600327_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มหาศีลคือสิ่งชี้บ่งแผ่นดินพุทธ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์138 KB
วันที่แก้ไข1 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

600327_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มหาศีลคือสิ่งชี้บ่งแผ่นดินพุทธ

สมณะฟ้าไทว่า…. วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 27 มีนาคม 2560 หมอดูเขาบอกสวดมนต์ข้ามปี แต่ของเราปฏิบัติธรรมข้ามปี ของพุทธเราทำแบบอเทวนิยม ทำให้คนเจริญ เป็นอาริยบุคคล เป็นความฉลาด ฉฬายตนะ ในการทำให้มนุษย์เจริญ เราเตรียมงานปลุกเสกฯ ตลาดอาริยะ ตอนนี้อากาศก็เย็นดี เมื่อวานนี้ พ่อครูได้กล่าวถึง พรหมชาลสูตร ระหว่าง สุปปิยปริพาชก ที่เป็นอาจารย์ กับ พรหมทัตมานพ ที่เป็นลูกศิษย์ ก็โต้เถียงกัน ลูกศิษย์ชมพระพุทธเจ้า อาจารย์ติพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยว่า ถ้าจะชมเรา ก็ชมด้วยศีล ศีลเป็นเบื้องต้น ของความเป็นมนุษย์ ศีลข้อแรกเป็นเรื่องการลดโทสะ ลดอำมหิต ตัวที่ผลักออกจะทำร้าย เราก็มาเรียนรู้ ลดกิเลสอันนี้แหละ เราพัฒนาตั้งแต่ศีล 5 เป็นเบื้องต้น ศีล 5 8 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นไปตามลำดับ ที่มีทั้งปรมัตถสัจจะ กับสมมุติสัจจะ ถ้าทำศีล 5 ให้ถึงที่สุด ก็เป็นอรหันต์ได้ เรามาปฏิบัติธรรม ต้องมีศีลเป็นลำดับ เราจะมีศีลได้ ต้องมีเพื่อนดี มิตรดี และที่ดีที่สุดในยุคนี้ คือพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ถ้าคบท่านเราจะมีศีล หากไม่คบท่าน เราจะไม่รู้จักรายละเอียดของศีล ที่ท่านจะแจกแจงให้เราได้รู้ สมัยพระพุทธเจ้าท่านว่า เราเป็นมิตรดีที่สุดของเธอ

พ่อครูว่า… ขยายความต่อจาก ที่ท่านฟ้าไทว่า อาตมาก็มาพยายาม อธิบาย ขยายความ จากที่พระพุทธเจ้าเทศน์และสอน ให้มนุษย์ได้รู้และปฏิบัติ ให้เกิดคุณค่าประโยชน์ พูดไปแล้ว คนที่เขาฟัง คนที่ไม่ศรัทธาเลื่อมใส เขาฟังก็จะเกิดอาการหมั่นไส้ ว่าพูดยกตัวยกตน อวดดิบอวดดี ว่าตนเองรู้ คนอื่นไม่รู้ ตนเองถูก คนอื่นผิด อาตมาจำนนจริงๆว่า ไม่รู้จะให้ทำอย่างไร เพราะอาตมา กล่าวอย่างจริงใจ และเชื่อมั่นว่า ได้กล่าวความจริง ไม่มีเล

อ่านต่อ

่ห์เหลี่ยม ไม่มีการอวดดี ไม่ได้ยกตน ไม่มีจิตเช่นนั้นเลย นั่นเป็นความจริงใจ และอีกอันหนึ่ง ที่ต้องจำนน ตามภูมิอาตมา เข้าใจว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ที่สอนที่ใช้กัน มันผิดไปจาก คำสอนของพระพุทธเจ้า ตามภูมิที่อาตมามีมา ตรวจสอบกับพระไตรปิฎก ยิ่งตรงกัน ที่อาตมาพูด มันตรงกับพระไตรปิฎก มันก็ยิ่งชัดเจน รู้สึกว่ามันยากจังเลย เลี่ยงไม่ได้ จำนนจริงๆ ที่ต้องยืนยันพูดอย่างนี้ คนเขาไม่ชอบใจ นับถือครูบาอาจารย์และเขาได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ ได้ตำแหน่ง ได้เงินทอง ได้ความยอมรับนับถืออะไรมา เขาก็ได้จริงๆ ก็ยิ่งเห็นชัดเจนว่า มนุษย์โลก จมในโลกียะ โลกธรรม อยู่กับลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ว่าเป็นชีวิต ชีวิตเกิดมา ต้องได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญเยินยอ ถึงมีชีวิตชีวา ไม่ได้รับสุขบำเรอ จะมีชีวิตชีวาได้อย่างไร อาตมาตั้งแต่ทำงาน ด้านศาสนามา อาตมาไม่ได้รับความสรรเสริญ ยกย่องอะไร คือได้สำหรับคนมีปัญญา ความรู้เข้าใจอาตมาก็พอมี แต่โดยค่ารวม มวลส่วนใหญ่ ของผู้รู้ในศาสนาพุทธ ที่เขายอมรับนับถือกัน ในสังคมเลยว่า ศาสนาเป็นอย่างนี้ๆ ถึงถูกต้อง แต่อาตมา มาค้านแย้งอีก ก็เลยจำนน จะให้อาตมาปุโลปุเล ตาม สุดท้ายสู้ไม่ได้ยอมตาม ยอมรับผิดว่าที่อาตมาผิด ก็พูดไม่ได้ อาตมาจะไปทำแบบเขาก็ไม่ได้ ก็เลยต้องจำนน แม้ใครจะรู้สึกว่า อาตมาดันทุรัง ค้านแย้งสิ่งที่ประชาชนนับถือส่วนใหญ่ จะค้านแย้งไปหาอะไร เขาก็เป็นอยู่กันดี สงบไม่เดือดร้อนอะไรมากมาย แต่อาตมาว่า เดือดร้อนอยู่นะ เพราะว่า สงบกว่านั้นมันมี สงบเป็นโลกุตรธรรมนั้นมี โลกุตรธรรม คือธรรมะที่ไม่เหมือนโลกๆ เขาเป็นกัน ชาวโลกทั้งโลกเลย ในประเทศไทย เขาเป็นอย่างไร เขาก็จะต้องล่าลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุขที่เป็นกาม ความสุขบำเรออัตตา บำเรอกามกับบำเรออัตตานี่แหละ ได้ลาภมา ก็เพื่อเป็นเครื่องมือ ได้เสพสุขในกาม ทางอำนาจเอาทางอัตตา ได้ยศมาก็จะเอาไปเป็นเครื่องมือ ในการได้เสพกาม บำเรออัตตา เสร็จแล้วโลกก็เห็นดีเห็นด้วย สรรเสริญอีก ผู้ที่พรั่งพร้อมด้วยเบญกามคุณ ผู้ที่พรั่งพร้อมด้วยอำนาจบาตรใหญ่ คนต้องกลัว คนต้องยกไว้ คนต้องยอม ซึ่งโลกุตระ ตรงกันข้ามกับสิ่งเหล่านี้ คนละเรื่อง คนละโลก คนละความคิดคนละความเชื่อถือ คนละความรู้สึก คนที่ได้แบบโลกๆ บำเรอกาม อัตตา เขาก็เป็นสุข ส่วนคนที่เห็นว่าไม่เอา ไม่ติดยึด ได้ลาภมา ก็เป็นลาภโดยธรรม (ลาภธัมมิกา) จะเอาใช้ประโยชน์คุณค่าอะไร ก็ใช้แบ่งแจกกันไป ไม่หวงแหนขี้เหนียว หรือเอาไปเป็นอำนาจบาตรใหญ่อะไร

แยกแยะรสกิเลสกับรสแท้ ยิ่งเรื่องกาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มันก็เป็นสัจจะของมัน รูปก็เป็นอย่างนั้น ใครที่ชัดเจนว่ารูปก็คือรูป ความรู้ที่รู้จักรูป รู้จักเสียง กลิ่น รส ก็รู้ตามที่แต่ละคนประสาทไม่เสีย ได้เห็นรูป ได้ยินเสียงก็เหมือนกัน ชาติไหนก็เหมือนกันทุกชาติ เป็นแต่เพียง เรียกกันไป ตามแต่ละสมมุติภาษา แต่สัจจะของมัน รูป อย่างเช่น แตงนี้ รูปกลม ตรง โค้ง เหลี่ยมเหมือนกัน เสียงจะดังอย่างไร ก็เหมือนกันทุกคน รสแตะเข้าไป จะเค็มฝาดอย่างไร ก็เหมือนกันทุกคน แต่ความรู้ที่เป็นความรู้สึก อีกอันหนึ่ง มันไม่เหมือน มันต่างกันไปตามอารมณ์กิเลส รูปอย่างนี้ เสียงอย่างนี้ รสอย่างนี้ กลิ่นอย่างนี้ ชอบก็ว่าดี ไม่ชอบก็ว่าไม่ดี ต่างกันมากน้อย หรือต่างกัน อย่างตรงกันข้ามก็มี อันที่ต่างกัน ที่ไม่ใช่เหมือนกัน ไม่ใช่รสเดียวกัน กลิ่นเดียวกัน เสียงเดียวกัน อันนั้นแหละคือตัวร้าย ที่พระพุทธเจ้ามาประกาศ และให้ลดตัวนี้ แล้วเหลือความรู้สึก ที่เหมือนกันตามจริง พันธุ์เดียวกัน เป็นเอกัคคตารมณ์ อารมณ์เดียวกัน พระอรหันต์ที่ล้างกิเลสแล้ว ต่างคนต่างยึดถือ ต่างคนต่างชอบหรือชัง ก็ล้างไปหมด ธาตุอาหารที่มีรสเดียว รสเกิดจากความจริง สัจจะ คนที่มีประสาทสัมผัสไม่บกพร่อง ก็เหมือนกันหมด

เรื่องโลกธรรม เงินทอง ทรัพย์สิน ข้าวของ ตำแหน่ง หน้าที่ การติชม ยกย่องสรรเสริญ ตำหนิติเตียน ก็เกิดโดยธรรม ลาภธัมมิกา ได้ลาภ ยศสรรเสริญโดยธรรม สำหรับสังคมที่เป็นธรรม สำหรับสังคมที่ไม่เป็นธรรม แม้จะทำสิ่งที่เป็นสัจธรรม ในสังคมที่ไม่เป็นธรรม ก็ถูกตำหนิ ไม่ได้รับยกย่องสรรเสริญ ก็เป็นธรรมดา อาตมามั่นใจว่า อาตมาชัดเจน ในสัจธรรมที่ถูกต้อง ถูกต้องเป็นอย่างนี้ ผิดเป็นอย่างนี้ อาตมามั่นใจว่า ได้พูดความจริงที่ถูกต้อง แต่ขัดแย้งกับที่โลกนับถือ เขานับถือผิด ไปสัญญาผิด มีทิฏฐิผิด เรียกว่า ทิฏฐิวิปลาส สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิคือความรู้ความเห็น เมื่อทิฏฐิวิปลาส จึงมีสัญญา กำหนดมั่นหมายผิด มันไม่ตรง วิปลาสผิดเพี้ยนไป เมื่อทิฏฐิวิปลาส สัญญาวิปลาส จิตก็วิปลาสไปด้วย เพราะเป็นตัวประธาน ธาตุรู้ ก็สงสาร เห็นใจ ก็ได้แต่พูดอธิบาย โดยเฉพาะเรามีสัจจธรรม ที่พระพุทธเจ้าที่เป็นธัมมสามี เอามาประกาศศาสนาพุทธ สองพันกว่าปีแล้ว มาถึงกาละนี้ มันผิดเพี้ยนไป คนละข้างเลย ที่จริง ตั้งแต่อาตมา ออกมาทำงานนี้ จะต้องกอบกู้ ธรรมะพระพุทธเจ้านี้อาตมาไม่ได้ทำงานอื่น ตั้งแต่รู้ตัว ก็รู้ว่าตนเองเกิดมา ต้องทำงานนี้ ก็เลิกหาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ให้แก่ตน ก็เลิก เอาเวลามาทำงานทางนี้โดยตรง เกือบครึ่งศตวรรษแล้ว ก็ยังรู้สึกว่า เราตายดีไหมนี่ เกือบครึ่งศตวรรษแล้ว มันยากจริงๆ ได้อยู่แค่นี้แหละ มีผลเท่านี้ แค่นี้ เท่าที่เป็นอยู่ นอกนั้นอาตมาทำงานมา 40 กว่าปีแล้ว ที่อาตมาพูด ก็ซ้ำซากวนเวียน อยู่แค่นี้ พวกคุณฟังสิ่งซ้ำซาก เพราะอาตมาไม่หาเรื่องปรุงแต่ง บ้าๆบอๆ ให้พิลึกพิลือ อาตมาไม่ทำหรอก อาตมามุ่งหาสัจจะเนื้อแท้ ไม่ทำสิ่งที่ไม่จำเป็น อันเป็นกิเลส กิเลสคือสิ่งฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เกินความจำเป็นของชีวิต ก็มุ่งเข้าหาเนื้อแท้สัจจะเลย ที่บอกว่า เราน่าจะตายดีไหม แต่เห็นพวกเรา แม้จะมีคนส่วนน้อย คนพวกนั้น มันเกินสงสารแล้ว พูดไปเขาก็ไม่ฟัง พูดไปแล้ว ก็ไม่เห็นดีอะไร เปล่าดาย เราจะทำต่อไป คนพวกนั้นก็ไม่ได้อะไร แต่ พวกเรานี่ พวกคุณตาดำๆ ก็ยังน่าจะต้องให้สิ่งที่ควรให้ และอาตมาก็พยายามให้ พยายามจริงๆ ...ได้บ้างไหม แต่ละวันๆ ก็ได้ ก็เห็นอย่างนี้ ไม่ได้ตอบเอาใจอาตมานะ ก็ได้มาเรื่อยๆ ก็ยังตายไม่ลง ก็เลยกะเกณฑ์ไว้ จะอยู่ไปสักอายุ 151 ปี คิดว่าคงพอ คงไม่ไหวแล้ว โดยคิดว่า ถ้าอาตมาอยู่ถึง 151 ปี อาตมาจะดูซิ ถ้าอาตมาอายุ 151 ปี มันเป็นการมีชีวิต ลากสังขารไปเกินกว่า ชีวิตมนุษย์สามัญ หาคนอายุ 151 ยากมากแล้ว ทั่วโลก กินเนสบุ๊ค ก็ไปทำสถิติ ตอนนี้คนอายุยืนที่สุด เท่าไหร่ในโลก เพิ่งตายไปก็ 120 ปี เท่าที่ตอนนี้มี ถ้าอาตมาลากไปถึง 151 จะทำสถิติ ที่ทำสถิติ คือเรื่องตื้นๆเผินๆ คนนี้ทำไม ถึงอยู่ได้ถึง 151 ปี กินอะไรถึงอายุยืน แบบทางธรรมก็ว่า อายุยืนไม่ได้ลึกซึ้งอะไร แต่มันก็เกินสามัญ ประเด็นนี้ง่ายๆ เพื่อกระตุกว่า สนใจข้าไหม ทุกวันนี้ เขาไม่สนใจอาตมาเลย เราก็พิเศษแบบคนตื้นๆ ว่าเป็นคนอายุยืน สอง อันนี้สำคัญ ถ้าอาตมาพยายาม เปิดเผยธรรมะไปจริงๆ ยาวนานไปถึงขนาดนั้น จะกระเตื้องกว่าที่เป็นไหม? อาจเพราะคนที่รุ่นอาตมา ตายไปหมด เหลืออาตมา คนเขาก็ต้องฟัง แต่คำตอบนี้ดี พระธรรมเทศนา แสดงที่เป็นโลกุตระธรรม

อัญญะสู่โลกโลกุตระ พระพุทธเจ้าบอกว่าในอนาคต คนจะไม่ฟังหรอกโลกุตรธรรม จะฟังแต่เรื่องโลกียธรรม ซึ่งตอนนี้ มันตรงกับที่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เขายึดว่าโลกนี้ถูก ของพระพุทธเจ้า เป็นโลกุตรธรรมเขาไม่ฟัง อาตมาพูดโลกุตรธรรมขึ้น คนเขาจะไม่ฟัง ตามที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้ อาตมาหยิบพยัญชนะหลักฐาน ของหลักศาสนาพุทธมาพูด อาตมาอธิบายถึง อัญญะ มายืนยัน คำสอนพระพุทธเจ้า ผู้ที่มีความเจริญ ฉลาดถึงขั้นมีธาตุรู้ธรรมะ รู้สิ่งที่เป็นสัจธรรม แบบพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้า ว่าต้องเป็นอย่างนี้ น่าสนใจ อย่างนี้ใช่ ต้องเอาอย่างนี้ ซึ่งมันต่างจากธรรมะ ที่ตนเองรู้หรือทั้งโลกรู้ ซึ่งเป็นโลกียธรรม คือ ความรู้ ในกรอบของโลกียธรรม ไม่ได้ออกมาเป็นอย่างอื่น แล้วความรู้ที่เป็นอื่น ที่รู้ว่าที่มีนั้น ไม่ได้มีค่าอะไร อย่างดีก็สูง แต่เดี๋ยวก็ต่ำ แต่ถ้าอันนี้เหนือกว่า ไม่ต้องสูงต้องต่ำ อันนี้ที่ต่างไปคือ อัญญะ แปลว่าอื่น เป็นธาตุรู้เป็นความรู้ ที่รู้ถึงสิ่งอีกสิ่งหนึ่ง อีกสภาวะหนึ่ง ความจริงอีกความจริง ที่คนยึดถือว่า เป็นความจริงเก่า ความรู้นั้น ความเข้าใจอันนั้น เห็นเลยว่า เป็นอัญญะ ธาตุรู้ ไปได้ธาตุรู้ชนิดนั้นในจิต คนนี้คือต้นทางของความเจริญ ความเป็นคน โลกอีกโลกหนึ่ง เรียกว่าโลกโลกุตระของพระพุทธเจ้า นี่คือจุดตัดสิน สภาวธรรมที่ตัดสิน ถ้าพูดโดยศัพท์วิชาการ ของพระพุทธเจ้า ความรู้หรือญาณของคนนี้เป็นความรู้ข้ามโคตร ท่านเรียกว่า โคตรภูญาณ เรียกว่า ญาณข้ามโคตร มันไม่อยู่กับโคตระเก่าแล้ว ที่เป็นโคตรโลกียะ จิตมันออกจากโคตรโลกียะ เป็นโคตรใหม่ เป็นโคตรภูญาณ ใครที่เริ่มรู้เข้าใจ สนใจว่า ถ้าน้ำหนักความรู้ ความเห็นนั้นมากพอ จะดึงให้เราได้เรียนรู้ ตามทฤษฎีพระพุทธเจ้าต่อ เมื่อเรียนรู้แล้วจะเพิ่มสิ่งที่ได้มา เราก็จะมี โคตรภูจิต จิตจะข้ามโคตร จากที่เริ่มรู้มาแล้วได้มา จนเป็นโคตรภูบุคคล จนเป็นอาริยะชน เป็นโสดาบันบุคคล พ้นสังโยชน์ 3 เป็นคนชนิดใหม่ เมื่อเกิดคนชนิดนี้ขึ้นมา คนชนิดนี้จะมีความเป็นไป การดำเนินชีวิตไป อยู่ในสังคม อย่างจริงใจจริงจัง ดำเนินไปอย่างจริงใจคือ เลิกแล้ว อย่างโลกียสุข หรือโลกียทุกข์ โลกที่เคยแย่งกัน ยิ่งเบื้องต้นเรียกอบายภูมิ ยิ่งเห็นไร้สาระเลย แบบนั้นเป็นคนชั้นต่ำ คนชั้นอบายภูมิเป็นคนชั้นนรก ซึ่งจะชัดเจน ว่าเราหนอเรานี่ แต่ก่อนทำไมมันโง่จังเลย อยู่กับโลกชั้นต่ำ ถ้าจะพูดภาษาคือ อยู่กับมูตรกับคูตร อยู่กับขี้กับเยี่ยว ไปคลุกคลีกับขี้กับเยี่ยวอยู่อย่างนั้น เราจะเห็นเลยว่า คนทุกวันนี้อยู่กับขี้กับเยี่ยว อยู่กับโลกธรรม จะต้องแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ สรรเสริญ ที่เยิ้มไปด้วยกาม สรรเสริญที่เต็มไปด้วยอำนาจบาตรใหญ่ สรรเสริญที่เต็มไปด้วย อำนาจมากมาย ที่ไม่รู้จักพอ เขาทำนาบนหลังคน มอมเมาคน ด้วยอบายมุข เขาไม่รู้เรื่อง ยกตัวอย่างตื้นที่สุด แต่เขายกย่องกันทั้งโลก เช่น เรื่องของการละเล่นมหรสพ เรื่องอบายมุข และเขาก็เป็นดารา การละเล่นคือกีฬา เล่นดาราของมหรสพคือดารา ราคาค่าตัวแพง ยกย่องเชิดชูกัน สื่อสารมวลชน เดี๋ยวก็ออกข่าวๆ กระดิกตัวก็ออกข่าว ดัง นี่คือโลกที่มีเครื่องบ่งชี้ว่า โลกไม่เข้าใจ เขายกย่องเชิดชูอบายมุข แต่ไม่เข้าใจ คนหลงรวย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่เป็นโลกีย์หยาบจัดจ้าน เขาไม่รู้ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ขณะนี้ คนไทยที่เป็น ไม่อยากเรียกเป็นเศรษฐี แต่ เรียกว่ากระฎุมพี คือคนร่ำรวย คนร่ำรวยที่สุด ในประเทศไทยขณะนี้ คือคนที่ค้าขายอบายมุข ที่ทั่วประเทศก็ยอมรับกัน ว่าเขาค้าของอบายมุข ที่ผิดกฏหมาย ค้าสิ่งมอมเมา ประชากรทั่วประเทศ ออกนอกประเทศด้วย ก็รวย ไปยินดีปรีดากัน เชิดชูยกย่องบูชากัน ทำร้ายมนุษย์ให้เสพติด ในสิ่งมอมเมาไร้ค่า ซึ่งตัวบุคคลที่รู้ว่าสิ่งนี้ชั่ว แล้วตนเองไม่ประพฤติ แต่เอาสิ่งที่ชั่วนี้ ให้คนอื่นประพฤติ คนนี้ที่เขาร่ำรวย ด้วยสิ่งเสพติดนี้ เจ้าตัวเขาก็ไม่เสพ แต่เขาทำให้คนอื่นมอมเมาไป คนมีใจอำมหิตโหดเหี้ยมแค่ไหน ไปคิดเอาเอง ไม่ได้พูดว่า แต่พูดวิชาการ พอดีมีตัวอย่างจริง ในประเทศไทย เอามาประกอบ อธิบายเพื่อยืนยันเป็นหลักฐาน ว่าได้พูดสิ่งที่เป็นจริง ซึ่งไม่น่าทำ น่าจะเลิก น่าจะถอนตัวแก้กลับ น่าจะมีความรู้ ไม่น่าจะทำกรรมนี้ ซึ่งไม่เป็นกรรมดี แม้จะได้เงินทอง เป็นผลข้างเคียง แต่สัจจะ คือคุณทำร้ายจิตวิญญาณ มนุษยชาติ ทำให้คนเสพติด สิ่งมอมเมา คุณได้กรรมบาปหนัก แต่ได้รับจัดสรรเสริญสุข เป็นสิ่งข้างเคียง แต่สัจจะคุณได้เพราะคุณประกอบการอาชีพคุณ แล้วคนอื่นก็ได้รับผลกระทบ เต็มรูปแบบ คนเหล่านั้นเสพติด คนเหล่านั้นตกต่ำ คนที่เสพสุรา ขับรถชนตาย เสพสุราไปทำชั่วทำบาป ไปทำให้สติเสีย เมาแล้วไปทำอะไรเลอะเทอะ มีอยู่ตั้งเท่าไหร่ รณรงค์กัน เมื่อถึงคราวสนุกสนาน เป็นฤดูกาลเทศกาล อย่าเสพน้ำเมา ก็พูดไป พูดไปก็ไลฟ์บอย พูดไป ก็คือสิ่งที่ต้องตำหนิ ดูถูกก็ต้องดูถูก อาตมาว่าไปเจอคนที่ประกอบอาชีพแบบนี้เยอะ แต่ด้วยในโลกนี้ก็เลยไปกระทบ คนที่ได้ร่ำรวยได้ลาภ ลาภยศ สรรเสริญโลกียสุข คนที่ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ในชีวิต หรือตนเองก็ติดด้วย ก็มีเยอะ คนที่มาพูดสัจธรรมในยุคนี้ ในยุคที่คนตกต่ำในอบายมุข จึงมีผลให้คนชังน้ำหน้าเยอะ ไม่ใช่ว่าอาตมาไม่รู้ รู้แต่ต้องทำ เพราะมันเป็นสัจจะ คนจะชังน้ำหน้าอาตมา อาตมาก็บอกว่าชาตินี้ อาตมาไม่ได้เกิดมา เพื่อจะพูดเอาหน้า เอาดีเอาเด่นเอาดัง ไม่ใช่ อาตมาพูดสัจธรรม มันจะถูกคนชังน้ำหน้าอย่างไร ก็จะทำยังไงได้ มันเป็นจริง จริงๆแล้วอาตมาว่า ถ้าเขาจะรักอาตมา ถ้าเป็นคนที่มีปัญญา มีภูมิรู้ว่าที่อาตมาพูด เป็นสิ่งดีสิ่งประเสริฐ แล้วเขาก็มารัก รักในความประเสริฐของอาตมา แม้คนเดียว อาตมาก็พอใจ ถ้าอาตมาจะพูดตลกๆ ตอแหล ว่าสิ่งที่ไม่ดีว่าดี สิ่งที่ไม่ควรยกย่อง มาเป็นสิ่งที่ควรยกย่อง คนจะมายกย่องเชิดชูหมดทั้งโลก อาตมาก็ไม่ได้ยินดีอะไร เพราะฉะนั้น อาตมาถึงไม่ได้มีปัญหากับตัวเอง พูดความจริงนี้ ใครจะยกย่องหรือไม่ ใครจะชมเชยหรือไม่ อาตมาไม่มีปัญหาจริงๆ อาตมาไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเอาความชมเชย รู้ทั้งรู้ว่าที่พูดนี้คนชมดูจะน้อย ตอนนี้คนดูสดๆ 41 คน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ต่อไปคือตอนนี้ คนจะไม่ฟังโลกุตรธรรม คนจะฟังแต่เรื่องที่บันเทิง ที่มีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ฟังด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน ด้วยลีลาการละเล่น ฟังข่าวกีฬา ฟังข่าวบันเทิง ฟังข่าวธรรมะมันไม่เคยมีหรอกในโทรทัศน์ ข่าวต่อไปนี้เป็นข่าวธรรมะ ไม่มีช่องใด แม้ว่าตอนนี้ จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นอนาคามี เป็นอรหันต์ก็ยาก สังคมประชาชน จะต้องเป็นไปด้วยกันด้วย ยกตัวอย่าง ให้ผมไปเป็นนายกรัฐมนตรี ผมก็แน่ใจว่าทำไม่ได้ ที่จะให้คนมาทำแบบนี้ เขาก็จะต่อต้าน จึงค่อยๆทำไป อาตมาเข้าใจอยู่ อาตมาเคยเขียนเป็นรูป สามเหลี่ยม แล้วก็มีมุมตั้งองศา ชีวิตของอาตมา มีหลักการมีสาระ ไม่ใช่อยู่ไปอย่างไร้จุดหมาย สาระนี้เป็นสาระสัจธรรม ที่เป็นโลกุตระ อาตมาก็พยายามทำไป ด้วยจริงใจจริงจัง ใครจะหมั่นไส้ ว่าหลงตัวหลงตน ก็ไม่มีปัญหาหรอก คนไม่เข้าใจก็ว่า ยิ่งเขาเห็นว่า ไม่มีสาระ เขาไม่สนใจที่จะมาพูดหรอก ชีวิตอาตมา จะอยู่ในยุคของเขา ก็ไม่เคยสนใจจนกว่าจะตาย อาตมาจะตายก่อน หรือเขาจะตายก่อน ก็ไม่สนใจหรอก เขาสนใจแต่โลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่มอมเมาครอบงำ ชี้ชวนกัน ที่จะมาลดละ โลกธรรม จิตใจที่ติดยึดในลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุขด้วยกาม ความสุขด้วยอัตตา เขาไม่สนใจ อาตมาไม่เห็นว่า ผู้ที่เป็นภิกษุ มาเทศน์เอาจริงเอาจัง อย่างอาตมาเลย ท่านมียศศักดิ์ ตำแหน่งฐานะทางศาสนา เป็นที่ยกย่องเชิดชู มีตำแหน่งหน้าที่ แต่ไม่ได้มาพูดโลกุตรธรรมอย่างนี้เลย พูดกันแต่โลกียธรรม ดีไม่ดีหลอกลวง เพื่อให้ได้โลกธรรม บางคนเจตนาหลอกลวง อย่างสมีธัมมชโย คนที่มีฉลาดที่ไม่ใช่มีปัญญา จะหลงใหลได้ปลื้มกับธัมมชโย จะมีมาก จะน้อยลงไป ก็เหมือนธัมมชโย อย่างนั้นมากน้อยตามจริง นี่เป็นความอาภัพอัปภาคย์ของประเทศไทยยุคนี้ ที่มีคนที่เก่ง เก่งในทางชิบหาย เก่งในทางทำลายศาสนา เก่งในทางทำสิ่งที่เสื่อมทรามลงไป ให้กับสังคม โดยเฉพาะศาสนาพุทธ เขาเก่งมาก แล้วเขาก็ทำให้เกิดบริวาร คนหลงใหลได้ปลื้มเอาตาม อย่างที่เป็นขณะนี้ จนทุกวันนี้ มีบริวารช่วยเหลือเขา อุ้มชูเขา พยายามปกป้อง ไม่ให้เขาได้รับการจัดการให้เรียบร้อย ประเทศไทยดีมาก เข้าใจได้ชัดขึ้น และเอาภาระ แต่ในยุคกาลต่างๆที่ผ่านมา ผู้บริหารประเทศ ไม่ได้เอาภาระ ดีไม่ดีไปส่งเสริมด้วย เป็นเรื่องซวยจริงๆ แต่ยุคนี้ผู้บริหารประเทศ มีดวงตาปัญญา มีความรู้ และจัดการกำจัดออกไป ถึงขนาดนั้น ก็ยังยากแสนยาก เพราะปล่อยปละละเลย ให้สร้างฐานขนาดนั้น แข็งแรงเกินที่จะปราบปราม เขามีความดื้อด้านมาก อาตมาเห็นความดื้อด้านของคน มาหลายกัปป์กัลป์แล้วก็ยังไม่เห็นใคร ดื้อด้านเท่าคนนี้ แย่กว่าพระเทวทัตด้วย สำหรับธัมมชโย ทำไมดื้อด้าน ดึงดันขนาดนี้ อาจารย์เป็นต้น บอกอย่างเห็นใจว่า อาตมาต่อสู้ ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า เพราะว่าอาตมาไม่มีบารมี ไม่มีความสามารถเท่าพระพุทธเจ้า แต่คนยุคนี้ เลวหนักว่ายุคพระพุทธเจ้าใช่ไหม พระพุทธเจ้ามีบารมี มากกว่าอาตมาเยอะ อย่างเทียบไม่ติด และคนยุคนั้น ก็ยังเลวไม่เท่ายุคนี้ ที่บอกว่าอาตมาหนักกว่า พระพุทธเจ้านั้น ก็เป็นสัจจะ ที่จะต้องเป็นเช่นนี้ อาตมารู้อย่างที่อาจารย์ เป็นต้นรู้ แต่มันหน้าที่อาตมา อาตมาถึงไม่เคยท้อถอย ยากแสนยาก ยากจริงๆยากกว่าพระพุทธเจ้า อย่างที่ว่า แต่มันต้องทำ เพราะอาตมาตั้งปณิธานมา ไม่ใช่ในชาตินี้ มาไม่รู้กี่ชาติ เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ

SMS วันที่ 24 และ 26 มีนาคม 2560

นรก=สวรรค์ _7636อิทธิฤทธิ์ปฎิหาริย์เหาะเหินเดินอากาศเห็นนรกเห็นสวรรค์ไม่ใช่หนทางพ้นทุกข์ พ่อครูว่า… เห็นนรกสวรรค์ มีสองอย่าง อย่างมิจฉาทิฏฐิ กับสัมมาทิฏฐิ จะบอกว่าเห็นนรกสวรรค์ ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ก็ไม่เชิง แต่อิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ เหาะเหินเดินอากาศ แน่นอนว่า ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ มีสองนัย นัยหนึ่งรูปธรรม แต่อีกนัยเป็นทางจิต หยั่งรู้ใจคนได้ มันก็เป็นจริง แต่ไม่ใช่ทางที่พาให้พ้นทุกข์ ต้องเห็นนรกสวรรค์ด้วยความจริง ความจริงที่ว่านั้นคือ คนที่ไม่รู้นรกสวรรค์ เขาก็ไปเห็นสวรรค์ ไปมีสวรรค์ เห็นนรก ไปมีนรก จริงๆแล้ว เขาไม่เห็นนรก เขาเห็นแต่สวรรค์ เขาหลงแต่สวรรค์ เขาเอาแต่สวรรค์ เขาหลงสวรรค์ จึงต้องสร้างสวรรค์สร้างภพชาติ เหมือนสมีธัมมชโย แล้วทำแต่สวรรค์ หลอกล่อคน แล้วเขาหลงสวรรค์จริง ไม่มีใครอยากได้ภพนรก ไม่มีใครสร้างภพนรก แก่ตนเอง มีแต่คนสร้างภพสวรรค์ใส่ตน ผู้สร้างภพสวรรค์ใส่ตน คือได้นรก สวรรค์กับนรก จึงคือกัน ซตพ. ไม่มีใครคิดว่าน่าจะสร้างภพนรก ให้แก่ตนเอง มีแต่คนสร้างภพสวรรค์ อยากได้สวรรค์ แต่ สวรรค์ก็คือ ภพ นรกก็คือ ภพ คุณจะสร้างสวรรค์สร้างนรก ก็คือ ภพ เพราะฉะนั้นสุดท้าย นรก=สวรรค์ QED. พระพุทธเจ้าจึงมาสอนว่า สวรรค์นั้นคือเรื่องของ สุขขัลลิกะ เป็นสุขเท็จ เรียนรู้จาก การได้รับยศ สรรเสริญ คุณดีใจได้สวรรค์ จะต้องเรียนรู้ อาการอารมณ์นั้นว่าเป็นของปลอมของแท้ คุณขยันสร้างสรรค์ทำงาน ก็ได้ลาภธัมมิกา เป็นลาภโดยธรรม ก็ไม่ต้องดีใจหรือเสียใจ นี่คือคนรู้เท่าทัน ทำแล้วบกพร่องไม่ค่อยได้ ก็หาเหตุมัน คุณจะได้ทำได้เท่านี้ๆ จะได้อาศัยใช้ในชีวิต อย่างเราทำฉากนี้งามมาก เราประดับฉากด้วยแตงกวา แตงไทย แตงโม มันชื่อ วอเตอร์ เมลอน แต่ไม่ค่อยชอบน้ำ สวรรค์กับนรก พระพุทธเจ้า สอนให้รู้จักสวรรค์ที่แท้ คนไม่รู้จักสวรรค์หรือนรก จึงไปสร้างภพสวรรค์ แต่ที่แท้ เขาได้นรก อาตมาจึงสอนพวกเราว่า สวรรค์ 6 ชั้น ที่จริงแล้วคือ นรก 6 ชั้น เพราะฉะนั้นอย่าไปหลง เลอะเทอะเลย ทุกวันนี้ไม่รู้จักธรรมะ สอนให้หลงสวรรค์ มันไม่ถูก มันต้องเข้าใจว่า อย่าไปสร้างสวรรค์ จิตถ้าไปสร้างภพ ไม่ว่าจะภพอะไรก็แล้วแต่ ส่วนมากเป็นภพที่ต้องได้บำเรออัตตา ในพระไตรปิฎกเล่ม 23 ทานสูตร สอนว่า ถ้าทำดี ดีคือให้ มีอะไรจะให้เขา เป็นวัตถุ เป็นอะไรก็แล้วแต่ ให้แล้วทำจิตอย่างไร ทำจิตให้ ให้หมดๆ ให้ไม่ใช่เอา จิตอย่าให้มีองศาความโค้ง มาหาเอา ให้คือให้ก็จบ ถ้ามีเอา แม้จะมีองศานิดหนึ่ง มันก็เรียกว่า มีความหวัง บาลีว่า สาเปกโข มันมีความเกิดของภพ การทานที่มีอานิสงส์สูงสุด ทานคือให้ อย่าไปสอนว่าทานแล้วจะได้ภพสวรรค์อะไร ให้คือให้ ให้ไม่ใช่ได้ ให้ไม่ใช่เอา ทานคือให้ ทานไม่ใช่เอา ให้ตรงๆ แค่นี้ไม่เข้าใจได้อย่างไร ทำให้ตรง ให้วัตถุ กายวาจา ใจต้องให้ ถ้าทำใจอย่างนี้ได้ มีนิพพานเป็นที่หวัง แต่ไม่ต้องหวัง ทำให้ถูกต้อง ทำใจในใจให้โยนิโสฯ ให้ถ่องแท้ แยบคายให้ตรงจริงๆ อย่างที่ว่านี้ ทานังเทติ การให้โดยไม่มี 1.สาเปกฺโข (มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต (ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข (สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ แค่นี้ คำสอนพระพุทธเจ้า เข้าใจให้ได้ แล้วทำตามนี้ ชีวิตคุณให้เป็นนัก ทานังเทติ เป็นผู้ทำการให้ ด้วยจริงใจ แล้วก็ทำใจของตน จนเป็นคนที่มีชีวิต มีแต่ให้กับให้ โดยไม่มีจิตสาเปกฺโข ปฏิพทฺธจิตฺโต สนฺนิธิเปกฺโข อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ ถ้าทำได้เป็นอรหันต์ได้ มีชีวิตอยู่เป็นผู้ให้

ขออภัยอาตมาเกิดมา มีชีวิตทำงานทางศาสนา มีแต่การให้ แล้วก็มาทำงานด้านนี้ ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน แม้แต่คำสรรเสริญ พูดตรงๆ ตอกหน้านี่แหละ พูดความจริงอย่างเดียว และพูดความจริงที่มาก คือพูดความผิด พูดสิ่งที่คนทำผิด และว่าสิ่งที่คนทำผิด เป็นเรื่องใหญ่ ทุกวันนี้ ก็มีคนให้ชม ในวงการบริหารประเทศ แม้ในทางศาสนาก็ดีขึ้น ยังมีผู้ที่ ยังพออยู่ในสัจธรรม พอสมควร แต่ก่อนนี้โอ้โห แม้ผู้มีฤทธิ์แรง ก็ทำอะไรไม่ขึ้น แต่ตอนนี้มันเป็นบารมี คนที่ขึ้นมาเป็นผู้นำ แม้ไม่ต้องออกแรงมาก เหมือนแต่ก่อน เช่น สังฆราชองค์ก่อน ท่านก็ออกแรงเยอะ แต่ได้น้อย แต่ตอนนี้ พระสังฆราชองค์ใหม่ ไม่ต้องออกแรงเยอะ เหมือนสังฆราชองค์ก่อน แต่จะได้ผล นี่เป็นสัจธรรมที่มองเห็น มองเห็นว่า มันถึงเวลา ถึงบารมี สังฆราชองค์นี้ชื่อฟ้า ฟ้าคืออัมพร อัมพโร มีสองฟ้า อาตมาก็เคยพูดบ้างแล้ว ว่าอาตมาว่าคนที่ชื่ออะไรๆในยุคนี้ อาตมาพอเข้าใจว่า คนยุคนี้พอมีรูปร่าง ชื่อนี้คืออันนี้ สำหรับอาตมา คนอื่นไม่รู้ด้วยหรอก แต่อาตมารู้ว่าใช้ได้ อย่าง ท่านประยุทธ์ ปยุตโต นักรบทั้งสองชื่อ ท่านประยุทธ์ แม้แต่อาตมา ท่านยังฟัน เลยก็เป็นจริง ไม่มีปัญหา สัจจะเหล่านี้ เป็นเรื่องอจินไตยหลายอย่าง ต้องเข้าใจสวรรค์และนรก แล้วมาเรียนรู้สร้างจิต ไม่ให้มีสวรรค์และนรก

_3867พ่อครูสอนกรรมอดีต คือการกระทำที่ผ่านไปแล้ว! กรรมปัจจุบันแก้กรรมในอดีตไม่ได้ แต่การกระทำปัจจุบัน ให้ผลกรรมอนาคต ดีฤาไม่ดีได้ด้วยกรรมปัจจุบันขณะนี้เอง ถูกไหม?

ปรัชญาเซ็นเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ 3867นมก.พ่อครูฯ ผู้น้อยขออนุญาต นำปรัชญาธ.ปัญญาเซน มาเสริมประเด็นธ.ว่าเมื่อรู้แจ้ง ย่อมไร้ซึ่งจิตขลาดกลัว! หลงลาภยศสักการะชื่นชมตามโลกธรรมสุขขัลลิกะ! วางโลภะโทสะโมหะ ยินดีตามสัจธรรมสุขสันตุฏฐิ พ่อครูว่า… สรุปเป็นภาษานี้ใช้ได้ แต่มีอันหนึ่งที่ว่า นำปรัชญาธรรมปัญญาเซน มาเสริมประเด็นธรรม ก็ขอวิจารณ์คำว่า ปรัชญาเซน คำว่าเซนหรือปรัชญาเซน คือความเพ้อเจ้อ เป็นความคิดเลยเถิด สุดโต่งไป ก็เลยเรียกว่า ปัญญาเซน โกอาน มันเป็นพยัญชนะ ภาษาตรรกะ ให้สนุกคิดเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ก็จะคบคิดได้ คมคาย ได้ลึก มันจะเยอะขึ้นเรื่อย และคนก็ไปสนุกเพลิดเพลิน ใช้ภาษาได้คม บาดเลือดไหล เป็นภาษาเพ้อเจ้อไปเยอะ คนก็ไปหลงตรรกะเซน จะถูกสิ่งเหล่านี้กลืนกินชีวิตและปัญญา ไม่มาเข้าหาสัจจะสาระ อันมีนามธรรมที่เป็นจิตเจโต ไปเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน