600908_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เนกขัมมะด้วยปหาน 5 ให้ถึงตถตา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข15 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

600908_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เนกขัมมะด้วยปหาน 5 ให้ถึงตถตา

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 8 กันยายน 2560 ที่ราชธานีอโศก ทางโลกเขาถือว่าวันศุกร์ก็สุขกันเถอะเรา จะได้พักผ่อน แต่พวกเราก็ทำงานกันต่อไป แต่จะทำอย่างไรให้เข้าเป้า เข้าหลักที่จะเข้าถึงแก่นแท้ ศีลเป็นสะเก็ด สมาธิ เป็นเปลือก ปัญญาเป็นกระพี้ วิมุติเป็นแก่น พ่อครูได้เทศนาถึงปัญญากับเฉกาพ่อครูได้แยกแยะ ปัญญาคือพลังอำนาจที่จะสลายกิเลสราคะ โทสะ โมหะ ของเราได้ เฉกาคืออำนาจฤทธิ์ที่จะถนอมความโลภ โกรธ หลงให้แก่ตัวเอง อาตมาเคยสัมภาษณ์พระที่เป็นชาวต่างชาติ มาบวชเป็นพระไทย ก็จบถึงดร.แต่ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่า ท่านจะดำเนินไปอย่างไรต่อไป ถ้าจะสึกก็มีอะไรรองรับพอสมควร ถ้าจะทำงานศาสนาก็ได้ แต่เรียนมาตั้งเยอะ แต่ก็ยังหาคำตอบของตัวเองไม่ได้กับชีวิต แม้จะเป็นเปรียญ 9 ประโยค ก็ไม่ได้ทำให้เกิดปัญญาทางพุทธศาสนาเท่าไหร่ ไม่ต้องพูดถึงดอกเตอร์ทางโลก ทุกวันนี้มีข่าวฮือฮา ว่า ให้คนไปแจ้งว่าเป็นคนจน จะได้ให้การช่วยเหลือ ปรากฏว่ามีด็อกเตอร์หลายร้อยคน ปริญญาโทหลายพันคน แจ้งลงทะเบียนว่าเป็นคนจน ก็มีคนตั้งคำถามว่าพวกนี้เรียนไปทำไมกัน เป็นไปแล้วไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้เลย ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งอวิชชาก็เพราะว่า ไม่มีปัญญาที่จะเข้าใจสัจธรรม นั่นเอง ยิ่งไปก็ยิ่งทำให้ความโลภโกรธหลงมากขึ้น ค้นหาคำตอบในชีวิตตัวเองไม่ได้ ได้แต่รู้ๆๆๆ เพื่อสนองความโลภโกรธหลงเท่านั้น พ่อครูว่า...ก่อนจะได้บรรยายเฉกา กับปัญญา ทั้งสองคำ หมายถึงความเฉลียวฉลาด เดี๋ยวนี้วงการศาสนาพุทธไม่รู้กันแล้ว อาตมากล้าพูดได้อย่างนั้นจริงๆ แม้จะจบเปรียญ 9 ปริญญาเอก ก็ไม่ได้ให้ความเข้าใจความรู้ฉลาดแยกแยะให้เข้าใจแล้วจะได้ปฏิบัติถูก ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่สร้างให้เกิดความเฉ

อ่านต่อ

ลียวฉลาดที่เป็นปัญญาให้แก่คน คนปุถุชนทั่วไป เฉลียวฉลาดแค่เพียงเฉโก สูงสุดก็วนในเฉโก คือเป็นโลกียธรรม ไม่ออกนอกโลกียธรรมได้ ซึ่งต้องใช้ปัญญา ทำให้ออกจากโลกีย์ ออกจากกาม พยาบาทได้ เป็นเนกขัมมะได้ ความเฉลียวฉลาดทางปัญญาเป็นพลังงานสำคัญที่ทำให้เกิดเช่นนี้ได้ เดี๋ยวค่อยสาธยายเรื่องนี้

SMS วันที่ 6 กันยายน 2560 (พ่อครู-บวรราชธานีอโศก)

_3867พ่อครูเคยสอนปัญญาทางโลกุตระ อันนี้ใช่ปัญญาวุฑฒิ4ไหม? ถ้าเป็นปัญญาทางโลกียะที่ภาษาชาวบ้านเรียก ปัญ ญาทราม คงไม่ใช่ ? พ่อครูว่า...ไม่ใช่แน่นอน ปัญญาทางโลกีย์เป็นภาษาชาวบ้านเรียก ก็ยังมีความซับซ้อน ความหมายที่ขยายได้ เขาเอาปัญญาไปใช้แทนความเฉลียวฉลาด แต่โลกีย์ไม่มีความเฉลียวฉลาดที่เป็นปัญญา มีแต่เฉโก นี่เป็นนิยามของความหมายในพยัญชนะ หรือในความเป็นจริงของศัพท์พวกนี้เป็นนิยามแท้ๆ แต่ไปใช้กันผิดก็เลยฟั่นเฝือ เลอะเทอะ ไม่รู้จะใช้แทนอะไรกันได้ ก็เลยเอามาศึกษาเรียนรู้เละเทะ นี่คือความผิดพลาด ปัญญาวุฒิ 4 1. สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักคบบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) . 2. สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) 3. โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) . . 4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 248)

_3517น่าสงสารชาวอโศก ไปเเจกโรงบุญ ข่าวสักช่องไม่ออกข่าวชาวอโศกเลย แม้แต่คนอโศกเดินผ่านกล้องของช่องทีวีต่างๆเค้ายังตัดออกหรือว่าฟ้าตาบอดเลยมองไม่เห็นมุมดีดีของสังคมบ้าง สงสัยเค้าคงจะเกลียดชาวอโศกมาก ใครที่อายุ 40 ปีขึ้นไปคงจะจำได้คุณปรีชา ทรัพย์โสภา นักข่าวของกรมประชาสัมพันธ์อ่านข่าวตอนเช้าเวลามีโรงบุญ5ธันวามหาราชเค้าจะอ่านข่าวประกาศว่า พวกเราจัดโรงบุญห้าธันวาทั่วประเทศ 800 ถึง 900 โรงเลย

_3867คิดดีได้บุญ(ขัดเกลาใจ)ดี!พูดดีได้กรรมดี!ทำดีได้กุศลดี!คิดชั่วได้บาป!พูดชั่วได้กรรมชั่ว!ทำชั่วได้อกุศลชั่ว!ใครทำดีชั่วกับอโศก?คนนั้นก็ได้ดีชั่วตามที่คิดพูดทำเอง?อโศกก็ยังเป็นผู้ละ สิ้นทุกข์โศกคงเดิม!สู้นะskk พ่อครูว่า…อาตมาเป็นหัวโจกของชาวอโศกไม่ได้มีความรู้สึกว่า ท้อถอย ไม่อ่อนด้อย แต่เห็นจริงว่าพวกเรามีจำนวนน้อย อาตมาก็ยังภาคภูมิใจกับจำนวนน้อยนี้ ก็ยังมีผู้มีดวงตา มีความรู้ในสาระว่าเป็นสาระ รู้ความสำคัญในความสำคัญ และก็เอาชีวิต บางคนเอาชีวิตเต็มตัวมาอยู่กับชาวอโศก บางคนก็มาเป็นครั้งคราว บางคนก็ตามศึกษาเห็นว่าเป็นสาระ แต่กระนั้นก็ดี ยังมีคนอีกมากกว่ามากในคนไทย ที่ยังไม่เห็นคุณค่า ไม่เอาตาดูหูแลชาวอโศก พูดเหมือนเราท้อ ออดอ้อน ไม่มีลักษณะเช่นนั้นแต่เราพูดตามความจริง

SMS วันที่ 7 กันยายน 2560 (สมณะ สิกขมาตุ-บวรราชธานีอโศก)

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เนกขัมสิตอุกเบกขาคือเป้าหมายหลักของพุทธ _3867 ทุกขเวทนาเกิดเพราะทุกผัสสะมากระทบทางทวารทั้ง5ทุกขณะ!หยุดเวทนาทุกความความรู้สึกทุกอารมณ์ มิใช่หยุดที่สัญญา!แต่ให้หยุดที่สังขารจึงเกิดวิญญาณจากสังขารธ.ถูกไหม? จิตที่รับรู้จดจำที่เวทนาสัญญาไม่ปรุงแต่งให้เกิดกิเลสต่อบางขณะบางคราวเข้าถึงตทังควิมุติ!ถ้าตั้งใจทำวิปัสสนาด้วยตังคปหานจนมีสมาธิตั้งมั่น ตัดขาดกิเลสตัณหาอุปาทานด้วยสมุจเฉทปหานจึงจะพ้นทุกข์ขั้นสมุจเฉทวิมุติได้ถูกไหม? พ่อครูว่า..เขาถือว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ คือ เป็นการดับทั้งสัญญาและเวทนาไม่รับรู้ทุกอย่าง อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดมาก แล้วจะบอกว่าทุกขณะมันก็ไม่เชิง เพราะว่าบางขณะสัมผัสก็อุเบกขา ผู้ที่ไม่ปฏิบัติธรรมก็จะเป็น เคหสิตอุเบกขาเวทนา เป็นการพักยกความสุขทุกชั่วคราว พระพุทธเจ้าท่านสอนให้แยกว่าเป็นแบบเคหสิตะกับเนกขัมมะ การฝึกฝนเรียนรู้จิตเจตสิก ที่มันเกิดเป็นแบบ เคหสิตะก็เป็นแบบคนโลกๆทั่วไป และแบบเนกขัมมะคือ แบบที่พระพุทธเจ้าสอนให้เราออกจาก กิเลส กาม พยาบาท ผู้ปฏิบัติได้ดังนี้คือผู้มีทางบรรลุธรรม ทำได้มากก็บรรลุมาก ทำได้น้อยก็บรรลุน้อย เป้าหมายหลักอยู่ที่เนกขัมมะ คือศาสนาพระพุทธเจ้า เป็นเนื้อแท้เลย ผู้ที่ไม่เรียน มโนปวิจาร18 เรียนให้รู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ของความเป็นเวทนาที่เป็น เคหสิตะ นั่นลักษณะหนึ่ง ความเป็นเนกขัมสิตเวทนา นั้นเป็นอีกลักษณะหนึ่ง ถ้าไม่เรียนตรงนี้แล้วปฏิบัติให้เกิดผลออกเป็น เนกขัมสิตเวทนา ไม่มีทางบรรลุธรรม การปฏิบัติใดๆก็โมฆะจากการบรรลุธรรม ถ้าไม่มีญาณปัญญารู้จักเวทนาในเวทนาตัวนี้ การเรียนรู้โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าเริ่มต้นตั้งแต่กายในกาย ต้องเรียนรู้โดยรู้จักองค์ประชุมของรูปกับนาม แล้วก็พิจารณาลงไปที่องค์ประชุมของรูปกับนามเรียกว่ากายในกาย แล้วจะพิจารณาเห็นว่า กายในกายที่เป็นองค์ประชุมของกายมีเวทนาอยู่ แล้วก็แยกแยะเวทนาในเวทนา ทำเนกขัมมะได้ นี่คือผลสำเร็จ ผู้ที่พิจารณาสติปัฏฐาน 4 กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม จึงเป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าแท้ ในโพธิปักขิยธรรม 37 จนเป็น บุคคล 8 และนิพพาน 1 ผู้ใดเกิดมาทำเช่นนี้ได้ก็ไม่โมฆะ ผู้ไม่ได้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเช่นนี้จะมีมรรคผลอะไรก็เป็นโมฆะทั้งนั้น เป็นผู้ที่สูญเปล่า ไม่ได้สิ่งที่ควรจะได้ ทั้งที่ได้องคาพยพอาการ 32 นี้มาเป็นคน หากไม่ได้อันนี้ไปนี่น่าเสียดาย โดยเฉพาะผู้ที่พบศาสนาพุทธด้วย แต่ใกล้เกลือกินด่างไม่ได้อะไร เพราะฉะนั้น หยุดเวทนาทุกความรู้สึกทุกอารมณ์ มิใช่หยุดที่สัญญา ถูกต้อง หยุดเวทนาในเวทนา ไม่ใช่หยุดเวทนาทั้งหมด ต้องย้ำทวนให้ชัดเจน ไม่ใช่ไปดับความรู้สึกทั้งหมด แต่ดับความรู้สึกส่วนหนึ่ง ที่อาตมาอธิบายเวทนาแท้-เทียม ให้เกิดรู้ความจริงตามความเป็นจริง และจัดการเวทนาเก๊ เวทนาเทียมให้หมดไป สัญญาไม่ต้องไปดับ สัญญาเป็นตัวรู้แจ้งรู้ชัดรู้จริง แต่ให้หยุดที่สังขาร จึงเกิดวิญญาณ จากสังขาร ถามมาว่าถูกไหม? หยุดแต่ให้หยุดที่สังขาร อันนี้ก็ถูกต้อง คนเราไม่รู้จักสังขาร 3 กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร การปรุงแต่งของอาการจิต แล้วไม่รู้จักอาการที่ปรุงแต่งอย่างนี้ ผู้มีอวิชชาก็จะมีสังขารเป็นปัจจัย เมื่อไม่รู้ก็เกิดสังขาร 3 นี้แหละ พระพุทธเจ้าให้ดูตรงนี้แล้วปฏิบัติอภิสังขาร ก็มีสาม แต่ไม่ใช่ กายสังขารจิตสังขารวจีสังขาร แต่อภิสังขาร 3 คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร ศาสนาพุทธให้เรียนรู้อภิสังขาร 3 นี้แหละ หากไม่เรียนรู้แล้วไม่สามารถปฏิบัติได้ก็ไม่มีทางบรรลุธรรม จะอวิชชาอยู่นั่นแหละ จะไปเรียนรู้อะไรมากมายเต็มหัวแต่ไม่รู้จักอภิสังขาร ผู้ที่มีอภิสังขารคือผู้ที่มีวิชชา ผู้ไม่มีวิชชาก็แก้ไขสังขารตัวเองไม่ได้ ผู้ที่มีวิชชาจะแก้ไขสังขารตัวเองให้ลดกิเลสได้ เรียกว่าบุญ บุญคือการชำระกิเลสในสังขาร หากชำระกิเลสในสังขารได้เรียกว่าปุญญาภิสังขาร ข้อเดียว ที่เป็นการปฏิบัติ จบสมบูรณ์แล้วเรียกว่าอปุญญาภิสังขาร พอทำปุญญาภิสังขารจนได้อรหัตตผลแล้วก็ไม่ต้องมีบุญอีก เพราะฉะนั้นการปฏิบัติที่จะมีกรรมต่อไป ก็มีแต่ อาเนญชาภิสังขาร เป็นการอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง ทำในสิ่งที่ทำได้ให้ซ้ำให้มาก แล้วให้เกิดผลอย่างนี้แหละ ทำให้มาก แล้วจะเกิดความแข็งแรงอาเนญชา ไม่หวั่นไหวตั้งมั่นแข็งแรงมั่นคง หรือจะเกิดสมาธิ อเนญชาภิสังขารคือการสั่งสมจิตให้ตกผลึกเป็นสมาธิ การสั่งสมจิตที่เป็น ปุญญาภิสังขารแล้ว ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมต้องเข้าใจบุญ ทำสังขารให้เกิดบุญ ผู้ทำได้จึงเกิดอภิสังขาร ชำระกิเลสในสังขาร วิญญาณเป็นคำกลางๆ คือธาตุรู้จากเริ่มต้น ผัสสะแล้วเกิดวิญญาณแล้วเราก็ชำระกิเลสในวิญญาณ

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ปหาน 5 ให้ถึงตถตา จิตที่รับรู้จดจำที่เวทนาสัญญาไม่ปรุงแต่งให้เกิดกิเลสต่อบางขณะบางคราวเข้าถึงตทังควิมุติ!ถ้าตั้งใจทำวิปัสสนาด้วยตทังคปหานจนมีสมาธิตั้งมั่น ตัดขาดกิเลสตัณหาอุปาทานด้วยสมุจเฉทปหานจึงจะพ้นทุกข์ขั้นสมุจเฉทวิมุติได้ถูกไหม? ตทังคะ แปลว่าเป็นครั้งๆคราวๆ ทำให้กิเลสดับได้เป็นคราวๆ ถามว่าจิตที่รับรู้จดจำที่เวทนาสัญญาไม่ปรุงแต่งให้เกิดกิเลสต่อบางขณะบางคราวเป็นผู้เข้าถึงตทังควิมุติถ้าทำให้จิตรับรู้แล้วจดจำที่เวทนา และสัญญาไม่ปรุงแต่ง กำหนดรู้ แล้วก็ทำการไม่ปรุงแต่งให้เกิดกิเลสในแต่ละครั้งคราว ...ถูกต้อง ปหานมันมี 5 1. วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) . 2. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) . 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) . 4. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) . 5. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) (พตปฎ. เล่ม 31 ข้อ 65) ปหาน 5 นี้ ถ้าทำได้ถูกต้องก็บรรลุธรรม วิกขัมภนะคือการกดข่มใจ คนเราทำเป็นทุกคนแม้ปุถุชนก็ทำเป็น คนเรามันโลภโกรธก็กดไว้ มีเท่าไหร่ก็ปล่อยออกมาไม่ได้หรอก เป็นสามัญสำนึกของคน กดข่มกิเลสไว้ มันเป็นทุกคน รู้จักให้ได้ว่า การกดข่มกิเลสวิกขัมภนหปานเป็นเช่นนี้ เรียนหรือไม่เรียนก็ทำเป็น แต่ไม่มีทางสำเร็จบรรลุธรรม กดให้ตายก็ไม่มีทางบรรลุ ความรู้ของพระพุทธเจ้าต้องมีอุบายเครื่องออกมีวิธี ปหานกิเลสให้ถูกต้อง ผู้ที่สามารถเรียนรู้อุบายเครื่องออก รู้วิธี รู้จักกิเลส อ่านอาการ ลิงค นิมิต ตามความรู้ความเข้าใจที่ได้ฟังมา เห็นองค์ประชุมรูปนามของตัวเอง เรียกว่าสักกายะ ว่ามันปรุงแต่งเรียกว่ากิเลสนะ สัมผัสแล้วเกิดกิเลสก็อ่านกิเลสออก โดยกำหนดหมาย อ่านอาการของจิต เจตสิกของเรา มันมีอาการอย่างนี้เรียกว่าอาการกิเลส แยกออกชัดเจน ว่า อาการกิเลสมันคืออาการอย่างไร อาการที่รู้ความจริงตามความเป็นจริงมันคืออย่างไร เช่น อาตมาสัมผัสการจัดฉากวันนี้ ผู้แต่งพยายามตกแต่ง ที่อื่นจะตกแต่งอย่างเช่นชาวอโศกหรือไม่ ชาวอโศก จะใช้ผลหมากรากไม้มาตกแต่งเป็นหลัก นี่ก็ไปได้ดอกกระเจียว มะนาว มะเดื่อได้ผลหมากรากไม้หลายอย่างมาจัดเข้าตกแต่งเข้า อาตมาสัมผัสแล้วก็รู้ว่า ความจริงตามความเป็นจริงเป็นเช่นนี้ ก็เข้าใจ ผู้ที่จัดนั้นเข้าใจการจัด คอมโพซิชั่น ของรูปทรงต่างๆนานาก็รู้ ว่าพยายามจัดว่าอย่างนี้เป็นศิลปะ เป็นรูปที่ควรตกแต่ง รู้ความจริงตามความเป็นจริง ส่วนจิตที่บอกว่า ชอบ อาการชอบ ยินดี ดูดซึม ดูดเข้าไปประทับไว้ในจิตแล้วก็ติดใจ อาการอย่างนั้นแหละคือกิเลส หรือไม่ชอบ ฟังแล้วก็ผลักรู้สึกไม่ดีรู้สึกไม่ชอบใจ อาการชอบไม่ชอบใจนั่นแหละคือเวทนาเก๊ ต้องแยกให้ได้ ใครแยกได้ว่ามันมีผลักหรือดูด มันเป็นตัวเก๊ อย่าให้ตัวอยากตัวนี้มันเกิด กดข่มก็ได้วิกขัมภนะ ถ้าใช้ปัญญารู้ว่าตัวนั้นคือเวทนาเทียม เวทนาเก๊ มันเป็นอาการจิตที่เคยชินเป็นไปตามโลกครอบงำมา แล้วเราก็เป็นแบบนี้มานาน เราก็เรียนให้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มัน เป็นตัวแทรกตัวเวทนาเทียม มันไม่มีตัวจริงเป็นอุปาทานเป็นกิเลสตัณหาในจิต เราต้องรู้ด้วยปัญญาว่าตัวนี้ไม่ใช่ของจริง อนัตตา แล้วมันเป็นเหตุแห่งทุกข์ตัวผลัก ดูดนี้แหละเป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วมันก็ไม่เคยเที่ยงแท้หรอก เดี๋ยวมันก็มาเดี๋ยวมันก็ไป เดี๋ยวมันก็เกิดเรื่องอื่น ปุถุชนก็เกิดความสุขความทุกข์ตลอดเวลา ก็เลยเหมือนเกิดความเที่ยง เพราะมันต่อเนื่องด้วยกิเลสตลอดเวลา จะว่างเป็นอุเบกขา อทุกขมสุขบ้างก็น้อย จะว่างสบายๆ นั่งตรงนี้อากาศดีลมดีแสงดี อะไรก็แล้วแต่ที่บำเรอในกรรมกิริยาต่างๆ แล้วไม่ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ จึงสะสมจิตที่ชอบและไม่ชอบให้เป็นสุขและทุกข์แก่ตัวเองอยู่ตลอดเวลา ปุถุชนนี่แหละ น่าสงสารมาก หายใจเข้าก็กิเลสเข้า หายใจออกก็กิเลสเข้า หายใจออกไม่ได้มีกิเลสออกด้วย หายใจเข้าก็กิเลสเข้า หายใจออกก็กิเลสเข้า เป็นอย่างนั้นจริงๆตลอดเวลา อานาอาปานะ ไม่ใช้สติพิจารณา วิจัย กำจัดกิเลสที่มันไม่ใช่ตัวตน สติมีแต่สติปุถุชน ไม่เคยเป็นสติอาริยชนเลย เป็นสติที่บำเรอกิเลสไปตลอดเวลา พักยกบ้างอทุกขมสุขอุเบกขาบ้าง ไม่เป็นเนกขัมสิตอุเบกขา เป็นจิตไม่ดูดไม่ผลัก เป็นฐานอุเบกขา ไม่ได้ฝึกฝนให้เกิดอุเบกขาฐาน ไม่ได้เกิดฝึกฝนให้เวทนาเป็นฐานนิพพาน ถ้าจิตโดยปัญญารู้ชัดเจน แล้วทำให้จิตเราเกิดเนกขัมมะสิตอุเบกขาได้เสมอเสมอ ก็เท่ากับสั่งสมหน่วยกิต ของนิพพานตลอดเวลา นี่คือพูดเอาสภาวะต่างๆมาอธิบายเป็นภาษา ที่พูดนี้ก็พูดต่อไปจนหมดเวลาหรือต่อพรุ่งนี้ก็ได้ วิกขัมภนปหานเป็นสามัญ แต่ตทังคปหานต้องมีภูมิปัญญาทำให้กิเลสลดได้ เป็นครั้งคราว เมื่อทำได้คุณก็ทำให้จริงทำให้สะเด็ดทำให้เด็ดขาด ทำให้คล่องว่องไวเป็นอัตโนมัติให้ได้เป็น สมุจเฉทปหาน ทำอย่างนี้แหละทวนไปทวนมาเรียกว่าปฏิ ทำซ้ำทำทวนให้มันสงบ ปัสสัทธิ จิตมันสงบเพราะทำให้กิเลสมันดับได้อย่างนี้ ทำจนให้เกิด สมุจเฉทปหาน ทำทวนทำซ้ำ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง รักษาผลให้เกิดอเนญชาภิสังขารไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็จบเป็นนิสรณปหาน ทำจนสำเร็จเป็นเอง สลัดออกจนมันเป็นตถตา เป็นเช่นนั้นเองอัตโนมัติ กิเลสมา พอสัมผัสอันนี้ มันเป็นเหตุเป็นกิเลส แต่ตอนนี้มันเป็นเหตุแห่งกิเลสนั้นก็จริง แต่มันสัมผัสกับเราแล้วกิเลสไม่เกิดอีกเลย ขณะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ไม่เกิด ทีเผลอ ก็ไม่เกิด ยิ่งมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวยิ่งไม่เกิด รู้ทันไม่เกิดกิเลสได้ จนเป็นอัตโนมัติเป็นเองตถตา จึงเรียกว่าเป็นเช่นนั้นเองด้วยตัวของมันเอง เรียกว่าตถตาเป็นตัวจบ ของพระพุทธเจ้านั้นก็จบ ถึงขั้น เป็น ตถาคตา เรียกว่า เสด็จไปดีแล้ว เป็นความจริงเสร็จรอบถ้วนแล้วตถาคตา ส่วนของคนก็เรียกว่าตถตา คนไปขยายความคำว่าตถตาเป็นโลกียะ นั้นผิด มันเป็นเช่นนั้นเอง แปลพยัญชนะว่าเป็นเช่นนั้นเอง แล้วเป็นเช่นนั้นเองต้องมีนัยอธิบายว่า คือผู้ที่ทำความจริงให้เป็นความจริงจนความจริงเป็นเช่นนั้นเอง ความจริงคือ จิตตนเป็นปรมัตถสัจจะชั้นสูงด้วยตนเอง สมบูรณ์ด้วยบรมแก่นสาร วิมุติเป็นแก่น ของพระพุทธเจ้าแล้วอยู่ด้วยสมมุติสัจจะ พระอรหันต์อยู่ด้วยสมมติสัจจะ ปรมัตถสัจจะท่านจบแล้ว จบอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) มีแต่ทำงานปรุงแต่งกับสังคมอย่างอนุโลมปฏิโลมไป

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนระดับโพธิสัตว์ พระอรหันต์ ยิ่งเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่มาสอน รื้อขนสัตว์ โพธิสัตว์คือผู้ที่บรรลุอรหันต์ของตนเองแล้ว แล้วก็เอามาแจกเผื่อให้คนอื่นรู้ตาม เป็นผู้สืบสานศาสนาพุทธ ก็ยิ่งจะรู้ดี และอนุโลมปฏิโลมคนอื่น เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์จึงมีกายกรรมวจี แต่มโนท่านไม่ได้อนุโลม มโนของท่านแข็งแรงถาวร ตั้งมั่นไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว มีแต่อนุโลมให้คนอื่น พูดกับคนอื่นกับคนมีกิเลสมาก ก็พูดเหมือนมีกิเลสในฐานที่เขาพอรู้เรื่อง คนไม่รู้ความจริงอย่างนี้จึงอ่านตามอาการ นัจจะ คีตะ วาทิตะ ที่ปรุงแต่งให้พวกเรารู้ได้ ก็อ่านตามอาการว่าคนนี้ต้องมีกิเลส เพราะคนโลกๆเขาปรุงแต่งอย่างนี้ คนนี้ทำเหมือนกันก็คงมีกิเลสเหมือนกัน เช่นอาตมาทำอาการอย่างนี้ เขาก็ว่าไม่ได้บรรลุ ทั้งที่จิตเราทำงานเสร็จแล้ว เราปรุงแต่งกับคนอื่นโดยไม่มีกังวลกับตนเองแล้ว คนอ่านตามอาการก็เพ่งโทษ อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับคนที่เข้าใจไม่ได้ ไม่เข้าใจสัจธรรมที่เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่แสดงอย่างนั้นเพื่อผู้อื่น ไม่ได้แสดงอะไรเพื่อตนเองเลย อาตมาอวดอุตริมนุสธรรม เขาก็หาว่าปาราชิก แต่อาตมาอวดอุตริมนุสธรรมที่มีในตนนั้น หนึ่งไม่ปาราชิก สองไม่ปาจิตติย์เพราะว่า แสดงโดยประมาณแล้วแต่เขาก็ถือพยัญชนะมาเพ่งโทษ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ ที่พูดก็เพื่อให้รู้ลึกซึ้ง ว่า สิ่งที่เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ซึ่งมันเป็นปฏินิสสัคคะ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนอันลึกซึ้ง คัมภีราวภาโส เป็นเรื่องกลับไปกลับมา เหมือนทำอย่างเดิม กิริยาอาการอย่างเดิม แต่ในใจไม่มีกิเลสไปร่วมอยู่แล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่เขารู้ไม่ได้ แล้วเพ่งโทษ จึงไม่เกิดประโยชน์อะไร อาตมาจึงจำเป็นต้องบอกความจริงว่า มีอุตริมนุสธรรมอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะอาตมาต้องแสดงเต็มที่ ในเรื่องการแสดงออก เพื่อให้เกิดผลต่อการกระทบสัมผัสกับผู้รับ ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันได้ ในท่าทีที่แสดงออก นัจจะ คีตะวาทิตะ บางครั้งก็แรง บางครั้งก็เล่น เป็นอุบายเครื่องออกที่ต้องประกอบการ สภาพนัจจะคีตะวาทิตะ ทั้งท่าทีลีลาสุ้มเสียง จัด คอมโพซิชั่น เพื่อให้สื่อแล้วผู้รับสามารถรู้ได้ ก็เลยเหมือนลิงค่าง เหมือนดารานักแสดง ดรามาติก เป็นเช่นนั้นจริงเพราะอาตมา สื่อแสดงให้คนอื่นรับ หนึ่งเป็นสุนทรียศิลป์ ชวนให้รับรู้ สองเป็นสารศิลป์ ให้รู้สาระที่สื่อไป แสดงออกเป็นสัจจะ ทุกวันนี้ศิลปะเขาก็ไม่รู้จักสารศิลป์แล้ว มีแต่สุนทรียศิลป์ มีแต่สิ่งที่ชวนให้คนพอใจในสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้คนติดใจคนนับถือ ก็ทำแต่แบบนั้น ศิลปะอยู่ทั้งศาสตร์และศิลป์ ส่วนสุนทรียศิลป์ชี้ชวนให้คนได้รับประโยชน์ เช่น จะเอายาให้กินเป็นยาขมคนก็ไม่กิน ก็เอาสีใส่เอาน้ำตาลไปใส่ เป็นสุนทรียให้คนกินอย่างนั้นได้ แต่ทุกวันนี้มีแต่สีมีแต่น้ำตาลเนื้อหาสาระของยาไม่มีแล้วเต็มไปหมดเลย ต่างกันเพียงหาวิธีที่แตกต่างกันไป แล้วก็บอกว่านี่ของฉันเป็นเอกลักษณ์ของฉันเป็นอัตลักษณ์ของฉันคนอื่นก็จะต้องมาเอาตาม ซึ่งเป็นเรื่องของเทคนิคเท่านั้น คนที่จะหมดกิเลสด้วยปหาน 5 ถึง นิสรณปหาน ก็จบด้วยตถตาก็ต้องเข้าใจปหาน 5 แล้วทำให้ถูกต้อง

สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน การอวดอุตริมนุสธรรมอันมีในตน _ดิฉันเข่ง ใจแก้ว อโศกตระกูล จะเล่าว่า ตั้งแต่เริ่มเป็นวัยรุ่นขึ้นก็มีความรู้สึกรักสวยรักงามมากๆ คงติดมาหลายชาติแล้วก็ได้ เกิดมาชาตินี้กิเลสตัวติดสวยติดงามก็ตามมาเกิดด้วยค่ะ จะใช้เงินไปกับความสวยงามก็ยอมที่จะจ่าย ได้เข้าไปร้านเสริมสวย ซอยผมแหว่งไปนิดเดียวก็เกิดอารมไม่ชอบใจขึ้นมาทันที เมื่อก่อนก็ไม่รู้ว่าการติดยึดความสวยความงามนั้นเป็นกิเลสหรอก เพราะคุณแม่หรือคนจีนเรียกมาม้าได้พาดิฉันไปปฏิบัติธรรมแบบเทวนิยม สวดมนต์เจ้าแม่กวนอิม พระจีนหรือวัดไทยพระไทยก็ไม่ได้สอนเรื่องของกิเลสเลย ดิฉันอยู่แถวปาดังเบซาร์ ส่วนใหญ่เป็นคนมีอันจะกินกัน ต่างคนต่างมีลูกสาว อาเตี่ยอาม่าให้ลูกสาวแต่งตัวสวยๆกันทั้งนั้นค่ะ เป็นธรรมดาของคนทางโลกๆใช่ไหมคะ แต่ถ้าหากคนเกิดมาหน้าตาดีเป็นธรรมชาติไม่ได้เติมแต่งเพิ่มขึ้นอีก ก็รู้ว่าหน้าตาดีก็ไม่ใช่กิเลสใช่ไหมคะ ต่อมาดิฉันได้มาปฏิบัติธรรมที่สันติอโศก ก็ได้รู้ว่าติดสวยติดงามติดอะไรหรือหลงอะไรก็เป็นกิเลส ติดนอนก็เป็นกิเลส แต่งงานก็เป็นกิเลส ฟังธรรมแล้วรู้สึกว่าทำไมเรามีกิเลสมากจริงๆ แต่ดิฉันเป็นคนชอบฟังธรรมสม่ำเสมอค่ะ เป็นประจำ ฟังแล้วก็มาตรวจดูตัวเอง เมื่อก่อนพ่อท่านเทศน์ชัดๆแรงๆ ฟังแล้วเหมือนกิเลสจะหลุดออกไปจากตรงนั้นเลยค่ะ ดิฉันได้ฟังพ่อท่านเทศน์ก็ได้รู้ว่ากิเลสเป็นอย่างนี้เอง พอเจอผัสสะก็เกิดกิเลสขึ้นมา ก็เกิดหิริโอตตัปปะ 20 ปีผ่านไป ดิฉันอาจเป็นคนโชคดีที่มีผัสสะมาก อุปสรรคก็มาก แต่ก็มีความศรัทธาในธรรมที่พ่อท่านได้สั่งสอน แม้มีผัสสะมาก อุปสรรคมาก ก็สู้ด้วยน้ำตานองหน้า แต่ก็มีพ่อท่านที่เป็นกำลังใจช่วยให้ดิฉันมีพลังต่อสู้กับกิเลสจนถึงปัจจุบันนี้ได้ 40 ปีแล้วค่ะ พ่อท่านเป็นทั้งพ่อและแม่แล้วสอนให้ดิฉันมีศีลเป็นแม่ปัญญาเป็นพ่อ สอนให้มีสัมมาทิฏฐิ ดิฉันปฏิบัติจึงเกิดมรรคผลได้ตามลำดับค่ะ ทุกวันนี้เรื่องของติดสวยติดงามนั้นได้ลดหายไป ทุกวันนี้ตื่นขึ้นมาก็หวีผมไม่ได้ส่องกระจกเลย ใส่เสื้อผ้าก็เข้าไปทำวัตรเช้าก็ทำงานต่อไป ไม่ยุ่งยากเหมือนเมื่อก่อน ไม่มีเงินเดือน มีความสุขสบายยิ่งกว่าเมื่อก่อนที่มีเงินมากๆค่ะ สุดท้ายนี้จะถามพ่อท่านว่า เราปฏิบัติธรรมจนได้มรรคผลของโลกุตระแล้ว เราก็อยู่กับสมมติสัจจะได้อย่างสบายใช่ไหมคะ ขอกราบนมัสการพ่อท่านค่ะ พ่อครูว่า...คนนี้มาตั้งแต่สาว จนบัดนี้ ยืนปอกผลไม้สารพัดมาหลายสิบปีแล้ว ทำงานหลายอย่าง ตอบมานี้ถูกต้อง เป็นการรายงานผล ไม่ใช่เป็นการอวดตัวอวดตนอะไร เป็นการปฏิบัติและรายงานผลต่อครูบาอาจารย์ว่าอย่างนี้ถูกต้องไหม ก็ถูกต้องชัดเจน ไม่ได้ลงไม่ได้อวดอุตริมนุสธรรมอะไร แม้แต่พ้นโลกียะมาเป็นโลกุตระแล้วก็บอกตรงๆ อย่างนี้เป็นศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ผิดเพี้ยนไปมาก บรรลุธรรมแล้วอย่าบอกใครๆ อันนี้แหละ เป็นเรื่องที่ทำให้ศาสนาเสื่อม บรรลุธรรมแล้วอย่าบอกใคร เรื่องนี้เป็นประเด็นในโลหิจจสูตร ล.9 ข.351 เป็นต้นไป [352] ครั้งนั้น โลหิจจพราหมณ์เกิดมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้ ควรบรรลุกุศลธรรม ครั้นบรรลุแล้ว ไม่ควรบอกผู้อื่น เพราะผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้ บุคคลตัดเครื่องจองจำเก่าได้แล้ว ไม่ควรสร้างเครื่องจองจำขึ้นใหม่ ฉันใด ข้ออุปมัยก็ฉันนั้น เรากล่าวธรรมคือความโลภ ว่าเป็นธรรมลามก เพราะผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้ดังนี้ พ่อครูว่า...หมายความว่าผู้บรรลุธรรมจะไปบอกคนอื่นเขาก็บรรลุไม่ได้จะไปบอกทำไม แล้วก็เปรียบเทียบว่า การบอกนั้นเหมือนกับเราเองไปอวดอ้าง เหมือนกับเราไปโชว์ของดีที่เราได้บรรลุแล้ว เราก็บอกว่าเราได้บรรลุ มันก็เหมือนกับเครื่องจองจำ ที่เราออกได้แล้วเอามาใส่ใหม่ การไปบอกว่าตนเองบรรลุแล้วก็เหมือนกับการใส่เครื่องจองจำ สรุปแล้วก็คือไม่ให้บอก บรรลุธรรมแล้วไม่ให้บอกบอกแล้วมันเป็นกิเลสของเราเอง จริง คนที่อยากอวดตนเอง ตนเองบรรลุธรรมได้จริง แล้วก็มีจิตลามกอยากอวดตัวนี้เป็นปาจิตตีย์ ตนเองบรรลุธรรม มีอุตตริมนุสสธรรมในตนเอง โดยเฉพาะอวดกับอนุปสัมบันก็ปาจิตตีย์ แต่อาตมาอวดกับอุปสัมบันแต่ท่านแปลอุปสัมบันว่า ผู้ที่ออกบวชครองผ้า ถ้ายังไม่ออกบวชครองผ้าไม่เป็นอุปสัมบัน แต่อาตมาแปลว่า ผู้ที่ควรและเหมาะสมจะได้ฟังธรรม คืออุปสัมบัน อาตมาหมายถึงเช่นนี้ แต่ผู้รู้ได้แย้งว่า ต้องผ่านการบวช นุ่งห่มจีวรโกนหัวจึงเป็น อุปสัมบัน ผู้ยังไม่ได้ผ่านการบวชนั้นเป็น อนุปสัมบันทั้งนั้น อันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจแตกต่างกัน เพราะอาตมาแปลว่าผู้ที่จะเข้าถึง คืออุปสัมบัน พูดแล้วก็จะรู้เรื่องกันเข้าถึงได้เข้าใจได้ แต่ผู้ที่แม้แต่จะใส่จีวร นุ่งห่มจีวร บวชมาร้อยพรรษาแต่พูดแล้วไม่เข้าใจก็ไม่ใช่ สมณะเดินดินว่า...ตอนนี้มีพระที่ตั้งศูนย์บำบัดยาบ้า แต่เอายาบ้ามาใส่ให้คนกินอีก ก็ไปตามประวัติว่าพระครูนี้เป็นพระที่เสพยาบ้ามาก่อน แล้วก็บวชมาเกิน 20 พรรษาด้วย ดูแล้วอย่างนี้ถือเป็นอุปสัมบันไม่ไหว พ่อครูว่า...ความรู้ทางศาสนาพูดอย่างนี้มันผิดเพี้ยนไปไกลไม่เหลือ ขนาด ผู้รู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ทางศาสนา อาตมาก็บอกว่าเขาอธิบายบางอย่างผิด อาตมาก็ยืนยัน ส่วนสิ่งที่ท่านอธิบายถูกก็ยืนยันอยู่ ก็มีอยู่เยอะ อาตมาก็ได้อาศัยอันนั้นที่ท่านแปล บันทึกไว้ด้วยซ้ำไป ส่วนอันที่แปลถูกก็เยอะ แต่แปลส่วนผิดก็ต้องตำหนิ ท่านก็ไม่ยอมให้ตำหนิเลย เราไม่ได้ลบหลู่ทั้งหมดทั้งด้าม แต่ส่วนถูกก็ว่าถูก ส่วนผิดก็ว่าผิด อันนี้ก็ว่ากันไป

สื่อธรรมะพ่อครู(พิธีกรรม) ตอน สวดมนต์อย่างไรไม่ทำลายศาสนา เมื่อกี้ว่าจะพูดเรื่องสวดมนต์

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน