590513_พุทธศาสนาตามภูมิ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน ๗.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข3 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

590513 พุทธศาสนาตามภูมิ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน 7 พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2559 ที่บวรราชธานีอโศกมาดู sms กันก่อน Sms 12 พ.ค. 59 _0890499xxx ปวดเข่ามากแต่อยากไปอโศกรำลึกจะพยายามค่ะ คนห่างวัด _0893867xxx อานาปานสติ16 ขั้นคือการ มีสติรู้ลมหายใจเข้าออก ทุกขณะกำหนดรู้ได้ทุกอิริยาบถ!ปฏิบัติให้ได้สัมมัตตะ10 จึงจะได้ครบ ตามอัฏฐังคิกมรรค8 สมบรูณ์ ถูกไหม ? _อานาปานสติหากปฏิบัติได้จริงทุกการกระทำจะรู้ชัดถึงธรรม9 ตามี อนิจจฯ ทุกข ฯ อนัตฯ ธัมมัฎฐิฯ ธัมมนิยามฯ อิทัปปัจจัยฯ สุญญฯ ตถาฯ จนถึงอตัมมยตาด้วย ถูกไหม? อาตมา ว่า ...กระบวนการที่เราต้องใช้อานาอาปานะ ใช้รูป แต่ให้รู้นามธรรมข้างใน การใช้ลมหายใจไม่ได้แค่จ้องดูแค่ลมหายใจนะ สะกดอยู่แค่นั้น แต่หมายถึงว่าตราบเท่าที่คุณยังมีลมหายใจเข้าออกยังไม่ตาย อานาปานสติ 16 ขั้น คือตราบเท่าที่เรามีลมหายใจเข้าออก ประเด็นคือต้องมีความรู้ในธรรมะ 2 เช่น เช้า ออก มีลิงค มีความต่างกันนะ สอง สั้น กับยาว ก็ต่างกัน เราต้องเรียนรู้ความต่างในมุมเหลี่ยมต่างๆ แล้วทำให้สองนี้เป็นหนึ่งได้ทุกๆ ความต่าง นี้คือประเด็นสำคัญ ที่จะต้องใช้ กับธรรมะสอง ที่คุณสัมผัสแล้ว เป็นประเด็นขัดแย้งขึ้นมา ก็จัดการให้เป็นหนึ่งให้ได้ นั่นคือเป้าหมายที่ถูกต้อง ในความหมายต่างๆ 16 ลักษณะ เข้าสั้นยาว ออกสั้นยาวก็กินไปหลายนัยแล้ว แล้วประเด็นที่ต้องกระทำให้ชัดแท้ก็อยู่แค่ จะต้องอ่านทางจิตและทำจิตเลย ทำจิตให้เป็น ประเด็นเป้าหมายก็คือ เห็นกิเลส ในรูปจะเป็นยาว หรือสั้น จะเป็นเข้าหรือออก แล้วเราก็รู้นัยสำคัญว่า ไปหาเบา เรียกว่า ให้มันระงับ ให้มันปัสสัมภยัง (รำงับ) ให้รู้ว่ามีอาการจิต ปีติ หรือสุข ก็ดี ปีติเป็นยินดีแรง ก็ทำให้เบาลงสงบลงเป็นอุปสโมสุข เป็นปฏิสังเ

อ่านต่อ

วทีขึ้นมา ก็ให้รู้ความต่างหนักกับเบา แรงกับเบาก็ต่าง เราก็ไปหาความเบาหรือลหุ เรียกว่าในวิการ ให้ลหุ หรือเบาลง มีมุทุ กัมมัญญา เอามาใช้งาน ต้องเปลี่ยนทั้งเจโตและปัญญาเร็วไวคล่องแคล่ว ให้ออกไปสู่จิตสังขารัง เมื่อทำให้เบาลงได้ ปัสสัมภยังจิตตังลงได้ จนถึงขั้นเบาที่สุด อยู่ในลักษณะไม่ห่อเหี่ยวแต่ก็สดชื่นเบิกบานได้คุณก็พอใจ สันโดษ ใจพอ ทำได้อย่างไม่วอกแวกไม่เปลี่ยนแปลง ตั้งมั่น สมาทหังจิตตังส่วนอื่นที่กระทบก็ปล่อยได้ วิโมจยังจิตตัง มันจะแรงหรือเบาก็รู้ แต่ไม่ให้มีอำนาจอะไรกับเราได้ ก็จะตามรู้ตั้งแต่ นี่อันท้ายเลย คืออนิจจัง อสุภะ นิโรธ ทำมาตั้งแต่ความไม่คงที่ ไม่เที่ยงแท้ไม่ค่อยอยู่หมัดไม่ค่อยเก่ง จนเก่งขึ้นๆ ผ่านความไม่เที่ยงให้เที่ยงขึ้น ก็จะรู้ว่าลักษณะใจเราที่ไม่เที่ยงเป็นอย่างไร แล้วเราจะทำให้ใจเราเที่ยง โดยไม่หวั่นต่อสิ่งแวดล้อมมากระทบเราก็ทำได้ ที่ไม่เที่ยงไม่สำเร็จก็ค่อยหายไปจางไป มีวิราคานุปัสสี จนเข้าที่ เที่ยง ดับสิ่งที่ดุ๊กดิ๊ก ให้นิ่งตั้งมั่น แข็งแรง เรียกว่าฐีติ ตั้งมั่น มีนิโรธสนิท เป็นลักษณะแข็งแรง ตกผลึกไม่เปลี่ยน อาการต่างๆ เป็นนามธรรม แต่อาตมาสื่อยังไม่ครบ แต่พวกเราเข้าใจ จนแข็งแรงปึกเลยนะ จนคุณจะรู้ตัวเองว่าสุดยอด ได้ทบทวนทำปฏินิสสัคคะ เราไม่ทำฐานอยู่แดนนรก แต่เราทำอยู่แดนสวรรค์ แต่เราก็ไม่เอาสวรรค์ไม่ติดสวรรค์เลย แต่อยู่ตรงนั้นได้ใครจะทำไม แต่ก็อยู่มันตรงนี้แหละสวรรค์จะทำอะไรเราได้ นี่คือเอาพยัญชนะใช้งานได้ คุณทำไปก็จะเข้าใจสภาวธรรมได้ นี่คืออานาปานสติ 16 ขั้น ในทุกอิริยาบถ ทุกกาละสิ่งแวดล้อมทั้งหลายก็ทำได้หมด ปฏิบัติให้ได้สัมมัตตะ 10 คือ มรรค 8 ผล 2 ปฏิบัติตามเหตุคือมรรค มีผลอีก 2 คือวิชชาและวิมุติ ก็ได้ครบ สัมมัตตะ 10 อัฏฐังคิกมรรค 8

_0836592xxx กำลังติดตามชมอยู่ที่ อ.พระพุทธบาท สระบุรี ด้วยความตั้งใจครับ _0897146xxx Suparconcentration แปลว่าอะไร สะกดถูกไหมครับ ตอบ...ถูกต้อง

_0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมาธิปไตย ถ้าปท.ไทย มีปชต.โดยธรรมแบบนี้จะได้พหุชนหิตายะ สุขายะ โลกานุฯ สังคมคงเจริญด้วยปริสุทธา จนถึงปภัสรา คงเป็นคุณวิเศษแก่สากลโลกด้วย! ฝันไกลไปไหมหนอ? ตอบ..ต้องมีปัญญาอยู่เหนือโลกเหนืออัตตา มีอำนาจโดยธรรม คนก็จะยอมให้โดยไม่มีการบังคับกดขี่เป็นอำนาจสูงสุดแล้ว ถ้าประเทศไทยมี ปชต.โดยธรรมแบบที่ว่า ก็ได้ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) แน่นอน จิตมีคุณสมบัติอุเบกขา 5 อย่างมีความละเอียดเกินกว่านิวเคลียร์ฟิสิกส์อีก เป็นพลังงานความสงบ สยบ พลังรุนแรงลูกระเบิดได้เลยเป็นปาฏิหาริย์เกินเชื่อได้เลย พากเพียรทำกัน ร่วมมือกันพิสูจน์ความจริงไป _ 0896098xxx กราบพ่อท่านคะลูกมีความเข้าใจว่าเส้นทางที่ปฎิบัติไปสู่การพ้นทุกข์นั้นมีหลายวิธีใช่หรือเปล่าคะขึ้นกับจริตของแต่ละคนที่สร้างสมกุศลมาไม่ ตอบ...ก็ขอตอบยืนยันว่าหลายทางไม่มีหรอก มีเส้นทางเดียว เส้นทางพ้นทุกข์ของพระพุทธเจ้าคือทางเดียว มีหลายทางคือคุณมาทางนี้ไม่ได้ก็ตีกินไปทางโน้นนี้นั่น ทางอื่นก็เป็นของมัน คนที่มาทางนี้ไม่ได้เขาก็มาไม่ได้ เป็นฐานที่ไม่เวไนย ยังอเวไนย ก็เท่านั้นเอง ถ้าเข้ามาได้แล้วมีทางเดียว ไม่มีแยกเป็นทฤษฎีอื่นหรอก ที่ประกาศสำคัญอยู่ที่โพธิปักขิยธรรม 37 นี้ รวมเป็นโพชฌงค์7 มรรค 8 สรุปเป็นไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา สั้นสุดสองนัยก็ศีลกับปัญญา

จากไลน์ @boonniyomtv _ กราบนมก.พ่อท่าน พวกเค้าไม่กล้ามายุ่งกะอโศกพวกเราแน่แท้ค่ะ เพราะพวกเค้าจะเอาแต่รวยๆๆยังมีโลกีย์เต็มๆ และสำคัญที่รับไม่ได้แน่แท้คือไม่อยากจนและกลัวจนด้วย กลัวมากๆๆด้วย ถ้ามาสัมผัสพวกเรา พวกเค้าจะรู้สึกอายตนเองความรับผิดชอบชั่วดี มโนสำนึกมีอยู่ แล้วจะเสียท่าท่านพ่อ...ฮาๆๆ.. แฟนคลับข้างนอกยังมีอยู่ตรึมเจ้าค่ะ ยังเข้าไม่ถึงวงใน ได้แต่อยู่วงนอก..อิอิ..เป็นกำลังกายและกำลังใจเสมออยู่ไม่ห่างท่านเจ้าค่ะ.... วันนี้ได้รับฟังเรื่องญาณ16 ท่านพ่ออธิบายได้รวบรัดดีมาก แต่ติดข้องใจเรื่องญาณ73 เพิ่งจะได้ยินเป็นครั้งแรก งงๆ เลยค่ะ เพราะไม่เคยรู้หรือได้ฟังมาก่อนเลยในชีวิต ท่านพ่อกล่าวเกริ่นไว้อย่างนี้...คาดว่าคงมีคนหูผึ่ง....เฝ้าคอยอยากฟังด้วยแน่ๆๆ...อิอิอิ... วันนี้โยมดีใจที่เห็นท่านพ่อเบิกบาน...สาธุเจ้าค่ะ อาตมา ว่า..ในพระไตรฯ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น มาติกา[0] 1 ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว เป็นสุตมยญาณ [ญาณอันสำเร็จมาแต่การฟัง] 1 2 ปัญญาในการฟังธรรมแล้ว สังวรไว้ เป็นสีลมยญาณ [ญาณอันสำเร็จมาแต่ศีล] 1 3 ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ดี เป็นภาวนามยญาณ[ญาณอันสำเร็จมาแต่การเจริญสมาธิ] 1 4 ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็นธรรมฐิติญาณ [ญาณในเหตุธรรม] 1 5 ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลาย ทั้งส่วนอดีตส่วนอนาคตและส่วน ปัจจุบันแล้วกำหนดไว้ เป็นสัมมสนญาณ [ญาณในการพิจารณา] 1 6 ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรมส่วนปัจจุบันเป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ [ญาณในการพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม]1 7 ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความแตกไป เป็นวิปัสนาญาณ[ญาณในความเห็นแจ้ง] 1 8 ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นภัยเป็นอาทีนวญาณ[ญาณในการเห็นโทษ] 1 9 ปัญญาในความปรารถนาจะพ้นไปทั้งพิจารณาและวางเฉยอยู่ เป็นสังขารุเบกขาญาณ 1 10 ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอก เป็นโคตรภูญาณ 1 11 ปัญญาในการออกและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ 1 12 ปัญญาในการระงับประโยคเป็นผลญาณ 1 13 ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ 1 14 ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณ 1 15 ปัญญาในการกำหนดธรรมภายใน เป็นวัตถุนานัตตญาณ [ญาณในความต่างแห่งวัตถุ] 1 16 ปัญญาในการกำหนดธรรมภายนอก เป็นโคจรนานัตตญาณ [ญาณในความต่างแห่งโคจร] 1 17 ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็นจริยานานัตตญาณ [ญาณในความต่างแห่งจริยา] 1 18 ปัญญาในการกำหนดธรรม 4 เป็นภูมินานัตตญาณ [ญาณในความต่างแห่งภูมิ] 1 19 ปัญญาในการกำหนดธรรม 9 เป็นธรรมนานัตตญาณ [ญาณในความต่างแห่งธรรม]1 20 ปัญญาที่รู้ยิ่ง เป็นญาตัฏฐญาณ [ญาณในความว่ารู้] 1 21 ปัญญาเครื่องกำหนดรู้เป็นตีรณัฏฐญาณ [ญาณในความว่าพิจารณา] 1 22 ปัญญาในการละ เป็นปริจจาคัฏฐญาณ [ญาณในความว่าสละ] 1 23 ปัญญาเครื่องเจริญเป็นเอกรสัฏฐญาณ[ญาณในความว่ามีกิจเป็นอันเดียว] 1 24 ปัญญาเครื่องทำให้แจ้ง เป็นผัสสนัฏฐญาณ[ญาณในความว่าถูกต้อง] 1 25 ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอัตถปฏิสัมภิทาญาณ 1 (เห็นความต่างแต่ก็จัดสรรให้ต่างนี้อยู่กันได้อย่างลงตัว) 26 ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ 1 27 ปัญญาในความต่างแห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ 1 28 ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ 1 29 ปัญญาในความต่างแห่งวิหารธรรม เป็นวิหารัฏฐญาณ [ญาณใน ความว่าธรรมเครื่องอยู่] 1 30 ปัญญาในความต่างแห่งสมาบัติเป็นสมาปัตตัฏฐญาณ [ญาณใน ความว่าสมาบัติ] 1 31 ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็นวิหารสมาปัตตัฏฐญาณ [ ญาณในความว่าวิหารสมาบัติ] 1 32 ปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็น เห ตุ ไม่ให้ฟุ้งซ่าน เป็นอานันตริกสมาธิญาณ [ญาณในสมาธิอันมีในลำดับ] 1 ทัสนาธิปไตย ทัสนะมีความเป็นอธิบดี วิหาราธิคม คุณเครื่องบรรลุ คือวิหารธรรมอันสงบและปัญญาในความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในผลสมาบัติอันประณีต เป็นอรณวิหารญาณ[ญาณในวิหารธรรมอันไม่มีกิเลสเป็นข้าศึก] 1 ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยพละ 2 ด้วยความระงับสังขาร 3 ด้วยญาณจริยา 16 และด้วยสมาธิจริยา 9 เป็นนิโรธสมาปัตติญาณ [ญาณในนิโรธสมาบัติ] 1 ปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลสและขันธ์ของบุคคลผู้รู้สึกตัว เป็นปรินิพพานญาณ 1 ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในการตัดขาดโดยชอบและในนิโรธ เป็นสมสีสัฏฐญาณ [ญาณในความว่าธรรมอันสงบและธรรมอันเป็นประธาน] 1ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา สภาพต่างๆ และเดชเป็นสัลเลขัฏฐญาณ [ญาณในความว่าธรรมเครื่องขัดเกลา] 1 ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่ส่งไป เป็นวิริยารัมภญาณ 1 ปัญญาในการประกาศธรรมต่างๆ เป็นอรรถสันทัสนญาณ [ญาณในการเห็นชัดซึ่งอรรถธรรม] 1ปัญญาในการสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียวกันในการแทงตลอดธรรมต่างกันและธรรมเป็นอันเดียวกัน เป็นทัสนวิสุทธิญาณ 1 ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น เป็นขันติญาณ 1 ปัญญาในความถูกต้องธรรมเป็นปริโยคาหนญาณ [ญาณในความย่างเข้าไป] 1 ปัญญาในการรวมธรรมเป็นปเทสวิหารญาณ [ญาณในวิหารธรรมส่วนหนึ่ง] 1 ปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดีเป็นสัญญาวิวัฏฏญาณ [ญาณในความหลีกไปด้วยปัญญาที่รู้ดี] 1 ปัญญาในธรรมเป็นเหตุละความเป็นต่างๆ เป็นเจโตวิวัฏฏญาณ [ญาณในการหลีกออกจากนิวรณ์ด้วยใจ]1 ปัญญาในการอธิษฐาน เป็นจิตตวิวัฏฏญาณ [ญาณในความหลีกไปแห่งจิต] 1 ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า เป็นญาณวิวัฏฏญาณ [ญาณในความหลีกไปด้วยญาณ] 1 ปัญญาในความสลัดออกเป็นวิโมกขวิวัฏฏญาณ[ญาณในความหลีกไปแห่งจิตด้วยวิโมกข์] 1 ปัญญาในความว่าธรรมจริงเป็นสัจจวิวัฏฏญาณ [ญาณในความหลีกไปด้วยสัจจะ] 1 ปัญญาในความสำเร็จด้วยการกำหนดกาย [รูปกายของตน] และจิต [จิตมีญาณเป็นบาท]เข้าด้วยกัน และด้วยสามารถแห่งความตั้งไว้ซึ่งสุขสัญญา [สัญญาประกอบด้วยอุเบกขาในจตุตถฌานเป็นสุขละเอียด] และลหุสัญญา [สัญญาเบาเพราะพ้นจากนิวรณ์และปฏิปักขธรรม] เป็นอิทธิวิธญาณ [ญาณในการแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ]1 ปัญญาในการกำหนดเสียงเป็นนิมิตหลายอย่างหรืออย่างเดียวด้วยสามารถการแผ่วิตกไป เป็นโสตธาตุวิสุทธิญาณ [ญาณอันหมดจดแห่งโสตธาตุ] 1 ปัญญาในการกำหนดจริยาคือ วิญญาณหลายอย่างหรืออย่างเดียว ด้วยความแผ่ไปแห่งจิต3 ประเภท และด้วยสามารถแห่งความผ่องใสแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นเจโตปริยญาณ [ญาณในความกำหนดรู้จิตผู้อื่นด้วยจิตของตน] 1 ปัญญาในการกำหนดธรรมทั้งหลายอันเป็นไปตามปัจจัย ด้วยสามารถความแผ่ไปแห่งกรรมหลายอย่างหรืออย่างเดียว เป็นบุพเพนิวาสานุสสติญาณ [ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้] 1 ปัญญาในความเห็นรูปเป็นนิมิตหลายอย่างหรืออย่างเดียว ด้วยสามารถแสงสว่าง เป็นทิพจักขุญาณ 1 ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ 3 ประการ โดยอาการ 64 เป็นอาสวักขยญาณ[ญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย] 1 ปัญญาในความกำหนดรู้ เป็นทุกขญาณ 1 ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งควรละละเป็นสมุทยญาณ 1 ปัญญาในความทำให้แจ้ง เป็นนิโรธญาณ 1ปัญญาในความเจริญ เป็นมรรคญาณ 1 ทุกขญาณ [ญาณในทุกข์] 1 ทุกขสมุทยญาณ [ญาณในเหตุให้เกิดทุกข์] 1 ทุกขนิโรธญาณ[ญาณในความดับทุกข์] 1 ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ [ญาณในข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับทุกข์] 1 อรรถปฏิสัมภิทาญาณ 1 ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ1 นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ 1 ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ 1 อินทริยปโรปริยัติญาณ[ญาณในความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย] 1 อาสยานุสยญาณ[ญาณในฉันทะเป็นที่มานอนและกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย] 1 ยมกปาฏิหิรญาณ [ญาณในยมกปาฏิหาริย์] 1 มหากรุณาสมาปัตติญาณ 1สัพพัญญุตญาณ 1 อนาวรณญาณ 1 ญาณเหล่านี้รวมเป็น 73 ญาณ ในญาณทั้ง 73 นี้ ญาณ 67[ข้างต้น] ทั่วไปแก่พระสาวก ญาณ 6 [ในที่สุด] ไม่ทั่วไปด้วยพระสาวกเป็นญาณเฉพาะพระตถาคตเท่านั้น ฉะนี้แล ฯ จบมาติกา ใน 6 ญาณสุดท้ายนี้อาตมาไม่มีสภาวะหรอก เพราะเป็นญาณของพระพุทธเจ้า อาตมาไม่อาจหยั่งรู้อินทรีย์พละของแต่ละคน ถ้าได้แล้วอาตมาจะช่วยคนได้อีกเยอะเลย แต่อาตมาก็ได้เท่านี้ทนเอาหน่อยเนอะ คนสุดท้ายนี้เรียกว่า ท่านพ่อ คงเป็นคนใหม่ส่งข้อความมา ที่จริงอาตมาเบิกบานตลอดนะ ตอนหมอพจน์อาตมาก็บอกว่า ไม่รู้สึกว่าตนเองมีความเครียดเลยนะ อาการมันเป็นอย่างไร ไม่เคยมี หมอก็งงๆ อย่างอาตมาเผยแพร่อาตมาก็มั่นใจ สัญญา ย นิจจานิของอาตมา ก็มั่นใจในความรู้ความเข้าใจ ทั้งปฏิภาณไหวพริบ รวมกันแล้วเป็นองค์รวมสอดคล้องสมาน ติดต่อได้หมด อาตมาไม่มีปัญหามีแต่ปัญญา เลิกคบหากับเจ้าปัญหา ไม่ตัน ก็เลยไม่ต้องหา ตัณหาไม่มี ถ้ามันตันมันต้องหาทางแต่นี่ไม่ตันนะ สิ่งที่อาตมายืนยันยืนหยัด ก็เผยแพร่ไป แม้มีน้อย เป็นสมมุติสัจจะที่คนหมู่น้อยยอมรับ ร่วมด้วย มีน้อยก็ตาม แต่มันเป็นคุณวิเศษสิ่งประเสริฐจริงไม่เป็นพิษภัยกับใครมีแต่ประโยชน์คุณค่าแล้วเป็นประโยชน์คุณค่าที่ลึกด้วย เผยแพร่ความจนนี่เป็นคุณค่าประโยชน์วิเศษเลย จนอย่างมีคุณค่าสมรรถนะมีน้ำใจแจกจ่าย จนไม่ได้ขาดแคลนจนอย่างอุดมสมบูรณ์มากที่สุดโทรมเสื่อมเสียอะไร เป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่า สมมุติโลกทั้งโลกมีเงินอยู่ 100 บาทถ้าคุณเองคุณเห็นแก่ส่วนมากก็พยายามจะดึงไปเป็นของคนทั้งร้อยบาทส่วนอีกคนหนึ่งบอกว่าไม่ยากหรอกเอาศูนย์ไม่มีเลยให้เขาเอา 100 นี้ไปง่ายๆสบายสบายไม่ต้องแย่งต้องชิง ส่วนถ้ามีคนอื่นอยากจะแย่งไปอีกก็แย่งกันไปส่วนเราสูญแล้ว 100 บาทนี้มี 3 คน 5 คนอื่นก็แย่งกันไป เรามักน้อยจนเหลือศูนย์ได้ก็ไม่ต้องแย่งต้องชิงแล้วขยันมีสมรรถนะมีความสามารถที่จะทำสิ่งที่ต้องอาศัยสิ่งที่เป็นปัจจัยชีวิตเราก็ทำได้ก็ทำไปวันเวลานี้คนละ วันละ 24 ชั่วโมงก็ทำสร้างสรรค์ให้แก่โลก ยิ่งมารวมกันก็เป็นผลผลิตเป็นสิ่งที่เกิดจากแรงงานสร้างสรรค์ให้แก่มวลมนุษยชาติสุดยอดแห่งเศรษฐศาสตร์แล้วมีเศรษฐกิจที่เราทำด้วยว่าเศรษฐกิจที่ประเสริฐ เป็นการกระทำที่ประเสริฐของมนุษยชาติโลกต้องการอันนี้แต่เขายังเข้าไม่ถึงความอยากได้ที่จะต้องแบ่งส่วนมาให้แก่เราหมู่ของเรามันอย่างมากอยู่มันจึงเกิดการแย่งไปแบ่งออกจากของคนอื่น เขาแบ่งเอามานะไม่ได้แต่งให้แต่นี้เรามีพอแล้วก็แบ่งให้เขาถ้ามันยังไม่พอก็เชือดเนื้อเถือหนังเราเองเราก็อยู่ไม่นานเราก็จะตายก็ไม่สมบูรณ์ แต่เราจะเชือดเนื้อเถือหนังตัวเองแบ่งแจกก็ไม่มีปัญหา ความเป็นสัญญา ถ้ามี“สมมุติสัจจะ” และมี“ปรมัตถสัจจะ”ด้วย เป็น“ธรรมะ 2” หรือไม่มีแค่เราเดียวๆ โดดๆ เท่านั้น แต่มีผู้อื่น“ร่วมรู้”(สมมุติ) ด้วย เริ่มตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ยิ่งมากคนเท่าใดยิ่งเป็น“สมมุติ”ที่แท้ยิ่งจริงจังเท่านั้นๆ “สมมุติ”จึงจะชื่อว่า จริงกับโลก หากมีแค่“ปรมัตถ์”ก็จริงแต่เฉพาะเรา ชื่อว่า อัตตา หากมีภายนอก และคนอื่นด้วย จึงจะกล่าว“จริง”นั้นว่า “สัจหรือสัจจะ”กับโลกเขาได้ ยิ่งมี“ทรงอยู่จริง-ตั้งอยู่” ณ บัดนั้น ก็ยิ่งชื่อว่า“สัจธรรม” แต่ถ้ามีแค่“ในตัวเราเดียวๆ”มันจะจริงอะไร อย่างไร กับใครเขาได้เล่า!!! คุณเอง ก็จริงอยู่แต่เดี่ยว เดียวดาย ไป

ทีนี้เรื่อง “3 ศึกษา” คือ ไตรสิกขานั้น จะเป็น ทาน-ศีล-ภาวนา ก็ตาม หรือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา ก็ดี ซึ่งเราจะได้ปฏิบัติ“ไตรสิกขา”เต็มสภาพจริงแท้ รู้แจ้งเห็นจริง“อาการ”ที่มีอยู่จริง เป็นอยู่จริงทั้งหลายของ“รูป”กับ“นาม” ก็ต้องประกอบด้วยภายนอกและภายในเสมอ มีเรา-มีเขาด้วย จึงจะยืนยัน“จริง” ว่า “จริง”(สัจจะ)ได้แท้แน่ยิ่งๆๆๆๆๆ ยิ่งขึ้นๆๆๆ ดังนั้น การปฏิบัติ ถ้าไม่สามารถ“สัมผัสสัตว์”ทั้งหลายที่เราจะได้ปฏิบัติจริง ว่า เรายัง “ใจคิดจะทำร้ายสัตว์นั้น” อยู่หรือไม่? ตาม“ศีล” ข้อ 1 ด้วยสมมุติ และปรมัตถ์ “จริง”(สัจจะ) มันก็ไม่ครบ ต้องมี แล้วเราจึงจะได้ปฏิบัติ“ไตรสิกขา” ตามการศึกษาของพุทธ บริบูรณ์ครบ“การศึกษา 3” ของพุทธ แล้วเราจะได้รู้ว่า โอ..“จิตใจ”ยังมี“โกรธ” ยังมี“โลภ” ยังมี“หลง”อยู่ ในขณะที่มี“สัมผัสภาวะนั้นๆ จริง” แล้วก็อ่าน“จิตใจเราก็กำลังเกิดอาการนั้นๆ (ที่เป็นกิเลสให้เราเห็นได้)อยู่จริงเห็นมั้ย ว่าแตกต่างกัน มีภาวะที่“สัมผัส”อยู่หลัดๆ ปัจจุบันนั้น กับภาวะที่“ไม่มีสัมผัส” ดังนั้น “การหลับตา”ปฏิบัติ จึง“ผิด”แท้ๆ ซึ่งหลงผิดว่า สะกดจิตอย่างนี้แหละ คือการปฏิบัติที่ตรงแล้วตามหลัก“ไตรสิกขา”ของพุทธ หรือเป็น“การทำสมาธิ”ของพุทธ แล้วจะเกิดปัญญา-เกิดวิมุติ บรรลุนิพพานไปโน่น อาตมาก็ขอบอกด้วยความเกรงใจจริงๆ เพราะในวงการศาสนาพุทธ ต่างเข้าใจกันว่า ต้อง“หลับตา”อย่างนี้กันทั้งนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ทุกอย่างจะผุดเกิดขึ้นมาเอง..เอง ก็ขอยืนยันว่ามัน“ผิด” ..ผิดจริงๆ ไม่มีอะไรเกิดเอง ทุกอย่างมาแต่เหตุเพราะการปฏิบัติด้วยวิธีแบบนี้ ไม่ใช่การศึกษาฝึกฝนอบรม โดยมี“การเล่าเรียน”หรือฝึกฝนชนิดที่มี“การวิจัย”(analysis) ตรงตามพระพุทธวจนะว่า“ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์”เลย มันมีแต่“การสะกดเข้าไปๆๆๆ”(hypnosis) การปฏิบัติธรรมแบบที่ชาวพุทธทุกวันนี้ส่วนใหญ่เข้าใจ“ผิด”ไปดังว่านี้ และปฏิบัติกันอย่างเป็นจริงเป็นจังอยู่ทั่วไปในสังคม ในโลกทั้งโลก ปัจจุบันนี้ อย่างนี้จริงๆ คือ หยุดอิริยาบถภายนอกหมดเลย แล้วก็“สะกดจิต”ของตนเข้าไปให้อยู่ในอิริยาบถ“นิ่งๆ,หยุดๆ,หดๆ,ข้นๆ,ขดๆ,คู้ๆ,แข็งๆ,ก้อนๆ,ทึบๆ” (สมถะ,ฆนะ) เมื่อภายนอกไม่เคลื่อนไหวกิริยาใดเลยแล้ว จึงเข้าไป“สะกดจิต”ภายในให้“นิ่งๆ, หยุดๆ,หดๆ,ข้นๆ ฯลฯ”อีกที ฉะนี้แล คือ วิธีปฏิบัติธรรมในแบบทำอิริยาบถให้หยุดตะพึด “สะกดจิต”(hypnotize) เข้าไปๆๆๆๆเพียงถ่ายเดียว ตามที่นิยมยินดี(ฉันทะ)กันแพร่หลายดกดื่นอยู่ในยุคปัจจุบัน ณ ลมหายใจเฮือกนี้ ซึ่งแตกต่างกันคนละทิศกับแบบ“วิจัย”(analyze) ไปคนละมิติ อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ศาสนาพุทธเข้าใจทั้ง“การสะกด”ที่ต้องใช้ให้ถูกสภาวะ-ถูกโอกาส-ถูกขนาดนั้นๆ เป็นต้น ครบตาม“สัปปุริสธรรม 7 และมหาปเทส 4” และมีทั้ง “การวิจัย”ที่ต้องใช้ให้ถูกสภาวะนั้นๆ แม้ที่สุดภาวะ“นิโรธ”คือภาวะที่“สมมุติสัจจะ”กันว่า “ความดับ”การศึกษาต้องชัดเจน และลึกเข้าไปถึงความเป็น“ปรมัตถสัจจะ”อีกด้วยว่า เมื่อใดหมายเอา“จิตดับ”นั้น “ดับ”แค่ความรู้สึกบางส่วน(เทฺว ธัมมา ทฺวเยนะ เวทนายะ เอกสโมสรณาภวันติ,ปุงลิงค์ = แบบธรรมวิจัย,วิปัสสนา) ซึ่งแตกต่างกับ“ดับ”ความรับรู้ไปหมด ให้มืดดำไปทั้งจิต(กิณหะ, กัณหะ) ไม่มีแสงสว่างใดเลย(สุภกิณหพรหม = แบบสะกดเอา,สมถะ) และอย่างไร คือ “ดับ”สลาย“ความเป็น”เช่นนั้นไปอย่างสิ้นซาก (ปรินิพพานเป็นปริโยสาน,จิตตัสสะเภทา) ไม่มีส่วนใดเหลือเป็น“อัตภาพ”ของตนเหลืออีกเลย ถาวรตลอดไป ศาสนาพุทธแยกแยะได้ละเอียดชัดเจน-คม-แม่น-ลึก-ตรง-บาง-เบา-เร็ว-ช้า สัมบูรณ์ อรหันต์ดับได้เกิดได้ ทำอุปจยะ(เกิด) จะให้ต่อ สันตติ หรือจะให้หยุด ชรตา หรืออนิจจตาได้ เอาเครื่องวัดพระอรหันต์ เครื่องมือสมัยใหม่ ที่พอท่านจะปรินิพพานก็ดับพลังงานได้สนิท แต่ฤาษีก่อนตายก็ดับสันตติ อุปจยะ ได้เท่าที่เขาทำได้แต่จะไม่ได้ล้างอนุสัยหรอก เขาตัดอุปจยะหรือสันตติในปัจจุบันได้เครื่องมืออาจวัดของฤาษีได้ดีกว่าด้วยแต่ว่าไม่ได้เป็นหลักว่าเป็นอรหันต์ อรหันต์จะอนุโลมใช้กับภาวะปัจจุบันได้พอเหมาะ เป็นกัมมัญญตา เป็นการงานอันชอบแล้วไม่เป็นโทษภัยมีแต่คุณค่าประโยชน์เป็นการทำงานอย่างมีภูมิปัญญาไม่โมเม มั่ว จะต้องทำให้เพชรพุทธนั้นปรากฏในโลก แล้วสืบเชื้อ DNA นี้กันต่อไป...สาธุ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน