590515_วิถีอาริยธรรม ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน๘.docx
เนื้อหาในไฟล์
590515 วิถีอาริยธรรม ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน8 ส.ฟ้าไท ว่า...วันนี้วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม 2559 ที่บวรราชธานีอโศก ราชธานีอโศกก็ยังคงเร่งกับเรื่องทำปุ๋ยขายปุ๋ย เพราะว่าปีนี้ฝนตกมา คนก็ทยอยมาซื้อ จนกระสอบปุ๋ยทำไม่ทันเลย เป็นเรื่องแปลก แม้ฝนแล้งคนก็มาซื้อปุ๋ยอินทรีย์ไปใช้ แต่ของเราถูกเหมือนได้ฟรี (พ่อครูว่าของฟรีไม่มีในโลก) ในอาทิตย์ คนฟังธรรมพ่อครูหน้าแปลกไม่ค่อยมีแต่จะมีหน้าแปลกที่น้ำตาผาแหงน ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเลย วันนี้พ่อครูจะมาตอบสิ่งที่เขาสงสัยว่า พ่อครูเป็นโพธิสัตว์เกิดมาเพื่อช่วยมวลมนุษยชาติ แล้วทำไมปล่อยให้คนทำชั่วมากมายได้ พ่อครูไม่เอาภาระหรือเปล่า?
Sms 13พ.ค. 59 _0893867xxx นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บ้านราชฯพ่อครูฯน่า จะมีสณ.คู่ใจขึ้นเทศนาคู่กัน ช่วยบรรเทาน้ำเสียงได้พักหลอดคอบ้าง!ห่วงใยฯ ตอบ….ก็มีอยู่แล้ว วันเสาร์ก็ช่วยไปทั้งรายการ วันอาทิตย์ก็มีอยู่ผู้ช่วย การทำงานต้องอาศัยการประมาณ หารนั้นได้มากกว่าลบ บวก คูณ อย่างคูณร่วมน้อย(ครณ) และหารร่วมมาก(หรม) เป็นภาวะย้อนแย้ง ต้องจบที่สัญญายนิจจานิ มีความแย้งกันไปมาไม่รู้จบหรอก
_0893867xxx ผู้น้อยอยู่มาครึ่งชาติใน100 ปีเห็นพระสงฆ์องค์เจ้าครูบาอ.นักบวชที่อายุเกิน 80 ปี มาหลายรูปก็เห็นมีแต่พ่อครูที่ยังทำงานมิหยุดพัก!มามากกว่าใคร! ตอบ...อาตมาหมายมุ่งจะอายุ 151 ปี ส่วนท่านอื่นไม่หมายเหมือนอาตมาก็ไม่เหมือนกันสิ _0893867xxx กราบเรียนถามพ่อครูตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ยุคโลกร้อนคือยุคใดสัตยยุค,ไตรตยุค,ทวารปยุค,กลียุค,มิคสัญญียุค ? ตอบ...อาตมาก็ตอบไม่ได้ สัตยยุค คือหนึ่งเดียวกันไม่มีใครแย้งกันเลยหรือจะแยกกันอยู่เป็นรอบ 3 เป็นไตรตยุค แต่ถ้ายังสัตยยุคนี้ก็ absoulute หรือ ultimate เลย ไม่มีอะไรต่าง หนึ่งเดียวเท่านั้
อ่านต่อ
น ไตรตยุคแยกแต่ไม่ทะเลาะเป็นพีชนิยาม ทวารปยุค เป็นยุคหลากหลายไม่สิ้นสุด แล้วกลียุค คือกิเลส (กลิ) อาตมาบอกไม่ได้ว่ายุคใดนะ แต่จะเป็นกลียุคได้แต่ไม่ถึงมิคสัญญียุค ที่ร้ายกาจมาก คนทุกคนฆ่ากันไม่ไว้หน้า ไม่ต้องมีอาวุธเลย อาวุธเนรมิตได้เลย คว้ายอดหญ้าก็เป็นอาวุธฆ่ากันได้
_0893867xxx เรากำลังเข้าสู่ยุคอาทิตย์7 ดวงฤาตะวันร้อนขึ้นอีก7เท่าฤาบรรยากาศหุ้มโลกบางไป7เท่าตามพระคัมภีร์ดังอ.พุทธทาสว่าไว้ฤาเปล่า ? _0849240xxx คนเป็นพุทธแท้มีเท่าเขาวัว _0893867xxx คงมีแต่ธรรมอันนี้อันเดียวทำใจกับทุกสภาวะในยุคโลกร้อนที่ร้อนสุดๆได้คืออภิณหปัจจเวกขณ์!ใช้ได้ไหม?คนไร้แอร์เป่าพัดลมมือ2!
จาก...Line @boonniyomtv _กราบนมก.พ่อท่านเจ้าค่ะ ลูกขอกราบขอขมาพ่อท่าน ที่ทำให้พ่อท่านเหนื่อยเลย จากการกล่าวถึงญาณ73 ซึ้งเลยค่ะที่พ่อท่านได้เมตตาตอบและอธิบายให้อย่างมากมาย ในช่วงเวลาสั้นๆๆพ่อท่านทำได้ สุดยอดเยี่ยมเลยเจ้าค่ะ พ่อท่านเหนื่อยหน่อยนะคะ ลูกคนนี้ไม่ค่อยจะเอาไหนเท่าไรค่ะ...อิอิอิ... กราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงเจ้าค่ะ/ J Q _เห็นด้วยกะคุณskkค่ะ พ่อท่านแข็งแรงมากๆๆด้วย ภาพเข็นปุ๋ยเห็นแล้วน้ำตาล่วงเลยค่ะ /J Q _ใครหนอดูบุญนิยมอยู่ที่พระบาทสระบุรีเหมือนกันเลยค่ะ /J Q _จิบน้ำบ่อยๆค่ะพ่อครู คุณแม่ /คุณแม่ พยอม นาคน้อย _กราบนมก.พ่อท่านค่ะ ท่านคิดไกลมากๆๆ DNAของชาวชมพูทวีป นี่แหละmodel ใหม่ของชาวโลก...คอยดู ....เชื่อขนมจีนน้ำยามังสวิรัติทานได้เลย..1000%....sureไม่มั่วนิ่ม..
จาก...Facebook สด บุญนิยมทีวี _พิศมัย ชำนาญคิด ติดตามทุกช่องทางการทำงานนะคะ ตอนนี้ก็กำลังดูพ่อท่านอยู่นะคะ ทางเน็ตอยู่นะคะ สัญญาณชัดเจน ระยะหลังเข้ามาไม่ค่อยตรงเวลา กว่าจะถึงบ้านก็มืดคำและระหว่างทางไม่อยากเสียสมาธิไหนจะเดินทางไหนจะก้มหน้า เลยไม่ค่อยได้ดูระหว่างการเดินทางนะคะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ขอบคุณคะ _พิศมัย ชำนาญคิด ขอบคุณมากนะคะ ธรรมมะนะจำเป็นนะคะ เหมือนทานข้าว ยังไงก็ไม่ทิ้ง จะยุ่งจะยากจะเหนื่อยปานใดไม่ทิ้งธรรมมะ ว่างและมีจังหวะจะต้องเข้ามาดู ตลอดนะคะขอบคุณมากนะคะที่นำเสนอ รายการที่มีคุณค่า และนำมาใช้ได้จริงกับชีวิต เจริญธรรม สำนึกดีคะ
ท่านจันทร์ส่งมา (11พ.ค.59) 1.(ชมรายการ"พุทธศาสนาตามภูมิ",9-5-59,รีรัน10-5-59)... จริงๆ เป็นเรื่องที่"น่าแปลกประหลาด ว่า.. ทั้งๆที่ถ้ามองว่า"พ่อครู"เป็น"โพธิสัตว์"ซึ่ง"กำเนิดของธรรมโกยจานบิน ก็เป็น"ปีเดียวกัน กับที่"พ่อครูออกบวช (ปี13).. ซึ่งแม้แต่เราซึ่งเป็น"ผู้ศึกษาธรรมะทั่วไป".. แต่เมื่อได้อ่านเรื่อง"สมาธิลูกแก้วเหนือสะดือ 2 นิ้ว (ที่มีคำว่า"ใส...ใส ).. เราก็ยังนึก"สะดุดแต่ครั้งแรกที่ได้รับรู้ และพอรู้ได้โดย"ไหวพริบปฏิภาณ"ว่า"ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง หรือ"ผิดทางพุทธ เสียแล้ว แต่ใน"ช่วงต้นๆ ของธรรมโกย จนถึง"ช่วงที่ผ่านมาไม่นานนี้ .. ทาง"อโศก"ก็ไม่ได้"เอาจริงเอาจัง ในการ"ต่อต้านลัทธิธรรมโกย แต่อย่างใด (อาจเพราะมัวเบนเข็มทุ่มเทไปในเรื่อง"ทางการเมือง เสียมากกว่าก็เป็นได้).. แต่นี่แหละ!..เป็น"บทเรียน"ว่า..การปล่อยให้"ลัทธิที่สอนผิด ได้"เจริญเติบโต โดยไม่หาทาง"ยับยั้งเสียแต่ต้น แล้วผลที่สุดจะเป็นอย่างไร ..( ="ลุกลาม,ครอบงำความเชื่อของปชช. และ"แก้กลับคืนได้ยากขนาดไหน ..)... และอีกกรณี.. ที่เป็น"เรื่องแปลก ในฐานะ"โพธิสัตว์"ที่น่าจะ"รู้เท่าทันจิต หรือ"ความประสงค์ ของ"นักการเมืองบางคน .. แต่"อโศกหรือพ่อครู"กลับเป็นผู้มีส่วน"สนับสนุนอย่างเต็มแรง ให้กับ"นายสัมภเวสี .. จนทำให้เขาได้"มีอำนาจในบ้านเมือง จนเป็น"สาเหตุใหญ่"ที่สร้าง"ภัยร้ายแก่ประเทศไทย มาจนถึงทุกวันนี้ ... สรุปว่า.. ไม่ว่าจะเป็น"ทางโลกหรือทางธรรม"ก็ตามนั้น .. "อโศกหรือพ่อครู"ก็มีส่วนเป็น"เหตุปัจจัย(หนึ่งที่)สำคัญ ที่ทำให้"สิ่งที่ผิด มีโอกาสได้"เจริญเติบโต (จน"แก้ไขได้ยาก )ขึ้นทั้งนั้น .. ใช่หรือไม่ ... ตอบ...ขอบคุณที่บอก แต่คุณมาแบบมีหมู่พวกอย่างอาตมาได้ไหมล่ะ แล้วก็ยากแค่ไหนก็จะสู้ อาตมายอมรับผิดที่ได้ส่งเสริมคุณทักษิณไป ส่งจม.ให้เขาเลยให้คุณจำลองส่งจม.หาคุณทักษิณเลยว่า เขาเป็นผู้มีบารมี แต่เขาหลอกอาตมาได้เก่งมากออกลายทีหลัง บ้านเมืองฉิบหายไปเยอะ ตายโหงตายห่าไปเยอะเลย
2. (ชมรายการ"พุทธศาสนาตามภูมิ",10-5-59,รีรัน11-5-59)... แทนที่"พ่อครู"จะมาพยายามอธิบาย(แบบ"รู้อยู่คนเดียว )ในเรื่องที่ว่า**ตายแล้วยังมีผม,ขน,เล็บงอกยาวออกมาอีกได้ **(ซึ่งเคยฟัง"พ่อครู"พยายามอธิบายมาแล้วหลายครั้ง )ที่พูดโยงไปหา"อะไร โมเมนตั้ม,โมเมนตุ้ม ให้ยุ่งไปหมด ..(ซึ่งเชื่อว่า"พ่อครู"น่าจะ"รู้ได้อย่างลึกซึ้ง ได้แต่"เพียงผู้เดียว เท่านั้น ..).. ก็ทำไมไม่ลองนำเอา"ประเด็นเหล่านี้ โยนให้"อ.เจษฎา เด่นดวงฯ"หรือ"นพ.วิชัย เอกทักษิณ"ท่านพิจารณาดูบ้าง .. เพราะเชื่อว่า"ท่านใดท่านหนึ่ง หรือ"ทั้ง 2 ท่าน น่าจะสามารถอธิบายเป็น"หลักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ ได้ .. ซึ่งเชื่อว่า"น่าจะไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดอะไร ใดๆ เลย .. สรุปว่า.. น่าจะสามารถอธิบายเป็น"หลักการทางวิทยาศาตร์ แบบ"ไม่ลึกลับแต่ประการใด เลย ... ...ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ… ตอบ...คุณเองไม่รู้นี่ เลยบอกว่าคนอื่นเขาไม่รู้ แต่คนอื่นที่เขารู้นั้นมีอยู่… อาตมากล้าพูดได้เลยว่าสองคนนั้นอธิบายไม่ได้อย่างอาตมา เพราะเขาไม่รู้นามธรรม เรื่องจิตนิยาม ยิ่งเขียนมาก็เห็นเลยว่าคุณโง่ไปนับถือคนที่โง่กว่าอาตมา หารู้ไม่ว่าอาตมาฉลาดกว่าคนเหล่านั้น
พ่อครูอ่านบทกวี เพชรพุทธที่เป็นศิลปะโลกุตร ะ (1) “ศิลปะ”คำที่เพ้อ พร่ำนัก มันอะไรใครรู้จัก ชัดบ้าง ใช้กันสุดคึกคัก เต็มโลก เพื่อรส เพื่อประโยชน์อ้าง ต่างซ้องโลกันต์ (2) “วิมาน”ฝันเท็จแท้ คือใด อากาศธาตุแต่ไฉน ไป่แจ้ง หลง“บุญ”นั่นอะไร กันแน่ “บุญ-วิมาน”ลมแล้ง ต่างย้ำเวียนวน (3) “คน”ไทยใช้พจน์นี้ มานาน หลงผิด“บุญ-วิมาน” คลั่งเพ้อ เชื่อเป็นสิ่งสำราญ สุขสนุก อารมณ์แฮ แท้แค่คำเพ้อเจ้อ นั้นอุปาทาน (4) ก็“วิมาน”นั่นแล้ ลอยลม หลงว่า“มี”แล้วจม เสพซ้อน หลงเป็น“สุข”โง่งม ความเปล่า นั้นแล เพชรพุทธฉุดกลับย้อน ส่องให้เห็นธรรม (5) เป็นวรรณกรรมฉุด ให้ ได้คิด นี้แหละ“ศิลป์”วิศิษฏ์ วิเศษแท้ พุทธคือเพชรส่องผิด ให้ถูก สว่างเลย “ทำจิตในจิต”(มนสิกโรติ)แก้ กลับให้ตรงธรรม (6) ศิลป์รู้สัมประสิทธิ์นั้น ทุกเม็ด “ศิลปะ”ใช้ศาสตร์เผด็จ ศึกได้ ศิลป์ขจัดทุจริตเบ็ด- เสร็จสุด สิ้นเฮย นี้แหละ“ศิลป์”ที่ให้ ประโยชน์แท้เป็นธรรม (7) ศิลป์นำประโยชน์ชี้ โลกุตระ พุทธสั่งสอนสัจจะ แจ่มแจ้ง “โลกุตระ”ขจัดขยะ คือกิเลส ศิลป์บ่ใช่เล่ห์แสร้ง หลอกให้คนหลง “สไมย์ จำปาแพง” 9 พ.ค. 2559 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 311 ประจำเดือนมิถุนายน 2559]
คนทั้งหลายในโลกต้องอาศัยใช้เวลาที่มีอยู่และผ่านไปแต่ละวันๆนี่แหละ..เป็นอยู่ให้แก่ชีวิต โดยเฉพาะใช้ศึกษาฝึกฝนตนเอง ซึ่งเราเรียกกันสั้นๆ ว่า “ทำงานทำการ” หรือพูดให้ครบ ก็คือ ชีวิตเป็นอยู่ก็ทำงานทำการให้ดี ก็คือให้ชีวิตเจริญ ถ้าเป็นชาวพุทธที่มีภูมิปัญญาก็ทำให้ถึงขั้น“บุญ” แต่คนทั้งหลายก็ไม่เคย“ฉุกคิด”กันเลยว่า คำว่า“ชีวิตเจริญ”ของคนนั้นที่แท้มันลึกซึ้งละเอียดลออแค่ไหน? ส่วนมากก็มีแต่ระวัง“กรรม 3”(กายกรรม-วจีกรรม-มโกรรม) ของตนอยู่บ้าง ด้วยสามัญสำนึกว่า“ทำกรรม 3 ให้ดี” อย่าให้เป็น“ทุจริต”หรืออย่าให้เป็น“บาป”หรือย่าให้เป็น“อกุศล” ยิ่งถึงขั้น“บุญ”นั้น ชาวพุทธทุกวันนี้ ไม่รู้ความเป็นจริงของคำว่า “บุญ”กันแล้ว ว่า หมายความถึงอะไร? หลงผิดกันไปหมดแล้วมั้ง! เพราะเห็นพากันไปเข้าใจว่า“บุญ”หมายถึง“ภาวะ”ของคุณงามความดีที่เป็นแค่“กุศล” เท่านั้น คนส่วนมากเข้าใจคำว่า“บุญ”เลอะเทอะเละเทะ เข้าใจคำว่า“บุญ”ออกนอกขอบเขตพุทธไปไกลมากแล้ว ชาวพุทธทั้งหลายทั้งปวงทุกวันนี้ แทบจะไม่เหลือใครเลยแล้วที่ “ทำบุญ” เป็น“บุญ”สัมมาทิฏฐิ “บุญ”ได้กลายเป็น“มิจฉาทิฏฐิ”(ความเข้าใจผิด)กันจนแม้กระทั่งเศษธุลีละอองของ“ความเข้าใจถูก” ใดๆ ก็ไม่เหลือเลย “บุญ” ได้กลายเป็นสินค้าที่โลดโผนโจนทะยานเก่งกาจชนิดที่ลึกลับกว่า“นินจา”หลายร้อยเท่าพันเท่า ชาวพุทธจึงต่างพากัน“แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ” โดย“ทำบุญ” ไม่เป็น“บุญ” เลย แต่เป็น“บาป” กันจริงๆ แล้ว “ทำบุญ”ได้“บาป”กันเกินกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นไหนๆ ไปไหนๆ นั่นคือ ไปนรกลึกหรือต่ำสุดๆ ยิ่งนั่นเอง โดยไม่รู้ตัว ไม่ฉุกใจ ไม่ไหวทันกันเอาเลย ซึ่งมันผิดสัจจะไปใหญ่ จนกู่ไม่กลับกันแล้วจริงๆ
(1) “ศิลปะโลกุตระ”ประเด็นสำคัญยิ่ง คือ คำว่า“บุญ” เป็นต้นว่า เข้าใจคำว่า“บุญ”คือ“วิมาน” ที่หมายถึงแค่ภพในอนาคต สองเป็น“กุศล” ที่หมายถึง สิ่งอาศัยพักพิง สามหมายถึง “ชาติ” อันเกิดเป็นตน นี่แหละผิดทั้ง 3 ประเด็น เพราะ“อนาคต”นั้นได้แก่ ภาวะที่ไม่เคยมาถึงเราสักที ไม่เคยเป็นปัจจุบันใดๆ สักครา ยังอยู่ในสายลม ยังไม่ถึงมือเราเลยสักครั้ง แต่ผู้ไม่รู้(อวิชชา)ก็ไปหลงผิดวาดหวังติดยึด อยู่กับ“วิมาน”นั้นไปตลอด ..จนกว่าจะมีภูมิถึงศิลปะโลกุตระ ผู้มีภูมิโลกุตระจึงรู้“อนาคต”เป็นแค่“วิมาน” “วิมาน”เป็น“ภาพหรือภพที่วาดหวังใส่ไว้ในใจตน” เท่านั้น “วิมาน”ไม่ใช่“ภาวะที่มีจริง เป็นจริง” เลยสักนิด แต่ ผู้ไม่รู้(อวิชชา) ก็ไปหลงผิด เอาแต่ติดยึด“อนาคต”นั้น แล้วก็แสวงหาคว้าลมกันอยู่กับ“อนาคต” นี้กัน คนโลกุตระจึงไม่หลง“วิมาน” และรู้ภาวะ“ปัจจุบัน”ที่มีสัมผัสเป็นปัจจัย แล้วปฏิบัติกับ“เวทนา”เป็นฐานแท้ นี่คือ “ทิฎฐิ 44”(อปรันตกัปปิกทิฏฐิ 44) ที่เป็น“มิจฉาทิฏฐิ”ทั้งหมดทั้งสิ้นในความเป็น“อนาคต”ทั้งหลาย เท่าที่พระบรมพุทธศาสดา ได้ตรัสรู้ และนำมาประกาศไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 45 ไปถึง ข้อ 50 ผู้ที่มี“ความรู้” ในความเป็น“อดีต” ชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วว่า เป็นเรื่องที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว อย่าไปงมจมอยู่กับ“อดีต”ต่อไปเลย เพียงรู้ไว้เป็นเรื่องใช้เปรียบเทียบในการศึกษา เพื่อปฏิบัติ“ธรรมะ 2” เท่านั้นก็พอแล้ว “อดีต”ไม่มีวันจะมามีใน“ปัจจุบัน”ได้เลย จึงจะมีก็แต่“อนาคต”เท่านั้นที่จะเป็น“ธรรมะ 2”กับ“ปัจจุบัน”ให้เราปฏิบัติ ทำความเป็น“1 ใน 2”สำเร็จได้ “ความรู้”ดังว่านี้ คือ ศาสตร์ ชัดเจนแจ่มแจ้งในตน เป็นหลักยึด แล้วมี“ความจริง”ที่เป็น“ธรรมะ 2” คือ สุมมุติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ ทำงานอยู่กับสังคม ถ้าเป็น“ความรู้”ของเราคนเดียว ก็เป็นแค่“ศาสตร์” เป็นแค่“ความรู้”ที่เรากำหนดรู้อยู่แต่เดียว นี้คือ “สัญญายะ นิจจานิ” เป็น“ปรมัตถสัจจะ”อยู่กับเราผู้เดียว เดี่ยวๆ ยังไม่ชื่อว่า “ศิลปะ” เป็นแค่“ศาสตร์”เท่านั้น ถ้า“ศิลปะ”ต้องมี“ธรรมะ 2” มีทั้ง“ศาสตร์” ทั้ง“ศิลป์” สมมุติสัจจะคือ สัจจะที่ต้องมี“สมมุติ” ที่เป็น“สัจธรรม” สมมุติ ก็คือ มีผู้อื่น“รู้”ร่วมกับเราด้วย ไม่ใช่“รู้”แต่เราอยู่ผู้เดียว ส่วน“ปรมัตถสัจจะ”นั้นก็คือเรารู้ ก็เรานั่นแหละที่ยึดว่า“เรารู้ได้ยิ่งๆ” แต่ถ้ามีผู้อื่นรู้ด้วย ก็เป็น“ศาสตร์”ที่แพร่หลายออกไปยิ่งขึ้นแก่ผู้อื่น นี่แหละ ตรงนี้แหละ..ศิลป์ตรงนี้ เป้าสำคัญคือ ถ้า“มี”เฉพาะเราแต่ผู้เดียว ไม่มี“สมมุติ”ก็ยังไม่นับว่า“ศิลปะ” ยังเป็นแค่“ศาสตร์”ที่แค่ตน“มี”ผู้เดียว “ศิลปะ”ต้องผู้อื่นร่วมด้วยถึงขั้น“มี”ได้เป็น“ธรรมะ 2” นั่นคือ มีทั้ง“ปรมัตถสัจจะ”และทั้ง“สมมุติสัจจะ” สำคัญตรงนี้ “ศาสตร์”นั้นจะแพร่หลายแค่ใดมากมายแค่ใดก็เป็นแค่“ศาสตร์” เป็นวิทยาศาสตร์เท่านั้น เพราะแค่“ศาสตร์”ที่ยังไม่มีความรู้ขั้นเปลี่ยน DNA ของ“จิตนิยาม”ได้ ยังไม่เป็น“วิชชาศาสตร์” เพราะยังไม่ถึงขั้นเป็น Phenomenalogy โดยเฉพาะยังไม่เป็น“วิชชาศาสตร์”(Phenomenalogy) ที่เข้าขั้น “กรรมนิยาม”อันเป็น“โลกุตระ” หรือให้ชัดยิ่งก็คือ ยังไม่เป็น“ธรรมนิยาม”ที่นิยามกันเรียกได้ว่า“โลกุตรธรรม” เพราะส่วนใหญ่ยังไม่ถึงขั้นเป็น“บุญ” ยังไม่เกิด“ส่วนบุญ” จึงเป็นได้แค่“กุศล” ยังไม่ถึงขั้น“บุญ” ยังเป็น“กรรม”ที่ไม่เข้าขั้น“ชำระกิเลส”ได้จริง ยังทำให้จิต“มีส่วนที่เป็นบุญ”จริงๆ ไม่ได้ (ถ้าแยกDNAในนามธรรม ไม่ได้ก็เป็นแค่ วิทยาศาสตร์ แต่ถ้าแยกได้ถึงDNAในจิตก็เรียกว่าวิชชาศาสตร์) “บุญ”คือ “การฆ่ากิเลส” แต่“กรรม”คือการกระทำ โดยเฉพาะ“การ กระทำใจในใจ”(มนสิการ)ยังไม่เข้าขั้น “ชำระจิตให้กิเลสลดได้” ซึ่งเป็น “ศิลป์”ที่เข้าขั้น“ศิลปะโลกุตระ” จึงยังไม่นับว่าเป็น“ศิลปะ” เพราะยังไม่เป็น“มงคลอันอุดม” ตามพระวจนะที่ว่า “ศิลปะ เป็นอุดมมงคล”(พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 318) “อุดมมงคล”นั้นเป็น“ศิลปะขั้นโลกุตระ” ผู้ทำ“สร้าง”(กโรติ)งานนั้นยังไม่ถึงขั้นใช้“สัปปุริสธรรม 7 กับมหาปเทส 4”ที่ตัดสิน“สัจจะ”ได้ว่า“มีความพอเพียง”ที่พอดี และที่สำคัญมากคือ ต้องมีฐานของ“สมมุติสัจจะ” และต้องมีฐานของ“ปรมัตถสัจจะ” ตามความเหมาะสมของ“เอกภาพ”นั้นๆ ความสามารถยังไม่ถึงขั้น“บุญ” หรือยังไม่ถึงขั้น“อุดมมงคล” จึงยังไม่ชื่อว่า“ศิลปะขั้นโลกุตระ” “สัปปุริสธรรม 7”นั้นศิลปินมีความสามารถต้องเข้าขั้น“สัตบุรุษ” ไม่เช่นนั้น“ผลงาน”ไม่ถึงขั้น“อุดมมงคล” ส่วน“มหาปเทส 4”ของพระพุทธเจ้านั้น“อนิจจัง”แท้ โดย“อนุโลม”หรือ“ปฏิโลม”ไปกับสังคมกับโลก ตามปรากฏการณ์ (ปาตุภาวะ = phenomena) ที่เกิดอยู่เป็นอยู่จริง ของเหตุปัจจัยในกาละนั้นๆ อย่างไม่มี“อคติ”แท้เด็ดเดี่ยว และได้กำจัด หรือระงับส่วนที่แรงที่ร้ายในขณะนั้นได้สำเร็จ ให้องค์รวมของหมู่กลุ่มดำเนินไปได้ ไม่วุ่น ไม่กวน ไม่เสียหาย ไม่แรงจนร้ายได้สำเร็จ แต่แรงเต็มที่อย่างพอดีจึงจะเรียกว่า“บุญ” เริ่มเข้าข่าย“โลกุตระ” ผู้ทำ“บุญ”เป็นผล “ทำบุญ”มี“ส่วนบุญ”(ปุญญภาคิยา)เกิด จึงจะนับว่าเป็น“โลกุตระ” เป็น“เปรต”ที่มีฐานะ“เสขบุคคล”
(2) “การประมาณ”ที่ได้สัดส่วนพอเหมาะจึงจะเป็น“ศิลปะ” การจัดการ“ประมาณ”(มัตตัญญู)สัดส่วน ผสมได้ส่วนพอเหมาะพอดีที่สุด(harmony) แม้จะมี“จุดเด่น”(highlight)ที่เด่นได้ในหมู่ โดยหมู่ยอมรับ ยกให้เป็นจุดเด่นของหมู่ ด้วยคะแนนของหมู่ มากเกินกว่าหมู่อื่นอย่างซื่อสัตย์โดยแท้ ฉะนี้แล คือความสามารถของ“ศิลปิน” ต้นแรกของความสามารถ นับเป็น“ศิลปิน”ขั้นโลกุตระ แต่ที่เป็น“ศิลปะ”โลกียะนั้น คือการบำเรอกิเลสอยู่ แต่มีเงื่อนไขแค่ว่า ต้อง“สุจริต” ไม่ผิดกฏหมาย ไม่ผิดวินัย ไม่ผิด“สมมุติ”ของคนส่วนมาก(เยภุยยสิกา) มี“ความพอใจ-ความชอบใจ-ความสุขใจ” แม้จะยังบำเรอกิเลสอยู่ ก็ยังได้ ดังนี้แลคือ ผู้ทำ“ศิลปะ”โลกียะ หรือที่เป็น“ศิลปะโลกีย์” นับเป็น “ศิลปะ” ประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก เริ่มต้น ส่วนที่จะนับเป็น“ศิลปะโลกุตระ”ได้นั้น ต้องนับเอาที่“จิตใจ”เป็นหลัก ว่า เป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิต-เจตสิก หรือ“กาย-เวทนา-จิต-ธรรม ถึงขั้นกายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม” แยก“มโปวิจาร 18”ที่เป็น“โลกียะ”(เคหสิตเวทนา 18) กับที่เป็น“โลกุตระ”(เนกขัมมสิตเวทนา 18)ได้ ถ้าแค่“รู้”ได้ ก็แค่“พ้นสักกายทิฏฐิสังโยชน์ ” กับ“พ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์” 2 สังโยชน์ แต่ยัง“ไม่พ้นสีลัพพัตตปรามาสสังโยชน์” ดังนั้น ที่สำคัญเป็นเงื่อนไขหลักคือ ต้องทำให้“ใจ”ของ เรากิเลสลดได้ จางคลายลงได้ “พ้นสีลัพพัตตปรามาสสังโยชน์”อย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริงสัมผัส“ใจ”เราเองจริงๆ จึงจะนับว่า เริ่มนับเป็น“ศิลปินโลกุตระ”ขั้นต้น ผู้สามารถทำ“จิตในจิต”ของตน กิเลสลดละลงได้จริงผู้นั้นแหละเริ่มนับว่า เป็น“โลกุตระ”เป็น“อาริยะ”สำหรับตน แค่ตนเองเป็น“อาริยชน” เป็นมนุษย์โลกุตระ ขั้น “ปรมัตถธรรม”สำหรับตนแล้ว แต่ยังไม่นับว่ามี“ศิลปะ” ที่เป็น“สมมุติสัจจะ” หากเมื่อใด ผู้นั้นไม่สามารถนำ“ความรู้”ที่เป็น“โลกุตระ”ออกมาเผยแพร่ให้คนอื่นภายนอกเริ่มรู้ร่วมเป็น“สมมุติสัจจะ” แล้วมีคนทำ“ปรมัตถธรรม”ของเขาได้ ผู้นั้นก็ยังไม่ชื่อว่า“ศิลปิน”เต็ม“ธรรมะ 2” เพราะยังไม่มี“โลกุตรธรรม”ครบ ก็ยังเป็นได้แค่ ผู้มี“ศิลปะโลกุตระ”สำหรับตนเท่านั้น จนกว่าจะเป็นผู้สืบทอด“โลกุตระ”ถ่ายทอด DNA หรือมีคนอื่นเปลี่ยน DNA ใน“จิตนิยาม”ของคนอื่นอีก ให้เกิด ต่อไปได้ ผู้นี้จึงจะชื่อว่า เป็น“ศิลปิน”เต็มตัว เป็นศิลปะโลกุตระ ครบสภาพ“ธรรมะ 2” เต็มรูปเต็มนาม
(3) “บุญ”กับ“กุศล”ประเด็นสำคัญยิ่ง ที่จะเป็นโลกุตระ “ศิลปะ”ต้องเป็น“ธรรมะ 2”(อิตถีภาวะ กับ ปุริสภาวะ หรือสมมุติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ)ที่มี“ความแตกต่างกัน”(ลิงคะ,เพศ) ไม่ว่าจะเป็น“สิ่งมี”ที่เล็กที่สุดละเอียดที่สุดแห่งที่สุด(ribonucleic) ก็สามารถเห็น“ความแตกต่าง”ของภาวะนี้ และจัดการ(อภิสังขาร)กับ“ธรรมะ 2”นี้ให้เป็น“ธรรมะ 1”ได้สำเร็จ(เอกสโมสรณาภวันติ) โดย“ธรรมะ 2” หรือ“ธรรมะมากมาย”นั้นอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนกัน(harmony) ผู้นี้แหละ คือ “ศิลปิน” ผู้งมงายอยู่แต่กับภาวะที่เป็น“ภพ”หรือ“ภาพ”ที่เป็น “อนาคต” ไม่หันเข้ามาหาความเป็น“ปัจจุบัน”ที่มี“ภาพ”แท้ มี“สัมผัส 6-อายตนะ 6-วิญญาณ 6”ศึกษา“ของจริง” ก็จะหลงงมอยู่แต่กับ“อนาคต”ที่มีทั้งหมดอยู่เพียง 44 ทิฏฐิเท่านั้น ไปตลอดกาลนาน ไม่มีทางบรรลุธรรมได้เลย และคำว่า“กุศล”นั้น หมายถึง สิ่งอาศัยพักพิงของชีวิต ได้แก่ ภาวะที่สบาย ภาวะที่เป็นสุข ภาวะที่เจริญก้าวหน้า เป็น“ภาวะที่มีอยู่ ไม่หายไปไหน” แม้มันจะกลายเป็นภาวะไม่สบาย ภาวะที่เป็นทุกข์ ภาวะที่เสื่อมไม่เจริญแล้ว มันก็ยังเป็นภาวะที่“มีอยู่” แต่เป็นความเสื่อมไป เรียกชื่อภาวะนี้ว่า “อกุศล” ภาวะนี้ยังไม่หายไปไหน เช่นกัน “บุญ”นั้นได้หลงผิดว่าเป็นสมบัติที่คนพึงสะสมมาไว้ ใส่ตน หอบหวง“บุญ” กอบโกย“บุญ” ให้แก่ตนมากๆฉันใด ก็แค่..กรรมสะสมความเป็น“กุศล”ใส่ตนฉันนั้น ..ก็ได้ แต่ยังไม่ได้“ฆ่ากิเลส” ยังไม่ใช่“บุญ” ..แค่“ได้ความดี” คุณมีเงินล้านหนึ่ง เอาให้คนอื่นไปคนอื่นเห็นภาพ แต่ใจคุณที่ไม่ได้ให้ คนอื่นไม่เห็นใจคุณ แต่ถ้าใจคุณให้ไปด้วยอย่างไม่เอาอะไรคืนเลย คุณจบสองเลย ให้ไปตรงๆ ไม่มีองศาโค้งกลับมาเลย จึงเป็นการให้อย่างบริสุทธิ์ที่สุดตรงที่สุด “กรรม”นั้นยังไม่ใช่“การกำจัด-การฆ่า” “กรรม”นี้ยังจะ“เอา” ยังไม่ใช่“กรรม”ที่เป็น“การฆ่า” นี่แหละ ผิด “ผิด” อย่างมหามหันต์ ผิดอย่างสำคัญมากในศาสนาพุทธ เพราะด้วยสัจจะที่จริง“บุญ”กับ“กุศล”มีนัยสำคัญที่แตกต่างกันอย่างลึกซึ้งมาก ลึกล้ำยิ่ง ..เห็นได้มั้ย? ผลของ“กุศล”นั้นคือ“มี”ภาวะที่ดี..ถึงดีได้อย่างยิ่งๆ ไม่จบ ไม่สิ้นสุด ยัง“มี”เพิ่มไปได้ตลอดกาลที่ทำ“กุศล” “กุศล”ก็ยิ่ง“มี”ในตนมากขึ้นๆๆๆๆๆ ได้เรื่อยไป เพราะ“กุศล”คือบรรดา“ทรัพย์-ศฤงคาร” ยิ่งทำยิ่งได้ “มากมี”ทับทวียิ่งๆขึ้น “มี”ในตนไปได้ยิ่งขึ้นๆ ไม่มีที่สุด แต่บุญนั้นมีที่สิ้นสุดคือ 0 แต่กุศลนั้นไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนคำว่า“บุญ”นั้นคือบรรดา“อาวุธฆ่าอกุศล-เครื่องประหารกิเลส” ยิ่งทำยิ่งลด “น้อยลงๆ”ตาม“ส่วนบุญ”(ปุญญภาคิยา)ที่ทำสำเร็จ ยิ่งสิ้นไป หมดเกลี้ยงเป็นที่สุด หากเป็นผู้“หมดบุญ”(ปุญญปริกฺขีโณ) เป็นผู้“หมดสิ้นบาปในตน” ก็เป็น“ผู้หมดสิ้นบุญสิ้นบาป”(ปุญญบาปปริกฺขีโณ) คนผู้นี้ก็หมดเรื่อง“บุญ”สำหรับตน ไม่ต้อง“ทำบุญ”อีก “กุศล”เมื่อ“ทำแล้ว”ได้สะสมเพิ่มขึ้น มีมากขึ้นๆๆ แล้วก็ทำ“กุศล”ต่อไป ก็ยิ่งมี“กุศล”มากยิ่งๆ ขึ้น ไม่มีที่จบสิ้น แต่“บุญ”นั้นเมื่อ“ทำแล้ว” กิเลสก็ลดละหน่ายคลาย ลดลงๆ หมดไปๆๆๆๆ จนที่สุด“บุญ”ก็หมดสิ้นไปจากตน เป็น“คนสิ้นบุญ”(อรหัตตผล) เป็น“ผู้สิ้นบุญสิ้นบาป”สนิท(ปุญญปาปปริกฺขีโณ) ผู้นี้ก็เป็น“อรหันต์” จบสิ้น จบกิจที่จะทำ เนื่องจากผลของ“บุญ”คือ“กำจัด”ภาวะนั้นๆออกไป เช่น กำจัด“บาป”หรือ“อกุศล” จนที่สุด“ภาะนั้นไม่มีเหลือเลย” ก็“จบกิจ” “จบกิจ”ก็เป็นอัน“หมดสิ้นบุญ”ไปเลย จบ