590506_พุทธศาสนาตามภูมิ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน ๔.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590506 พุทธศาสนาตามภูมิ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน 4 พ่อครูว่า….วันนี้วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม 2559 ที่บวรราชธานีอโศกเราก็มาศึกษากันต่อ ผู้ที่เป็นเสขบุคคล เป็นเปรตมาก่อนแล้วก็มาสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ แล้วก็ปฏิบัติมีส่วนแห่งบุญ ละกิเลสเป็นส่วนๆ จนหมดกิเลส ปุญญาปาปริกขีโณ

_0893867xxx นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บ้านราชฯนร.สสข. บุญนิยมทุกท่านseufaasin 5/5/2016 19:21 _0893867xxx วันฉัตรมงคลได้ไปทำบุญถวายเป็นพระราชกุศลแด่พ่อหลวงฯของปวงไทยฯขออนุโมทนาญตธ.ศาลีอโศกได้ ทำบุญถือศีลกินมังสะขัด เกลาใจน้อมจิตร่วมกันสาธุskk _0805925xxx คนส่วนมากก็เข้าใจว่าอโศกเป็นผู้ให้เลยหวังมาพึ่งพักพิงโดยไม่รู้ว่าที่แห่งนี้เป็นที่ฝึกกายใจลดกิเลส!ถึงจะสงสารแต่เราก็เข้าใจนะกรรมใครกรรมมัน _0893867xxx พ่อหลวงผู้ทรงทศพิธราชธรรมทรงพระราชนิพนธ์พระมหาชนกตามรอยธรรมพระศาสดาในเรื่องวิริยฯวิริยอุปฯ วิริยปรมัตถบารอันมีสังวรฯ ปหานฯ ภาวนาฯ อนุรักขนาปธานฯ _0893867xxx ธรรมที่พ่อหลวงทรงปกครองปชช.ด้วยพระเมตตาฯทรงสอนพสกนิกรให้มีความเพียรในธรรม!ลูกไทยขอน้อม เจริญรอยตามฯสาธุ _0805925xxx กุศลกรรมดีมิใช่เหรอที่เป็นเงาติดใจเราไปทุกชาติส่งผลสุขสบายตามวาระกรรมแม่นบ่?ปลายฝน _0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูสอนให้เข้าใจธรรมะพระศาสดาที่เข้าถึงเข้าใจด้วยตัวเองยากจนเข้าถึงธรรมเข้าใจคำสอนดีขึ้นตามลำดับสาธุ _0805925xxx ด้ายยยเวลาเลบานอนอาหลับราตรีบ๊ายบาย!ปลายฝน 5/5/2016 20:11 _0824883xxx I ALWAYS NEED BOON MORE THAN BAHT SIR RADM MINT 5/5/2016 20:11 _0815371xxx นมัสการพ่อครูคนนอกอโศกนี้เขาไปวัดทอดกฐินผ้าป่าฝังลูกนิมิตคือการไปทำบุญถูกไหมครับ 5/5/2016 20:13 _0893867xxx ขอบคุณบุญนิยมกับธรรมะพ่อครูสอนเรื่องสันตานังปุนาติว

อ่านต่อ

ิโสเธติ!การทำบุญด้วยการชำระกิเลสในสันดานให้สะอาดหมดจดจรธ.skk 5/5/2016 20:15 _0824883xxx THE COLOUR OF A RIPE PAPAYA AND MANGO IS YELLOW SIR RADM MINT 5/5/2016 20:22 _0818557xxx กราบนมก.พ่อท่าน ท่านลูกเล่นน่าดูชม หมดเวลา ไม่ได้พูดไรเท่าใด ท่านพูดตั้งเยอะแยะนะเจ้าค่ะ...555...อิอิอิ.. 5/5/2016 20:27 _0816800xxx หนังสือ 7 เล่ม ได้รับแล้วนะคะ ช่วงสงกรานต์ได้ไปทำบุญที่ศาลีอโศกท่านสมณะที่ศาลีอโศกจัดให้ค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ 5/5/2016 20:28

จม.จากหายโง่ 5 พฤษภาคม 2559 เมื่อวันที่ 7 เมษายน ศกนี้ เราโน่ไปตรวจมวลกระดูกที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิ์ฯ พบว่ากระดูกผุพรุน แถมเจาะเลือดพบเป็นโรคไตระยะ3 ติดเชื้อ อักเสบเอกซเรย์พบนิ่วก้อนใหญ่ในถุงน้ำดี หมอให้ยาปฏิชีวนะแก้อักเสบ ดิฉันต้มรากหญ้าคา รากหญ้าขัดมอญ รากเตยให้ดื่มแทนน้ำดื่มชาชงหญ้าหนวดแมว ทานอาหารรสไม่จัด วันที่27 เมษายนไปตรวจปัสสาวะพบว่า การติดเชื้อน้อยลงไม่ต้องทานยาปฏิชีวนะแต่วันที่ 23 พ.ค.นี้ต้องไปทำอุลตร้าซาวน์ดูก้อนนิ่ว ว่าจะต้องสลายไหม เราโน่สุขภาพจิตดีเยี่ยมไปทำงานที่โรงถ่านทุกวันตั้งแต่บ่ายโมงหากไม่มีธุระ หรือไม่ได้นัดหมอ ดิฉันทำ นาโนยูรีน ให้ดื่มด้วย กลายเป็นเภสัชกรจำเป็นต้มยาทั้งวัน เราโน่กลับจากโรงถ่านถึงบ้าน5โมงเย็น ดิฉันทำซุปรสไม่จัดให้ทานทุกเย็น เวลาไปฟังธรรมไม่มี เราโน่ก็เกรงใจที่ดิฉันไม่ได้ไปฟังธรรม แต่ดิฉันยินดี เป็นการให้กำลังใจเขาจากบ้านมาไกลหวังฝากผีไว้ที่นี่ก็ดูแลจนถึงที่สุดเขาไม่มีอาการป่วยเลยค่ะ ดูสดใสด้วยซ้ำคงกำลังจิตดี ดิฉันตื่นแต่เช้าอ่านคำบรรยายของพ่อครูที่ท่านกรุณาบันทึกได้ประโยชน์มากค่ะ กราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ ดิฉันมีคำถามเกี่ยวกับการแสดงธรรมเมื่อวันที่ 4 พ.ค.(ตามไฟล์ที่แนบมา)หากมีเวลาโปรดกรุณาปรินท์ถวายพ่อครู(ตอบไปแล้ว)

กราบขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ ไฟล์ภาพที่ส่งมาคือภาพเมื่อเร็วๆ นี้ สมณะอุตตโม และสมณะเด่นตะวันช่วยชี้แหล่งรากหญ้าที่เอามาต้มรักษาโรคไตได้ผลดีมากระดับไม่ต้องทานยาปฏิชีวนะ หมอคนแรกที่ตรวจบอกว่าต้องทานยาปฏิชีวนะไปตลอดชีวิต แต่พิสูจน์แล้ว่ารากหญ้าช่วยได้ค่ะ กราบมาด้วยศรัทธาและเคารพอย่างสูง หายโง่

6 พ.ค. 59 แรงบันดาลใจจากที่เมื่อวานนี้ มีคนเขียนมาว่า ที่นี่ถูกมองว่าเป็นสถานสงเคราะห์ ดิฉันทราบมาอีกว่ามีคนซื้อที่ในนี้หมายจะใช้เป็น"ออร์แกนิค รีสอร์ท" คือสร้างบ้านทิ้งไว้ มาอยู่ชั่วคราวเพื่อพักผ่อน อากาศดี มีอาหารไร้สารพิษให้บริโภค ฟรี ทราบว่าซื้อที่ไว้แล้ว โดยกรรมการไม่ทันได้แจ้งกติกาชัดเจน เหตุเพราะ ชาวอโศกที่อ้างว่า"รักพ่อ"ยังอิดออด ไม่อยากมา จึงบุคคลที่มิใช่เป้าหมายพยายามเข้ามา หากบทกวี(กลอนเปล่า) นี้ไม่รบกวนเวลาแสดงธรรมนัก ขอได้โปรดพิจารณาถวายพ่อครูกรุณาอ่าน แต่ถ้าเวลาไม่พอก็ไม่เป็นไรค่ะ กราบขอบพระคุณในความกรุณาเสมอมา กราบมาด้วยศรัทธาและเคารพอย่างสูง

หายโง่ หากลูกรักพ่อด้วยน้ำใสใจจริง พ่อเรียกแล้วเรียกอีกให้กลับบ้าน หากลูกรักพ่อด้วยน้ำใสใจจริง จะลดกาม อัตตา(หากยังไม่อยากละ แค่ลดก็ได้) มุ่งมาช่วยกันสร้างบ้านแปงเมือง เพื่อใครหรือ หากลูกรักพ่อด้วยน้ำใสใจจริง มงคลอันเป็นผลแห่งความกตัญญูย่อมเกิดขึ้นแก่ตนโดยสัจจะ หากลูกรักพ่อด้วยน้ำใสใจจริง จะไม่หาเหตุผลโอ้เอ้ หากลูกรักพ่อด้วยน้ำใสใจจริง ที่นี่ ราชธานีอโศก..จะไม่เป็นสถานสงเคราะห์คนสิ้นไร้และไม่คิดพัฒนาตน เพียงแค่เป็นเพียง ปลิง ทาก ที่นี่ ราชธานีอโศก..จะไม่เป็นที่พักหลบมุมของคนคร้าน ที่นี่..ราชธานีอโศก.. จะเป็นครอบครัวอาริยะตามแนวทางของพระพุทธองค์ มุ่งตรง แม่นทิศ โดย “พ่อ” เป็นผู้นำทาง ขอผองเราจงรักพ่อด้วยน้ำใสใจจริงกันเถิด..ความสุขอันประเสริฐจักเกิด แก่เราแน่นอน ด้วยน้ำใสใจจริง

นิรนาม

6 พ.ค.59 อาตมาว่า… คนทั้งหลายในโลกต้องอาศัยใช้เวลาที่มีอยู่และผ่านไป แต่ละวันๆนี่แหละ..เป็นอยู่ให้แก่ชีวิต โดยเฉพาะใช้ศึกษา ฝึกฝนตนเอง ซึ่งเราเรียกกันสั้นๆ ว่า “ทำงานทำการ” หรือพูดให้ครบ ก็คือ ชีวิตเป็นอยู่ก็ทำงานทำการให้ดี ก็คือให้ชีวิตเจริญ ถ้าเป็นชาวพุทธที่มีภูมิปัญญาก็ทำให้ถึงขั้น“บุญ” แต่คนทั้งหลายก็ไม่เคย“ฉุกคิด”กันเลยว่า คำว่า“ชีวิตเจริญ”ของคนนั้นที่แท้มันลึกซึ้งละเอียดลออแค่ไหน? ส่วนมากก็มีแต่ระวัง“ กรรม 3”(กายกรรม-วจีกรรม-มโนกรร ม) ของตนอยู่บ้าง ด้วยสามัญสำนึกว่า“ทำกรรม 3 ให้ดี” อย่าให้เป็น“ทุจริต”หรืออย่าให้เป็น“บาป”หรืออย่าให้เป็น“อกุศล” ยิ่งถึงขั้น “บุญ”นั้น ชาวพุทธทุกวันนี้ ไม่รู้ความเป็นจริงของคำว่า“บุญ”กันแล้ว ว่า หมายความถึงอะไร? หลงผิดกันไปหมดแล้วมั้ง! เพราะเห็นพากันไปเข้าใจว่า“บุญ”หมายถึง“ภาวะ”ของคุณงามความดีที่เป็นแค่“กุศล”เท่านั้น คนส่วนมากเข้าใจคำว่า“บุญ”เลอะเทอะเละเทะ เข้าใจคำว่า“บุญ”ออกนอกขอบเขตพุทธไปไกลมากแล้ว ชาวพุทธทั้งหลายทั้งปวงทุกวันนี้ แทบจะไม่เหลือใครเลยแล้วที่“ทำบุญ” เป็น“บุญ”สัมมาทิฏฐิ “บุญ”ได้กลายเป็น“มิจฉาทิฏฐิ” (ความเข้าใจผิด)กันจนแม้กระทั่งเศษธุลีละอองของ“ความเข้าใจถูก”ใดๆ ก็ไม่เหลือเลย “บุญ”ได้กลายเป็นสินค้าที่โลดโผนโจนทะยานเก่งกาจชนิดที่ลึกลับกว่า“นินจา”หลายร้อยเท่าพันเท่า ชาวพุทธจึงต่างพากัน“แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ” โดย“ทำบุญ”ไม่เป็น“บุญ”เลย แต่เป็น“บาป”กันจริงๆแล้ว “ทำบุญ”ได้“บาป”กันเกินกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นไหนๆ ไปไหนๆ นั่นคือ ไปนรกลึกหรือต่ำสุดๆ ยิ่งนั่นเอง โดยไม่รู้ตัว ไม่ฉุกใจ ไม่ไหวทันกันเอาเลยซึ่งมันผิดสัจจะไปใหญ่ จนกู่ไม่กลับกันแล้วจริงๆ ( 1) “ศิลปะโลกุตระ”ประเด็นสำคัญยิ่ง คือ คำว่า“บุญ” เป็นต้นว่า เข้าใจคำว่า“บุญ”คือ“วิมาน” ที่หมายถึงแค่ภพในอนาคต สองเป็น“กุศล” ที่หมายถึง สิ่งอาศัยพักพิง สามหมายถึง “ชาติ” อันเกิดเป็นตน นี่แหละผิดทั้ง 3 ประเด็น เพราะ“อนาคต”นั้นได้แก่ ภาวะที่ไม่เคยมาถึงเราสักที ไม่เคยเป็นปัจจุบันใดๆ สักครา ยังอยู่ในสายลม ยังไม่ถึงมือเราเลยสักครั้ง แต่ผู้ไม่รู้(อวิชชา) ก็ไปหลงผิดวาดหวังติดยึดอยู่กับ“วิมาน”นั้นไปตลอดกาล “อนาคต”จึงเป็นแค่“วิมาน” “วิมาน”จึงเป็น“ภาพ หรือภพที่วาดหวังใส่ไว้ในใจตน”เท่านั้น “วิมาน”ไม่ใช่“ภาวะที่มีจริง เป็นจริง”เลยสักนิด แต่ผู้ไม่รู้(อวิชชา) ก็ไปหลงผิด เอาแต่ติดยึด“อนาคต”นั้น แล้วก็ แสวงหาคว้าลมกันอยู่กับ“อนาคต”นี้กัน คนผู้นี้จึงไม่หลง“วิมาน” และรู้ภาวะ“ปัจจุบัน”ที่มีสัมผัสเป็นปัจจัย แล้วปฏิบัติกับ“เวทนา”เป็นฐานแท้ นี่คือ “ทิฎฐิ 44” (อปรัน ตกัปปิกทิฏฐิ 44) ที่เป็น“มิจฉาทิฏฐิ”ทั้งหมดทั้งสิ้นในความเป็น“อนาคต”ทั้งหลาย เท่าที่พระบรมพุทธศาสดา ได้ตรัสรู้ และนำมาประกาศไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 45 ไปถึง ข้อ 50 ผู้ที่มี“ความรู้”ในความเป็น“อดีต”ชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว ว่า เป็นเรื่องที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว อย่าไปงมจมอยู่กับ“อดีต”ต่อไปเลย เพียงรู้ไว้เป็นเรื่องใช้เปรียบเทียบในการศึกษา เพื่อปฏิบั ติ“ธรรมะ 2”เท่านั้นก็พอแล้ว “อดีต”ไม่มีวันจะมามีใน“ปัจจุบัน”ได้เลย จึงจะมีก็แต่“อนาคต”เท่านั้นที่จะเป็น“ธรรมะ 2”กับ“ปัจจุบัน”ให้เราปฏิบัติ ทำความเป็น“1 ใน 2”สำเร็จได้ “ความรู้”ดังว่านี้ คือ ศาสตร์ ชัดเจนแจ่มแจ้งในตน เป็นหลักยึด แล้วมี“ความจริง”ที่เป็น“ธรรมะ 2” คือ สุมมุติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ ทำงานอยู่กับสังคม ถ้าเป็น“ความรู้”ของเราคนเดียว ก็เป็นแค่“ศาสตร์” เป็นแค่“ความรู้”ที่เรากำหนดรู้อยู่แต่เดียว นี้คือ “สัญญายะ นิจจานิ” เป็น“ปรมัตถสัจจะ”อยู่แต่เราเดียวดาย ยังไม่ชื่อว่า “ศิลปะ” เป็นแค่“ศาสตร์”เท่านั้น ถ้า“ศิลปะ”ต้องมี“ธรรมะ 2” มีทั้ง“ศาสตร์” ทั้ง“ศิลป์” สมมุติสัจจะ คือ สัจจะที่ต้องมี“สมมุติ” สมมุติ ก็คือ มีผู้อื่น“รู้”ร่วมกับเราด้วย(ต้องมีตั้งแต่สองขึ้นไป) ไม่ใช่“รู้”แต่เราอยู่ผู้เดียว ส่วน“ปรมัตถสัจจะ”นั้นทั้งรู้แต่เราก็ได้ ก็เรานั่นแหละที่ยึดว่าเป็น“ความรู้”ของเรา แต่ถ้ามีผู้อื่นรู้ด้วย ก็เป็น“ศาสตร์”ที่แพร่หลายออกไปยิ่งขึ้นกับผู้อื่น ทีนี้ ถ้า“รู้”เฉพาะเราแต่ผู้เดียว ไม่มี“สมมุติ” ก็ยังไม่นับว่า“ศิลปะ” ยังเป็น“ศาสตร์”เฉพาะตนโดดๆ “ศิลปะ”ต้องมีผู้อื่นร่วม“รู้”ด้วยเข้าใจได้เป็น“ธรรมะ 2” นั่นคือ มีทั้ง“ปรมัตถสัจจะ” และทั้ง“สมมุติสัจจะ” “ศาสตร์”นั้นจะแพร่หลายแค่ใดมากมายแค่ใดก็เป็นแค่“ศาสตร์”เป็นวิทยาศาสตร์เท่านั้น เพราะแค่“ศาสตร์”ที่ยังไม่มีความรู้ขั้นเปลี่ยน DNA ของ“จิตนิยาม”ได้ยังไม่เป็น“วิชชาศาสตร์” เพราะยังไม่ถึงขั้นเป็น Phenomenalogy ยังไม่สามารถมีใช้“สัปปุริสธรรม 7 กับมหาปเทส 4” ตัดสินสัจจะให้ความพอเหมาะพอดี ซึ่งบางครั้งก็ต้องยืนอยู่บนฐานของ“สมมุติสัจจะ” บางคราก็ยืนอยู่บนฐานของ “ปรมัตถสัจจะ” ตามความเหมาะสมของ“เอกภาพ”นั้นๆ ส่วน“มหาปเทส 4”ของพระพุทธเจ้านั้น“อนิจจัง”แท้ โดย“อนุโลม”หรือ“ปฏิโลม”ไปกับสังคมกับโลก ตามปรากฏการณ์(ปาตุภาวะ = phenomena) ที่เกิดอยู่เป็นอยู่จริงของเหตุปัจจัยในกาละนั้นๆ อย่างไม่มี“อคติ”แท้เด็ดเดี่ยวและได้กำจัด หรือระงับส่วนที่แรงที่ร้ายในขณะนั้นได้สำเร็จ ให้องค์รวมของหมู่กลุ่มดำเนินไปได้ ไม่วุ่น ไม่กวน ไม่เสียหาย ไม่แรงจนร้ายได้สำเร็จ แต่แรงเต็มที่อย่างพอดีจึงจะเรียกว่า“บุญ” เริ่มเข้าข่าย“โลกุตระ” ผู้ทำ“บุญ”เป็นผล “ทำบุญ”มี“ส่วนบุญ”(ปุญญภาคิยะ)เกิด จึงจะนับว่าเป็น“โลกุตระ” เป็น“เปรต”ที่มีฐานะ“เสขบุคคล” (2) “การประมาณ”ที่ได้สัดส่วนพอเหมาะจึงจะเป็น“ศิลปะ” การจัดการ“ประมาณ”(มัตตัญญู)สัดส่วน ผสมได้ส่วนพอเหมาะพอดีที่สุด(harmony) แม้จะมี“จุดเด่น”(highlight)ที่ เด่นได้ในหมู่ โดยหมู่ยอมรับ ยกให้เป็นจุดเด่นของหมู่ ด้วยคะแนนของหมู่ มากเกินกว่าหมู่อื่นอย่างซื่อสัตย์โดยแท้ ฉะนี้แล คือความสามารถของ“ศิลปิน” ต้นแรกของความสามารถ นับเป็น“ศิลปิน”ขั้นโลกุตระ แต่ที่เป็น“ศิลปะ”โลกียะนั้น คือการบำเรอกิเลสอยู่ แต่มีเงื่อนไขแค่ว่า ต้อง“สุจริต” ไม่ผิดกฏหมาย ไม่ผิดวินัย ไม่ผิด“สมมุติ”ของคนส่วนมาก( เยภุยยสิกา ) มี“ความพอใจ-ความชอบใจ-ความสุขใจ” แม้จะยังบำเรอกิเลสอยู่ ก็ยังได้ ดังนี้แลคือ ผู้ทำ“ศิลปะ”โลกียะ หรือที่เป็น“ศิลปะโลกีย์” นับเป็น “ศิลปะ” ประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก เริ่มต้น อาตมาแบ่งศิลปะออกเป็น 5 ระดับ คือ ลามก ราคะ สาระ ธรรมะ โลกุตระ ส่วนที่จะนับเป็น“ศิลปะโลกุตระ”ได้นั้น ต้องนับเอาที่“จิตใจ”เป็นหลัก ว่า เป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิต-เจตสิก หรือ“กาย-เวทนา-จิต-ธรรม ถึงขั้นกายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม” แยก“มโนปวิจาร 18”ที่เป็น“โลกียะ”(เคหสิตเวทนา 18) กับที่เป็น“โลกุตระ”(เนกขัมมสิตเวทนา 18)ได้ ถ้าแค่“รู้”ได้ ก็แค่“พ้นสักกายทิฏฐิสังโยชน์ ” กับ“พ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์” 2 สังโยชน์ แต่ยัง“ไม่พ้นสีลัพพัตตปรามาสสังโยชน์” ดังนั้น ที่สำคัญเป็นเงื่อนไขหลักคือ ต้องทำให้“ใจ”ของ เรากิเลสลดได้ จางคลายลงได้ “พ้นสีลัพพัตตปรามาสสังโยชน์”อย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริงสัมผัส“ใจ”เราเองจริงๆ จึงจะนับว่า เริ่มนับเป็น“ศิลปินโลกุตระ”ขั้นต้น ผู้สามารถทำ“จิตในจิต”ของตน กิเลสลดละลงได้จริง ผู้นั้นแหละเริ่มนับว่า เป็น“โลกุตระ”เป็น“อาริยะ”สำหรับตน แค่ตนเองเป็น“อาริยชน” เป็นมนุษย์โลกุตระ ขั้น “ปรมัตถธรรม”สำหรับตนแล้วแต่ยังไม่นับว่ามี“ศิลปะ” ที่เป็น“สมมุติสัจจะ” หากเมื่อใด ผู้นั้นไม่สามารถนำ“ความรู้”ที่เป็น“โลกุตระ”ออกมาเผยแพร่ให้คนอื่นภายนอกเริ่มรู้ร่วมเป็น“สมมุติสัจจะ” แล้วมีคนทำ“ปรมัตถธรรม”ของเขาได้ ผู้นั้นก็ยังไม่ชื่อว่า“ศิลปิน” มีโลกุตรธรรมครบ ก็ยังเป็นได้แค่ ผู้มี“ศิลปะโลกุตระ”สำหรับตนเท่านั้น จนกว่าจะเป็นผู้สืบทอด“โลกุตระ”ถ่ายทอด DNA หรือมีคนอื่นเปลี่ยน DNA ใน“จิตนิยาม”ของคนอื่นอีก ให้เกิด ต่อไปได้ ผู้นี้จึงจะชื่อว่า เป็น“ศิลปิน”เต็มตัว เป็นศิลปะโลกุตระ ครบสภาพ“ธรรมะ 2” เต็มรูปเต็มนาม (3) “บุญ”กับ“กุศล”ประเด็นสำคัญยิ่ง ที่จะเป็นโลกุตระ “ศิลปะ”ต้องเป็น“ธรรมะ 2”(อิตถีภาวะ กับ ปุริสภาวะ หรือสมมุติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ)ที่มี“ความแตกต่างกัน”(ลิงคะ,เพศ) ไม่ว่าจะเป็น“สิ่งมี”ที่เล็กที่สุดละเอียดที่สุดแห่งที่สุด(ribonucleic) ก็สามารถเห็น“ความแตกต่าง”ของภาวะนี้ และจัดการ(อภิสังขาร)กับ“ธรรมะ 2”นี้ให้เป็น“ธรรมะ 1”ได้สำเร็จ(เอกสโมสรณา ภวันติ) โดย“ธรรมะ 2” หรือ“ธรรมะมากมาย”นั้นอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนกัน(harmony) ผู้นี้แหละ คือ “ศิลปิน” ผู้งมงายอยู่แต่กับภาวะที่เป็น“ภพ”หรือ“ภาพ”ที่เป็น “อนาคต” ไม่หันเข้ามาหาความเป็น“ปัจจุบัน”ที่มี“ภาพ”แท้ มี“สัมผัส 6-อายตนะ 6-วิญญาณ 6”ศึกษา“ของจริง” ก็จะหลงงมอยู่แต่กับ“อนาคต”ที่มีทั้งหมดอยู่เพียง 44 ทิฏฐิเท่านั้น ไปตลอดกาลนาน ไม่มีทางบรรลุธรรมได้เลย และคำว่า“กุศล”นั้น หมายถึง สิ่งอาศัยพักพิงของชีวิต ได้แก่ ภาวะที่สบาย ภาวะที่เป็นสุข ภาวะที่เจริญก้าวหน้า เป็น“ภาวะที่มีอยู่ ไม่หายไปไหน” แม้มันจะกลายเป็นภาวะไม่สบาย ภาวะที่เป็นทุกข์ ภาวะที่เสื่อมไม่เจริญแล้ว มันก็ยังเป็นภาวะที่“มีอยู่” แต่เป็นความเสื่อมไป เรียกชื่อภาวะนี้ว่า “อกุศล” ภาวะนี้ยังไม่หายไปไหน “บุญ”นั้นได้หลงผิดว่าเป็นสมบัติที่คนพึงสะสมมาไว้ใส่ตน หอบหวง“บุญ” กอบโกย“บุญ” ให้แก่ตนมากๆ ฉันใด คล้ายกับการสะสมความเป็น“กุศล”ใส่ตนฉันนั้น นี่แหละ ผิด “ผิด”อย่างมหามหันต์ ผิดอย่างสำคัญมากในศาสนาพุทธ ซึ่งที่จริง“บุญ”กับ“กุศล”มีนัยสำคัญที่แตกต่างกันอย่างลึกซึ้งมาก ผลของ“กุศล”นั้นคือ“มี”ภาวะที่ดี..ถึงดีอย่างยิ่ง ไม่จบ ไม่สิ้นสุด “มี”เพิ่มไปได้ตลอดกาลที่ทำ“กุศล” “กุศล”ก็ยิ่ง“มี” ในตนมากขึ้นๆๆๆๆๆ ได้เรื่อยไป เพราะ“กุศล”ประหนึ่ง“ทรัพย์-ศฤงคาร” ยิ่งทำยิ่งได้ “มากมี”ทับทวียิ่งๆ ขึ้น “มี” ในตนไปได้ยิ่งขึ้นๆ ไม่มีที่สุด ส่วนคำว่า“บุญ”นั้น ประหนึ่ง“อาวุธฆ่าอกุศล-เครื่องประหารกิเลส” ยิ่งทำยิ่งลด “น้อยลงๆ”ตาม“ส่วนบุญ”(ปุญญภาคิยา)ที่ทำสำเร็จ ยิ่งสิ้นไป หมดเกลี้ยงเป็นที่สุด เป็นผู้“หมดบุญ”(ปุญญปริกฺขีโณ) หากเป็นผู้หมดสิ้นบาปในตน” ก็เป็น“ผู้หมดสิ้นบุญสิ้นบาป”(ปุญญบาปปริกฺขีโณ) คนผู้นี้ก็หมดเรื่อง“บุญ”สำหรับตน ไม่ต้อง“ทำบุญ”อีก “กุศล”เมื่อ“ทำแล้ว”ได้สะสมเพิ่มขึ้น มีมากขึ้นๆๆ แล้วก็ทำ“กุศล”ต่อไป ก็ยิ่งมี“กุศล”มากยิ่งๆขึ้น แต่“บุญ”นั้นเมื่อ“ทำแล้ว” กิเลสก็ลดละหน่ายคลาย ลดลงๆ หมดไปๆๆๆๆ จนที่สุด“บุญ”ก็หมดสิ้นไปจากตน เป็น“คนสิ้นบุญ”(อรหัตตผล) เป็น“ผู้สิ้นบุญสิ้นบาป”สนิท(ปุญญปาปปริกฺขีโณ) ผู้นี้ก็เป็น“อรหันต์” เนื่องจากผลของ“บุญ”คือ“กำจัด”ภาวะนั้นๆ ออกไป เช่น กำจัด“บาป”หรือ“อกุศล” จนที่สุด“ภาวะนั้นไม่มีเหลือเลย” ก็“จบกิจ” “จบกิจ”ก็เป็นอัน“หมดสิ้นบุญ”ไปเลย คนผู้“หมดสิ้นบุญ”ก็คือ ผู้“หมดส่วนบุญ”นั้นภาษาก็ว่าหมด“ปุญญภาค”หรือหมด“ปุญญภาคิยา” ได้แก่ ผู้พ้น ความเป็น“เสขบุคคล” หรือหมดความเป็นเปรต ก้าวหน้าขึ้นเป็น“อเสขบุคคล” (4) นัยสำคัญยิ่ง คือ“บุญ”นั้นยิ่ง“ไม่มี” แต่“กุศล”ยิ่ง“มี” ดังนั้น อรหันต์จึงคือ ผู้“จบกิจของบุญ” เป็นผู้“สิ้นบุญสิ้นบาป”(ปุญญปาปปริกฺขีโณ) เป็นผู้ไม่ทำบุญอีก ไม่มี“บุญ”แล้ว หน้าที่ของ“บุญ”เสร็จแล้ว “จบ”แล้ว “บุญ”ก็ไม่มีในตน ตนก็ไม่ต้อง“ใช้บุญ”สำหรับตนอีกแล้ว “บุญ”นั้นก็สำเร็จ ผลก็คือ เป็น“คนสิ้นบุญ”อย่างยั่งยืนตลอดกาล เป็น“คนไม่ต้องใช้บุญ-หรือไม่ต้องมีบุญสำหรับตนทำต่อไปอีกแล้ว” ในชีวิตที่จะ“มีอยู่”อีกกี่ชาติๆก็ตาม มีแต่“บารมี”เท่านั้นที่จะ“มี”มากขึ้นๆ ผลที่ได้ของ“บุญ”จึงไม่ใช่สิ่ง“มี” ไม่ใช่ภาวะที่ต้องสะสม ผลที่ได้ของ“บุญ”ยิ่ง“ไม่มี” แต่ผลที่ได้ของ“กุศล”ยิ่ง“มี” ยิ่งสะสม เพิ่มขึ้นๆๆๆ ผลที่ได้ของ“บุญ”ยิ่ง“หมดสิ้นไป” ผลสูงสุดคือ“สูญจบ” สูญสนิท ไม่เหลือแม้ธุลีละอองใด ยั่งยืนตลอดกาล ชาวพุทธเข้าใจผิดในคำว่า “บุญ”(มิจฉาทิฏฐิ) ผิดอย่างฉกาจฉกรรจ์ จนกระทั่งไร้ผลจากศาสนาพุทธกันเลยทีเดียว นี้เป็นความเข้าใจผิดของชาวพุทธที่สำคัญยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่มาก เพราะคำว่า“บุญ”นี้เองที่ทำให้ชาวพุทธทุกวันนี้พากันใช้คำว่า“บุญ”ทำลายศาสนาพุทธเสียเองด้วย เพราะชาวพุทธได้พากันหลงผิด โดยเฉพาะ“ผู้รู้”ที่มิจฉาทิฏฐิในคำว่า“บุญ” จึงได้พากันเอาคำว่า“บุญ”ไปหลอกคนว่า เป็น“วิมาน”ที่คนอยากได้มาสะสมไว้ในตนให้มากๆ ศาสนาพุทธเสื่อมหนักมากจริงๆ เพราะเหตุนี้ พ่อครู พูดถึงการพ้นภัย 5 ที่พ่อครูทำได้แล้ว จบ...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน