590508_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ กรรมฐานคือเวทนา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์341 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590508 วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ กรรมฐานคือเวทนา ส.ฟ้าไท ว่า...วันนี้วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม 2559 ที่บวรราชธานีอโศก….ลิงเป็นสมช.ที่คล่องแคล่วว่องไว ลิงมีทั้งลิงขยันและขี้เกียจ ถ้าขยันก็จะเจริญมาก หากขี้เกียจก็จะเสื่อมมาก ทุกวันนี้ชาวพุทธมีกรรมฐานต่างๆกันไปเช่น เพ่งลูกแก้ว หรือบางสำนัก ให้ท่องพุทธ-โธ อาตมาไม่เคยไปสำนักอื่น เคยอ่านบ้างแต่ไม่เคยไป อ่านหนังสือหลวงพ่อพุทธทาสก็มีบ้างเบื้องต้น แต่มาสำนักอโศก บอกกรรมฐานเบื้องต้น ถือศีล 5 กินมังสวิรัติเลย มันก็มีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตได้เลย เป็นกรรมฐาน ฐานะที่ทำให้เราลดละกิเลสเบื้องต้นแล้วพ่อครูก็สอนท่ามกลางบั้นปลายมา วันนี้พ่อครูจะมาสอนกรรมฐาน เป็นที่ตั้งแห่งชีวิตเราที่จะทำให้เราเดินไปอย่างมั่นคงหนักแน่นไปทิศทางที่ดี พ่อครูว่า...วันนี้อาตมาตั้งใจมาฉีกหน้า กรรมฐาน หรือกัมมัฏฐาน กรรมฐานคือจุดหรือสถานที่ที่จะปฏิบัติ จุดนั้นมีอะไรบ้าง พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพระไตรฯล.9 จุดนั้นคือ… จุดที่มีผัสสะเป็นปัจจัย ถ้าเว้นผัสสะเป็นปัจจัยเสียแล้วจะไม่เกิดเวทนา ไม่รู้สึกเสียได้ ไม่มี Action reaction จะต้องมีปฏิสังเวที มีการกระทบทวนไปทวนมา แล้วจะรู้จักอนุโลมปฏิโลมคือเข้าๆ ออกๆ อาการจะเกิดต่อเมื่อมีผัสสะ ในพระไตรฯล.9 สำคัญเลยเพชรเม็ดแรกของพระสูตรเลย ในพรหมชาลสูตรบอกว่าการปฏิบัติของคนทั้งหลายหรือความเห็นความรู้ความเข้าใจของคนมี 62 ชนิด ท่านประมวลมาแล้ว มีอดีต 18 อนาคต 44 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าทิฏฐิ 62 มีทิฏฐิทั้งหมดทั้งมวลมีแค่นี้ จะรวม ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิอีก 5 อยู่ในอนาคตนั้น พวกนั่งหลับตาจะไม่ได้มรรคผลของพุทธเลย เพราะไปหลงในอดีตกับอนาคต ไม่มีทางได้เลยเพราะไม่มีฐานที่จะปฏิบัติได้ เพราะคุณไปดับมันด้วยเช่นดับเวทนา พระพุทธเจ้าว่าต้องปฏิบัติที่เวทนาเป็นห

อ่านต่อ

ลัก เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกนั้นเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่มีเวทนาเป็นฐาน ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย ในพรหมชาลสูตรว่าไว้ ตั้งแต่ข้อ 51 เลย ต้องมีกาย คือรูปกับนามทำงานร่วมกัน เป็นอาการจิตเลยนะสำหรับกาย ที่พระพุทธเจ้าว่าคือ กาย จิต มโน ล.16 ข.230 ในความละเอียดของพระพุทธเจ้าท่านตรัสลึกซึ้งมาก ของวัตถุเขาก็ละเอียด ของพระพุทธเจ้าก็มีโครงสร้างคล้ายกัน แต่ละเอียดลงไปได้อีกกว่ามาก นิวเคลียสคือการจับตัวกันของบวกกับลบกับอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ ถ้าแตกเป็นสองก็จะมีพลังงาน พลังงานเกิดอาการ พอเกิดก็เป็นนิวเคลียร์ มีสองแบบคือฟิชชั่นกับฟิวชั่น ภาษาพระพุทธเจ้าเรียกว่าวิกขิตตังจิตตัง (ฟิชชั่น) และสังขิตตังจิตตัง (ฟิวชั่น) ถ้าเป็นไฟฟ้าเรียกบวกกับลบ มีกระแส DC กับ AC ของพระพุทธเจ้าท่านละเอียดลงเป็นเจโตปริยญาณ 16 ตั้งแต่ตีไม่แตก แต่พอตีแตกเป็น สังขิตจิตกับวิกขิตตจิต แล้วก็ตีแตกละเอียดไปอีก พอเป็นมหรรคต ก็จับแยกอกุศลได้ พอทำลายอกุศลได้ก็เป็นมหรรคตจิต ทำต่อไปให้สอุตตรังจิตตัง จนถึงคู่สุดท้ายเลย มีตัวเคลื่อนไหวได้ รู้ตั้งตั้งอยู่ตัวสุดท้ายก็รู้ได้ ของฟิสิกส์เขาก็ได้สองคำคือ kinetic energy กับ potential energy แล้ว potential energy หรือ static มันแยกไม่ออก นิ่ง การศึกษาตัวนิ่งไม่รู้ความเป็นสองได้หรอก เอามาศึกษาไม่ได้ ในความนิ่งมันมีลักษณะของมันเท่านั้น ถ้านิ่งนี้มันหนึ่งเดียว ไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้ จนกว่าจะเจาะรายละเอียดซ้อนเข้าไป มีสิ่งที่ซ่อนหรือรู้ได้ยาก มันแฝงอยู่ มันมีแต่รู้มันไม่ได้ ก็ต้องพยายามรู้ตัวละเอียดที่แฝง จนกว่าถึงที่สุดที่จะรู้ได้ พระพุทธเจ้าแยกออกเป็นสี่อย่าง 1. ลักษณะ 2. สสัมภาระ 3. อารัมนะ 4. สมมุติ ถ้าเป็นลักษณะก็เป็นอันจบ คือฟิสิกส์เรียนรู้ไม่ได้แล้ว จบ แต่ทางพุทธแยกออกได้อีก 4 คือ 1. มันเริ่มมี 2. ที่มีนี้จะให้มีแรงเคลื่อนไป ถ้ามีแรงไปเรียกว่าอุปจยะ ถ้าไม่ให้แรงเคลื่อนเรียกว่าตัดสันตติ ถ้าไม่ให้เคลื่อนก็คือชรตา จะเสื่อมไปหา 0 น้ำนิ่งนี้จะเน่าลง แล้วในการเสื่อมก็ยังปลุกขึ้นได้อีกนะ แม้จะมีแรงดิ่งไปหา 0 ถ้ายังปลุกได้ clonning ได้อีก ไวรัสถ้าจะเล็กขนาดไหน หากยังมีเชื้อสภาพอยู่ ก็ clonning ขึ้นมาอีกได้ พระพุทธเจ้าถึงเรียนรู้สุดท้ายในชีวิตินทรีย์ของชีวะสุดท้ายเลย พลังงานระดับ จิตนิยามจึงสามารถอ่านพลังงานในระดับพีชะหรือจิตได้ ทางชีววิทยาจะเรียนรู้ลักษณะที่ต่าง สองเซลล์นี่ก็จะต่างกันแล้ว พอมาเพิ่มอีกอันก็จะยิ่งต่าง ทางฟิสิกส์ก็จะแยกองค์รวมที่เรียกว่า DNA แม้เป็นของนามธรรมหรือรูปธรรม ก็คือ Deoxy จะเกิด protoplasm เป็นธาตุที่มีความใสเป็นเซลล์แรกเลย เป็นลักษณะสด ของพระพุทธเจ้าแยกไปเรียกว่ากัลละ ล.15[803] "รูปนี้เป็นกลละก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะจากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะจากฆนะเกิดเป็น 5 ปุ่ม(ปัญจสาขา) ใน Deox Ribo Nucleic แยก Ribo คือธาตุเล็กที่สุดที่เป็นดินน้ำไฟลมที่คุณจะสามารถแยกได้ ไม่สามารถรู้ได้ด้วยตาเนื้อ แต่รู้ได้ด้วยญาณ ธาตุที่จะเล็กที่สุดคือ oxygen แล้วมาเป็น hydrogen ของพระพุทธเจ้าแยกออกเป็นธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาสธาตุ ถ้ารวมกันเข้าจึงเป็นวิญญาณธาตุ อุตุไม่มีความรู้สึก มีแค่ลักษณะ สสัมภาระ ไม่มีอารัมนะ มันมีลักษณะของมันเท่านั้นๆ ทางฟิสิกส์จะมีสองลักษณะคือควันตัมกับโฟตอน ที่มีการเคลื่อนกับการนิ่ง สลับกันไปมาได้ คือแรงเคลื่อนกับกระแสเท่านั้น เรียกว่ามี D กับ A พระพุทธเจ้าจึงเรียกว่ามีธรรมะสอง ถ้าอะไรเกิดมีขึ้นมาแล้วก็จะเป็นสอง ถ้า มีขึ้นมาหนึ่งก็จะเป็นสองแล้วคือ มีกับไม่มี ในชีวะก็เริ่มเกิดตรงมี nich คือที่ว่างแล้วเริ่มมีเซลล์ขึ้นมาก็เป็นสอง คือมีที่ว่างกับหนึ่ง มันเป็นสองที่เป็นหนึ่ง แยกไม่ออก primary cell กับว่างๆ คือ nich ถ้ามันออกมาเมื่อไหร่ เริ่มต้นมีว่างๆ กับเซลล์ ถ้าเป็นแค่เชื้อชีวะจะแยกไม่ออกนิรันดร ถ้ามันติดอยู่ก็เรียกว่า protoplasm แล้วเริ่มมีเชื้อของความใส ปรากฏ พระพุทธเจ้าว่าคือกลละ มีคนบอกว่ากลละกับคำว่า cell นี้ c นี่เท่ากับ กก ได้ ส่วน ll คือ ลล เพราะฉะนั้นกลละ ก็คือ cell ตัวเดียวกัน จากนั้น ล.15[803] "รูปนี้เป็นกลละก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะจากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็น ฆนะจากฆนะเกิดเป็น 5 ปุ่ม(ปัญจสาขา) ต้นที่สุดคือกลละ ตัวกลางคือ อัพพุทธ คือเปสิ สามตัวนี้จับกันเรียกว่า ฆนะ คือเป็นก้อนเป็นข้นขึ้นมา พูดไปนี้คือสมมุติที่สื่อให้คนอื่นรู้ ถ้าไม่ต้องสื่อให้คนรู้ก็ไม่ต้องสมมุติ ส่วนที่เป็นฐานคือ kinetic ส่วนพอเคลื่อนก็เป็น dynamic พระพุทธเจ้าว่าจะเรียนรู้ได้ต้องดูที่การเคลื่อน หากไม่เคลื่อนแม้จะมีผสมอยู่มากมายในนั้นก็ศึกษาไม่ได้เรียนรู้ไม่ได้ต่อให้ใหญ่โตแข็งแน่นแค่ไหนก็ตามก็มีแต่ลักษณะนั้นแต่เรียนรู้ไม่ได้ จะเรียนรู้ได้ต้องมีกระทบกระแทก จึงเกิดรู้สึกได้ ในความรู้สึกของมนุษย์นั้นมีสุขกับทุกข์ ใครต้องการอารมณ์สุขก็ต้องเรียน ใครต้องการอารมณ์ทุกข์ก็ต้องเรียนเช่นกันไม่อย่างนั้นคุณจะได้แต่ทุกข์ ทุกข์คืออาการที่ดิ้นรนแส่หาไม่คงที่ไม่อยู่นิ่ง ในฐานที่ตั้งแห่งการศึกษาคือกรรม หรือการกระทำหรือสสัมภาระอาการที่สังเคราะห์ขึ้นมา พระพุทธเจ้าจึงมีอุบายโกศลให้เข้าใจให้กระทบกระแทกแล้วเกิดปฏิกิริยา แล้วเอามาศึกษาให้ได้เรียกว่ากรรมฐาน คือฐานที่จะเรียนรู้กรรม ที่ตั้งที่จะเรียนรู้กรรม ก็ให้เรียนรู้สุข ทุกข์ เป็นหลัก เรียกว่าเวทนา หรือไม่สุขไม่ทุกข์ที่เป็นได้อีกสอง คือไม่รู้ กับรู้ว่าเหตุปัจจัยคืออะไร แต่เราเองเราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นกับเหตุปัจจัยนั้น แต่เรามีปัญญาวาง จำนนกับภาวะสอง สุดท้ายให้จบเลยก็คือคุณต้องมีธาตุรู้สามารถรู้ได้ด้วยจิต ธาตุรู้ที่ไม่สามารถรู้ได้เรียกว่าพีชะ มันมีสภาพรู้ตามสัญญาแล้วทำตนให้เป็นตนเองเท่านั้น ตนเองที่มันรวมตัวกันก็เรียกเป็นสาม i she he คือ ish คือตัวตนตัวแรก self แล้วถ้ามีตัวที่ สี่มา selfish คือ self + ish แล้ว selfish ที่ไม่รู้ตัวเองก็เห็นแก่ตัวเอง เอาอย่างเดียวดูดอย่างเดียว แต่ความเป็นพืชไม่กบฏ มันต้องการแต่ธาตุที่จำเป็นต่อมันถ้าไม่เกี่ยวมันไม่เอาเลยนะ i คือตัวเรา she กับ he คือภาวรูปสอง ที่มีสองเพศต่างกัน ลักษณะหนึ่งกับสอง อิตถีนี้คือสอง ปุริสะคือหนึ่ง คือเอก เมื่อเป็นลักษณะต่างๆธาตุลมกับไฟ ทำปฏิกิริยารวมเป็นธาตุที่สามจึงเรียกว่า Deoxy ตัว oxygenคืออากาศที่เล็กที่สุดแล้ว OO นี่ก็คือ ศูนย์ ish ตัวแรกคือ H กับO คือน้ำ คือ H สองตัวมาเกาะกับ O หนึ่งตัว ตัว O นี้เป็นรากเหง้า ตัว H นี้จึงมีสองขีด แล้วเอาสองขีดมาจับกันจึงรวมกันเป็นอายตนะมันไม่ใช่กลม แต่เป็นเส้น จับตัว H นี้สองตัวชนกัน ถ้ายืดออกมาจะมีสองเส้นเหมือนแฝดอินจันทร์ เมื่อจำนนจะต้องมีก็ต้องทำสองให้เป็นหนึ่ง อยู่กับสองอย่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันไป เป็นความขัดแย้งที่พอเหมาะเป็นความขัดแย้งที่เกิดพลังงาน ถ้าขัดแย้งไม่เกิดพลังงานก็เป็นอุณหธาตุ ก็จะสลาย ต้องให้อุ่นพอดี แต่ถ้าอุ่นเกินอบร้อนอบอ้าวก็ไปไม่รอด คือภาษาสื่อสภาวะที่สมมุติ จะมีสสัมภาระถ้าเป็นอารัมนะก็คือยึดติด เป็นชอบหรือชังก็ต้องทำให้กลางอีก กลมกลืน harmony รู้ว่าต่างแต่ทำงานสร้างสรร ถ้าพลังงานร้อนก็มีทศนิยมไปเรื่อยๆ แต่ถ้าพลังงานเย็นก็ลดทศนิยมไปหาไม่เหลืออะไรเลย เราเอาเราเป็นเจ้าของพลังงาน เราจะจัดการมันได้จะเป็นพลังงานเย็นร้อนอ่อนแข็งแรงงานเบาแรงงานหนักพลังงานอย่างไรก็แล้วแต่เราจะต้องมีความรู้ว่าจะให้เป็นอะไรก็ต้องประมาณได้ในขนาดเท่าใดมีดีกรีหรือไม่อินทรีย์ของมันว่าจะให้เป็นพลังงานขนาดเท่าใดลักษณะใด ในพลังงานของอุตุ ก็มีพลังงานแต่เราอย่าไปยุ่งมันเลยแม้แต่พืชเก่าก็รู้พลังงานมันได้เอามาใช้ได้แต่เราก็มาเรียนรู้ขั้นจิตว่าอะไรควรรับคนเอาอะไรไม่ควรรับคนเอาก็จบ จิตสามารถเรียนรู้สามเส้า ish แล้วทำให้อยู่อย่าง cyclic order ไม่วุ่นวายเป็นระบบระเบียบในตนหากคุมไม่ได้เป็น chaos กระทบกันเละไปหมด ให้อยู่ในการบริหารปกครองได้สมบูรณ์แบบ นักปกครองที่ดีสุดคือศิลปิน ที่รู้ละเอียดตั้งแต่ วัตถุจนถึงจิตวิญญาณถึงต้นรากของอณูจิตวิญญาณที่เล็กเท่าที่จะเล็กได้แล้วจัดให้เป็นระบบได้คือศิลปินเอกที่สุดที่จัดถึงต้นตอจิตวิญญาณอย่างอาตมาทำได้พวกคุณก็อยู่อย่างสงบ คนอื่นที่เป็นตัวรวนเป็นดาวหางอุกกาบาตทำแสดงเบ่งไปทั่ว จนถึงดาวที่อยู่ในวงโคจรไม่ไปวุ่นวายไม่อยู่ในอานัติใคร ดาวหางนี้มีวงโคจรของตนแต่พวกอุกกาบาตนี้ไม่มีเส้นทาง ไม่มีวงโคจรป่วงเขาไปทั่ว ดาวหางนี้มีวงโคจร แต่ว่าไม่กลมจนกว่าจะมามีวงโคจรที่กลม เข้าระบบกับเขา ถ้าแกว่งมากเป็นดาวหางที่รีมาก ไกลมาก พระพุทธเจ้าว่าถ้าไม่มีผัสสะ เวทนาไม่เกิด ก็ไม่มีฐานที่จะปฏิบัติ (เนตังฐานังวิชชติ) จะเรียนรู้ได้ต้องมีผัสสะแล้วเกิดอาการที่มีบัญญัติเรียกว่าเวทนา ผู้จะรู้ได้ต้องมีนามกาย เป็นองค์ประชุมรูปนามเรียกว่าเวทนา 2 แม้รู้แล้วมีอาการแต่ไม่มีการเรียกชื่อก็รู้ได้ เหตุที่พาให้เคลื่อนก็ดับตรงเหตุนี้แหละ แล้วดับได้มันก็จะเคลื่อนอย่างได้วงโคจรได้สมดุล ไม่ทุกข์ แต่เคลื่อนอยู่นะ สิ่งใดไม่ให้มีก็หมดไป กะรัตแรกของพระสูตร คือพรหมชาลสูตร นั่งหลับตานี้หมดฐานะที่จะปฏิบัติให้บรรลุได้เลย ท่านให้มีฐานแห่งการปฏิบัติมีผัสสะตามปริตตังไป ค่อยขยายไปจนกว่าจะหมด ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยไม่เกิดอารัมนะ ไม่เกิดความรู้สึก จะเรียนรู้ไม่ได้ เวทนาจะเกิดได้ต้องมีองค์ 3 she he คือเขา i คือเรา แต่ถ้าจะเกิดปฏิกิริยาที่จะรู้ได้เราต้องมี she he แล้วเป็นภาวะสองที่จะเกิด i คือเรา เริ่มตั้งแต่ 1 มาเป็น 2 เป็น 3 4 5 6 7 เริ่ม 7 นี่เป็นจิตนิยามสมบูรณ์แบบถ้าเป็น 8 9 ก็เป็นสามเส้าที่ครบพร้อม หมุนได้เต็มที่เลย มีลักษณะ แล้วหมุนวนเคลื่อนที่เป็นสสัมภาระ ถ้า สสัมภาระของอุตุก็มีแค่สอง แต่ถ้าเป็นสามก็มีตัวตนขึ้นมาแล้ว เพิ่มขึ้นเป็นวงวน ถ้าเป็นวงวนสมบูรณ์จะไม่ไปวุ่นวายกับใคร กลมดิก มีรังสีดีออกไป ไม่มีรังสีร้ายออกไปเลย แต่ถ้าเป็นดาวหาง ก็มีลักษณะขัดแย้ง อยู่ตลอด ดาวหางคือกลุ่มของธาตุน้ำ อาโปธาตุที่ไปอาละวาดใครๆ เขา ยังไม่เป็นธาตุดินนะ แต่มีความแน่นของน้ำ สรุปแล้วมีลักษณะและสสัมภาระที่ทำงานทั้งกระจายออกและสะสม ที่ทิ้งก็กระจายออก ที่รวมตัวก็จะอยู่ต่อไป กระจายออกเป็นhalf life ลักษณะ 4 ของอุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา ลักษณะ 4 นี้แหละเป็น ลักษณะ สสัมภาระ อารัมนะ สมมุติ ถ้า สสัมภาระนี้มีอารัมนะก็เป็นจิตนิยาม สสัมภาระที่มีแค่สองก็เป็นอุตุ แต่ถ้ามีสามก็เป็นพีชะ แม้มีสามก็ไม่ไปทำร้ายใคร พระพุทธเจ้าให้มาสร้างพีชนิยามให้แก่ตนแล้วมีพลังงานเหลือไปทำดีด้วย เป็นพีชะทีมีปัญญา มีกำลัง 4 อันพ้นภัย 5 เราทำตายเป็น แล้วเราก็เป็นอย่างตาย จะตายก็ได้เป็นก็ได้สุดท้าย ยิ่งทุคติ ก็ไม่ร้องไปกลัว เพราะเรามีซื่อสัตย์จริงใจ ไม่มีทุคติ ไม่มีพลังงานไปสู่ชั่วเลย สัพพปาปสอกรณัง จะทำแต่ดี กุสลสูปสัมปทาอย่างไม่กบฏไม่หลอกลวงเลยซื่อสัตย์ ต้องมีธาตุรู้ไปรู้ฐานแห่งการกระทำ มีaction reaction ตลอดเวลา จะรู้คุณรู้โทษ ทำแต่คุณ อย่างซื่อสัตย์ โทษนั้นไม่ทำ รู้ดีรู้ชั่ว รู้คุณรู้โทษ สุดท้ายความฉลาดและปัญญามีเท่านี้ รู้พลังงาน จิต อุตุ ซึ่งอุตุอยู่ได้ เป็นจิตที่มีอารมณ์เกินกว่าพีชะ จึงมางานที่จิตเพื่อให้เกิดอุตุสองเรียกว่าพีชะอย่างเก่งก็อุตุสามซึ่งมีชีวะแล้ว กรรมฐานคือ action reaction ฐานคือที่ตั้ง สรุปคือต้องมีเวทนาเป็นกรรมฐาน พระพุทธเจ้าแจกเวทนาเป็น 108 ให้ศึกษาตั้งแต่เวทนา 2 3 5 6 18 36 108 ตั้งแต่กายกับจิต กายคือองค์ประชุมสอง จิตคือธาตุรู้ มูลกรรมฐานที่อยู่ในการ 32 ของเราคือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่เนื่องต่อในองคาพยพของร่างกายเรา ผมเมื่อใดเป็นจิต หรือเป็นกาย เล็บส่วนที่เป็นพีชะคือที่ไม่มีประสาทรับรู้ แต่มีพลังงานระดับพีชะอยู่ไม่เป็นพลังงานจิต ส่วนที่ไม่รับรู้สึกตัดทิ้งได้ตัวนั้นไม่ใช่กายของเรา แต่มันเป็นองค์ประชุมของรูปรูปภายนอกไม่มีจิตเราไปร่วมด้วยเลย ความเป็นกาย ให้พิจารณาในมูลกรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ผิวส่วนไม่มีประสาทติดก็ไม่ใช่กายของเรา แต่เป็นกายของดินน้ำไฟลมไป ต้องมีเวทนาจึงศึกษาได้ แล้วต้องเข้าใจเวทนา 108 แล้วปฏิบัติเวทนา 108 ได้ กายิกเวทนา กับเจตสิกเวทนาเป็นเวทนา 2 คืออารมณ์ที่เนื่องด้วยกาย ต้องรู้ตั้งแต่ สักกาย คือสังโยชน์ข้อ 1 ถ้าไม่รู้ปฏิบัติไม่ได้ จิตคือธาตุรู้ อุตุไม่ใช่ธาตุรู้ เราต้องอาศัยสามอย่างนี้ กรรม จิต อุตุ ส่วนอาหารคือเครื่องอาศัยทำให้เราศึกษาแยกจิตออกจากอุตุได้ สุดท้าย พีชะเป็นกลางๆเอาแค่พีชะก็พอ ไม่ต้องเอาอุตุ พีชะคือสิ่งที่เราต้องสร้างให้รวมลงเป็นหนึ่งให้เป็นพีชะได้ ในเซลล์ของเรามี protoplasm มีธาตุน้ำลมไฟดิน ทำปฏิกิริยากัน ถ้าเซลล์แรกหลุดจากผนัง มีการจับตัว เป็น cytoplasm มีกลละ ตัว ก คือตัวต้นทาง ตัว ลล คือตัวหมุนออกมาเป็นลูกหรือโลก แยกออกมาเป็นกลละ ตัว ฆนะ คือมีตัวตนแล้ว ส่วนตัว ง นี่เป็นตัวที่โง่งง ไปใหญ่ ตัวเซลล์สะสมกันมากเข้าถ้า protoplasm นี้ยืดไปได้โตได้ แน่นเหนียว แต่ถ้ามันยอมสลายปล่อยตัวก็เป็น zonar pellucidar ปล่อยให้เซลล์ต่างๆ ออกมาสู่ข้างนอกได้ อาการแท้ของมัน ที่เราจะต้องศึกษาของศาสนาพุทธ คือ DNA มีตั้งแต่ Deoxy Ribo Nucleic ตัว Deoxy มันทำงานของมัน ตัวพลังงานแท้คือ Oxygen ตัว Ribo คือ Oxygen ที่เล็กที่สุดคือ Ribo คุณจะสามารถรู้ที่เล็กที่สุดที่ทำปฏิกิริยากันคือ Deoxy ต้องกำจัดที่เป็นอกุศลตัวเล็กสุดก็เปลี่ยน DNA ได้ ทำตัวร้ายของสามเส้านี้ออกได้คือ สจิตตปริโยทปนัง ทำ Deoxy ที่เล็กที่สุดที่สะอาดได้จึงเป็น Ribo ใน Acid ที่เป็นธาตุน้ำที่เป็นกรด Nucleic Acid คือทำให้สะอาดได้คือคนเปลี่ยน DNA ได้ จัดการน้ำที่มีฤทธิ์ข้นเป็นกรดที่สร้างสรรหรือทำร้ายได้ อาศัยภาษาเป็นนามธรรม ต้องเข้าใจโดยปริยายว่า นามธรรมจะละเอียดกว่าวัตถุแต่อาศัยวัตถุธรรมมาเรียกเท่านั้น ทำได้สำเร็จ ในศาสนาพุทธทำได้ DNA เป็นสิ่งที่แยกไม่ได้ง่ายๆ แล้วพาทำพาเป็นได้ทุกอย่าง เป็นพันธ์เทวดาหรือพันธ์โจร หรือพันธ์ขิฑฑาปโทสิกะคือเทวดารื่นเริง จัดในมโนปโทสิกะ คือจิตเป็นโทษเพราะหลงความสนุกเพลิดเพลิน คนใดหยุดสนุกได้ก็ไม่ต้องไปสุขทุกข์กับมันอีก จนไม่ต้องมีขิฑฑากับเขารู้ว่าคนอื่นเขามีสนุกเราไม่มีสนุกแล้วก็แล้วไป เราจะอนุโลมไปสนุกกับเขาก็ทำเพื่อเขา แต่ถ้าคุณยังมีสนุกติดอยู่ก็เสพของคุณจะเอาไว้ตลอดก็เรื่องของคุณ คนไม่มีสนุก แล้วกลางๆ ก็ไม่เหี่ยวเฉา เป็น protoplasm คือธาตุที่สดใสตลอดเวลาเป็นอภิปโมทยังจิตตัง ผู้สามารถทำจิตอภิปโมทยังจิตตัง เป็นปีติที่แยกได้ถึง 5 อย่าง ขุฑฑกาปีติ ขณิกาปีติ โอกกันติกาปีติ อุพเพงคาปีติ ผรณาปีติ เราอาศัยแค่ ผรณาปีติ ก็พอ ไม่ต้องเอาถึงอุพเพงคาปีติที่จะจัดจ้านมากไปเข้มข้นมากไปไม่มีการจบ คุณจะเอาแค่ไหนก็อยู่ที่คุณจัดสรรได้ ให้เบาบางอย่างไรก็ได้ให้ลหุตา มุทุตา กัมมัญตา ก็ได้ ในกายวิญญัติวจีวิญญัติของคุณเอง ถ้าใช้ได้ดีก็เรียกว่ามุทุกัมมัญญา ทำการงานที่ดีได้คล่องแคล่วที่สุดนิ่มนวลดีสุด เบาบางสุด เหลือผรณาแผ่ซ่านน้อยนิดไม่แข็งแต่อย่างใด จะรู้จัก นิพผันรูป คือ กรรม-จิต-อุตุ-อาหารได้ คือคนมีรูปสำเร็จในกรรมปัจจุบันนั้น ในฐานนั้นตั้งแต่สมุฏฐานนั้น สรุปแล้วต้องเรียนรู้รูป 27 มหาภูตรูป ปสาทรูป โคจรรูป ….ควบคุมพลังงานทางจิตได้ เช่นเดียวกับที่ทางฟิสิกส์ควบคุมฟิชชั่นกับฟิวชั่นได้ เราจะเอามาใช้ half life หรือไม่เอามาใช้ก็ได้ เอา ฟิวชั่นมาใช้ได้ก็เพียงพอ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน