590226_ทวช.พุทธาฯครั้งที่ ๔๐ ธรรมะของพระพุทธเจ้าอันยอดเยี่ยม ๕.docx
เนื้อหาในไฟล์
590226_ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 40 ธรรมะของพระพุทธเจ้าอันยอดเยี่ยม 5
พ่อครูว่า ...วันนี้ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ ชุมชนไพศาลี
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อนุตตริยธรรมสู่ความเป็นอรหันต์ เราก็เหลือวันนี้อีกวันนึง เป็น วันสุดท้ายของงานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 40 แล้วพวกเราก็ได้พากเพียรกัน คนเราถ้าไม่มีความฉันทะ หรือความยินดี ไม่ร่วมใจ ไม่เห็นดี ไม่รู้สึกว่าเข้าท่า ดีไม่ดีมันก็เหน็ดเหนื่อยหนักหนาด้วย คนเราก็จะไม่เอา ก็จะเลิก ก็จะหยุด อย่างพวกเรามาบำเพ็ญคุณ บําเพ็ญธรรม อย่างที่เราพากันทำต่อเนื่องซ้ำกัน แต่ก็มีนัยที่เราจะต้องศึกษาได้เพิ่มเติม ที่เราทำนี้ก็มี สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา จะเรียกว่า สัมมาอาชีพ ก็ได้ มีประเพณีก็รวมอยู่ในการกระทำตลอด 40 ปี พอถึง 1 ปี เราก็มาทำอันนี้ มีแนวลึกละเอียด เป็นความรู้ความหมาย เราก็ทำอยู่คล้ายคล้ายเดิม แต่พวกเราก็รู้สึกว่าได้อะไร เป็นสาระแก่ชีวิต เป็นคว ามฉลาดของพวกเรา ที่รู้อะไรควร เป็นการตั้งใจเอง เห็นเองว่าควรจะเอาเวลามาทำอันนี้ ให้เกิดสั่งสมลงเป็นกรรม ในอัตภาพของพวกเรา มีสิ่งที่เกิดขึ้นกับหน่วยจิตนิยาม ที่เป็นอัตภาพแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้น หลุดจากหน่วยของพีชนิยาม ที่แก่ตัว เกิดสังเคราะห์เป็นองค์รวม แต่ละหน่วยที่แตกตัว จนเกิด protoplasm จนเป็นที่เรียกว่า ปาริจริยา เป็นอาการของอณูต่างๆ ที่เล็กๆ มีprotoplasm มาเป็น zona pellucida พัฒนาเป็นความแยก ความปล่อย เป็นพลังงานฉลาดรู้ พลังงานปัญญา มีฤทธิ์ไปเปลี่ยน สลายพลังงานอื่น กิเลสก็เป็นพลังงาน ไฟฌานหรือไฟปัญญาก็เป็นพลังงานที่มีฤทธิ์อำนาจไปสลาย จึงเกิดการเปลี่ยนแปลง เส้นยึดเหนี่ยวที่รอบรัดอันใดอันหนึ่ง ก็คือ protoplasm เส้นรอบสิ่งว่างอันหนึ่ง จากตระกูลเก่า เมื่อมันแย
อ่านต่อ
กออกมา ก็เป็นธรรมดา ธรรมชาติ เหมือนดอกไม้ที่ค่อยคลี่บาน เมื่อมีสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวไว้ มันปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วก็เกิดใหม่ โดยเรารู้ กุศล อกุศล แล้วเราตั้งใจทำ เป็นอุบายเครื่องออก ทำให้เกิดปาริจริยา ทำให้เกิดการเจริญดีขึ้น เริ่มตั้งแต่เรามาทัสสนะ คนเราทั่วไปก็จะไปหาไปดู ก็ ทัสสนานุตตริยะ คนทั่วไปก็ไปหาดูอะไรที่เขาว่า เป็นสิ่งที่น่าไป น่าดู ต้องมีเจตนาที่จะไป ไม่ใช่ไปเดินเฉยๆ ไม่ใช่เป็นคนไม่มีสติสัมปชัญญะ คนเขาว่าจะไปช็อปปิ้ง ไปดูช้างก็ไปดูช้างแก้ว ไปดูม้าเขาก็ว่าไปดูม้าแก้ว ไปดูสิ่งที่เขาว่าดีนั่นแหละ แล้วเราไปดูแล้วก็จะได้ตัดสินใจว่า เป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็นไหม น่าเอาไหม ส่วนมากคนเราต้องมีมโนสัญเจตนา มี Road map มีทางไป เราก็ไป หรือว่าจะไปดูสมณะ ไปหาคนที่จะพาเราเจริญ เสร็จแล้วดันไปหาผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด อาตมาขอพูดว่า เยอะเต็มเถรสมาคม ที่เป็นองค์กรหลักของศาสนาพุทธ เป็นเรื่องจริง พระพุทธเจ้าว่า ก็แต่ว่าทัสสนะนี้นั้นแล เป็นกิจเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็น ไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่งเพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ที่สุดคุณตั้งใจไปหาสัตบุรุษ สมณพราหมณ์ ผู้เป็นที่พึ่งอันเกษม ถ้าขณะนี้บอกว่ามีพระพุทธเจ้าอุบัติแล้วจริงๆ ยากเท่าไหร่ ก็ต้องกระเสือกกระสนไป ขณะนี้นะ เราย้ำยืนยันว่าที่นี่เป็นแผ่นดินพุทธ เป็นเสนาสนะ มีปุคคลสัปปายะ มีอาหาร เครื่องประกอบอาศัย องค์ประกอบพร้อมที่พาเจริญ มีธรรมะสัปปายะ เราพูดเราบอก เราประกาศ ที่นี่ไม่วุ่นหนอๆ ที่นี่ไม่ขัดข้องหนอ เราถ่ายทอดโทรทัศน์ หลายคนเปิดผ่านมาเห็น ก็เปิดผ่านไป ไปดูเขาเต้นระบำ ไปดูเขาแข่งกีฬา อบายมุข เละเทะ เยอะ มีเครื่องดู เครื่องเห็นพร้อมมากมาย เขาจะมีปฏิภาณไหมว่า ควรไปหาสมณพราหมณ์ผู้พาเจริญ พาประเสริฐ พาไปเพื่อเกิดศรัทธา เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เป็นชาวพุทธ น่าจะรู้ทุกคนถ้าได้นิพพาน นี้อนุตตริยะใช่ไหม สุดยอดยอดเยี่ยมใช่ไหม อาตมาเห็นควรบอก ถึงได้บอกในความเป็นมนุษย์ที่ควรได้ ประกาศอรหัตตผลได้ ที่นี่ ปีที่แล้ว มาตรงนี้ ก็บอกว่าอาตมาไม่ได้หลงใหลฟั่นเฝือ ใจอาตมาไม่มีกิเลสอยากอวดโชว์ แล้วก็สมควรบอก อาตมาจึงตัดสินใจ และได้พูดได้ทำไปแล้ว มาวันนี้อีกปีหนึ่ง ก็ย้ำอีกว่าที่นี่มีอนุตตริยะที่พระพุทธเจ้าค้นพบ แล้วเอามาประกาศ อาตมาเป็นสาวกตถาคต ได้พากเพียรปฏิบัติตั้งแต่มาทัสสนะ แล้วมาสวน คือเข้าใกล้นั่งฟังเงี่ยโสตสดับ ก็เอาไปทำจนได้ผล ได้ลาภ ก็ยิ่งใส่ใจศึกษาใน อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เกิดวิมุติ ก็บำรุงให้เจริญ ปาริจริยา จนได้สัจจะความจริง ได้เป็นจริง เราก็ยิ่งระลึกถึง อนุสสตานุตตริยะ ยิ่งระลึกถึงสิ่งนี้ ไม่มีอะไรเปรียบ สุดยอดแห่งสิ่งที่มนุษย์ควรเป็น ทำไมคนไม่เชื่อ ทั้งที่มีพุทธศาสนิกชนกว่า 95% ถามว่าที่นี่มีอะไร ถามแม่สุวรรณ ก็บอกว่าที่นี่มีพุทธะ แต่เขาไม่เชื่อ เพราะถูกมหาเถรสมาคม ปกาสนียกรรม ว่าที่นี่นอกรีต ไม่ใช่พุทธ เขาก็เชื่อตามปกาสนียกรรม ที่มหาเถรสมาคมละเมิดวินัยพระพุทธเจ้า มาทำกับอาตมา ทำอย่างผิดธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เมื่ออาตมาได้ลาออกมาเป็นนานาสังวาส ตามความรู้ของพระพุทธเจ้าที่บัญญัติไว้ แต่เขาละเมิดทำอย่างอำนาจบาตรใหญ่ เอาหมู่มากว่า หลงตามกัน โง่ตามกัน ถูกครอบงำ เหมือนธัมมชโยสะกดจิตไว้ ก็เชื่อตาม นี่คือสิ่งที่เกิดในวงการพุทธไทย ไม่ได้อยู่ในร่องรอยตามพระพุทธเจ้า ไม่อิสระเสรีภาพ ถูกครอบงำ สะกดจิตให้หลงตาม ก็เลยวน จม อยู่ที่เดิม ลองสำนึกสำเหนียกใหม่ว่า ที่เราวนเวียนใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ตามเดิมที่เราทำ เราก็อย่างเดิม ถ้ามีใครบอกว่าโลกใหม่ สุขเกษม สุขประณีต สงบรำงับ อย่างไม่มีอะไรจูงนำ เป็นอิสระเสรี สุดยอด หลุดพ้นเป็นโลกุตรธรรม ไม่ได้ตกในอำนาจใครมาครอบงำ จะมีญาณปัญญารู้ว่า โลกนี้เต็มไปด้วยโลกธรรม เข้าใจว่าได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ยินดีอย่างไร ได้รูปตามอุปาทาน สเปคอย่างไร ได้เสียงอย่างไรที่เราชอบ มีสเปคกำหนดว่าอย่างนี้ๆ กลิ่น รสอย่างนี้ๆ กามคุณ 5 ที่ต้องโง่ทำตามสิ่งที่ยึด แต่เราหลุดพ้นมาแล้ว รู้ว่า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เช่นนี้ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีอิทธิพลทำให้เราชอบหรือชัง เราก็รู้ตามเขาว่า โลกนิยมอย่างไร เป็นสมมุติสัจจะ อย่างไร เราเป็นตัวของเราเอง เรารู้สาระเนื้อแท้ของมัน แต่ที่เป็นเปลือกห่อหุ้ม เป็นน้ำตาล เราก็เข้าใจ เราไม่เอา เราเอาแก่น เราไม่เอาแค่ดอกผลใบกิ่งก้านสาขา เรารู้ทันว่าพวกนี้หลอก เราเอาที่แก่น อย่างแข็งแรงไม่มีอะไรมาเปลี่ยนได้ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนานตลอดกาล) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) อยากเป็นอย่างนี้ไหม เป็นเลย ประกาศิตให้ อย่างนี้แหละอนุตตริยธรรม เหลาะแหละอยู่ทำไม ช้าอยู่ทำไม แล้วจะต้องใช้เวลาไปกับอะไรอีก ไปเที่ยวหาอะไรอีก ถ้าคุณได้บรรลุได้ตอนนี้ จะต้องเห็นอย่างนั้นไหม ก็เห็นอย่างอนุตตริยะแล้ว เหนือมัน เป็นนายมันได้ จะดีกว่าไหม จะช้าอยู่อีกกี่ชาติ จะจมอีกเท่าไหร่ ที่นี่มี หมู่มี สัปปายะ 4 เลือกเอาชุมชนเรามีหลายแห่ง จะเอาแบบไหนก็ตาม มีให้หมดให้เลือก เลือกฟรีด้วย ทำไมไม่ไป ทำไมไม่มา เทียบกันดู ไปดูช้าง ม้า แก้วมณี สำคัญกับคุณนักหรือ เทียบกับสมณพราหมณ์ที่สัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ เทียบกันดู หรือบางคนหนักหนาสาหัสในดงนรก ต้องไปดูม้าตัวนี้แข่งชนะที่สนามม้าหรืออย่างอื่น จะไปดูหลาน ไปดูบุตร ไปดูภรรยา พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทัสสนานุตตริยะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไปเพื่อดูช้างแก้วบ้าง ม้าแก้วบ้าง แก้วมณีบ้าง ของใหญ่ของเล็ก หรือสมณะ หรือพราหมณ์ ผู้เห็นผิด คำว่า สมณพราหมณ์ผู้เห็นผิด นี้ น่าเกลียด น่ากลัว น่าตรวจสอบ ที่เขาว่าทำผิดคือ ท่านไปได้ในสิ่งที่เป็นมิจฉาผล อาตมาก็ว่า ก็ตำหนิ จริงไหม น่าจะค้นหาพิสูจน์ศึกษาจริงๆ ไม่ใช่ว่าหลงยึดมั่นตน เป็นของตนอย่างนี้ ขอพูดความจริง ที่อาตมาเป็นอยู่ขณะนี้ ทุกวันนี้มีรายได้ จากการไม่ได้ตั้งกล่องรับบริจาค แต่ได้จากพวกเราที่เห็นควร จึงนำมาให้ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ อาตมาไม่ได้ใช้เอง แต่มีคณะฆราวาส คณะสังคมชาวอโศกที่ใช้เงินเป็น ไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือย ถูกหลอก แบบซื้อขี้หมาทาสี หรือไปดูเขาเต้น เงินที่ได้ไม่มาก แต่ใช้เป็นสาระ อาตมาได้ทุกวันนี้เดือนหนึ่งมากกว่าแต่ก่อน ที่อาตมาทำงานให้กับโลกตอนฆราวาส เดือนหนึ่งเป็นหมื่นเป็นแสน แต่ตอนนี้ได้เดือนละเป็นล้าน หลายล้าน แต่อาตมาได้ เพราะเขาให้ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ไม่ได้หว่านล้อมด้วยอามิสว่า จะได้ไปถวายข้าวพระพุทธเจ้า ได้บุญใหญ่วิมานใหญ่ อาตมาเป็นต้นธาตุต้นธรรมนะ แต่เขาเห็นว่าอาตมาเป็น ทักขิเนยบุคคล เป็นคนที่ควรได้ของทาน จึงเอามาทาน และไม่ได้ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน รับแต่ของที่เขาให้ ถ้าจะบอกว่าต้องการ แต่อาตมาต้องการไหม ก็ต้องการเอามาทำงาน แต่ต้องการแต่ของที่เขาให้นะ จะได้อะไรก็อยู่ที่คุณมาพากเพียร มาทัสสะ สวน ลาภ มาสิกขา แล้วจะได้ปาริจริยา แล้วก็ระลึกทบทวน ว่าเราได้อะไรไหม ได้สิ่งที่เราจบ ได้อรหันต์ในสิ่งไหน คุณระลึกเช่นนี้ จะเป็นการระลึกที่มีคุณค่ากว่าไประลึกถึง แก้วมณี ช้างแก้ว ม้าแก้ว แต่เราระลึกอย่างเตวิชโช จนกว่าหมดกามภพเป็นอย่างนี้ เหลือรูปภพ อรูปภพเป็นอย่างนี้ เราทำหมด หมดก็รู้ว่าหมด ที่เหลือก็มีญาณรู้ว่าเหลือเท่าไหร่ เหลือนิด กับหมดนี้ มันแยกอย่างไร มันหมดชัดๆ แล้วก็ตกผลึก จน พหุลีกัมมัง อาเสวนาภาวนา ทำซ้ำ ภาวนาเกิดผลอย่างนี้จนตกผลึก นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนานตลอดกาล) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) จนเป็น ตถตา ไม่ต้องทำอะไรอีกมันเป็นเอง ไม่มีอะไรทำลายหักล้างได้ คำสอนพระพุทธเจ้าเป็นสัจจะจริงกว่าวิทยาศาสตร์ นี่คือ roadmap ไปอรหันต์ ไปนิพพาน ถ้าคุณได้อันนี้เป็นหลักประกัน เป็นอรหันต์ไปเป็นนักการเมือง ก็เป็นนักการเมืองบริสุทธิ์ใจ จะรู้ว่าประชาชนทุกข์ เพราะจมในโลกอบาย กามคุณ ในรูปภพ สายนั่งหลับตา จมในอรูปภพ อย่างธรรมกาย มีปั้นหลอกสวยงาม ฟรุ้งฟริ้ง เป็นวิมานลอยลม เพ้อไป สำนักไหนๆ ก็ดีไซน์กันไปต่างๆ สำนักนี้ไหว้พระพิฆเนศ หรือพระอิศวร หรือไหว้หลวงพ่อต่างๆ สร้างอะไรมาเป็นรูปใหญ่ๆ หลวงพ่อทวด ขลังมาก เป็นวิธีการหลอกล่อ สร้างอุปาทานในจิต ถ้าไปที่หลวงพ่อทวด แล้วมีผู้ดู และผู้สอน ในสถานที่นั้นบอกได้ สอนได้ แนะนำสิ่งสัมมาทิฏฐิ ให้คนเจริญอย่างนี้หลวงพ่อทวดนี้ขลัง แต่ถ้ามีผู้เห็นผิด ที่นั่นสอนผิด หลวงพ่อทวดไม่วิเศษหรอก แต่ถ้าคนที่อยู่สอนให้ดี สัมมาทิฏฐิ ก็จะทำให้คนที่ไปเห็น ได้ฟัง ได้ลาภ และสิกขา จะได้ผลดีสัมมา อย่างนี้หลวงพ่อทวดก็จะขลัง แต่ถ้ามีแต่หลวงพ่อทวดอย่างเดียว องค์ใหญ่ เราไปเห็นก็ไม่ได้อะไร นอกจากได้อุปาทานว่าหลวงพ่อทวดจะบันดาลอะไรให้ ไม่ได้ทำให้กิเลสดับ จางคลาย แต่ถ้าปฏิบัติได้ตามที่มีคนบอก มีอุบายเครื่องออกทำให้กิเลสตายไม่ฟื้น แล้วไม่หนีโลก แต่เราเองมีประสิทธิภาพ ทำให้เชื้อในจิตตายไปแล้วก็อยู่กับสิ่งเดิม เราจึงช่วยคนได้ เพราะเราไม่ได้ตกเป็นทาส เราอยู่เหนือและครอบงำสิ่งเหล่านี้ได้ เราพ้นมาจริง เราจึงสามารถช่วยคนอื่นได้อย่างแท้จริง เราก็อยู่เหนือโลก จึงอยู่กับโลก และช่วยโลกได้ โลกานุกัมปา แต่ก่อนเราติดมันถูกมันครอบงำ แต่ก่อนนึกว่ามันใหญ่ แต่ตอนนี้รู้ไส้พุงมันก็อยู่เหนือมันได้ แต่ก่อนเราโง่ แต่ก่อนเราไม่รู้ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วพ้นแล้ว จึงช่วยคนที่ไม่พ้นอยู่ได้ สรุป แล้วคุณจะช้าอีกกี่ชาติ ชาตินี้จะมาไหม ถ้ามา จะผลัดผ่อนอีกกี่ปี กี่เดือน กี่วัน อย่าหาว่าอาตมาเร่งรัดนะ ลูกเอ๋ย ราชธานีอโศก พ่อลงทุนถากถางไว้ให้ ไปเถอะ ศีรษะอโศกก็ยังมีที่ให้ไป สันติอโศกก็ได้ ถ้าเราถูกโฉลกกับในเมือง หรืออยากขึ้นป่าเขาภูผาฟ้าน้ำ ก็ไปได้ อยากจะไปทะเลก็ไปได้ ชเลขวัญยินดีต้อนรับอยู่ หรือจะไปธรรมชาติอโศกมีที่เป็นร้อยๆ ไร่ มีมังคุดทุเรียนผลไม้ให้เก็บ จะไปทางตะวันออกตะวันตกทางเหนือทางใต้ เราชอบที่ไหนก็ไป จะช้าอยู่ไย ถามจริงๆ ถ้าคิดว่าอาตมาอยาก อาตมาอยากให้พวกเรามาไหม ...ทำไมรู้ใจอาตมา ถ้าเชื่อว่าอาตมาอยาก อาตมาอยากให้พวกคุณจมในโลกีย์ไหม...ก็ไม่ พวกคุณนี่รู้ใจอาตมาทำไมเก่ง...เก่งจริงหรือเปล่า….ไม่? ถามอีกเมื่อคุณรู้ใจอาตมาแล้ว คุณรักอาตมาไหม ...แล้วตามใจอาตมาได้ไหม….ได้ ตอบง่ายดี...โกหกหรือเปล่า? คนที่มาได้ก็พูดได้ แต่คนมาไม่ได้ ก็พูดไม่ได้ แต่เสียงคนมาได้นี่พูดเยอะกว่า ก็เลยดัง แต่แสดงว่าคนที่มาแล้ว ทำเสียงข่มคนอื่น มาแล้วอย่าออกไปนะ ระวังหมาจิ้งจอกเลียบเคียงข้างๆนะ คุณจะตายวันตายพรุ่งไม่รู้ง่ายๆ จะช้าอยู่ไย
อ่านของ ดช.ไม้เมืองพุทธ กรุณา ดช.นะโม การมองความสำคัญของเวลา แบบจิตที่มีโลกีย์สูง ผู้นี้จะเป็นผู้มองไม่เห็นค่าของเวลา ที่เปลี่ยนทุกวินาที และที่สำคัญคือวินาทีที่ผ่านไป มีแค่ครั้งเดียวในชีวิต ซึ่งแน่นอน ผู้นี้ย่อมไม่รู้จักกับปัจจุบันอย่างแน่นอน ผู้นี้ย่อมไม่เจริญอย่างแน่นอน เพราะมีภพอยู่กับความไม่จริง ความไม่เที่ยงไม่แท้ไม่แน่นอน จิตจมอยู่กับอดีต และเพ้ออยู่กับอนาคต ไม่รู้ความจริงตามความจริง ผู้นี้ย่อมไม่มีสัจจะ มีแต่ความไม่รู้ และอวิชชา (ไม่เรียนรู้อัตตาในปัจจุบันและหลงในวิปลาส 3) การมองความสำคัญของเวลาแบบจิตที่เป็นโลกุตระ ผู้ที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางของโลกุตระ ผู้นั้นย่อมเรียนรู้ศึกษาปัจจุบันที่เป็นสัจจะ เป็นความจริงอันสูงสุดของพุทธ ที่ทำได้ยากยิ่ง ซึ่งผู้ที่รู้จักกับปัจจุบันได้นั่นแหละคือ อาริยชนผู้เจริญ (โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์) ผู้นี้จะรู้สึกว่าเวลาบนโลกช่างเร็วเหลือเกิน เพราะรู้ว่าชีวิตนี้น้อยนักชีวิตนี้สั้นนัก และยังคิดที่จะพัฒนาให้จิตสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา เวลาของผู้นี้จึงเร็วกว่าปุถุชนที่หนาด้วยกิเลส เพราะผู้นี้อยู่กับปัจจุบันที่เป็นสัจจะเท่านั้น มีแต่ปัจจุบันที่จะสามารถสร้างกรรมได้ ดังนั้น ทุกเศษเสี้ยววินาทีคือบุญ ผมเข้าใจถูกไหมครับ (นโม ดช.ไม้เมืองพุทธ กรุณา ม.1 สส.ฐ.)
พ่อครูว่า… นี่เป็นนิมิตอย่างหนึ่งของสังคมนี้ เด็กคนนี้ เขาเรียบเรียงคำของเขาแบบนี้ ลอกเลียนแบบไม่ได้ง่ายๆนะ อาตมาก็ไม่แน่จะเรียบเรียงได้ดีอย่างนี้นะ ทุกคนโตกว่าเด็กชายคนนี้ พากเพียรเถิด มีสัตบุรุษที่จะพูดให้เราฟัง ที่นี่ไม่ปิดกั้น มีสิ่งต่อทอดนำพาเป็นคณะหมู่มวล ที่นี่มี มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ถ้าชีวิตเราจะไปนิพพาน อย่าไปหลงโลกธรรม หลงอัตตา ที่เราทำมาไม่รู้กี่ชาติ ชาตินี้จะจมอีกต่อไปไหม ชาตินี้เราก็ต้องตรวจตัวเองแน่ๆ ถ้าเราจะเอาแบบโลกๆ ก็ไปให้สุดลิ่มทิ่มประตูเลย แต่ถ้าจะเอานิพพานดีกว่า มีตัวตัดสินของคุณว่ามานิพพานดีกว่า ก็มาเลยทุ่มแรงมาเลย อาตมาว่างานนี้งานพุทธาภิเษกครั้งนี้ อาตมาว่าได้มาย้ำ อนุตตริยะ เป็นสิ่งสูงสุดแล้ว แล้วตัดสินใจ อย่าพร่าวินาทีอีกเลย ฟังถึงวันนี้เข้าใจให้ดี ให้ตัดสินเอาสิ่งที่ควรได้ เราจะได้รีบรวมหมู่กลุ่ม ทุกวันนี้บ้านเมืองแย่เหลือเกิน จะช่วยได้ เราต้องมีอนุตตริยธรรมของเรา เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ไม่เช่นนั้นไม่มานั่งอย่างนี้หรอก แต่นี่มาเงี่ยโสตสดับ แสดงว่านี่คือเนื้อ เพราะน้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน เป็นพลังปรอทไปช่วยโฟมหน่อย โฟมมันขยายตัวมาก ถ้ามวลเราแน่น ก็จะขยายตัวช่วยชาติได้มากขึ้น โฟมมันใหญ่แต่สู้คนที่มีคุณภาพปริมาณเดียวกันที่มารวมกัน เพราะเราชัดเจนว่านี่คือ อาริยธรรม ที่สมเด็จพ่อคือ พระพุทธเจ้าว่าท่านมี DNA นี้ เราจะเข้าตระกูลนี้ไหม ตอนนี้คุณไม่ได้ อยู่นอก protoplasm เข้ามานิวเคลียส จะได้มีพลังงาน นิวเคลียสหากมี “ อนุตตระบอมบ์ ” ใครยิ่งมาตีแตก ยิ่งระเบิดเป็นกัมมันตภาพรังสีแห่งอาริยะ ไม่ใช่กัมมันตภาพรังสีที่จะทำลายโลก แม้เขาตีไม่แตก เราก็ต้องแผ่รังสีอนุตตริยะ แผ่ไป แต่แผ่ไปแล้วสะท้อนกลับไปเจอผนังด้าน เราก็ต้องพยายามรวบรวมส่งคืนไปใหม่ จนกว่าจะกระเทาะผนังด้าน เราไม่ละความเมตตากรุณา
เมื่อพูดถึงความตายก็นึกถึงคุณสาธิต ตอนนี้แม่เสีย เราอยู่ที่นี่จนจบงาน ตกลงจะเผาวันที่ 29 ก.พ. ที่ปฐมอโศก อาตมาก็จะไป เราก็ติดงานที่นี่เลยไม่ได้ไปช่วยก็ขอผลัดไปก่อน พูดถึงงาน ศิลปะโลกุตระ เราก็มีศาสตร์ พุทธศาสตร์ แล้วเราจะขยายผลอย่างมีศิลปะ ถ้าเอาแต่เนื้อศาสตร์มันแข็ง คนรับยาก ไม่มีอะไรชวนใจ นี่คือความรู้ที่เราต้องรู้ศาสตร์และศิลป์ แต่ทุกวันนี้คนรู้ศิลปะเพี้ยนๆ ครอบงำหลอกกัน ศิลปะก็มีผสมสองส่วน idealistic กับ realistic เอาไว้ค่อยอธิบายคำว่าศิลปะจริงๆ คืออะไร ถ้าศาสตร์เฉยๆ ก็ดี เอามาแพร่กัน
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อนุตตริยะ 3 ใน จูฬสัจจกสูตร ขอยกตัวอย่างเรื่องจริงในยุคนี้ คุณสุลักษณ์ เป็นคนมีลักษณะดี ได้รับการยอมรับว่าเป็นปราชญ์แห่งสยาม ผู้รู้จึงเป็นต้นแห่งศาสตร์ ส่วน อาตมาเป็นรามรักษ์ รักษาลีลาของราม ถ้าเข้าใจแก่นของพระศิวะกับพระราม ที่เป็นรากเหง้าของศาสนา จนยาวนานมาก เปลี่ยนไปมาระหว่างพราหมณ์กับพุทธ มายุคนี้มีแต่พระมหาศาล เหมือนยุคพระพุทธเจ้า ฮินดูก็เป็นพราหมณ์มหาศาลไปหมด ร่ำรวยไปด้วยกามคุณ หยิ่งผยองเต็มอัตตา เหมือนอัคคิเวสสนะ ผยองอวดดีทำตัวใหญ่กว่าพระพุทธเจ้า ว่าตนเองรู้สมบูรณ์แบบ เสร็จแล้วก็ไม่จริง จะให้พระพุทธเจ้าเหงื่อจั๊กกะแร้ออกเลย เขาโผล่มาก็บอกว่า ตนเองเป็นนักโต้ เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์ที่เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์แม้ที่ปฏิญญาตนว่า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ปรารภโต้ตอบวาทะกับเรา จะไม่พึงประหม่า ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว ไม่มีเหงื่อไหลจากรักแร้ แม้แต่คนเดียวเลย หากเราปรารภโต้ตอบวาทะกะเสาที่ไม่มีเจตนา แม้เสานั้นปรารภโต้ตอบวาทะกับเราก็ต้องประหม่า สะทกสะท้าน หวั่นไหว จะป่วยกล่าวไปไยถึงมนุษย์เล่า. (อาตมาไม่ประกาศอย่างนั้นนะ ประกาศอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ยืนยันว่าจริง) ทรงซักถามอัคคิเวสสนะด้วยอุปมา [397] พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ถ้าอย่างนั้น เราจักสอบถามท่านในข้อนี้แหละ ท่านเห็นควรอย่างไร ท่านพึงแก้ไขอย่างนั้น ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน อำนาจของพระราชามหากษัตริย์ ผู้ได้มุรธาภิเษกแล้ว เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือพระเจ้ามคธ อชาตศัตรูเวเทหิบุตร อาจฆ่าคนที่ควรฆ่า ริบราชบาตรคนที่ควรริบ เนรเทศคนที่ควรเนรเทศพึงให้เป็นไปได้ ในพระราชอาณาเขตของพระองค์มิใช่หรือ? ส. ท่านพระโคดม อำนาจของพระราชามหากษัตริย์ ผู้ได้มุรธาภิเษกแล้ว เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือพระเจ้ามคธอชาตศัตรูเวเทหิบุตร อาจฆ่าคนที่ควรฆ่า ริบราชบาตรคนที่ควรริบ เนรเทศคนที่ควรเนรเทศ พึงให้เป็นไปได้ในพระราชอาณาเขตของพระองค์ แม้แต่อำนาจของหมู่คณะเหล่านี้ คือ วัชชี มัลละ อาจฆ่าคนที่ควรฆ่า ริบราชบาตรคนที่ควรริบ เนรเทศคนที่ควรเนรเทศ ยังเป็นไปได้ในแว่นแคว้นของตนๆ เหตุไรเล่า อำนาจเช่นนั้นของพระราชามหากษัตริย์ ผู้ได้มุรธาภิเษกแล้ว เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือพระเจ้ามคธอชาตศัตรูเวเทหิบุตร จะให้เป็นไปไม่ได้ อำนาจเช่นนั้นของพระราชามหากษัตริย์ ผู้ได้มุรธาภิเษกแล้วนั้นต้องให้เป็นไปได้ด้วย ควรจะเป็นไปได้ด้วย. พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ข้อที่ท่านกล่าวว่า รูปเป็นตนของเรา อำนาจของท่านเป็นไปในรูปนั้นว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าได้เป็นอย่างนี้เลย ดังนี้หรือ? เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้แล้ว สัจจกนิครนถ์ก็นิ่งเสีย ถึงสองครั้ง ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสกะสัจจกนิครนถ์ว่า ดูกรอัคคิเวสสนะ กาลบัดนี้ ท่านจงแก้ ไม่ใช่การที่ท่านควรนิ่ง ดูกรอัคคิเวสสนะ ผู้ใด อันตถาคตถามปัญหาที่ชอบแก่เหตุแล้วถึงสามครั้ง มิได้แก้ศีรษะของผู้นั้นจะแตกเป็นเจ็ดเสี่ยงในที่เช่นนั้น. สมัยนั้น ท้าววชิรปาณีสักกเทวราช ถือกระบองเพชรลุกเป็นไฟรุ่งเรืองลอยอยู่ในเวหา ณ เบื้องบนศีรษะสัจจกนิครนถ์ ประกาศว่า ถ้าสัจจกนิครนถ์นี้ อันพระผู้มีพระภาคตรัสถามปัญหาที่ชอบแก่เหตุแล้วถึงสามครั้ง มิได้แก้ปัญหา เราจักผ่าศีรษะสัจจกนิครนถ์นั้นเจ็ดเสี่ยงในที่นี้แหละ. (จิตสองคนนี้ถึงกัน ใครแพ้ใครชนะรู้กันอยู่ สัจจกนิครนธ์นี้ไม่เบี้ยวสัจจะ พระพุทธเจ้าเอาความจริงมาข่มสัจจะ สัจจะที่หลงตนเองเจอสัจจะแท้ที่เหนือกว่า เลยเหงื่อรักแร้ไหล ท่านพูดเป็นวชิรปาณี วชิระแปลว่าแก้ว คำว่าปาณีคือผู้เห็นแก่ชีวิต แต่จิตสองคนนี้เห็นเช่นนี้ว่า แพ้เป็นแพ้ ชนะเป็นชนะนะ อย่าไปเบี้ยวนะ เท่ากับหัวแตกเจ็ดเสี่ยงเลย ผู้สัจจะแท้จะตรงถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด นี่คือสัจจะ) ท้าววชิรปาณีนั้น พระผู้มีพระภาคกับสัจจกนิครนถ์เท่านั้นเห็นอยู่ ในทันใดนั้น สัจจกนิครนถ์ ตกใจกลัวจนขนชัน แสวงหาพระผู้มีพระภาค เป็นที่ต้านทานป้องกันเป็นที่พึ่ง ได้ทูลว่าพระโคดมผู้เจริญ ขอจงทรงถามเถิด ข้าพเจ้าจักแก้ ณ บัดนี้. [398] พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านกล่าวอย่างนี้ว่ารูปเป็นตนของเรา ดังนี้ อำนาจของท่านเป็นไปในรูปนั้นว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนั้นเถิดอย่าได้เป็นอย่างนี้เลย ดังนี้หรือ? ส. ข้อนี้เป็นไปไม่ได้เลย พระโคดมผู้เจริญ. พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจงทำไว้ในใจเถิด ครั้นทำไว้ในใจแล้ว จึงกล่าวแก้ เพราะคำหลังกับคำก่อน หรือคำก่อนกับคำหลังของท่านไม่ต่อกัน ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาเป็นตนของเรา สัญญาเป็นตนของเรา สังขารทั้งหลายเป็นตนของเรา วิญญาณเป็นตนของเรา ดังนี้ อำนาจของท่านเป็นไปในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณว่า เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย และวิญญาณของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าได้เป็นอย่างนี้เลย ดังนี้หรือ? ส. ข้อนี้เป็นไปไม่ได้เลย พระโคดมผู้เจริญ. พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจงทำในใจเถิด ครั้นทำไว้ในใจแล้ว จึงกล่าวแก้ เพราะคำหลังกับคำก่อน หรือคำก่อนกับคำหลังของท่านไม่ต่อกัน ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูป เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย และวิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ส. ไม่เที่ยง พระโคดมผู้เจริญ. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข? ส. สิ่งนั้นเป็นทุกข์ พระโคดมผู้เจริญ. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตนของเรา? ส. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระโคดมผู้เจริญ. พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ผู้ใดติดทุกข์ เข้าถึงทุกข์อยู่แล้ว กล้ำกลืนทุกข์แล้ว ยังตามเห็นทุกข์ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตนของเราดังนี้ ผู้นั้นกำหนดรู้ทุกข์ได้เอง หรือจะทำทุกข์ให้สิ้นไปได้แล้วจึงอยู่ มีบ้างหรือ? ส. จะพึงมีได้เพราะเหตุไร ข้อนี้มีไม่ได้เลย พระโคดมผู้เจริญ. พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านติดทุกข์ เข้าถึงทุกข์อยู่แล้ว กล้ำกลืนทุกข์แล้ว ยังตามเห็นทุกข์ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตนของเรา ดังนี้ มิใช่หรือ? ส. ไฉนจะไม่ถูก พระเจ้าข้า ข้อนี้ต้องเป็นอย่างนั้น พระโคดมผู้เจริญ.
[399] พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ เปรียบเหมือนบุรุษมีความต้องการแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้อยู่ ถือเอาผึ่งที่คมเข้าไปสู่ป่า เขาเห็นต้นกล้วยใหญ่ต้นหนึ่งในป่านั้น มีต้นตรง ยังกำลังรุ่น ไม่คด เขาจึงตัดต้นกล้วยนั้นที่โคนต้น แล้วตัดยอด ริดใบออกเขาไม่พบแม้แต่กระพี้ แล้วจะพบแก่นได้แต่ที่ไหน แม้ฉันใด ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านอันเราซักไซ้ไล่เลียง สอบสวน ในถ้อยคำของตนเอง ก็เปล่า ว่าง แพ้ไปเอง ท่านได้กล่าววาจานี้ในที่ประชุมชน ในเมืองเวสาลีว่า เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์ที่เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ แม้ที่ปฏิญญาตนว่า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ปรารภโต้ตอบวาทะกับเราจะไม่พึงประหม่า ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว ไม่มีเหงื่อไหลจากรักแร้ แม้แต่คนเดียวเลย หากเราปรารภโต้ตอบวาทะกะเสาที่ไม่มีเจตนา แม้เสานั้นปรารภโต้ตอบวาทะกับเรา ก็ต้องประหม่า สะทกสะท้าน หวั่นไหว จะป่วยกล่าวไปไยถึงมนุษย์เล่า ดังนี้ ดูกรอัคคิเวสสนะหยาดเหงื่อของท่านบางหยาด หยดจากหน้าผากลงยังผ้าห่มแล้วตกที่พื้น ส่วนเหงื่อในกายของเราในเดี๋ยวนี้ไม่มีเลย ดังนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคทรงเปิดพระกาย มีพระฉวีดังทอง ในบริษัทนั้น. เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สัจจกนิครนถ์นั่งนิ่งอึ้ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ. [400] ในลำดับนั้น เจ้าลิจฉวีผู้มีนามว่าทุมมุขะ ทราบว่า สัจจกนิครนถ์นิ่งอึ้ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive