590504_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน ๓.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข22 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590504 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน 3 พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 4 พฤษภาคม 2559 ที่บวรราชธานีอโศกเราก็มาเรียนกันต่อ ...ตอนนี้ทุกอย่างก็เคี่ยวข้น ทั้งทางโลกและทางธรรม ท่านจันทร์ท่านเขียนกลอนมาว่า.. ย้อนคดีสันติอโศกไปขึ้นศาล แพ้คดีมาเนิ่นนานยังอยู่แน่น พันธมิตรฯ สู้คดี ทุกดินแดน แห่แหนขึ้นศาลทุกข์ทานทน

คดีธรรมกาย-คล้ายทักษิณ มุดใต้ดินซุกกระดองล่องหน สัมภเวสี วิ่งหนีศาล ร่านทุรน ป่วยปี้ป่นปนป้องปกหมกคดี

Sms 3 MAY 59 _ 0893867xxx นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บ้านราชฯกราบขออภัยพ่อครูที่ตนใช้อักษรย่อบ่อยเกรงส่งยาวเกินเลยย่อสั้นลง _0893867xxx จิตโลกียะฉุดคนหลงอัตตาจมโลกธรรม!จิตโลกุตระพาคนพ้นอัตตาเหนือโลกธรรม!กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมปุญญปาปปริกขีโนคือผู้สิ้นบุญสิ้นบาป!จิตที่ละกิเลส ละตัวตนจากกามุปาทาน, ทิฏฐุปาทาน,สีลัพตุปาทาน,อัตตวาทุปาทาน!สาธุ ขอบคุณบุญนิยมกับธรรมสัพพปาปัสสะอกรณังจากพ่อครูเรื่องพระอรหันต์ผู้หมดสิ้นบาปแม้มีกรรมก็เป็นกุศลกรรมในปัจจุบันขณะ!จรธ. _0892297xxx เท่าที่ได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เกืดจนเด๋วนี้อายุ70มีแต่พ่อครูองค์เดียว ที่เทศน์เรื่องบุญชัดตรงเป๋งใจลูกเจ้าค่ะ ในประเทศไทยลูกขอฟันธงไปปฏิบัติธรรมทุกสำนักคือไปนั่งหลับหูหลับตาเท่านั้นแหละเจ้าค่ะเพราะเป็นพระในเถรสมาคมทั้งหมด สุดยอดดดในการบรรยายธรรมของพ่อครูทำให้ลูกเข้าใจและเริ่มทำเป็นเมื่อได้พบติดตามพ่อครูมา30กว่าปีเจ้าค่ะ

_จากไลน์คุณเกียรติศักดิ์ สอบถามว่า ทางอโศกจะเน้นเรื่องศีล เลยจะขอถามว่า ศีลช้อ 1 ถ้าทั่วๆไปคือ ห้ามฆ่าสัตว์ แต่ถ้าเรากินเนื้อสัตว์ เขาจะมองว่าไม่ผิดศีลข้อที่ 1 ซึ่งจริงๆ แล้ว มันผิดศีลข้อ1 จริงๆ เหรอครับ แสดงว่า คนทั่วไป ก็ต้องผิดศีลข้อ 1 กันหมดเ

อ่านต่อ

ลยซิครับ อาตมา ว่า…ถูกแล้ว กินเนื้อสัตว์อยู่ยังไม่สมบูรณ์ทั้งนั้น...ทั้งหมดในโลกที่เขากินเนื้อสัตว์ ล้วนเป็นเนื้อสัตว์ที่คนนี่ไปจับมาฆ่าทั้งนั้นใช่ไหม? มันมีข้อแม้อยู่ที่พระพุทธเจ้าให้กินเนื้อสัตว์ได้ คือปวัตตมังสะ 1. สัตว์นั้นตายเอง 2. สัตว์ฆ่ากันแล้วกินกัน แล้วเหลือเดนสัตว์กิน นอกนั้น คนเจตนาฆ่า(อุทิส) มีครบองค์ 5 คือ สัตว์มีชีวิต รู้ว่าสัตว์มีชีวิต เจตนาฆ่า พยายามฆ่า สัตว์ตายลง ก็ครบองค์ 5 ของปานาติบาต แล้วยังทำอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายสงฆ์อีกก็ยิ่งบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญ สัตว์ที่ตายด้วยคนเจตนาฆ่า เรียกว่าอุทิสมังสะ เป็นเนื้อที่ไม่ควรกิน แต่นักเลี่ยงบาลีก็ไปเลี่ยงแปล อุทิสมังสะ ว่าเนื้อสัตว์ที่คนฆ่าระบุเพื่อเฉพาะบุคคล เช่นเจตนาฆ่าให้นายก.กิน แล้วนายก.ก็กินไม่ได้ คนอื่นกินได้ เจตนาตีความให้ตนเองกินได้ เป็นศรีธนญชัยมากเลย ที่จริงอุทิสมังสะคือ เนื้อสัตว์ที่คนเจตนาฆ่ามัน ครบองค์ 5 ของปานาติบาต

_จากไลน์คุณนาคิน ผมขอถามว่า คนอโศกเราเหมือนทำบุญร่วมกันมาก่อนถึงมาเกิดร่วมกับพ่อครูและชาวอโศกในยุคนี้ แต่ตามที่ปรากฎ ในประวัติศาสตร์โลกสังคมอโศกเพิ่งมีมา 40 กว่าปีเอง ในชาตินี้ เป็นไปได้ไหมว่าจิตวิญาณของชาวอโศกที่มาเกิดรวมกันในชาตินี้ พวกเรามาจากดาวดวงอื่นโลกอื่นจักรวาลอื่นครับ? ถาม เป็นกรณีศึกษาครับ เพราะเคยได้รับคำตอบจากพระผู้รู้รูปอื่นตอบว่าอจินไตบ้าง,ใบไม้ในกำมือบ้าง,ไม่รู้บ้าง ครับ อาตมา ว่า… ในมหาจักรวาลนี้มีดวงดาวอยู่เยอะมาก บางดวงไม่มีสัตว์ที่เจริญชั้นสูงหรอก ที่ไปถามว่า ชาวอโศกมาจากดาวดวงนั้นดวงนี้ คุณพูดได้ทั้งนั้น เพราะวิบากมันกระจัดกระจายแล้วมารวมกัน สิ่งที่มารวมกันนี้ น้ำต้องไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน จะมารวมเป็นกลุ่มก้อนที่เป็นพลังงานอย่างที่ดีที่สุดที่ประเสริฐ เป็นอาริยบุคคล จนกว่าวิญญาณที่รวมกันนั้นจะแตกสลายเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานไป หากไม่ถึงปรินิพพานก็มีเหตุปัจจัยวนเวียนมาเจอกัน คนที่ยังไม่ถึงคราวดีจะมาได้ก็ต้องพยายามมา ถ้าแน่ใจว่าหมู่กลุ่มนี้เป็นหมู่กลุ่มดี กลุ่มโลกุตระก็น่ามาก็มา แม้มาแล้วหน้านองน้ำตาในการปฏิบัติก็ต้องทน

_จากไลน์คุณวิลาวัลย์... ฝากคำถามถามพ่อครูด้วยค่ะว่า กามภพ รูปภพ รูปภาพ สามภพนี้ควรละ แต่รวมสามภพนี้เป็นหนึ่งเดียว คือการเป็นผู้รู้ ผู้ร้าย ผู้เบิกบานอยู่เสมอ รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ทุกขณะจิต อย่างมีสติอยู่กับปัจจุบัน อย่างนี้คือเราอาศัยกามภพนี้เพื่ออาศัยยังชีพอยู่เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น เรายังบริโภคกามอยู่แต่ไม่ติดบ่วง กามอยู่เหนือกามหนูเข้าใจถูกหรือเปล่าคะ? ตอบ...หนูพูดเอาเอง หนูพูดผิดอยู่ เพราะผู้ที่ไม่บริโภคกาม แต่อยู่ในดงกาม เขาก็ไม่บริโภค ทั้งภายนอกและภายในก็ไม่บริโภค แล้วที่บอกว่าบริโภค แต่ไม่ติดนี่ไม่จริงหรอก กามไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาเสพ ไม่ต้องใคร่อยาก แต่ของที่จะนำมาเลี้ยงขันธ์นั้นไม่ต้องใคร่อยากหรอกมันมีเพียงพอ คนที่เลี่ยงภาษาเพื่อให้ตนเองซับซ้อนแอบเสพกินกลบเกลื่อนก็เป็นเช่นนี้ ต้องพากเพียรปฏิบัติไปต่อ

มาเข้าสู่บทเรียน ตอนนี้ชื่อหนังสือเล่มนี้คือ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ในเมืองไทยเรามีลักษณะตรีมูรติอยู่ ...พรหมนี่อยู่กลาง รามมาในลักษณะเกื้อกูล ส่วนศิวะนี้มีลักษณะปราบ แข็ง ห้าว แม้จะปราบก็ปราบอย่างผู้มีคุณธรรม ไม่ได้เลวร้ายดุเดือด แต่อยู่ในทีที่ผู้มีภูมิปัญญาจะรู้ ไม่ใช่สิ่งน่าเกลียดแต่ก็มี ต้องปราบอย่างมีคุณธรรมสูง ที่เข้าใจยาก อย่างอาตมานี่ก็มีเชิงข่ม แต่ไม่ถึงปราบอยู่ในที ข่มผู้อื่น อย่างคุณสุลักษณ์ จะเห็นได้ว่าแรงกว่าอาตมา เป็นเสือยิ้มยากกว่าอาตมา

(15) แม้แต่เรื่อง“ทาน” ก็ยัง“ทำใจในใจ”มี“กิเลส”กันอยู่ เช่น เรื่อง“ทาน” ที่สอนกันว่า“ทาน”นั้น ก็สอนให้“ทำใจในใจ”ตน (มนสิกโรติ)เป็น“วิมาน” อาตมาก็ท้วง ก็ได้สาธยายมาซ้ำซากว่า มันผิด นั่นมันยังสร้างอัตตานะ สร้างภพสร้างชาติอยู่ แต่ก็ยังสอนกัน-ก็ยังเห็นยึดกัน-ทำกันอยู่อย่างเดิม ยัง“ทำใจในใจ”(มนสิกโรติ)กันอยู่อย่างเดิม คือ ทำกิเลสใส่ใจตนเองอยู่ หรือทำใจตนให้เป็นกิเลสโตขึ้นๆๆๆ จึงยัง“นัตถิ ทินนัง” ทานที่ให้แล้วยังไม่มีผล(พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 255) เพราะยังไม่“สัมมทิฏฐิ”ในการทำใจในใจนั่นเอง แทนที่จะสอนให้“ทำใจในใจ”กิเลสลดละได้ ก็ยังสอนการทำใจในใจให้เป็น“มโนมยอัตตา” สร้าง“อัตตา”เสริม“กิเลส” เพิ่มใส่ใจตนเข้าไปอีกอยู่นั่นแหละ เปลี่ยนแปลงกันเสียที่ไหน เพราะอ่านกิเลสด้วย“อาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ”ไม่ออก อ่าน“นามกาย”และ“รูปกาย”ของตนไม่เป็น อ่านไม่ได้ อ่านไม่ถูกต้อง (พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60) จึงอ่านความเป็น“กาย”ไม่ออก อ่านความเป็น“รูป” เป็น“นาม”ไม่ถูกต้อง ทั้ง“รูปทั้ง“นาม” อ่านกันไม่ออก อ่านไม่ถูกต้อง แล้วจะอ่าน“ตัวตนของกิเลส”ถูกต้องได้ยังไง?

(16) ชาวพุทธเสื่อม แม้แต่คำว่า“กาย” ก็ไม่รู้จริงแท้ “สังโยชน์”ข้อแรก“สักกาย” คือ “กาย”ของตน ก็อ่านไม่ออกแล้ว จับอาการ-ลิงคะ-นิมิต ของมันไม่เป็น เพราะมิจฉาทิฏฐิในคำว่า“กาย” ที่ผิดจากความจริงแท้ไปไกลลิบ เป็นความผิดพลาดที่สำคัญ ประเด็นที่ 1 โลกุตรธรรม ข้อที่ 1 “กายในกาย”ในสติปัฏฐาน 4 ก็โมฆะตั้งแต่ข้อต้น ประเด็นที่ 2 ที่ยิ่งสำคัญมากยิ่งกว่าประเด็นที่ 1 คือ ความหมายแท้จริงของ“บุญ”นั้น ไม่ใช่สิ่งที่คนจะได้ จะมี จะเป็น ขึ้นมาอาศัยเลย ความหมายของ“บุญ”ในทุกวันนี้ ชาวพุทธเข้าใจกันเป็น“ภพ”เป็น “ชาติ” เป็นวิมาน“ลอยลมอยู่ในอนาคต”ฝันๆ “บุญ”เป็น“วิมาน” เป็น“มโนมยอัตตา” เป็น“กุศล” เป็นเครื่องอาศัย อันหมายไปคนละเรื่องกับ“สัจจะ” เป็น“วิมาน” ก็คือ แดนที่อยู่ห่างไกล เป็นภพ เป็นสถานที่ ที่อยู่ไกลแสนไกล ไกลจนไม่รู้ว่าเมื่อใดจะไปถึง วิมานเป็น“ความหวังลมๆ แล้งๆ”แท้ๆ ที่มักจะสร้างอย่างเพ้อฝันใส่จิตใจว่า เป็นความดีความงามที่ตนได้ทำแล้ว จะส่งผลให้ตนพบกับความสุขสมใจร่ำรวยที่จะเกิดในโอกาสข้างหน้า ข้างหน้าๆๆๆ และข้างหน้า ซึ่งหมายความว่า เป็นภพเป็นชาติที่ชื่อว่าสวรรค์ วิมานแมน หรือหมายความชัดๆ ก็คือ ไปเข้าใจว่า“บุญ” หมายถึงภพชาติที่จะได้กันในชีวิตต่อไปภายภาคหน้า ซึ่งเป็นคุณงาม ความดี หรือ“บุญ”ได้แก่ ความสุขความเจริญที่จะได้ในชีวิตดำเนินไปถึงในกาลเวลาข้างหน้า เมื่อไหร่..ไม่รู้ล่ะ อยู่ในวันเวลาข้างหน้าๆ โน่นแหละ กาลข้างหน้า ชีวิตข้างหน้าแล้วกัน “ความหวังในกาลข้างหน้า” ที่หวังว่า จะเป็นความสุขความสบายที่จะได้ในชีวิตดำเนินไปถึงในกาลเวลาข้างหน้า ซึ่งภาษาที่เรียก “ความหวังในกาลข้างหน้า”นี้ก็คือ “วิมาน” “วิมาน” มีจริงหรือ? จะได้จริงหรือ? แท้แน่นอนหรือ? เพราะคนไม่ตระหนักถึง“การศึกษา”ที่ว่านี้เลย คนจึงหลงเชื่อ“วิมาน”ที่คนเจ้าเล่ห์ที่เก่ง คนผู้เป็นเจ้ากลอุบายที่ฉลาดสามารถสร้างขึ้นหลอกคนได้เก่งกาจ แล้วก็หลอกให้หลงอย่างสำคัญว่า ถ้า“ทำทาน”มากๆจะมี“วิมาน”ที่เลิศลอยยิ่งใหญ่วิเศษมากๆ(ดินแดนที่อยู่ในอนาคตอันไกลแสนไกล เมื่อไหร่จะไปถึงก็ไม่รู้,มีจริงหรือไม่ ก็ไม่มีใครรู้แท้เลย) “วิมาน”จึงเป็นเครื่องล่อหลอกให้คนมา“ทำทาน”ที่มีฤทธิ์ยิ่ง

(17) ได้เกิดมาเป็น“คน”กับเขาทั้งที ฤาโมฆะ เสียชาติเกิด และเหลี่ยมคูที่มักจะทำกันก็คือ ต้องให้คนทั้งหลายมา“ทำทาน”กับตนเองนั่นแหละ จึงจะดีที่สุด นักสร้าง“วิมาน”หลอกคนที่เก่งกาจ จึงร่ำรวย ยิ่งใหญ่ ซึ่งคนทั้งหลายที่ถูกหลอกให้หลง“วิมาน”นี้ ก็ยังมี และยังมากอยู่ในสังคมโลกทุกวันนี้ โดยเฉพาะมีในเมืองไทย “ภาพลมๆ แล้งๆ สุดเพ้อสุดฝัน”นี้แหละ ที่เรียกกันว่า“วิมาน”นี่เอง แม้ทุกวันนี้คน“รู้และฉลาด”กันมากยิ่ง แล้ว ยังรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“วิมาน”กันถ่องแท้ไม่ได้ง่ายๆ เลย “วิมาน”คือ ภพ-ชาติ ที่สัตว์ขั้นมี“จิตนิยาม”เท่านั้นจึงจะมีได้ โดยเฉพาะ“คน”นี่เองที่หลงติดหลงยึด และหลง “หวังหวาน”กับ“วิมาน”กันจนตกเป็นเหยื่อของคนผู้หาทางหลอกล่อให้มา“ทำทาน” มาบริจาคทรัพย์สิน เพื่อตนจะได้ทรัพย์สินกัน มากกว่ามาก ที่แท้นั้น ความเป็น“วิมาน”เป็นแค่“รูป”หรือ“อรูป”ที่คนผู้ได้รับรู้แล้วหลงติดยึดก็ยึดว่า“อยากได้ อยากมี อยากเป็น แต่ที่แท้นั้น ภาวะ“วิมาน”ที่หลงเพ้อกันทั้งหลายนั้นไม่มีสิทธิ์จะได้ จะเป็น จะมีจริงกันเลย ตลอดกาลนาน ผู้งมงายกับ“วิมาน”นั้น คือ ผู้โมฆะ ผู้เสียเวลา เสียทุนรอน เสียแรงงานทางกายทางจิตสูญเปล่า(โมฆะ) ทั้งสิ้น เนื่อง จาก “วิมาน”ทั้งหมดเป็นภาวะของ“อัตตา 3” เต็มๆ แท้ๆ ได้แก่ “โอฬาริกอัตตา-มโนมยอัตตา-อรูปอัตตา” เท่านั้น เป็นอื่นไป นอกจากความเป็น“อัตตา” ไม่มีเลย ถ้าคนนั้นเขาถูกต้อง จะมีคณะที่เป็นจริงอย่างที่อาตมาพาทำ อาตมารออยู่ว่า จะมีคณะไหนที่จะมาทำได้ใหญ่กว่าอาตมาทำนี่ แล้วเป็นคณะที่มีวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ), บำรุงง่าย (สุโปสะ), มักน้อย (อัปปิจฉะ),ใจพอ สันโดษ (สันตุฎฐิ), ขัดเกลา, (สัลเลขะ), มีศีลเคร่ง (ธูตะ), มีอาการที่น่าเลื่อมใส (ปสาทิกะ), ไม่สะสม (อปจยะ), ยอดขยัน (วิริยารัมภะ) ผู้เอาจริงจะกล้ามาจนกล้ามาปฏิบัติแม้ปฏิบัติหน้านองน้ำตาก็จะกล้า แต่ผู้ไม่ถึงขนาดหน้านองน้ำตาก็เบาขึ้นตามฐานะ จะมีซ้อนอนุโลมปฏิโลมไปในตัว

(18) “อัตตา”เป็นภาวะที่ผู้อวิชชา มีอยู่จริง แต่หลงตรรกะ ดังนั้น ผู้ไม่รู้ทันความเป็น“วิมาน”จึงคือ ผู้งมงายอยู่กับ“อัตตา”(ตัวตน) ทั้ง 3 นี้ของตนแท้ๆ อันเป็นแค่“ตรรกะ” ผู้หลงตรรกะ คือ คนหลงแต่ภาษาพยัญชนะ หลง เหตุผลของความหมาย หลงปรัชญาอยู่เท่านั้น จึงเป็นผู้หมดสิทธิ์จะได้สัมผัสความเป็น“อัตตา”ที่ตนเองมีอยู่จริงในจิตตน ผู้กล้าที่จะเชื่ออาตมา ก็จะจบ จะรู้แจ้ง จะเข้าใจ จะฟังอาตมารู้ดีต่อไปได้เรื่อยๆ จนกว่าตนเองจะรู้“จบ”เองได้ ผู้ยกเอาแต่เรื่อง“วิมาน”มาพร่ำสอนเป็นสำคัญ เล่าแต่เรื่องอยู่ใน “วิมาน” อยู่ใน“ภพ”ในแดนที่เพ้อฝัน จึงคือ จอมหลอกลวง คือ จอมสร้าง “อัตตา”หลอกลวงโลก มอมเมาคนทั้งหลาย ให้หลงเพ้ออยู่กับ“อัตตา” ที่เป็น“ภพ” เป็น“ชาติ” เป็น“ตัวตน”(อัตตา)ที่ไม่มีจริง เป็นจริงเลยในความเป็นจริง ผู้ที่มี“อัตตา” หรือผู้ที่“ได้อัตตา”(อัตตปฏิลาโภ) ซึ่งมี “อัตตา 3”(พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 302) ตามคำตรัสรู้แท้ๆ “โอฬาริกอัตตา” คือ “อัตตา”ที่เกิดใน“กามภพ”ปัจจุบัน จะต้องเรียนรู้โดยมี“ผัสสะ”ภายนอก เป็นเบื้องต้น ส่วน“มโนมยอัตตา กับอรูปอัตตา”นั้น คือ“อัตตา”ที่เกิดใน“รูปภพ-อรูปภพ” เป็นเบื้องกลางและเบื้องปลาย ซึ่งเป็นการกำหนดเรียนรู้กันต่อไปอยู่ภายใน หากไม่มี“ผัสสะเป็นปัจจัย” ก็มีแต่ตรรกะ มีแต่ปรัชญา เป็นแค่ลัทธิ เป็นแค่ทิฏฐิ ต้องมี“ผัสสะเป็นปัจจัย”ซึ่งมีสัมผัสภายนอกอยู่ แล้วเราก็รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในภายในจิตตน และกำจัดกิเลสภายนอกให้หมดก่อน หมดกิเลสภายนอกแล้วก็ยังมีสัมผัสภายนอกอยู่ได้ตามปกติ เหลือแต่กิเลสภายในที่เราจะอ่านของตนรู้เอง เมื่อมีสัมผัสภายนอกอยู่นั้นแหละ แล้วจึงกำจัดกิเลสภายในต่อไป การปฏิบัติธรรมพุทธจึงไม่ได้ขาดผัสสะเลย พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ผู้ที่มี“อุปาทาน”แค่เพียง“อัตตวาทุปาทาน”เท่านั้น มีอยู่ 2 พวกทั้งในหมู่ศาสนา“เทวนิยม”แท้ และชาวพุทธทั้งหลายที่ยัง“มิจฉาทิฏฐิ”อยู่จริง ต่างก็ไม่ได้สัมผัส“เทวะ”จริงเลยทั้งคู่ มีเทวะมีพระเจ้าลอยลมอยู่ ยังไม่เข้าหา“จิตในจิต”ตนเพียงแต่ฝ่าย“เทวนิยม”แท้ จะสนิทนิ่งจริงแน่มากๆ ว่า “เทวะหรือพระเจ้า”มีจริงใน“วิมาน” ไปตลอดกาล ส่วนชาวพุทธที่ยังพอมีใจ ที่จะศึกษาต่อ ก็จะเพียรศึกษาตามคำสอนของพระพุทธเจ้าต่อ ก็จะได้“สัมผัสเทวะหรือพระเจ้าจริง”ได้ในที่สุด อันเป็น“วิญญาณ”สัจธรรมแท้ “อัตตาวาทุปาทาน”หมายความว่า ผู้ยึดได้แค่“คำพูด” ยึดจินตนาการ ยึดปรัชญาเท่านั้นเป็น“อัตตา” ไม่ได้อะไรอื่นเลย ได้แค่“วิมาน”เท่านั้นจริงๆ ที่มีความเป็น“อัตตา” ไม่มีอะไรอื่นเลยนอกจาก“ลมๆ แล้งๆ”เท่านั้นที่เป็น“อัตตา” เปล่าดายเแท้ๆ ไร้สาระจริงๆ โมฆะสมบูรณ์แบบ คนผู้เกิดมาที่ยังจมอยู่กับ“วิมาน” หรือยังติดยึดอยู่กับ“อัตตา” ยังงมงายอยู่กับ“ปรัชญา-ทฤษฎี” จึงเป็นคน“โมฆะ” ได้เกิดมาเป็น“คน”กับเขาทั้งที เสียชาติเกิดแท้ๆ (พ่อครูว่า โมฆบุรุษสำนวนพ่อครูเก่าคือ ชิงหมาเกิด)

(19) “อัตตาวาทุปาทาน” คืออัตตา ที่เป็นแค่ลมๆ แล้งๆ เพราะ“การศึกษา”ไม่สัมมาทิฏฐิ ตามคำสอนของผู้รู้ เมื่อศึกษาผิด ชีวิตของคนผู้ไม่บรรลุธรรมจึงงมงาย เสียชาติเกิด เพราะทั้งไม่มีการศึกษา ทั้งศึกษาแต่มิจฉาทิฏฐิ การศึกษาที่ว่านี้คือ การศึกษาธรรมะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า ชีวิตเกิดมาแล้วถ้าไม่มีการศึกษาธรรมะ ชีวิตเกิดมาก็คือ“คนโมฆะ” คือคนที่ได้เกิดมาแล้วชีวิตศูนย์เปล่า เกิดมาตายทิ้งไปอย่างศูนย์เปส่า ไม่ได้สิ่งที่มนุษย์ควรได้ติดตัวไปเลย ในฐานะที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์กับเขาทั้งที มิหนำจะชวยสุดแสนซวยซ้ำเสียอีก เพราะมันก็ได้แต่กิเลสตัณหาอุปาทานเท่านั้นที่เป็นผลกอบโกยใส่วิบากของชีวิต ไปเต็มชีวิต ..คนเช่นนี้ เสียชาติเกิดจริงๆ แม้ได้เกิดมาเป็นคนแล้ว แถมได้พากเพียรอุตสาหะปฏิบัติตนให้เกิด“กุศล” หรือให้เกิด“บุญ” แต่ความพากเพียรนั้นยัง“มิจฉาทิฏฐิ”อยู่ ยังไม่สัมมาทิฏฐิจริง ความเพียรนั้นจึงยิ่งกลายเป็นเสริมอกุศลหรือบาปทับทวียิ่งขึ้นๆ ด้วยความหลงผิดนั่นเอง ตายไปจึงได้แต่ “นรก”ที่หลง“บุญ”ผิดเป็นบาป แต่แท้ๆ ได้แค่“กิเลส”ฉะนี้แล ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างสำคัญว่า คนทั้งหลายเกิดมาแล้วตายไป ส่วนมากตก“นรก” น้อยกว่าน้อยนักที่จะได้สวรรค์ โดยเฉพาะสวรรค์ที่เป็นโลกุตระ มิใช่แค่โลกียะ คนที่จะได้สวรรค์โลกุตระนั้น เท่ากับเอานิ้วจิ้มลงไปในพื้นดิน แล้วมีดินติดขี้เล็บขึ้นมา เท่านี้เองที่ได้สวรรค์โลกุตระ นอกนั้นได้นรกเท่ากับแผ่นดินที่เหลือนั่นเองเป็นสวรรค์โลกีย์ นี้คือ สัจจะที่เป็นจริง ที่คนไม่เคยฉุกคิดกันเลย คนทั้งหลายเอ๋ย... ตระหนักกันตามที่ว่านี้บ้างไหม?

(20) อัตตา(cell และ self) ที่เป็นพลังงานชีวะ คือ กาย ตั้งใจ“ศึกษา”กันให้ถ่องแท้ ใน“เนื้อหา-เนื้อแท้”ของ “ความจริง”กันให้ถึง“ความจริงขั้นปรมัตถสัจจะ”กันบ้างเถิด ศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาที่มี“ความรู้”เข้าขั้นปรมัตถธรรม มี“เนื้อหา-เนื้อแท้”เป็นศรีอาริยเมตไตรย์ และสามารถปฏิบัติให้ชีวิตเข้าถึงหรือบรรลุ“โลกุตรธรรม” ได้อย่างแท้จริง ศรีอาริยเมตไตรย์ คำว่าเมตไตรย์ก็คือเมตตา อาริยะคือความประเสริฐ ศรีคือสิ่งดีงาม เป็นภาษาระบุว่า ผู้สูงสุดในยุคใดๆ ไม่มีใครเทียมเท่า เป็นอนุตรสัมโพธิญาณ คนนั้นอยู่ในตำแหน่งศรีอาริยเมตไตรย์ ไปข้างหน้าเสมอ ศรีอาริยเมตไตรย์จะมีอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่า อนาคตจะไม่มีนะ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นอนาคตข้างหน้ามีจริงๆ เรียนให้สัมมา เราจะได้เป็นอาริยเมตไตรย์ พากเพียรไปข้างหน้าที่ผ่านไปแล้วก็อย่าไปกังวล จำแต่เพียงว่า มันไม่ได้ผิดอย่าทำซ้ำ แต่ถ้าดีก็เสริมให้ยิ่งไปเรื่อยๆ เราเดินหน้าอย่างเดียว อาตมาภาคภูมิใจที่หมู่ฝูงเราอาตมาก็อยู่สุขสบาย ตามประสาพวกเรา อาตมามองไปข้างนอก คนเขาเหน็ดเหนื่อย คว้าลมแล้งบ้าบอ เห็นจ่ายแคลอรี่ แรงงานทุนรอนอยู่อย่างนั้น พูดไปเหมือนไปข่มเขามากขึ้นๆ พวกเรานี่อาตมาว่ามันลงตัวเท่าที่เป็นไปได้แต่พวกเราก็รู้ว่าดีกว่านี้ยังมีอีก ผู้รู้เช่นนี้เป็นสอุตรังจิตตัง ตราบใดคุณยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าก็ยังมีสอุตตรังจิตตังอยู่ ผู้มีปัญญาแล้วอย่าช้า เราได้ช่วยตนเองและผู้อื่น ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นอุภยถะ ผู้รู้โลกุตระก็จะสามารถรู้โลกียธรรมได้ด้วยเสอม จะรู้อันโลกียะไม่รู้โลกุตระได้ แต่โลกุตระได้แล้วไม่รู้โลกียะไม่ได้ เป็นเทวธัมมา เป็นคำ the great word มีคนโลกุตระเท่านั้นที่ต้องมีธรรมะสองเสมอ สัญญายนิจจานิ กับสัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้น เพราะโลกุตระนั้นมีสองเสมอ แต่พระพุทธเจ้าว่าสัจจะมีหนึ่งเดียว คือสมมุติสัจจะ ที่รู้ร่วมกันกับทุกๆ คน อันที่เป็นสมมุติสัจจะหนึ่งเดียวสุดยอดก็ต้องมีหนึ่ง มีสองไม่ใช่สัจจะ ตามสมมุติสัจจะ ส่วนสัญญา ย นิจจานิคุณกำหนดเองของใครของมัน เอามาเทียบกันไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นหนึ่ง แต่มีกูนี่เป็นหนึ่ง ไม่มีใครตัดสินก็เป็นหนึ่งทั้งคู่ แต่ไม่ใช่สมมุติสัจจะ สมมุติสัจจะมีหนึ่งเดียว สัจจะมีหนึ่งเดียวในโลก(สมมุติสัจจะ) สัจจะไม่มีในโลก(เพราะเป็นแต่ละคนยึดเอง) และสัญญาย นิจจานิ สามเส้านี้สุดยอด ผู้รู้แจ้งรู้จริงใน“โลกุตระ”ต้องรู้“โลกียะ”ควบคู่เสมอ และต้องมี“สมมุติสัจจะ”กับมี“ปรมัตถสัจจะ”จึงสามารถรู้รอบถ้วน“ธรรมะ 2”ในความเป็น “ธาตุ”ของ“จิต”กับกาย” ดังนั้น “กาย”จะคงความเป็น“ธรรมะ 2”ต่อไปๆๆๆ ส่วน“จิต”จะเป็น“ธาตุรู้” หากภาวะใดหมดสิ้น“ธาตุรู้”ลงไปเด็ดขาด ก็เหลืออยู่เพียง“รูปรูป” ซึ่งก็แค่เป็น“อุตุนิยาม” “อุตุนิยาม”เป็นธาตุที่มีแต่“รูป”หรือไม่มี“นาม”หรือ“ธาตุรู้”ร่วมด้วยเลย เป็น“มหาภูต 4“แท้ จะรวมกันขึ้นเท่าใด มากมายแค่ไหน ก็เป็น“กาย”ไม่ได้ เป็นได้แต่“รูปธรรม”ท่าเดียว ส่วน“พีชนิยาม”เป็น“ธรรมะ 2” คือ สัญญากับสังขาร แต่ยังไม่พัฒนาตนขึ้นเป็น“3 เส้า” จึงชื่อว่า“พีชนิยาม” แม้“พีชนิยาม”จะรวมอยู่เป็นองค์รวมของ“จิต”อีกที เพราะ“จิตนิยาม”ของพระอรหันต์ ท่านสามารถทำ“พลังงาน”ของตนให้เป็น“พีชนิยาม”ได้สำเร็จ พลังงานของตนเองที่เป็น“จิตนิยาม”แท้ๆ จึงมี“ธรรมะ 2”อยู่ในตัวเป็นคุณวิเศษ คือมี“จิตนิยาม”เป็น“ธรรมะ”ที่ครบ“3 เส้า” ได้แก่ “เวทนา-สัญญา-สังขาร” และสามารถมีขยายจาก“3 เส้า” ต่อๆ ไปได้นับไม่ถ้วน เรียกพลังงานทั้งหมดนี้ว่า“วิญญาณ” แต่ทั้งหมดมีคุณประโยชน์ตาม“พีชนิยาม”เพราะทำทั้งประโยชน์ตน ทั้งเจตนาประโยชน์ช่วยผู้อื่น ไม่เป็นภัยแก่ใคร “วิญญาณ”จึงสามารถมีได้ทั้ง“4 หน่วย-5 หน่วย-6 หน่วย รวมเป็น“3 เส้า”ขึ้นมาอีก“2 องค์”ก็เป็นตามจริง จนกระทั่งเป็น“3 องค์รวม” ก็นับเป็นการลงตัวเคลื่อนหมุนรอบตนเองได้ และขยายเพิ่มหรือลดได้ ตามแต่เหตุปัจจัย ถ้าวนคงที่ก็เรียกว่า“ศูนย์” นับเป็นหน่วยที่“10”นั่นเอง

(21) “ธรรมะ”ที่เป็น“จิตนิยาม”จึงมีผลจากกรรม ปริมาณของ“เส้า”หรือ“หน่วย”ที่มีอยู่เท่าใดๆ ก็เรียกว่า“ธรรมะ” ที่มีหน่วย หรือมีเส้าเท่านั้นๆ ถ้าแจกแยกย่อยเป็นหน่วยๆ หรือองค์ๆ ก็เรียกว่า“เส้า” ถ้าเป็นองค์รวมก็เรียกว่า“ธรรม”หรือ“ธรรมะ” ดังนั้นคำว่า “ธรรมหรือธรรมะ”จึงหมายถึง องค์รวมของ“หน่วยหรือองค์”ที่“ทรงขึ้น-มีขึ้น” ตั้งแต่“1” เรียกว่า “เอกธรรมหรือธรรมะ 1”(primary) “ทรงขึ้น 1 หรือมีขึ้น 1” แล้วก็เป็น“ธรรมะ 2”(seccondary) “ธรรมะ 3”(tertiary) “ธรรมะ 4”(quaternary) “ธรรมะ 5”(quinary) “ธรรมะ 6”(senary) “ธรรมะ 7”(septenary) “ธรรมะ 8”(octonary)“ธรรมะ 9”(nonary) “ธรรมะ 10”(denary) “ธรรมะ 12”(duodenary) “ธรรมะ 20”(vigenary) ฯลฯ นิจตามีแต่ในอรหันต์เท่านั้นแล้วมีคุณสมบัติกำกับว่าไม่มีโทษภัยกับใครเลย สำหรับคำว่า“กรรม” คือ การเคลื่อนไหวของ“หน่วย” หรือ“องค์”ทั้งหลาย มี“อาการ”เกิดขึ้นในคน ถ้ารวมตัวกันขึ้น ก็เรียก การเคลื่อนไหวนั้นๆ ที่สื่อให้คนรู้ว่า“วิญญัติ” เป็นการงานหรือการกระทำขึ้นมา ได้แก่ กายวิญญัติ กับ วจีวิญญัติ เมื่อเราสัมผัสเข้า ก็เกิดปฏิกิริยามีผล สุขบ้าง ทุกข์บ้าง หรือไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นต้น “จิตนิยาม” จึงมีกรรม มีผลกรรม จาก“ธรรมะ”ต่างๆ ด้วยประการฉะนี้ ส่วน“พีชนิยาม” ไม่มี“กรรม” ไม่มี“ผลกรรม”เหมือน “จิตนิยาม” “พีชนิยาม”ยังไม่มีพลังงานถึงขั้นที่เรียกว่า “เวทนา” เพราะมันมีพลังงาน“สัญญา”กับ“สังขาร”เท่านั้น พลังงานขั้นสัตว์ ขั้นคน จึงจะมี“เวทนา” คือ อารมณ์สุข อารมณ์ทุกข์ อารมณ์ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นต้น “พีชนิยาม”แม้มันจะมี“สัญญาธาตุ” ที่เป็น“ธาตุ”กำหนดรู้อะไรต่ออะไรได้ แล้วเอามา“สังขาร”เป็นตนเอง(self)ได้ แต่ในความเป็นพลังงานของ“พีชนิยาม”ทั้งหลาย แม้มันจะมี“อาการ”ที่เป็น“อาการ”ของหน้าที่การทำงานของมัน ซึ่งมันต้อง“รู้”ว่า จะต้องเอาธาตุนั้น-ธาตุนี้มา“สังขาร”(การปรับแต่งตัวเองให้เป็นไปตามที่ตนเองรู้ว่าจะต้องทำให้เป็นเช่นนั้น,การจัดแจง)เข้าเป็น“ตัวตน”(self)ให้แก่ตัวมันเอง มันก็มี“สัญญา”(การกำหนดรู้)นั้นๆ ของมัน แต่พลังงาน“นามธรรม”(abstract) นั้นยังไม่มีประสิทธิภาพถึงขั้นชื่อว่า “กรรม” ชื่อว่า“เวทนา”

(22) “เวทนา”เป็น“กรรมฐาน”มี“อาการ”อย่างไรกัน แท้ๆ พลังงานของพืช(พีชนิยาม)“ทำหน้าที่” ทำงานตามหน้าที่ แต่ประสิทธิภาพขอบเขตของ“ความรู้”ในพลังงาน“พีชนิยาม” ยังไม่ถึงขั้นที่เรียกได้ว่า“เวทนา”หรือ“วิญญาณ” แล้วตัวตนของ พีชนิยาม หรือ“พืช”มี“ความรู้”ไหม? มี.. “มีความรู้” แต่ประสิทธิภาพของ“ความรู้”แค่ขั้น“สัญญา”กับ“สังขาร”เท่านั้น ยังไม่ถึงขั้น“เวทนา” ดังนั้น จึงไม่เรียกว่า“วิญญาณ” ที่ไม่เรียกว่า “วิญญาณ” เพราะยังมี“อาการ”ไม่ครบ “3 อาการ”(ไม่ครบ 3 เส้า) ได้แก่ “อาการ”ที่ชื่อว่า“เวทนา-สัญญา-สังขาร” มันมีได้แค่“สัญญากับสังขาร”เท่านั้นเอง ฉะนี้แลพลังงานที่ยังไม่“ครบ 3”(3 เส้า) ดังนั้นจึงไม่ชื่อว่า “วิญญาณ” พืชไม่ใช่ความรู้ขั้น“วิญญาณ”จริงๆ เวทนา ได้แก่ พลังงานที่มี“อาการ”เป็น“รสที่ตนรู้สึก เกิดจริง-เป็นจริงในตน” อันเรียกได้-กำหนดได้ว่า รู้สึกเป็น“สุข” หรือเป็น“ทุกข์” และหรือ“ไม่สุขไม่ทุกข์”(เวทนา 3) ไม่ว่า“อาการ”นั้นจะมาจาก“การสัมผัส”ทางทวารใดทวาร 1 หรือหลายทวารก็ตาม ทั้ง 6 ทวาร ผู้ศึกษาสามารถแยกแยะ“อาการ”ของ“เวทนา 3”นี้ออกได้ ผู้นั้นก็เป็นคนที่มี“ความรู้”สามารถจะปฏิบัติไปสู่นิพพานสำเร็จ ถ้าผู้ใดยังแยกแยะ“อาการ”ของ“อารมณ์ 3”ประการนี้ไม่ออก ก็หมดสิทธิ์ที่จะปฏิบัติไปถึงนิพพาน “เวทนา” จึงมี“อาการ”ที่จะต้องเรียนรู้ อย่างสำคัญ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้แล้วครบถ้วน“เวทนา 108” “เวทนา”นี้แลเป็น“ฐาน” เป็น“ที่ตั้ง”แห่งการปฏิบัติในศาสนาพุทธ “กรรมฐาน”สำคัญอันดับหนึ่ง ด้วยประการฉะนี้ ขาด“เวทนา”ปฏิบัติไม่ได้ อย่าดื้อขัดแย้งพุทธพจน์เลย ดังนั้น ผู้“หลับตา”สะกดจิตไม่ให้มี“เวทนา” ไม่ให้รู้สึกใดๆ จึงผิดแน่นอน เพราะหมดสิทธิ์..ปิดทางนิพพานตนเอง เพราะไม่มี“ฐาน” หรือไม่มี“ที่ตั้ง”ในการปฏิบัติ ซึ่งเท่ากับไม่มี“กรรมฐาน” ยิ่งไปมีอย่างอื่นเป็น“กรรมฐาน” ที่ไม่ใช่“เวทนา” ก็ยิ่งผิดถนัดถนี่ แน่ยิ่งกว่าแน่ ...ชัดเจนมั้ย? เมื่อไม่มี“ฐานะ”(ฐาน)เท่ากับไม่มี“ที่ตั้ง” หรือไปมีอย่างอื่นเป็น“ที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ” เป็น“กรรมฐาน”จึงผิดทั้งหมด “กรรมฐาน”ของศาสนาพุทธได้แก่“เวทนา”เท่านั้น อย่าไปอุตริหลงเอาอย่างอื่นมาเป็น“กรรมฐาน” ตาม “อรรถกถาจารย์”ผู้ยังไม่สัมมาทิฏฐิ กันนักเลย แน่นอน“ผู้สู่รู้”ย่อมมีอยู่และมีมากมายเป็นธรรมดา ส่วน“ผู้รู้ความจริง”ที่แท้นั้น ย่อมมีน้อย ก็เป็นธรรมดา จงศึกษาจาก“เวทนา 108”ตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ดีแล้วนั่นเถิด จะบรรลุนิพพาน โดยมี“ผัสสะ”เป็นปัจจัยเสมอ จึงจะมี“เวทนา”(พตปฎ.เล่ม 9 ข้อ 64

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน