรูปกับนาม” แล้วได้จัดการกับเจตสิกทั้งหลาย โดยเฉพาะได้กำจัด“อกุศลจิต-อกุศลเจตสิก” ของตนในขณะที่มันเป็นจริง คือกำลังเกิดมี“อาการทุจริต”อยู่ ณ บัดนั้นจริง นั้นๆ เราก็จะได้ปฏิบัติกับ“ของจริง-ความจริง” กันหลัดๆ โต้งๆ ทนโท่ จึงจะมี“ผลจริง”แน่แท้ จึงจะเจริญ“อธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา”ถึงขั้นเป็น“วิมุติ-วิมุติญาณทัสนะ”กันจริงๆ แท้ๆ เพราะปฏิบัติตามพระพุทธวจนะ“กถาวัตถุ 10” ซึ่ง“อธิศีล”จะมีผล“ศีลเจริญขึ้น”ตามการปฏิบัติที่ได้ละลด(อารติ) ได้งด(วีรติ) ได้เว้น(ปฏิวีรติ) ได้เว้นขาด(เวรมณี)จากอาการติด อาการยึด ทั้งรูปภายนอก ทั้งใจภายในไปจริง ไม่ว่า “ศีล”ข้อไหน ก็มีสัมผัสภายนอก-ภายในปฏิบัติทั้งนั้น จึงจะรู้จริงที่เป็นจริง จริงๆ และ“อธิจิต”จะเกิดเป็น“สมาธิ”แบบพุทธเรียกกันว่า“สัมมาสมาธิ”ตรงตามพระพุทธวจนะ ยิ่ง“อธิปัญญา”ก็จะเกิดจะเป็นความรู้ที่เห็นจริงสัมผัสจริงตามความเป็นจริงแท้ๆ ทั้ง ตาม“สมมุติธรรม” ทั้งตาม“ปรมัตถธรรม” ผลที่ได้ย่อมแตกต่างกับการ“หลับตา” ปฏิบัติสะกดจิตเข้าไปอยู่ในภพคนละทิศละทางแน่นอน แต่ทิศไหนจะดูจริง ดีจริงกว่ากัน ก็ใช้วิจารณาญาณกันของแต่ละคนเทอญ ไม่ว่าจะเป็น“ศีล”ข้อ 2 ถ้าเราไป“หลับตา” อยู่นิ่งๆ ไม่มี“สัมผัส 6” และ 6 อื่นๆ ก็ไม่สามารถ “สัมผัสสิ่งของที่ไม่ใช่ของตน”ทั้งหลายที่เรา จะได้ปฏิบัติจริง ว่า เรายังมี“จิตคิดจะเอาของที่ไม่ใช่ของเรานั้น หรือคิดอยากได้ด้วยใจที่ไม่สุจริต” อยู่หรือไม่? เราสามารถ“รู้”ด้วย“ปัญญา”ที่มีการรู้เห็นตามความความเป็นจริง ไม่ใช่แค่“รู้” ด้วย “สัญญา”ในภายในอยู่ใน“รูปภพ”เท่านั้น “ปัญญา”ก็จะครบ“องค์ธรรม 6” ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 258 (ปัญญา-ปัญญินทรีย์-ปัญญาพละ-ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์-สัมมาทิฏฐิ-มัคคังคัง) ปฏิบัติ“หลับตา”เข้าไปอยู่ในภพ จึงเห็นได้ชัดๆ ว่า มันรู้เห็นไม่ครบ มันรู้เห็นแค่ในภายในของตนเองเฉพาะตนหนึ่งเดียวเท่านั้น และที่สำคัญ ใน“สัญญา”ที่ตนเอง“คิดขึ้น”นั้น เป็นความจริงได้ หรือเป็นไม่ได้ ก็ไม่รู้อีกด้วย ก็“คิดเอาเองสารพัด” อะไรตามแต่จะปั้น จะสร้างจะเนรมิตอะไร-อย่างไร ก็ได้ จึงไม่มีหลักประกันใดๆ เลย แต่ถ้ามี“สมมุติสัจจะ” และมี“ปรมัตถสัจจะ”ด้วย เป็น“ธรรมะ 2” หรือไม่มีแค่เราเดียวๆ โดดๆ เท่านั้น แต่มีผู้อื่น“ร่วมรู้”(สมมุติ) ด้วย เริ่มตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ยิ่งมากคนเท่าใดยิ่งเป็น“สมมุติ” ที่แท้ยิ่งจริงจังเท่านั้นๆ “สมมุติ”จึงจะชื่อว่า จริงกับโลก หากมีแค่“ปรมัตถ์” ก็จริงแต่เฉพาะเรา ชื่อว่า อัตตา หากมีภายนอก และคนอื่นด้วย จึงจะกล่าว“จริง”นั้นว่า “สัจหรือสัจจะ”กับโลกเขาได้ ยิ่งมี“ทรงอยู่จริง-ตั้งอยู่” ณ บัดนั้น ก็ยิ่งชื่อว่า“สัจธรรม” แต่ถ้ามีแค่ “ในตัวเราเดียวๆ” มันจะจริงอะไร อย่างไร กับใครเขาได้เล่า!!! คุณเอง ก็จริงอยู่แต่เดี่ยว เดียวดาย ไป จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน