600131_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก สมาธิพุทธ ตอน 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
600131_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก สมาธิพุทธ ตอน 1
สมณะเดินดินว่า…รายการพุทธศาสนาตามภูมิ วันนี้วันที่ 31 มกราคม 2560 ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันสุดท้ายของเดือน จะขึ้นเดือนกุมภาพันธ์ ใครไม่ลืมก็ขอให้ไปงานพุทธาภิเษก วันที่ 11-17 กุมภาพันธ์ ปีนี้ เราจะมีวันมาฆบูชา ตั้งแต่วันแรกของงาน ซึ่งไม่ค่อยได้มีเท่าไหร่ ที่จะดูแปลกกว่าทุกปี ถ้าเป็นวันมาฆบูชา ญาติธรรม ก็จะมากันมาก ทั้งใกล้และไกล ปีนี้วันมาฆบูชา เริ่มตั้งแต่วันแรกของงาน ไม่รู้มีครั้งแรกหรือเปล่า ที่มาฆบูชาเป็นวันแรกของงาน เป็นวันประชุมศิษย์เก่าสัมมาสิกขาด้วย แต่ที่แน่ๆเป็นครั้งแรกของปฐมอโศก ที่จัดงานพุทธาภิเษก แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ก็คงเอาวันนี้ก่อน วันนี้เป็นวันสำคัญที่สุด ที่พ่อครูแม้จะมีงานยุ่ง พ่อครูเร่งทุกเรื่อง เร่งเขียนหนังสือ มีเรื่องประชุมอีก ก่อนจบประชุม พ่อครูยังขอบคุณ ว่าพวกเรามีเวลาให้ไปเข้าห้องน้ำอยู่บ้าง
พ่อครูว่า...ก่อนอื่นก็ต้องขอ อ่าน SMS วันที่ 30 มกราคม 2560
_0844793xxxช่วยลง youtube ของวันอาทิตย์ที่ 8 ด้วยค่ะ กำลังตามฟังของเก่า ขอบคุณมากค่ะ (ลงไปแล้วชื่อรายการ วิถีอาริยธรรม วันที่ 8 มกราคม 2560 บ้านราชฯ www.youtube.com/watch?v=IeufycW_o_s )
_0893867xxxนมก.กราบขออภัยพ่อครูฯ ผู้น้อยพิมพ์ตัวย่อให้ท่านอ่านงงๆคือทำตามพ่อครูเทศน์ยห.สบม. เทศน์แบบสบายๆ บ่ซีเรียส แล้วแต่จิตญตธ.ผู้รับฟังธ.ตามใจสะดวก
_0893867xxx ผู้น้อยสงสัย ทำไมทุกสรรพสัตว์เกิดดับ แต่ในวัฏจักร เกิดแก่เจ็บตาย วนเวียนแต่โลกกลมๆใบนี้ใบเดียว?ทำไมไม่ไปเกิดดับดาวอื่น กาแลคซี่อื่นบ้าง? ฤาทั้งจักรวาลมีแต่โลกให้อาศัยยังชีวิตได้แค่ใบเดียว! คนเบื่อตายแล้วเกิด!
พ่อครูว่า...อาตมาว่าคุณเดาเอา ที่จริงโลกอื่น ก็มีสิ่งมีชีวิตอื่นๆอีก เป็นสัต
อ่านต่อ
ว์ชั้นต่ำก็ได้ พวกที่คิดอย่างอาตมา ก็ยังคิดกันว่า น่าจะมีมนุษย์ต่างดาว ที่จานบินเหาะลงมายังโลกได้ ทำไมคุณไม่คิดว่า ดาวดวงอื่นก็ยังมี ไม่ใช่คิดฝันเพ้อไปหรอก สวรรค์ในจักรวาลนี้ มีไม่รู้กี่แกแลคซี่ มีดาวไม่รู้กี่ล้านดวง
_0893867xxxมีชีวิตอยู่กับธรรมอันถูกบิดเบือนตามโลกธรรม สุขเท็จอยู่กับความไม่รู้จักพอ อันไม่จีรังยั่งยืน! มีชีวิตอยู่กับธรรมอันถูกตรงตามสัจธรรม สุขจริงอยู่กับความพอเพียงเที่ยงแน่นอน!
_0893867xxxพ่อครูสอนมนสิการจากโยนิโสมนสิการ คือการทำให้จิต ว่างจากกิเลส ที่มิใช่ทำใจว่างเปล่า ไม่รับรู้อะไร คือทำใจในใจลงไปถึงที่เกิด โดยการจัดการอัตตา ด้วยปัญญากำกับ กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร? พ่อครูว่า...ถูกต้อง _0893867xxxคงมีแต่คนรู้ทันตัวตนเท่านั้น ที่จะทวนกระแสโลกโลกียะ! ไปตามโลกโลกุตระได้ เพราะไม่มีใครทำให้ผู้อื่นละอัตตาได้ นอกจากคนผู้นั้นต้องลดละตัวตนเองถูกไหม? พ่อครูว่า...ถูกต้อง ต้องเรียนรู้ลดละด้วยตัวเอง
_0851614xxxพระอรหันต์ไม่ได้ผุดขึ้นมาจากไหน ก็มาจากหัวใจของปุถุชน ที่พยายาม บากบั่นฝึกปรือตน ให้เดินตามมรรคาสัมมาปฏิบัติ พระอรหันต์ ก็มาจากที่นั่น เหมือนดอกบัว ที่มาจากโคลนตมฉันนั้น ./Copy Faceสมณะเสียงศีล
_0846703xxxธรรม1 = คน ธรรม2 = คนดี คนเลว คนสวย ธรรม3 = คนสวยกรี๊ด เปรียบเทียบอย่างนี้ได้หรือเปล่าคะ นึกถึงไวยากรของภาษาขึ้นมาค่ะ :) พ่อครูว่า...พยายามทำความเข้าใจ ตามภาษาที่สื่อมา ก็พอเข้าใจ คือคุณหมายถึงว่า ธรรมะ 1 คือคนทั่วไปธรรมดา ธรรมะ 2 ก็จะเป็นคนดีขึ้นมา พอธรรมะ 3 ก็จะสำเร็จผล บริบูรณ์ ไม่รู้ว่าทำความเข้าใจถูกต้อง ตามที่คุณเองกำหนดหมายหรือเปล่า ถ้าจะอนุโลมก็พอฟัง ธรรมะ1 คือ คนเราทุกวันนี้ ไม่ได้เรียนรู้ธรรมะอะไรหรอก ไม่รู้เรื่อง ก็อยู่เฉยๆ เดี๋ยวเดียว ก็สังขารปรุงแต่งกันไป แต่เมื่อมาเรียนรู้ธรรมะแล้ว ก็จะรู้ธรรมะ 2 แล้วจัดการให้เป็นเป็นเอกัคคตา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 แปลภาษาที่คุณเองใช้ มันไปทางโลกๆมากไปหน่อย ถ้าพูดตามทฤษฎีธรรมะพระพุทธเจ้า จะรู้รูปนามเป็นธรรมะ 2 เมื่อรูปนามสัมผัสกัน ก็เป็นธรรมะ 3 แล้วจัดการให้เป็นปุญญาภิสังขาร ทำให้เป็นธรรมะ 1
_0846703xxxความต่างของอรหัตมรรค และอรหัตผล ติดตามบุญนิยมทีวี ยังไม่พบการขยายความเลยค่ะ ไม่แน่ใจว่าพลาดช่วงนั้นไป หรือว่าทุกคนเข้าใจความต่างอยู่แล้วคะ แต่ยังไม่รู้เลย(โง่) - -" พ่อครูว่า...อรหัตตมรรค คือการปฏิบัติ สูงถึงขั้นผ่าน โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เลยขึ้นไปจนมี ทางปฏิบัติเป็นอรหัตตมรรค เพื่อให้เกิดอรหัตตผล โสดาบันก็มีโสดาปัตติมรรค สกิทาคามี ก็มี สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล อนาคามีก็เช่นกัน อรหันต์ก็มีอรหัตตมรรค อรหัตตผล ต่างกันอย่างไร ก็ต่างกันโดยมีทางปฏิบัติที่สัมมาทิฏฐิ แนวปฏิบัติให้เป็นสัมมาปฏิบัติ ก็เกิดผล เรียกว่า สัมมาปฏิเวธ (ปฏิเวธ คือแทงรู้ตลอด) มรรคคือทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะขั้นไหน ก็มีมรรค เพื่อไปสู่ผลของแต่ละขั้น
ต่อมาอันที่ได้ค้างไว้ที่ว่าจะกลับมาอธิบาย
ความฉลาดโลกียะกับโลกุตระ ความฉลาดของทางโลกียะกับโลกุตระ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก แต่ศาสนาพุทธ ได้ผิดเพี้ยนไปไกลมาก จนไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ความฉลาดของทางโลกียะกับโลกุตระ มันคืออะไรกันแน่ แยกไม่ออก และก็เข้าใจว่า ความฉลาดมีอย่างเดียว พอพูดมาถึงตรงที่ ว่า ความฉลาดไม่ใช่อย่างเดียว แต่คนทุกวันนี้ เข้าใจว่ามีอย่างเดียวเท่านั้น ก็เป็นแค่ความเฉลียวฉลาดทางโลกียะ ไม่ได้เคยเกิดเป็นความเฉลียวฉลาดทางโลกุตระเลย ถึงวันนี้ในวงการศาสนาพุทธ เป็นความจริงที่ควรจะเชื่ออาตมาพูดไม่ยาก ว่า คำว่าปัญญา เป็นความเฉลียวฉลาดทางโลกุตระ เป็นศัพท์เฉพาะของศาสนาพุทธ ในภาษาบาลี ส่วนความเฉลียวฉลาดทางโลกียะ ภาษาบาลีเรียกว่า เฉโก ทั้งมวล คนสามัญธรรมดา ปุถุชนจะฉลาดแบบโลกียะ มีกิเลสเป็นตัวบงการความฉลาด ฉลาดมากก็ขี้โกงมาก เล่ห์เหลี่ยมมาก เอาเปรียบเอารัดมาก ซับซ้อนมาก ยิ่งไม่ได้เรียนหรือไม่มีสำนึกในธรรมะ ก็จะใช้ความฉลาดซับซ้อน หลอกได้จัดจ้านสารพัดหลายชั้น เพื่อหลอกให้คนอื่นเห็นว่า ตนเองดีมาก ทั้งที่ตนเองเป็นคนเลวมาก ตัวอย่างเช่นธัมมชโย ตัวเองฉลาดมาก หลอกให้คนอื่นเข้าใจว่า ตนเองนี้ดีมาก จนคนหลงลม นอกจาก จะหลอกคนโง่ได้แล้ว ยังสะกดจิตคนได้อีก การนั่งสมาธิ คือการสะกดจิตทั้งนั้น จึงสามารถได้บริวารเยอะ สะกดจิตออกโทรทัศน์ทั่วโลก ก็ได้คนมาเป็นบริวารเยอะ ที่อาตมาพูด อย่างไม่กลัว อย่างไม่เกรงใจเลยว่า คำว่าปัญญา เป็นภาษาของศาสนาพุทธเท่านั้น มีหลักฐานยืนยัน คือ ในมหาจัตตารีสกสูตร ข้อ 258 พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปัญญาจะเกิดเจริญเป็น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ก็ต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 แล้วมีโพชฌงค์ 7 โดยเฉพาะมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ในการปฏิบัติธรรมะ ในขณะปฏิบัติสัมมาอาชีพ ขณะปฏิบัติสัมมากัมมันตะ ขณะที่กำลังพูด ให้เกิดสัมมาวาจา ขณะที่เกิดจิต สังกัปปะ ที่เป็นตัวประธาน ที่มีมิจฉาสังกัปปะ คือ กามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก เป็นตัวบงการหลัก ถ้าเรียนรู้และสามารถปฏิบัติ แล้วอ่านจิตเข้าไปถึงสังกัปปะ เริ่มคิดดำริมา ตามจับตัวองค์รวม องค์ประชุมของความคิดนั้นได้ มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัยจับตัวมิจฉาสังกัปปะ ขณะที่ปรุงแต่งสังขารเป็น วจี กัมมันตะ อาชีพ แล้วกำจัดเหตุได้ เมื่อกำจัดได้ ก็ได้ผลของศาสนาพุทธ ดับกามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็บรรลุอรหันต์ ปัญญาจะเกิดอย่างนี้เป็นคำว่า ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ นี่คือหลักฐานว่าปัญญาเป็นคำของศาสนาพุทธ เพราะธรรมดาคนจะมี แต่เฉกา เฉโก ที่เป็นคำที่โลกลืมเลือนไป แต่ทั้งที่ตนเองมี แต่กลับไปเอาคำว่าปัญญา เป็นคำที่เจริญ เป็นความเฉลียวฉลาด ที่เจริญเป็นโลกุตระ ปัญญาเป็นโลกุตรธรรม ใครเอาปัญญาไปแทนความเฉลียวฉลาดทางโลกียะ ก็เป็นการใช้คำที่ผิดหมด ถ้าอยากจะเกิดปัญญา ต้องเรียนธรรมะของพระพุทธเจ้า ให้สัมมาทิฏฐิ แนวปฏิบัติให้สัมมาปฏิบัติ จึงจะเกิดความเฉลียวฉลาดไปตามลำดับ ขอพูดตำนานของความเป็นปัญญาก่อน เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่ง พระพุทธเจ้า สมณโคดมก็เดินทางไปพบ พราหมณ์ 5 รูป ทั้ง 5 รูปก็แสวงหาโมกขธรรม พระพุทธเจ้าก็ตรัส ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรให้ฟัง แล้วก็ตรัสอนัตตลักขณสูตร พราหมณ์ ชื่อโกณฑัญญะ เกิดรู้ขึ้นมาเลย เกิดฟังแล้วเกิดปัญญาตัวแรก ปัญญาตัวแรกเรียกว่า อัญญา เป็นต้นตระกูลของปัญญา เป็นความรู้เชิงโลกุตระ ไม่ใช่ความรู้โลกียะสามัญที่เป็นเฉโก เป็นความรู้ใหม่ อัญญะ เป็นความรู้ที่เกินกว่าปุถุชนสามัญทั่วไป ต่างจากปราชญ์ทั่วไปที่บอกว่า ฉลาดนั้นเป็นโลกียะทั้งนั้น ต้องใช้คำว่า เฉกา เฉโก มันมาหลงใหลผิดเอาคำว่าปัญญาไป เรียกความเฉลียวฉลาดทางโลกียะ คำว่าปัญญาจึงเสียหาย แม้แต่ในเมืองไทย ก็ใช้คำว่าปัญญา ยังไม่เป็นความเฉลียวฉลาดด้านโลกุตระ ความเฉลียวฉลาด คำว่าฉลาดในภาษาไทย ก็มาจากปัญญา คำว่าฉลาด เป็นภาษาไทย ที่มาจากปัญญา คือการศึกษาของพระพุทธเจ้า พาให้สำรวม สังวรอินทรีย์ 6 ก็เกิดอายตนะ 6 เรียกว่า ฉฬายตนะ คนก็ว่า ความเฉลียวฉลาด ที่ต้องคำนึงถึงทวารทั้ง 6 เป็นความเฉลียวฉลาดอีกอย่างหนึ่ง ที่ต่างจาก ความเฉลียวฉลาดของปุถุชนคนทั่วไป ที่เคยมีมาก่อน มันเป็นอีกอันนึง มันต่างจาก ความเฉลียวฉลาด ที่เคยมีมาแต่เดิม ที่ไม่ได้คำนึงถึง ทวารทั้ง 6 ไม่ได้มีการสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ แนวปฏิบัติตามขั้นตอนของศีล โสดาบันก็กำหนดขอบเขตเป็นศีล 5 เมื่อปฏิบัติได้ ก็เกิดพัฒนาขึ้นเป็น ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ สติ ปัญญา เป็นสัทธรรม 7
สมณะเดินดินว่า...ปัญญาคือความฉลาด ที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง แต่ถ้ารู้ไปแล้วก็ เพิ่มกิเลส แทนที่กิเลสจะลด ก็ไม่ใช่เรียกว่าปัญญาแล้ว หรือไม่เรียกว่าฉลาดแล้ว ถ้าเรากระทบสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วรู้ความจริงตามความเป็นจริง ก็คือปัญญา พ่อครูว่า... กระทบแล้วรู้กิเลส ลดกิเลสได้ ก็คือปัญญา ถ้าไม่อย่างนั้น คุณจะฉลาด ก็ฉลาดอย่างเฉโก ปุถุชนโลกีย์ คำว่าฉลาด โดยจริงๆแท้ๆ ก็คือ ต้องมีทั้ง 6 ทวาร ที่ฉลาด แต่พอคำว่า ฉฬายตนะ มาเป็นภาษาไทย ก็กร่อนลงไปเป็นคำว่า ฉลาด โกณฑัญญะ ได้รู้ก็เกิดความฉลาด เป็นความฉลาดด้านโลกุตระ จึงเรียกว่าปัญญา ปัญญาก็จะเจริญขึ้น เป็นปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ไปตามลำดับโดยมีทฤษฎีพระพุทธเจ้าให้ฝึก ประกอบด้วยองค์ 6 มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็นตัวสำคัญ โดยปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 โดยปฏิบัติอย่างมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิที่ว่านี้ สัมพันธ์กันไป
สมาธิพุทธ ตอน 1 ถ้าศึกษามรรคมีองค์ 8 ในมหาจัตตารีสกสูตร พระไตรปิฎก ล.14 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน ข.252 ท่านบอกว่า ผู้ปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ อย่างสัมมาทิฏฐิ ก็จะได้สัมมาสมาธิ ที่เป็นของพระอาริยะ เป็นสัมมาสมาธิอันประเสริฐ แต่ถ้าไม่เรียนรู้ตามธรรมะพระพุทธเจ้า จะได้สมาธิทั่วไป ที่ไม่ใช่สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิทั่วไปที่มีมาแต่ดั้งเดิม ที่เดี๋ยวนี้ ก็กลับไปเป็น สมาธิดั้งเดิม ไม่เกี่ยวกับมรรคมีองค์ 8 พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าจะได้สัมมาสมาธิ ในมรรคข้อที่ 8 ของมรรคมีองค์ 8 ที่มี สมาธิจะเป็นสัมมาสมาธิ จะต้องปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ข้างหน้าสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นตัวห้อมล้อมมรรค ทั้ง 4 ที่เดินมรรค แต่ชาวพุทธทุกวันนี้เพี้ยนไปหมด ไม่ได้ปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิ ไม่มีหลัก สัมมาอาชีวะ วาจา กัมมันตะ สังกัปปะ แต่สอนให้ปฏิบัติแบบหลับตาด้วย ไม่ให้พูด ไม่ให้ทำงาน ไม่ให้ทำอาชีพ ในการปฏิบัติธรรมนั้น สอนให้เอาแต่นั่งหลับตาปฏิบัติ แล้วปัญญาจะโผล่ขึ้นมาเอง เขาเชื่ออย่างนั้นเลยว่า ปัญญาจะเกิดตามสมาธิ ที่จริง ปัญญาจะช่วยให้เกิดสมาธิ ปัญญาจะตามรู้ตั้งแต่ปฏิบัติศีล อย่างนี้เป็นสัมมาทิฏฐิไหม เช่นคุณตั้งศีล 5 เบื้องต้น ก็ต้องสำรวมอินทรีย์ 6 ไปสัมผัสเกี่ยวข้องกับความเป็นสัตว์ ความเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือความเป็นสัตว์คน เกี่ยวข้องกับคน แต่ใจเราเป็นใจที่ร้าย สัมผัส กับคนแล้วมีโทสะเกิด คือไม่สำรวมอินทรีย์ ในศีลข้อที่ 1 สัมผัสกับของที่ไม่ใช่ของเราก็ไม่สังวร ยังอยากจะได้ของคนอื่น ดีไม่ดี ก็ไปเอาของคนอื่น ที่เขาไม่ได้ให้ ในฐานะอันเป็นขโมย ก็ผิดศีลข้อที่ 2 ศีลข้อ 3 ก็เรื่อง ราคะ จับเรื่องเพศ เรื่องผู้หญิงผู้ชาย จัดจ้านมีผัวเดียวเมียเดียวก็ไม่พอ อยู่ใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ก็เอา อย่าจัดจ้านมาก ที่ต้องให้ได้ถึง climax แม้แต่คำพูดก็ต้องโกหก หรือในอบายมุข สรุปความแล้วเป็นขั้นต่ำ คือ อบายมุข ก็ไม่ติดแล้ว ชีวิตที่มันเสื่อม มันต่ำ จัดจ้านในโลกธรรม ทุจริตในเรื่องกาม หรือในโทสะก็ตาม หรือโมหะจัด ก็นั่นแหละคือ อบายมุขทั้งนั้น ก็เรียนรู้และจับตัวกิเลสเมื่อเจอผัสสะ ศาสนาพุทธ สอนให้ปฏิบัติขณะเจอผัสสะ ไม่มีผัสสะไม่เป็นฐานะที่จะปฏิบัติ ไม่มีอะไรให้ปฏิบัติได้ ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ก็ไม่มีฐานให้ปฏิบัติ พระไตรฯ ล.9 ข.87 ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใด มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบัน เป็นธรรมอย่างยิ่ง ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้น เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ นี่คือคำตรัส ยืนยันให้รู้ว่า กรรมฐานของศาสนาพุทธคือเวทนา แต่มาถึงทุกวันนี้ ได้เพี้ยน ได้เสื่อมไปหมดแล้ว จนไม่มีเวทนาเป็นกรรมฐาน ไปมีกรรมฐาน 40 เป็นกรรมฐานนอกรีต ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน นอกจาก มีกล่าวในพระไตรปิฎก ที่เขาปฏิบัติผิด กรรมฐาน ไปปฏิบัติเพ่งกสิณ 40 เขาก็เข้าใจว่า ในศาสนาพุทธก็ต้องมี ซึ่งพระพุทธเจ้าก็พาดพิงตาม เท่านั้นเอง ถ้าเข้าใจชัดเจนแล้ว กรรมฐานของพระพุทธเจ้านั้น คือเวทนา แล้วเรียนเวทนาให้ชัดเจน พิจารณาแยกแยะ วิจัยวิจารณ์ ธรรมะ 2 ในเวทนา แล้วปฏิบัติให้เกิด อ่านเวทนา อ่านกาย แล้วในเวทนาจะมี โลกียะจิตหรืออกุศลจิต ให้เกิดเวทนาเป็นสุข ทุกข์ ก็ดับตัวนี้ ตัวนี้คือเหตุคือตัณหา คือ สมุทัยอาริยสัจจะ นี่คือการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ได้ปฏิบัติในกาย เวทนา จิต ธรรม แล้ว แต่ไปนั่งสมาธิ เพ่งกสิณ 40 ออกนอกธรรมะพระพุทธเจ้า เมื่อพูด เวทนา 108 เขาก็ไม่รู้ แล้วท่านก็ไม่ได้อธิบายไว้ อย่างพิสดาร ไม่ได้รวบรวมรายละเอียด เพียงแต่แจกเอาไว้ แจกไว้ว่า เวทนา 108 มีเวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 แล้วก็เวทนา 36 สุดท้ายเป็นเวทนา 108 แต่แยกแยะ แต่ละอย่าง มีรายละเอียดอย่างไร ก็ไม่ได้บอกไว้ มันมีปฏิสัมพัทธ์ มีกระบวนการ การปฏิบัติเวทนา 108 อย่างไรบ้าง อาตมาก็ไม่เห็นในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ แต่ อาตมารู้กระบวนการ ของ การสังขารสังเคราะห์ ปฏิสัมพัทธ์กัน ของกระบวนการ เวทนาในเวทนาถึง 108 ก็เอามาอธิบาย ด้วยปฏิภาณปัญญาตัวเอง ยังไม่ได้เดา เพราะเดาไม่ออก เดาไม่ได้ ต้องมีความรู้จริง จึงสามารถปฏิบัติได้จริง สามารถอธิบาย ขยายความได้ เพราะเป็นปรมัตถ์ เป็นอภิธรรม เดาเอาไม่ได้ ธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เรื่องเดา หากเดาก็เข้าป่าเลย จะจับผิดได้ว่าเลอะเทอะเลย ฟังแล้วจะไม่รู้ว่า ลดกิเลสอย่างไร แต่ถ้าผู้สามารถรู้ความถูกต้อง ความจริง จะนำมาขยายความให้รู้ได้ ฟังแล้วทำให้รู้จักกิเลส ลดกิเลสอย่างนี้ บรรลุธรรม เป็ นอาริยธรรมไ ปเรื่อยๆ ก็หมดกิเลสได้ เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อาตมาเข้าใจอยู่ ก็พยายามอธิบาย แต่อาตมาไม่เก่ง ไม่เป็นซีรีย์เหมือนหนังเกาหลี คนดูจะได้ซาบซึ้งดี ก็ไม่เก่ง ก็ต้องยอมรับว่าตนเองไม่เก่ง
อาตมาอธิบายอะไรต่างๆ หลายครั้งหลายคราวแล้ว เรียบเรียงคำ ก็เขียนเป็นบทความไม่ใช่น้อย เสร็จแล้วก็รู้สึก ความรู้ของตน มันดีๆทั้งนั้น ใครจะหาว่าหลงตนก็ได้ ก็เห็นใจว่า คนอื่นจะรู้ตามเราได้ไหมหนอ เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งมาก ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อธิบายธรรมะมาถึงทุกวันนี้แล้ว ตั้ง 46 ย่าง 47 ปีแล้ว ก็รู้สึกว่า ตัวเองมันเป็นคนรู้มากยากนานอย่างไรไม่รู้ แทนที่ 40 ปีแล้ว จะมีอรหันต์เกิดเยอะแยะแล้ว ก็ยังเห็นแต่หน้าเด๋อๆ ฟังอยู่ตลอดเวลา แล้วเมื่อไหร่จะบรรลุแล้ว อรหันต์แล้ว อนาคามีแล้ว สกิทาคามีแล้ว สมัยโบราณ พระพุทธเจ้าก็เทศนา แล้วคนก็บรรลุ เป็นลำดับอย่างไร แต่อาตมาไม่เก่งพอจะหยั่งรู้ว่า คนนั้นจะบรรลุอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะพูดไป ตามประสาที่อาตมาจะได้พูด ที่เห็นว่า ทุกวันนี้ไปยึดถือ ไปเข้าใจกันผิดๆ เป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้แต่ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ต้องกล่าวถึง วิมุติ เลย ก็พูดไว้ตรงนี้อีกทีว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่มีสัมมาวิมุติ ไม่มีพระอริยะขั้นอรหันต์ มีแต่อรหันต์เก๊ทั้งนั้น เก๊มานานแล้ว ที่ท่านก็รวบรวม เท่าที่จะรวบรวมได้ ก็รวมไว้ 50 กว่ารูปที่ว่าเป็นอรหันต์ ก็ต้องขอยกมือไหว้ เพราะท่านเป็นผู้บวชก่อนอาตมา หลายรูปก็ตายไปแล้ว ก็ต้องขอพูด ทั้งหมดเป็นอรหันต์เก๊ หมดเลย ขอพูดจริงใจอย่างเป็นวิชาการ ไม่ได้พูดด้วยอารมณ์ หรืออคติอะไร พูดอย่างวิชาการให้ศึกษา อาตมาไม่ได้มีเจตนาอกุศล มีแต่กุศลเจตนาเต็มๆ เป็นการบอกว่า อันนี้ผิด ต้องตำหนิ ก็พูดตรงๆ นิคคัณเห นิคคหารหัง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องชม เพราะเป็นเรื่องที่ผิด จึงต้องตำหนิ ที่พูดนี้ พูดอย่างคิดว่า ควรจะพูดอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้น จะหลงผิดกันไปอีกยาวนาน ทำไมอาตมาพูดเช่นนี้ ขอพูดเข้าเป้า คือ สมาธิกับปัญญา ส่วนศีลนั้น ท่านทิ้งไปเรียบร้อยตั้งแต่ต้นแล้ว ปัญญาก็เป็นตรรกศาสตร์เต็มไปหมด ไม่ได้เกิดจากองค์ 6 ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ต้องปฏิบัติมรรคองค์ 8 แล้วเกิดปัญญา แยกกันกับสมาธิ ผู้ที่นั่งหลับตาทำสมาธิก็ผิดอีก ไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า เขาบอกว่า นั่งหลับตาทำสมาธิ แล้วจะเกิดปัญญา ก็ผิดอย่างลึกซึ้ง ปัญญาจะเริ่มต้นตั้งแต่ทิฐิเบื้องต้น ต้องมีสัมมาทิฏฐิ แล้วจึงจะไปปฏิบัติให้ถูก ปฏิบัติการทำทาน อย่างให้กิเลสลดได้ ก็เกิดอัตถิทินนัง ทำทานแล้วมีผล หรือไปปฏิบัติ ศีลพรต เรียกยิฏฐัง มีวิธีปฏิบัติให้เกิด อัตถะ ยิฏฐัง ลดกิเลสได้เป็นผล ทำได้ผลก็ไป ภาวนา หรือ อัตถิหุตัง เป็นการเกิดผลที่ทำแล้ว ท่านก็แปลทับพยัญชนะว่า สังเวยที่บูชาแล้วมีผล บวงสรวงแล้ว มีผล ท่านก็แปลอย่างนั้น สมาธิก็ไม่ใช่สมาธิที่พระพุทธเจ้าสอน ปัญญาก็ไปเรียนเอาตำราของ วิสุทธิมรรค อาจารย์ต่างๆ ไม่ได้เรียนเข้าหลักสูตรธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าสอน ปัญญาต้องเกิดองค์ 6 จากการปฏิบัติ มรรคมีองค์ 8 มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จับกิเลสได้ ลดกิเลสได้ จะเกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาต้องเกิดจาก การปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 มีฉฬายตนะ มีการสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างเปิด ปัญญาไม่ได้เกิดจากการหลับตาทำสมาธิ อย่างนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิแท้ๆ แต่ก็อธิบายกันอย่างนั้น ที่มีอาจารย์ใหญ่ๆ เขียนกันลงในคอลัมน์ หรือพระเกจิกรรมฐานใหญ่ๆ ก็อธิบายกันอย่างนี้ ปัญญาไม่ได้เกิดอย่างนั้น ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ แล้วเกิดสัมมาสมาธิ ปัญญาก็จะเกิดเป็นฌาน เป็นสมาธิ ฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ฌานคือ เกิดพลังงานไฟ อุณหธาตุ ทำให้กิเลสลดได้ เกิดเป็น บุญ พลังงานไฟฌานคือไฟกองใหญ่ มีฤทธิ์มีอำนาจมาก ไปล้มล้างไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ มีฤทธิ์เหนือไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้เข้าหลักเกณฑ์อย่างนี้เลย โดยเฉพาะปัญญา ก็กลายเป็น การผกผันคิดตรรกะไปหมด ไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติ มรรคมีองค์ 8 อย่างสัมมาทิฏฐิ สรุปรวมแล้ว เกิดปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 ก็จะเกิดปัญญา ปัญญาอย่างโลกุตระ นอกไปจาก โพธิปักขิยธรรม 37 ไม่มีโลกุตระ โพธิปักขิยธรรมจะเกิดได้ ต้องพิจารณากายในกายเป็น พิจารณาเวทนาในเวทนาเป็น พิจารณาจิตในจิตเป็น พิจารณาธรรมในธรรมเป็น จะต้องปฏิบัติอย่าง สัมมัปปธาน 4 ต้องมีสังวรปธาน ปหานปธาน สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 เมื่อจับกิเลสได้ ก็ประหารกิเลสได้ แล้วก็จะเกิดผลลดกิเลสได้ เรียกว่า ภาวนาปธาน การชำระ การกำจัดกิเลสได้ เรียกว่าภาวนา ภาวนาแปลว่า การเกิดผลจากการปฏิบัติ สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 แล้วปฏิบัติรู้จักกิเลส แล้วล้างกิเลสได้ เมื่อกิเลสลดลงได้ ก็เกิดผลเรียกว่า ภาวนามัย แล้วรักษาผล เป็นอนุรักขณาปธาน รักษาผลต่อเนื่อง โดยมีอิทธิบาท 4 ฉันทะ-วิริยะ-จิตตะ-วิมังสา องค์ 3 (สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4) นี้คือ ภาคปฏิบัติแท้ของโพธิปักขิยธรรม แล้วเกิดมรรคผล เกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 อยู่ในกรอบของ โพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 ที่เป็นแกนเสาหลัก ของโพธิปักขิยธรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตราบใด ที่ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิด โพชฌงค์ 7 ก็ไม่เกิด โพชฌงค์ 7 จะพัฒนา จะเกิดได้ ก็เพราะว่า พระพุทธเจ้าเกิด เขาฟังความอย่างนี้ เขาก็คิดว่า พระพุทธเจ้าเกิดมา ก็ต้องเดิน 7 ก้าวเลยตอนเกิด เข้าใจความหมายธรรมะพระพุทธเจ้า ผิดเพี้ยนไปไกล ไปเป็นบุคคล ตัวตนเราเขา ความจริงโพชฌงค์ 7 ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา แต่คือปรมัตถธรรม เป็นเรื่องเกี่ยวกับ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่ใช่เรื่องของคนเดินไป 7ก้าว คือโพธิปักขิยธรรม 7 หลักใหญ่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 ท่องง่ายๆว่า 4578 รวมเป็น โพธิปักขิยธรรม 37 ผู้เข้าใจกระบวนการโพธิปักขิยธรรม 37 หรือ 7 หลักใหญ่ ก็จะเข้าใจความสัมพันธ์ได้ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากเลย เป็นหลักธรรม โลกุตระ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ใน พระไตรฯ ล.31 ข.620 (โลกุตรธรรม 46 คือ คือ โพธิปักขิยธรรม 37 รวมกับ โลกุตรธรรม 9 คือ 1.โสดาปัตติมรรค 2.โสดาปัตติผล 3.สกิทาคามีมรรค 4.สกิทาคามีผล 5.อนาคามีมรรค 6.อนาคามีผล 7.อรหัตตมรรค 8.อรหัตตผล และ 9.วิมุติ) โพธิปักขิยโลกุตรธรรม นั้นมีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้นที่สอน ไม่มีในศาสนาอื่น พระพุทธเจ้าเคยพยากรณ์ไว้ก่อนแล้ว ว่าในอนาคต (อณิสูตร ล.16 ข.672) [672] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะ ของพวกกษัตริย์ ผู้มีพระนามว่า ทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมา โครงเก่าของตะโพน ชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตร ที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟัง จักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษา แต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตร อันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ [673] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล้วอันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธานฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ
มีเจตนาแต่อย่าอยาก ทำอย่างไรจึงไม่สร้างภพ พ่อครูว่า...อนาคตที่พระพุทธเจ้าพูดไว้ ก็คือปัจจุบันยุคนี้แหละ ตอนนั้นยังไม่เสื่อมนะ พระพุทธเจ้าเพิ่งจะเริ่มประกาศโลกุตรธรรม ยังไม่ได้เสื่อมอะไร และนี่คือ คำทำนายพยากรณ์ไว้ ก็น่าสงสาร อาตมาก็ต้องมารื้อฟื้น เตือนสติให้รู้ว่า โลกุตรธรรมคืออย่างไร อาตมาก็อธิบายธรรมะ เป็นโลกุตระอยู่ตลอดเวลา อาตมาไม่ได้พูดถึง โลกียธรรม ที่ให้ไปหารวยลาภ รวยยศ รวยไม่เสร็จ รวยสารพัด ชิตังเมโป้งรวย ซึ่งคำเหล่านั้น คนก็ไปนิยมชมชอบคำเหล่านั้น ซึ่งเป็นความจริง อันค้านแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า ไม่ใช่โลกุตระ มันเป็นศาสนาที่มีภพชาติ เป็นศาสนาที่ทำให้หลงภพเทวดา ทำให้อยากเกิดเป็นเทวดา ศาสนาพระพุทธเจ้า สอนไว้ชัดเจนว่า ไม่ให้ตั้งจิตมีภพเลย แต่ทุกวันนี้คำว่า ภพ ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร คำว่าภพคือต่อไปจากความคิดนึกเราว่าน่าจะได้อันนั้นอันนี้ อยากได้อันนั้นอันนี้ ก็เป็นภพแล้ว คำว่าอยากคือตัณหา คือกาม คือความใคร่อยาก ก็เกิดกามภพแล้ว คุณคิดดำริเมื่อไหร่ ว่าอยากได้อันนั้นอันนี้ ก็เกิดภพทั้งนั้น ยิ่งอยากได้อย่างทุจริต ถ้าอยากได้อย่างสุจริตก็พอทำเนา สุจริต ถ้าจะให้ลึกที่สุด ก็คือไม่มีกิเลส อยากได้แต่ไม่มีกิเลส อันนี้ไม่ใช่ง่าย เป็นความต้องการ เรียกว่า ฉันทะ ธรรมดาหรือว่าอากังขาวจร หรือเป็นอิจฉาวร เป็นจิตดำเนินไปกับ ความปรารถนาสามัญ อันไม่มีกิเลสร่วม แล้วก็ทำด้วยสามัญของความประพฤติ ก็จะได้ลาภมาโด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive