590510_พุทธศาสนาตามภูมิ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน ๖.docx
เนื้อหาในไฟล์
590510 พุทธศาสนาตามภูมิ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน 6 พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม 2559 ที่บวรราชธานีอโศกอีกไม่กี่วันก็มิถุนายนวันที่ 5 มิถุนายนเป็นวันคล้ายวันเกิดอาตมาปีนี้รู้สึกว่างานอโศกรำลึกจะดูคึกคักมีเพื่อนรุ่นพี่เรียนกันมาก็จะไปกันหลายคน อาตมามีเพื่อนหลายรุ่น เพราะเรียนม.6 สองปี รร.เบญจมะฯนี่แหละ ไปม.7 ม.8 ก็อยู่อีก 3 ปี เรียนเพาะช่างอีก 5 ปี มีเพื่อนเหลือ ที่เพาะช่างหลายคนอยู่ เพื่อนม.8 คนล่าสุดที่เจอคือ พล.อ.อ. วิรัติ กิจจาธร นอกนั้นก็หายไปมากแล้ว ตอนนี้เพื่อนเพาะช่างก็นัดกันจะไปหาอาตมา เพื่อนเพาะช่างรุ่นเขียนจม.ส่งไลน์มาให้อาตมา…. 29/212 เมืองทองธานี ซอย 8 ถนนแจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120 โทร. 0-2503-2668-9, 08-6539-9745 6 พฤษภาคม 2559 เพื่อนเพาะช่างรุ่น 2496-2500 ที่รักและคิดถึง ขอเชิญเพื่อนๆ ไปพบปะสังสรรค์กันในวันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน 2559 เวลา 10.30-14.00 น. ที่พุทธสถานสันติอโศก ถนนนวมินทร์ เนื่องจากพระโพธิรักษ์อยากพบพบเพื่อนร่วมรุ่น เพราะไม่ได้พบกันหลายปีแล้ว ในวันที่ 5 มิถุนายนนี้เป็นวันเกิดของท่านและมีงาน “อโศกรำลึก” ด้วย ขอเล่าคราวที่แล้วที่เราพบปะสังสรรค์กันที่ห้องอาหารราชตฤณมัยสมาคม เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2558 ซึ่งผ่านมาปีกว่าแล้ว มีเพื่อนๆ ไปร่วมงาน 19 คน คือ สำเริง พันธุ์สนิท พ.อ.ศักดา ประจุศิลป อัมพร อินทร์พรหม คุณหญิงเพ็ญศรี ไชยยงค์ ประจวบ ลัดดา วัจนะรัตน์ ศศิธร สุธรรมชัย มลิวัลย์ สมพงษ์ สิทธิสมาน สมจิต ใจดี สว่าง ธีระวุฒิ พ.อ.บรรลือ น้อยใจรักษ์ นิเทส นรพัลลภ ยุพาพรรณ แท่นนิล เพียรผจง ไชยชาญ นงนุช ชูเดช ศรีนายก ศโรภาส แน่งน้อย ชินชนะโชคชัย และหวน พินธุพันธ์ เราเก็บเงินคนละ 400 บาท หลังจากจ่ายเป็นค่าอาหารและให้รางวัลเจ้าหน
อ่านต่อ
้าที่แล้วยังเหลือเงินอีก 1200 บาท ได้มอบให้ชมรมเพาะช่างรุ่นหลังคาจาก (ซึ่งมี พ.อ.ศักดา ประจุศิลป เป็นประธานชมรมฯ) ทั้งหมด ขอเล่าเรื่องเพื่อนของเราเท่าที่ทราบ มีเพื่อนที่ถึงแก่กรรมแล้วอีก 3 คน คือ ศิริศิลป์ (หล่อ) ขอพรกลาง รัตนา ดารารัตน์ และอุบลรัตน์ รัตนพงษ์ ส่วนเพื่อนบางคนที่ยังเจ็บป่วยอยู่ คือ อรุณ ภุมรินทร์ บังอร ทิพยสูตร พ.อ.ประสาร ภู่ทรัพย์ ประดิษฐ์ บุญคุ้ม นงนุช ชูเดช ซึ่งไปไหนมาไหนไม่สะดวกแล้ว เพื่อนที่ลำบากมากหน่อยคือ นงนุช ชูเดช ผมได้โทรปรึกษาศศิธร สุธรรมชัย ให้ส่งเงินที่เหลือจากการพบปะสังสรรค์เมื่อหลายปีมาแล้วจำนวน 1000 บาทเศษ ไปช่วยเหลือเป็นค่ารักษาพยาบาล นงนุช ชูเดช ด้วย ดังนั้นในวันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน 2559 นี้ ถ้าเพื่อนยังแข็งแรง พอไปไหนมาไหนได้ ขอให้ไปพบปะสังสรรค์กันหน่อย ทั้งยังจะได้นมัสการพระโพธิรักษ์ด้วย เพราะปีต่อไปอาจไปไม่ไหวเหมือนกับเพื่อนบางคนที่กล่าวมาแล้ว ถ้าไปไม่ได้จริง ๆ ก็ส่งข่าวให้ทราบด้วยก็ดีว่าอยู่ดีมีสุขหรือเจ็บป่วยอย่างไร ถ้าตัวเองส่งข่าวไม่ได้ก็ให้ลูกหลานส่งข่าวแทนก็ได้ โดยโทรศัพท์ที่หมายเลข 08-6539-9745, 0-2503-2668-9 หรือจะติดต่อทางไลน์ก็ได้ที่ Line ID : 08-6539-9745 ขอให้เพื่อนมีความสุขทั้งกายและใจ สุขภาพร่างกายแข็งแรง ถ้าเจ็บป่วยก็ขอให้หายป่วยไข้ ตลอดไปนานเท่านานนะครับ ด้วยรักและผูกพัน ก็คนเราควรอยู่เป็นประโยชน์แก่กัน ถ้าเป็นโทษแก่กันและกันก็ควรตัด ไม่ควรต่อ ถ้าเราเป็นประโยชน์ต่อเขาได้อยู่ที่สิทธิ์เราจะทำหรือไม่ แต่ถ้าคนอื่นเป็นโทษที่เป็นวิบาก ไปห้ามเขาไม่ได้เลยนะ มาดู sms _0805925xxx จิตที่ตั้งใจทำดีคือกุศล/จิตที่ตั้งใจละบาปคือบุญดับอัตตากิเลสดับคือโลกุตระธรรมเว้าแม่นบ่ข่อยเว้าแม่นบ่? _0893867xxx นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บ้านราชฯทุกๆ พุทธส ถ.อโศกseufaasin _0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมบุญกิริยาวัตถุ10 ในแง่บุญที่ถูกต้อง!ทานมัยเสียสละ,สีลมัยประพฤติในศีล,ภาวนามัยฝึกอบรมจิตขัดเกลาใจสาธุ _0893867xxx บุญกิริยาวัตถุ10 ตั้งแต่อปจายนมัยจนถึงทิฎฐุชุกัมม์ ทำบุญให้เกิดบุญที่แท้จริงต้องทำด้วยจิตลดอัตตาละกิเลสเลิกยึดถือตัวตนทุกข้อถูกไหม? _0805925xxx คำว่าเสบียงบุญคืออุปนิสัยติดตัวไปในภพชาตินู๋คึดจังซี้คึดเถิกบ่พ่อขาา? _0893867xxx ขอบคุณบุญนิยมกับธรรมะบุญที่ชาวอโศกปฏิบัติเป็นตัวอย่างของการทำบุญที่มีไม่ยึดติดวิมาน!มีแต่สละออก ไปสู่นิพพาน! จิตหลงติดวิมานจมทิฏฐาสวะ!จิตละอัตตาพ้นอวิชชาสวะ!เอวังหนอ! พ่อครูว่า ภาษาสื่อสภาวะ
_การอนุโมทนาบุญเพียงคำพูดว่าอนุโมทนาไม่ได้บุญใช่ไหม อาตมา ว่าใช่ บุญนี่ทำเสร็จแล้วจบ ไม่มีสันตติ ทำเสร็จแล้วจบในตัวเอง ที่สุดแห่งที่สุด เป็นตัวตัดแล้วจบ ในมงคล 38 ตั้งแต่ไม่คบคนพาล จนถึงอโศกะ(ธุลีหมอง) และวิรชะ (ธุลีเริง) ใครไม่เข้าใจธุลีเริงแล้วติดก็นาน มันละเอียดกว่าผรณาปีติ จะเป็นพลังงานสุดท้าย ที่ไว้อาศัย จากนั้นก็ เกษม จบ ศิลปะนั้นคือการสื่อให้คนอื่นได้รู้ ถ้าทำให้กิเลสลดได้ก็คือศิลปะโลกุตระ ศีลอันเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์ สติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะ สันโดษอันเป็นอาริยะ 4 อย่างทำได้ก็จะสั่งสมจิตเป็นฌาน เป็นวิมุติ ฌานคือไฟปัญญาที่เผาให้กิเลสหายไป สมาธิคือผลของฌานตกผลึกควบแน่นเป็นสมาธิ จิตที่สะอาดจากกิเลสตกผลึกควบแน่นเป็นสมาธิ ไม่ใช่ฌานหลับตา สมาธิหลับตา มีองค์คุณ 5 ของอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จะต้องมีธรรมะสองให้เราได้ปฏิบัติเสมอ แต่ทุกวันนี้สอนกันอีกว่าต้อง ไม่มีภายนอกแล้วสอนว่าตัดความรู้สึกจากภายนอกอีกให้เด็ดขาด แม้แต่ในจิตก็ห้ามคิดอีก ถือว่าจิตเป็นหนึ่งแบบนี้ ดิ่งๆๆหยุดๆๆหมดเลย เป็นฐานสมถะแท้ไม่เกิดวิปัสสนาเลย การปฏิบัติแบบนั้นไม่มีความเป็นกายเลย แท้จริงแล้ว ความเป็นกายของพุทธ พระพุทธเจ้าสอนคืออย่าให้ความรู้สึกภายนอกขาดหายไป แม้จะถึงเหลือความรู้สึกอยู่แค่ลมหายใจเท่านั้นก็ตาม ผู้ปฏิบัติที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“อาการ”(ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ)แท้ที่เป็น“กิเลส”ในใจของตนเอง และเมื่อปฏิบัติกำจัดกิเลสตนได้ ก็ตามเห็น “กิเลส”ของตนลดละจางคลายลง ด้วยญาณของตน(วิราคานุปัสสี) ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน“อานาปานสติสูตร” เพราะปฏิบัติ“อานาปานสติ”อย่างลืมตาเห็นๆ”(ปัสสติ)ในปัจจุบันขณะนั้นทีเดียว จนกิเลส“ดับ”(นิโรธ)สิ้นซากหมดเศษธุลีเกลี้ยงสนิท ก็“ตามเห็นนิโรธ”(นิโรธานุปัสสี)นั้นด้วยธาตุรู้(ญาณ)ของตนอยู่ จึงเป็นแบบ พุทธ ที่มีเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติเห็นๆ รู้ๆ นี้คือ โลกุตรธรรม 9 ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เ กิดจากการปฏิบัติ“โพธิปักขิยธรรม 37” รวมกับ“โลกุตรธรรม 9”ก็เป็น “โลกุตรธรรม 46” (พระไตรปิฎก เล่ม 31 ข้อ 620) ทฤษฎีการปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 ที่สัมมาทิฏฐิ จึงจะเกิด“จรณสมบัติ-วิชชาสมบัติ”ในความมี“ศีลเป็นอริยะ-สำรวมอินทรีย์เป็นอริยะ-สติสัมปชัญญะเป็นอริยะ-สันโดษเป็นอริยะ” และเป็นฌาน-เป็นสมาธิลืมตา ซึ่งการปฏิบัติ“โพธิปักขิยธรรม 37” จะต้องมี“ธรรมะ 2”หรือมี“กาย”คือ มี“องค์ประกอบของรูปกับนาม”ให้เราปฏิบัติเสมอ ทุกวันนี้การปฏิบัติทำ“สมาธิ”ที่เชื่อกันว่าจะเกิดบรรลุเป็นอริยะได้นั้นก็ต้องหลับตาทิ้งภายนอกให้สนิท ไม่มีภายนอกเลย สอนกันถึงขั้นว่า อย่าให้มีความรู้สึกใดๆ จากภายนอกเด็ดขาด แม้แต่ภายในใจก็ห้ามคิด ไม่ให้คิดพิจารณาใดๆ จึงจะชื่อว่า“ทำสมาธิ” นั่น..ผิดถนัดแล้ว ศึกษาใหม่ให้ดีๆ เถิด การปฏิบัติแบบนั้นไม่มีความเป็น“กาย” ในการปฏิบัติ การปฏิบัติธรรมให้เกิดสมาธิ แบบพุทธ ที่เป็น“สัมมาสมาธิ”จริงนั้น ต้องมี“กาย”เสมอ มีแต่“จิต”ที่ขาด“กาย”นั้นไม่ได้ ต้องมี“ธรรมะ 2”ตลอดการปฏิบัติธรรม แม้ใน“อานาปานสติสูตร”นั่นก็พิจารณากันให้ชัดเถอะ พระพุทธองค์ก็ทรงย้ำนักย้ำหนาว่า ขนาดนั่งหลับตาสะกดจิตตนเองเข้าไปอยู่ข้างในใจกันแล้วปานนั้น ก็อย่าให้“สติ”ขาดหายไปจากความรับรู้“ธาตุภายนอก”เป็นอันขาด แม้หลับตาปิดหูก็ยังเหลือ“ลมหายใจ” เพราะ“ลมหายใจ”นี้เป็น“ธาตุลม”ที่อยู่ภายนอกที่เหลือสุดท้ายแล้วของ“มหาภูต 4” ความเป็น“กาย”จึงต้องมีตลอด ในการปฏิบัติธรรมของพุทธ แม้ที่สุดปฏิบัติไปถึงจุดบรรลุภาวะ“นิโรธ”หรือ“วิมุติ”แท้ๆ ก็ยังมีความเป็น“กาย”คือ“ธรรมะ 2”รูป-นาม,ภาย นอก-ภายใน ยืนยันคุณสมบัติของ“กาย”อยู่ ส่วน“ความดับ”ก็ให้ดับเฉพาะที่เป็น“วจีสังขาร”อันซ้อนอยู่“กายในกาย” และดับ “จิตสังขาร”อันซ้อนอยู่“กายในกาย”ให้ได้ จริงๆ นั้นก็“ดับ”เฉพาะ“อกุศลจิต”จาก “กายในกาย”ของเรานั่นเอง ถ้า“ดับอกุศลจิต”ใดใน“กาย”เราได้ ก็นั่นแหละคือ“นิโรธ” หรือ“นิพพาน”เฉพาะ“อกุศลจิต”ตัวนี้ของเรา เช่น เราปฏิบัติ“ข้อ 1”ของ“ศีล 5”กิเลสตัวที่ยังมีการดำริจะฆ่าสัตว์ เราได้“ดับ”มันได้แล้วแม้ในขณะมีสัมผัสสัตว์นั้นๆ เราก็ไม่มีกิเลสนั้นจริง แม้สัตว์นั้นจะยั่วยวนเราจะทำร้ายเรา กิเลสที่เราจะดำริฆ่ามันไม่เกิดในใจเราจริงๆ หรือ“ศีลข้อ 2”กิเลสตัวที่ยังมีการดำริจะเอาของที่ไม่ใช่ของเราด้วยทุจริต เราได้“ดับ”มันได้แล้วแม้ในขณะมีสัมผัสของนั้นๆ เราก็ไม่มีกิเลสนั้นจริง แม้ของนั้นจะทำยั่วยวนเรา กิเลสที่เราจะดำริจะเอามันมาเป็นของเราไม่เกิดในใจเราจริงๆ หรือ“ศีลข้อ 3” กิเลสตัวที่ยังมีการดำริจะเกิดกาม เราได้“ดับ”มันได้แล้วแม้ในขณะมีสัมผัสเหตุแห่งกามนั้นๆ เราก็ไม่มีกิเลสนั้นจริง แม้“เหตุแห่งกาม”นั้นจะยั่วยวนเรา กิเลสที่จะเกิดกามมันไม่เกิดในใจเราจริงๆ หรือ“ศีลข้อ 4” กิเลสตัวที่ยังมีการดำริจะโกหก เราได้“ดับ”มันได้แล้วแม้ในขณะมีสัมผัสเหตุแห่งการโกหกนั้นๆ เราก็ไม่มีกิเลสนั้นจริง แม้“เหตุแห่งการโกหก”นั้นจะยั่วยวนเรา กิเลสที่จะดำริโกหกขึ้นมามันไม่เกิดในใจเราจริงๆ หรือ“ศีลข้อ 5” กิเลสตัวที่ยังมีการดำริจะเกิดอยากในของที่เราเคยติด-เคยเสพมันมานั้น เราได้“ดับ”มันได้แล้วแม้ในขณะมีสัมผัสเหตุแห่งสิ่งที่เคยติด-เคยเสพนั้นๆ เราก็ไม่มีกิเลสนั้นจริง แม้“เหตุแห่งสิ่งที่เคยติด-เคยเสพนั้นๆ”นั้นจะยั่วยวนเรา กิเลสที่จะเกิดอยากมันไม่เกิดในใจเราจริงๆ หากผู้ปฏิบัติใด สัมผัสภายนอกอยู่ในปัจจุบัน กิเลสก็ไม่เกิด ตาม“ศีล 5” นี้เป็นต้น และมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิตในจิต”ของตน ว่า จิตตนมี“กายสังขาร”สงบระงับได้จริง ฉะนี้แลคือ การทำ“นิโรธ”กับส่วนที่เป็น “กายสังขาร”ที่สัมผัส“ภายนอก” ชื่อว่าเราเป็นผู้“มีศีลอันเป็นอาริยะ-มีการสำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ-มีสติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะ-มีสันโดษอันเป็นอาริยะ”(พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 125) จิตเป็น“ฌาน”เป็น“วิมุติ”ไปตามฐานานุฐานะ ถ้าพ้น“กิเลสกามภพ”แล้วก็เป็นโสดาบัน หรือสกิทาคามีขึ้นไปแล้ว ผู้ใดที่จะปฏิบัติ“กายสังขารให้ระงับ”(ปัสสัมภยัง กายสังขาร) ก็ต้องวิจัย“ธรรม 2”ขององค์ประชุมรูปกับนาม ที่เป็น“กาย” หรือเป็น “เวทนา” หรือเป็น“จิต” หรือเป็น“ธรรม”นี่เอง ลืมตาวิจัยสว่างๆ ในขณะที่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจทำหน้าที่สัมผัสภายนอกอยู่ ขณะตื่นๆ เต็มที่นี้เอง ไม่ใช่ปิดหูหลับตาเข้าไปวิจัยอยู่แต่ในภายในของ“จิตในจิต”เท่านั้น ซึ่งเป็นการวิจัยเข้าไปใน“ธรรม 2”(เทฺวธัมมา)ของ“กายในกาย”ก็ดี “เวทนาในเวทนา”ก็ดี “จิตในจิต”ก็ดี “ธรรมในธรรม”ก็ดี ซึ่งมี“กาย-เวทนา-จิต-ธรรม”เป็นฐานหรือเป็นที่ตั้งของทุกบทปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา(คือกรรมฐาน) และจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ทุกขอริยสัจ” หรือ“ความรู้สึกที่ทุกข์จริงๆ”ก็ต้องหยั่งลงไป(สโมสรณา)ที่“เวทนา” เพราะเป็นอารมณ์หรือเป็นความรู้สึกแท้ๆ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 ที่ว่า “ธรรมทั้ง 2 เหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนาโดยส่วน 2”(เทฺว ธัมมา ทฺวเยน เวทนายเอกสโมสรณา ภวันติ) นั่นคือ “ธรรมทั้ง 2 เหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนาโดยส่วน 2”ก็เท่ากับผู้ปฏิบัตินั้นสามารถ“รวมเป็นอันเดียวกัน”ได้ นี่แหละคือ “เอกัคคตา” ให้เวทนาในเวทนา กลายเป็น“เวทนาเดียว” ถ้า“นิโรธ”ที่ว่านี้ผู้ปฏิบัติทำได้อย่าง“ตั้งมั่นแล้ว”(สมาหิตัง) นั่นคือ เราสมาทาน“ศีล 5” เราก็ปฏิบัติธรรมได้ผลถึงขั้น“นิโรธอาริยสัจ” ความหมายง่ายขึ้น ชัดๆ ก็คือ “เวทนา” นั้นแหละ ที่เราศึกษาจาก“เวทนาในเวทนา หรือธรรมะ 2”นี่เอง เราจะต้องทำให้“เวทนา 2” เช่น ความรู้สึกสุขบ้าง-ทุกข์บ้าง หรือ เดี๋ยวสุข-เดี๋ยวทุกข์ เราจะต้องทำให้มันเหลือ“ธรรมะเดียวหรือเวทนาอย่างเดียว” คือ ทำให้มีแค่ไม่สุขไม่ทุกข์(อุเบกขา)อย่างเดียวตลอดกาล(ไม่มีกับเหลือน้อยที่สุดนี้ แยกกันยาก) ให้ได้ นั่นคือ สำเร็จ“ฌาน 4”ที่เป็นสมาธิ “ธรรมะ 2”คือ “กาย”ได้แก่ รูปกับนาม และ“กาย”นี้จะเป็น“ฐาน”(ที่ตั้ง)ยืนยันชี้บ่งถึง“สัจจะ”ว่ารู้เห็นจริงอยู่ มีของจริงอยู่ เช่น ท่านตรัสว่า แม้อาสวะบางอย่างดับไปได้ มี “กายสักขี”ก็ตาม ก็จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วย“กาย”(พระไตรปิฎก เล่ม 36 ข้อ 151 กับเล่ม 13 ข้อ 230-231) คือ..ต้องสัมผัสเห็นอยู่-รู้อยู่ทั้งภายในทั้งภายนอก ต้องมีภาวะนอก-ในเสมอ การปฎิบัติธรรมของพุทธนั้นจึงต้องมี“ธรรมวิจัย(สัมโพชฌงค์)”ตลอด จากธรรมะทั้งหลายมากมาย แล้ววิจัยทีละ 2 จึงจะได้เปรียบเทียบกันชัดยิ่งตรงยิ่ง นั่นคือต้องมี“โพชฌงค์ 7” เป็นองค์ประกอบในการปฏิบัติอยู่ด้วยเสมอ ไม่ขาดกัน คือ มี“สติ”1 เป็นตัวรู้ทำงานตลอด แล้วก็มี“ธรรมวิจัย”2 ด้วย“วิริยะ”3 จริงๆ จึงจะครบ“สามเส้า”ขององค์แห่งความรู้(โพชฌงค์ 3) จึงจะเริ่ม“โพธิ”(ปัญญาที่เป็นเครื่องตรัสรู้ของพุทธ)ก็ต้องจากความเป็น“กาย”(ธรรมะ 2)สัมผัสเกิดจิต ซึ่งก็คือ “การจัดการเรื่องรูปกับนาม” (กายสังขาร)ที่หมายถึง“จิตสังขาร”นี้อย่างหนึ่ง และหมายถึง“วจีสังขาร”นั้นก็อีกอย่างหนึ่ง ให้เกิด“ปัญญา”กระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงสัมบูรณ์ได้ เป็นการทำ“เอกสโมสรณา ภวันติ” คือ ให้“สำเร็จลงเป็นหนึ่งในธรรมะ 2”ใน“กาย” ดังนั้น การปฏิบัติธรรมของพุทธ ถ้าแม้นไม่มีแม้แค่“ธรรม 2” ไม่มี“องค์ประกอบของภายนอกกับภายใน”(ไม่มี“กาย”ให้ปฏิบัติ) ก็ปฏิบัติให้ถึง“ปรมัตถธรรม” ไม่ได้ เพราะ “ปรมัตถธรรม”ต้องมีพร้อมทั้ง“รูป”ทั้ง“นาม” ครบพร้อมปฏิบัติ จึงจะบรรลุไปตามลำดับ “ต้น-กลาง-ปลาย”อย่างเป็นอัศจรรย์ หากขาด“กาย”ที่สัมผัสกันอยู่เป็นปัจจุบัน ไม่มี“ปัจจุบัน”ที่เป็น“ความจริง”ยืนยันกันใน“สมมุติสัจจะ”เลย ก็ไม่สามารถปฏิบัติให้เข้าถึง“ปรมัตถสัจจะ”จนสูงสุดสัมบูรณ์ได้ ถ้าหากใครมัวหลงไปศึกษาอยู่แต่กับปรากฏการณ์ที่เกิดใน“อดีต”ที่ผ่านไปแล้วก็ดีใน“อนาคต”ที่ยังมาไม่ถึงก็ดี จาก“การหลับตาทำสมาธิ” ก็จะได้แต่“ระลึกเอา-กำหนดขึ้นเป็นรูปภพ(หรืออรูปภพ)ภายในจิต(ไม่มีกามภพที่นับว่าเป็นความจริงหลัดๆ ยืนยัน ร่วมรู้กันได้สามัญทั่วไป) เพราะมีแต่“การกำหนดขึ้นในใจ”(สัญญาที่รู้ได้แต่มโนมยอัตตา-อรูปอัตตา) ที่ตนเองกำหนดขึ้นเท่านั้น จึงถือว่าไม่มี“ภาวะจริง”(ปาตุสัจจะ) เกิดจริงครบครันทั้งภายนอก-ทั้งภายใน ทั้งเรา-ทั้งสังคม มันก็ยังขาด“ความจริง”(สัจธรรม)ที่บริบูรณ์ เราก็ไม่ได้เรียนรู้ให้“รู้แจ้ง”ได้ครบถ้วน จึงไม่สามารถจะ“รู้จริง”บริบูรณ์ได้แน่ๆ เราจะเรียนรู้เรื่อง“ทุกข์”หรือสุขก็ตามที่เป็น“ความจริง”ขั้น“อริยสัจ” คือ “สัจจะ”ที่เป็นอาริยะ หรือความจริงของคนที่เจริญประเสริฐจริง พระพุทธเจ้าจึงทรงยืนยันให้ศึกษาเล่าเรียนด้วย“ภาวะที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน” โดยมี“ผัสสะ”ก็จะเกิด“เวทนา”แล้วให้ศึกษาอ่าน“อาการ”จริงๆ ของเวทนาที่เกิด“ปัจจุบัน”นั้นมีภาวะ“ตั้งอยู่” (ความดำรงอยู่)จริง สัมผัสกันอยู่โต้งๆ หลัดๆ โทนโท่ จะได้เรียน“ความรู้สึกสุข-ความรู้สึกทุกข์-ความรู้สึกที่ไม่สุขไม่ทุกข์(อุเบกขา)”จากปรากฏการณ์จริงใน“ความรู้สึก”(เวทนา)ของตนซึ่งมีอยู่จริงขณะนี้ “ความจริง”หรือ “สัจจะ”ที่เป็น“อาริยสัจ” (ความจริงที่ประเสริฐแท้) เรียนรู้ได้ที่“ความรู้สึก” ภาษาบาลีว่า“เวทนา” นี่แหละเป็น“ฐาน”แห่งความจริง(เป็นสัจจะกรรมฐาน)เป็น“กรรมฐาน”สำคัญยิ่งในการปฏิบัติของพุทธ ขาดผัสสะขาดเวทนามิได้ ถ้าเว้นจาก“ผัสสะ”แล้ว หากเกิดความเห็นความรู้ได้ ผู้ใดจะเอาไปกล่าวคำแสดง“ทิฏฐิ”ต่างๆ ก็กล่าวได้เป็นไปตาม“ทิฏฐิ 62 ประการ” ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน“พรหมชาลสูตร” (พระไตรปิฎก เล่ม 9 สูตรแรก)นี้เท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้(ปฏิสังเวทิสฺสนฺตี) นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้”(พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 77-89) ผู้มี“ผัสสะเป็นปัจจัย”จึงจะมี“ฐาน”ของความเป็น“โลก” และเป็น“อัตตา”ให้เรา“รู้จัก” โลก “รู้จัก”อัตตา จึงจะได้เรียน“รู้แจ้งความเป็นโลก เป็นอัตตา” แล้วจึงจะได้“รู้โลก-รู้อัตตา” ที่แท้จริง(พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 64-76) ดังนั้น ผู้ไม่มี“ผัสสะเป็นปัจจัย” จึงมีแต่คนที่เป็น“ผู้ไม่รู้”(อชานตัง) “ผู้ไม่เห็น”(อปัสสตัง) เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของผู้มีตัณหาเท่านั้น [อ่านพระพุทธพจน์ดูดีๆ จะรู้ยิ่งเห็นจริงกันชัดๆ] แจ่มแจ้งชัดเจนไหมว่า ผู้ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย อยู่ในปัจจุบันนั้น เช่น ปฏิบัติหลับตากันนั้น ตาหูจมูกลิ้นกายไม่มีผัสสะ จึงไม่มี “กรรมฐาน” จึงไม่มี“ฐานแห่งการปฏิบัติ”ที่จะสามารถแม้แค่รู้จัก“ความจริง”กันเลย ก็จะจมไปอยู่แต่กับ“ทิฏฐิ 62”ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในพรหมชาลสูตรนั่นเอง พยายามทำความเข้าใจตามคำสอนของพระพุทธเจ้ากันให้แม่นๆ ตรงๆ เถิด เพราะหลับตาทำสมาธิ ก็จะได้เรียนรู้แต่ในภพภายในที่เป็นอดีต 18 และอนาคต 44 แม้แต่ปัจจุบันพระพุทธเจ้าก็นับรวมเข้าไว้อยู่ในอนาคต 44 ด้วยซ้ำ อดีตหรืออนาคตนั้นมันไม่มีอยู่ให้เห็น ต้อง“ปัจจุบัน”จึงเป็นภาวะ“ความจริง”ที่จะใช้ศึกษาเรียนรู้ได้จริงกว่า “อดีต-อนาคต” เพราะเป็นภาวะที่มัน“มี”ให้เรา“สัมผัส”อยู่โทนโท่โต้งๆเดี๋ยวนี้ขณะนี้หลัดๆ เห็นอยู่รู้อยู่ จึงไม่มี“ความจริง”ใดจริงกว่านี้อีกแล้ว จะศึกษา“ความจริง”จึงอยู่ที่“ปัจจุบัน” เท่านั้น และเท่านี้แหละ ก็“จบ”อยู่ที่ตรงนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสยืนยันว่า “โลก”และ “อัตตา”นั้นมีใน“ทิฏฐิ 62”นี้เท่านั้น จะกำหนด-จะมีความเห็น-จะปรารภขันธ์ส่วนอดีตก็ดี แม้จะกำหนด-จะมีความเห็น-จะปรารภขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี เพื่อรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความจริง”ได้ ก็จะต้องมี“ผัสสะเป็นปัจจัยในปัจจุบันจึงจะจริง”(พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 77-89) ถ้า“เว้นผัสสะแล้ว จะรู้สึกได้(เวทนา) นั่นไม่เป็นฐานะที่จะเป็นได้”(พระไตรปิฎก เล่ม 9ข้อ 77-89) ด้วยประการฉะนี้ ศาสนาพุทธพระพุทธเจ้าจึงไม่ปฏิบัติโดยไป“หลับตา”ทำสมาธิ เป็นทางเอก เพราะนั่นมันมีแต่ส่วน“อดีต”หรือส่วน“อนาคต” เท่านั้นที่จะมีมาให้พิสูจน์กัน ก็ไม่ได้ความจริง การ“ตื่น”ลืมตาสัมผัสทุกประการในภาวะปกติมี“สติ”เห็นแจ้งทุกอย่างครบครันบริบูรณ์จึงเป็นวิธีที่ดีสุดกว่าที่สุดใดๆ การปฏิบัติ“มรรค 7 องค์”(ไม่ใช่ 8 องค์นะ)ทำให้เกิด“สัมมาสมาธิ” และ“สัมมาญาณ-สัมมาวิมุติ” ครบบริบูรณ์สัมบูรณ์ (มหาจัตารีสกสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 252-281) จึงเป็น“สูตร”สัมบูรณ์ใหญ่ยิ่งที่สุดแห่งที่สุดด้วยประการฉะนี้ ศึกษากันดีๆ เถิด แม้“อดีต”ก็ไม่ใช่“ความจริง”เท่าปัจจุบันที่พิสูจน์ยืนยันกันได้แท้ๆ “อนาคต”ก็ไม่ใช่ “ความจริง”เท่าปัจจุบันที่พิสูจน์ยืนยันกันได้แท้ๆ เห็นชัดเจนขึ้นแล้ว ใช่มั้ย? ดังนั้น จึงต้องพิสูจน์ด้วยสิ่งที่ปรากฏใน “ปัจจุบัน”ที่สัมผัสกันอยู่โทนโท่หลัดๆ โต้งๆ แจ่มชัดเจนแจ้ง ยืนยันกันได้แท้ๆว่า “จริง” เช่น เราจะปฏิบัติโดยไม่หลับตา มีตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ“สัมผัส”รูป,เสียง,กลิ่น,รส,โผฏฐัพพารมณ์,ธรรมารมณ์รู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน ส่วนที่เป็น“ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง”ของเราในขณะปัจจุบันนี้ที่สัมผัสอยู่บัดนี้หลัดๆ เมื่อเราไม่“ยึดถือ”ว่า “ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง”นั้นเป็นเรา “ผม, ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง”นั้นเป็นของเรา “ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง”ส่วนที่“ไม่ใช่‘กาย’ ของเราแล้ว”นั้น แม้จะสัมผัสถึงขั้น“ตัดหรือหั่น”ออกไปจากร่างของเรา เราก็“ไม่รู้สึกอะไรแล้ว” เราจะ“รู้สึกเฉยๆ-ว่างๆ-กลางๆ”(อุเบกขา,อทุกขมสุข) เพราะ“ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง”ส่วนที่ไม่ใช่“กาย”ของเรานั้น มันไม่ใช่“ของเรา”แล้ว เมื่อมันไม่ใช่“กาย”ของเรา เราก็“รู้สึกเฉยๆ-ว่างๆ-กลางๆ”(อุเบกขา,อทุกขมสุข) แม้ใครจะมาตัด“ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง”ส่วนที่ไม่ใช่“กาย”ของเราออกไป เราก็“นิโรธ”อยู่ หรือเราก็มี“นิพพาน”(ไม่รู้สึกสุขไม่รู้สึกทุกข์)อยู่ เพราะเราไม่มี“อุปาทาน” ไม่มี“ความยึดมั่นถือมั่น”ว่า “ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง”ส่วนที่มันไม่ใช่“กาย”นั้น เป็นเรา เป็นของเรา เราก็จะได้ศึกษา“ความจริง”(สัจธรรม)ของ “อุปาทาน”ได้ง่ายๆชัดๆจาก“กาย”จาก“จิต” ของตน ก็จะอ่าน“อาการ”จาก“ความจริง” ที่เกิดจากสัมผัสจริงขณะ“ปัจจุบัน”นี้ได้แท้ๆ เพราะว่า “ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง”นี้ มี “อาการจริง-ภาวะจริง”ที่จะค้นหา“เหตุ”แห่งทุกข์ หรือ“เหตุ”แห่งสุขกันได้ดียิ่ง โดยเฉพาะจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงไปถึงขั้น “อุปาทาน” ว่า เราเองนั้นยังมี“อุปาทาน”ใน“ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง”ว่า เป็นเรา เป็นของเรา “อาการ”ที่มีอยู่ใน“ผม,ขน,เล็บ,ฟัน, หนัง”ใน“ปัจจุบัน”นี้จึงคือ “มูลกรรมฐาน”ที่จะศึกษาให้เห็น“เหตุแห่งทุกข์” หรือแท้ๆ ก็คือ “เหตุแห่งสุข” พวกนี่นับถือบูชาคนตายแล้วผมยาวขึ้นเล็บยาวขึ้นคือ มันมี momentum พลังงานพีชะที่เหลืออยู่ เท่านั้น ไปบูชาศพอาจารย์ที่ไม่เน่านี่ผิดหมด ฉะนี้แล ชื่อว่า“มูลกรรม ฐาน”จริง(พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 51-89) ที่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“กาย”กับ“จิต”หรือ“รูป” กับ“นาม”ได้อย่างสะดวกมาก และมีผลมาก เพราะมี“รูป”มี“นาม”หรือมี“กาย”ให้เราปฏิบัติเรียนรู้ “ปัญญา”เครื่องตรัสรู้จะมี “กรรมฐาน”ใช้พิจารณาได้ดีมาก สะดวกมากชัดเจนง่าย เพราะมี“กาย”มี“จิต” มีรูป-มีนาม “รูป”ก็คือ “สิ่งที่ถูกรู้”(รูป=object) กับ “นาม”ก็คือ “ธาตุรู้ในตัวผู้รู้ที่เป็นประธาน” (นาม=subject) “อาการ”ที่เกิดขึ้นของ“ธรรม 2” (คือ “รูป”กับ “นาม”)นี้เอง “สัมผัส”กันขึ้นมา เพราะมัน“มี”กันอยู่หลัดๆ เห็นๆ อยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าภาวะใดก็ตาม ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กายภายใน(ประสาททำงาน) 5 ทวารนั้น แต่ละทวาร เมื่อเกิดการกระทบกันกับ“รูป-เสียง-กลิ่น-รส-สัมผัสจากภายนอก”(นี้คือ “รูป”ทั้ง 5) ขึ้นมา “รูปกับนาม”(ธรรมะ 2) ทำงานกระทบกันจึงมี“ธาตุรู้”(วิญญาณ)เกิดเป็น “จิตนิยาม” “นาม”(ธาตุรู้)ทำงานรับรู้ขึ้นมาหรือรู้สึกขึ้นมา ซึ่งเรียกว่า “วิญญาณ” ก็คือ “องค์รวม” (กาย)หรือ“องค์ประกอบ”(กาย)ของ“ตากับรูปแล้วเกิดวิญญาณ” หรือ“หูกับเสียงแล้วเกิดวิญญาณ จมูกกับกลิ่นแล้วเกิดวิญญาณ ฯลฯ” เป็นต้น 3 ภาวะฉะนี้แหละเรียกว่า“สัมผัส 3” ที่นักปฏิบัติธรรมของพุทธจะต้องเรียนรู้จาก“ธรรม 2”ที่สัมผัสกันแล้วเกิด“ภาวะที่ 3”(พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 161) เกิด“นาม”(วิญญาณ)ให้ปฏิบัติบรรลุครบ“ความจริง”ที่จริงในตนขั้น“ปรมัตถธรรม” คำว่า “รูป”(สภาวะที่ถูกรู้ = object) คำว่า“นาม”(ธาตุรู้ที่เป็นประธาน = subject) คำว่า“กาย” (จิต,มโน,วิญญาณที่เกิดเพราะมีธรรมะ 2 สัมผัสกัน) เรียนรู้กำหนดหมายกันให้ชัดๆ และเมื่อเราเรียนรู้“อาการ”ที่ปรุงแต่งกันอยู่ของ“รูปกาย”กับ “นามกาย”ในความเป็นผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง ให้ถึงนัยสำคัญของมันแล้ว เราก็สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ ว่า ผมก็ดี ขนก็ดี เล็บก็ดี ฟันก็ดี หนังก็ดี เฉพาะส่วนตรงที่เราไม่ร่วมรับรู้สึกไปกับมันแล้ว นั้นแหละคือ ส่วนที่พ้นออกมาจากความรู้สึกของ“จิต-มโน-วิญญาณ”ของเราแล้ว ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,ผิวหนังส่วนนี้ก็ไม่ใช่“กาย” ของเราแล้ว กำหนดตามให้ดีๆนะ ทั้งๆที่มันก็ยังอยู่กับตัวของเรา ยังเป็นอวัยวะของเราอยู่ ยังมีความเป็นชีวะอยู่ มันยังมี“ชีวิตินทรีย์”(พลังงานของความมีชีวะ) แต่เราไม่มีความรู้สึกร่วมไปกับมันอีกแล้ว แม้ความเป็น“อุตุธาตุ-พีชธาตุ”นั้นจะติดอยู่กับตัวเรานี่แหละ ในผมส่วนที่“พ้น”ไปนั้น ขนส่วนที่พ้นไปนั้น เล็บส่วนที่พ้นไปนั้น ฟันส่วนที่พ้นไปนั้น ผิวหนังส่วนที่พ้นไปนั้น เราเจ้าของมันแท้ๆ ก็ไม่ได้เจ็บไม่ได้ปวด ไม่รู้สึกสุขทุกข์กับส่วนนั้นแล้ว แม้จะตัดออกไปก็ไม่เจ็บ ไม่รู้สึก เพราะส่วนนี้มันไม่ใช่“กาย”ของเราแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเรา“ไม่ยึดมั่นถือมั่น”(หมดอุปาทาน) ว่า ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,ผิวหนัง ส่วนที่ไม่ใช่“กาย”ของเราแล้วนั้นว่าเป็น“ตัวตน”ของเราแล้วจริง เราก็จะมี“นิโรธ” นี่คือ “เวทนา”ของเราพ้นจากความสุขความทุกข์ พ้นความเจ็บความปวดไปแล้ว เพราะ“ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,ผิวหนัง”ส่วนที่เราไม่เจ็บแล้วนี้มันไม่ใช่“กาย”เราแล้ว มันไม่ใช่“ตัวตน”(อัตตา)ของเราแล้ว “กายสังขาร”ของเราก็“ดับ”ไปแล้ว ตามธรรมชาติจาก“อาการ 32”ของเรา เมื่อเรา“ไม่ยึดมั่นถือมั่น”ว่า มันเป็นตัวเรา(อัตตา) มันเป็นของเราจริง (อัตตนียา) เราก็มี“นิโรธอาริยสัจ”กับ“ผม, ขน,เล็บ,ฟัน,ผิวหนัง”ส่วนที่เราไม่เจ็บแล้วนี้มันไม่ใช่“กาย”เราแล้ว เราก็จะสามารถเข้าใจ“ความเป็นนิโรธ อาริยสัจ”ได้ดี ได้ง่าย ได้อย่างสัมมาทิฏฐิยิ่งกว่าคนที่ไปหลับตาทำสมาธิ แล้วนึกว่าตนได้นิโรธ ซึ่ง“นิโรธอาริย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive