600904_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก โยนิโสมนสิการให้ถึงญาณ 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
600904_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก โยนิโสมนสิการให้ถึงญาณ 3
อาจารย์กฤษฎาว่า…วันนี้ที่ปฐมอโศกตรงกับวันที่ 4 กันยายน 2560 วันนี้มีประเด็นที่ขบไม่แตก มาพูดคุย กรณีธรรมกาย สังคมทุกวันนี้ถ้าบอกว่า เรานับถือพุทธ แล้วอย่างไหนพุทธแท้กับพุทธงมงาย ผมอยากเปรียบเทียบกรณีเจ้าเงาะกับรจนา รจนาเลือกเจ้าเงาะเพราะศรัทธา แต่ท้าวสามลไม่เห็นว่าดี แต่เจ้าเงาะนั้นก็เล่นสองบทบาท เราจะมองผู้อื่นอย่างศรัทธาได้อย่างไร เหมือนกับชาวอโศกผมไปไหนก็กล้าพูดว่าผมเป็นลูกศิษย์พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ หรือบางคนอาจมองว่างมงาย ผมจึงอยากถามให้ชัดว่าตัวเราเอง เมื่อได้ฟังสัตบุรุษแล้ว สิ่งเหล่านี้ เราจะมองภาวะที่ถูกกระทำ แล้วมองเข้าหาตัวเองอย่างไร ในสัมมาทิฏฐิ พ่อครูสอนเรื่องสภาวะเป็นส่วนใหญ่ ผมออกไปก็ต้องเจอ สิ่งเหล่านี้ เป็นสามัญ เราจะมีมุมมองและท่าทีอย่างไร?
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน เจ้าเงาะและสังข์ทองนัยของพ่อครู พ่อครูว่า...คำถามนี้ เป็นคำถามที่ ยากจะตอบ เป็นคำถามอจินไตย ยิ่งถามเปรียบเทียบถึงเจ้าเงาะ เป็นเรื่องซับซ้อนที่ยากจะรู้ได้ ของศาสนาพุทธนี้มันซับซ้อนลึกซึ้ง คัมภีรา ทุททัสสา ทุรนุโพธา สันตา ปณีตา อตักกาวจรา นิปุณา บัณฑิตเวทนียา เป็นเรื่องหมุนรอบเชิงซ้อน อาตมามาปางนี้ เป็นปางเจ้าเงาะ คนก็เห็นว่าจะมาเป็นเจ้าเงาะบ้าใบ้ เขามองด้วยความรู้เท่าที่เขามี เขาจะเห็นอาตมาเป็นเงาะ อาตมาก็ยังพูด มีเสียงมีบรรยายเขาก็ไม่ฟัง มีเสียงเรียกว่าโฆษะ คนที่เคยฟังผู้รู้เขามีความยึดมั่นถือมั่นในความรู้นั้นแล้ว ก็ไม่ฟังเสียงอาตมาหรอก ถือว่าทำมาเป็นเสียงอื่น ปรโต ที่ไม่ตรงกับที่เขายึด มันก็ไม่มีปรโตโฆษะ เขาไม่มีปรโตโฆษะ ถ้าสิ่งที่เขายึดถือมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง สัมมาทิฏฐิแล้ว อาตมาก็เป็นเงาะบ้าใบ้จริง พูดให้ตายก็เป็นเงาะบ้าใบ้
อ่านต่อ
แต่ถ้าสิ่งที่เขายึดถือไม่สัมมาทิฏฐิ เขาก็ควรจะต้องฟัง เพราะอาตมาที่เห็นเป็นเงาะ แต่ภายในเป็นพระสังข์ทอง อาตมามาในปางเงาะ ไม่ได้หมายความว่าสังข์ทองไม่มา แต่สังข์ทองอาตมาจะไม่สีใส อาจสีขุ่นหน่อย ก็เห็นยาก ที่จริงไม่ขุ่นหรอก อาตมาแสดงความใส แต่ตาของคนมองต่างหากที่มองใสไม่ได้ อาตมาออกมาทำงาน ย่าง 47 ปีแล้ว ทำอย่างไม่ได้แหนงหน่าย อาตมาหาเงินหาทองอยู่ทางโลกทำไปสบายๆไม่ต้องเข็นเหมือนมาทางนี้เลย ทางนี้ไม่ค่อยได้ส่ิงที่ควรได้ แต่อยู่ทางโลกได้ไม่มีปัญหา แต่อาตมาก็ไม่เห็นว่าทางโน้นจะดีกว่าก็เลยเอาชีวิตมาทางนี้จนกว่าจะตาย ไปหลงทางโน้น 36ปีก็เสียเวลาไป
ความยากที่จะมองเช่นนี้ เหมือนอย่างกับ sms เจ้านี้ถามมา SMS วันที่ 3 กันยายน 2560 สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อขุนรามคำแหงบรรลุธรรมขั้นไหน _ 3867สงสัย(อีกล่ะ)พ่อขุนรามคำแหงพระเจ้ากรุงสุโขทัยผู้ให้กำเนิดอักษรไทยจนมีผลบังเกิดอักษรธรรมตามพระตปฎ.บรรลุอรหัตผลขั้นใด?เพราะคำอันเป็นสัจธรรมจริงรู้ได้เฉพาะพระอรหันต์ฯพระโพธิสัตว์ฯเท่านั้นถูกไหม? สรุป ถามว่าพ่อขุนรามคำแหงบรรลุธรรมขั้นใด ตอบ...ใช่ ระดับโพธิสัตว์ก็จะรู้ได้ดีกว่า โสดา สกิทาฯก็รู้น้อยกว่า จะให้ตอบว่า พ่อขุนรามคำแหงบรรลุอรหันต์ขั้นใด ตอบยาก เพราะว่าเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ตอบได้แต่ว่า พ่อขุนรามคำแหงเป็นพระโพธิสัตว์ ก็เหมือนในหลวงร.9 เป็นพระโพธิสัตว์ จะบอกว่าขั้นใดนั้น อาตมาพอรู้ แต่ไม่อยากชี้ลงไปว่าขั้นใด เพราะจะเกิดการแย้ง แย้งแล้วเมื่อย ที่ทำอยู่ก็เมื่อยพอแล้ว สภาวะของสยะ ความเป็นตนเอง ในความเป็นตนเองของทุกคน ก็ดำเนินไป เรียกกลางๆว่า อาศัย คนเราต้องอาศัยตนเองดำเนินไป เมื่อไม่ได้ศึกษาอะไรก็ไม่มีการพัฒนา อาศัย ดีไม่ดีจะสร้าง สัย ให้เป็น นิสัย เป็นสัยที่ นิ คำว่า นิ แปลว่าไม่ ถ้าไม่ศึกษาธรรมะแล้ว นิสัยของคุณก็เป็นนิสัยโลกีย์ ยิ่งจมในโลกีย์ ปุถุชนคือคนกิเลสหนา หายใจเข้าออกก็เป็นกิเลสนอนหลับหรือตื่นก็เป็นกิเลสเขาไม่รู้ด้วย มีสุขก็ยึด มีทุกข์ก็ยึด เป็นตัวตนทั้งนั้น หายใจเข้าออกมีทุกข์มีสุข เป็นตัวตน เขาไม่รู้ด้วย เพราะฉะนั้น จึงยาก คนที่มาปฏิบัติธรรมแล้วจึงมาสร้างสยะ ให้เจริญขึ้นไปเป็นนิสัย ที่ดี ทางโลกียะ หรือเทวนิยมก็พยายามสร้างคนให้ดี แต่เป็นนิสัยแบบโลกียะ เขาก็ทำได้ดี ประเด็นที่มันต่างกับ โลกุตระคือ โลกียะมันไม่แน่นอน โลกียะไม่ตั้งมั่น เวียนวนกลับไปกลับมา เริ่มต้นหายไปได้ แต่โลกุตระ มีความเที่ยงแท้ตั้งแต่ระดับโสดาบัน มีนิยตะ มีสกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ก็ยิ่งได้สยะ ที่เป็นตนที่มี วิสัย วิสัยก็จะสั่งสมลงไป วิ นี้มีความหมาย 2 ที่ไม่ให้เป็นตนก็เอาออก ที่จะให้เป็นตนก็ทำให้ตั้งอยู่ ตนนี้เป็นเครื่องอาศัย พระอรหันต์ จึงมีตนเป็นเครื่องอาศัยมีอัตตาเป็นอรหัต เป็นอัตตาที่ไม่ลึกลับแล้ว อรหันต์ พระอรหันต์คือผู้ที่ไม่มีความลึกลับในความเป็นตน หมดความเป็นตัวตนเห็นแก่ตัวตน แต่ยังไม่ตายไม่ปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ก็มีตัวตนเป็นสภาวะที่ต้องอาศัยไปเรื่อยๆ อาศัยตัวนี้ ถึงไม่เหมือนปุถุชน ที่เอาดีได้อย่างเก่งก็กัลยาณธรรม วนเวียนสูงต่ำสุขทุกข์ ไม่มีความสุขความแล้วไม่มีสัจญาณ กตญาณ กิจญาณ สูงๆต่ำๆ สูงแล้วก็ชินชาแล้ววนมาของเก่าคือต่ำอีก เพราะไม่รู้รากเหง้าคือตัวประธานจิตเจตสิก แล้วล้างจิตเจตสิกที่เป็นตัวโง่อวิชชา อกุศล ล้างออกให้หมดจริงหายตายเกลี้ยง ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้จึงเป็นธรรมะที่ พูดไปก็เหมือนกับคุย ทับถมอันอื่น แต่เราไม่รู้จะทำอย่างไรจำเป็นต้องพูดความจริงอันนี้ ในเรื่องของ สยะ หรือคน ที่ต้องอาศัยจำเป็น นิสัย จนแก้นิสัย แก้ได้เป็นโลกุตระก็เป็นวิสัย เป็นวิ ในระดับ วิมุติ วิโมกข์ ซึ่งเป็นโลกุตระ ถามมาว่า พ่อขุนรามคำแหง บรรลุ อรหัตตผลในระดับใด อรหัตตผล มีตั้งแต่ระดับโสดาบัน สกทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ แล้วมีรอบของพระอรหันต์ที่สูงขึ้นไปอีกเป็นลำดับ สูงสุดเรียกว่า อนุตตระ อรหันต์ หรืออนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขั้นสุด ไม่มีอะไรเหนือกว่านั้นอีก ความซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อนที่จะต้องมาอาศัยร่างคน พ่อขุนรามคำแหงก็อาศัยร่างคน อาตมาก็อาศัยร่างคน ในหลวงก็เป็นผู้อาศัยร่างคนมาทำงาน โสดาฯก็มีอรหัตตผลโสดาฯ สกิทาฯก็เป็นอรหัตตผลสกิทาฯ จนเป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 พ่อขุนรามคำแหงก็เลยขั้น 5 6 แล้วในหลวงเราเลยขั้น5 6 แล้วแต่อย่าซักถามต่อ เป็นเรื่องอจินไตยเป็นเรื่องวิบากกรรมของแต่ละคน ที่ได้สร้างฌานวิสัย ฌานไม่ใช่นั่งหลับตา แล้วสะกดจิตเป็นฌาน บอกว่าเข้าฌาน บอกว่าจิตเป็นหนึ่งแต่จิตเข้าภพ อันนั้นเป็นมิจฉาทิฐิที่ผิดไปไกลเลย ความเป็นเอกัคคาจิตที่ว่าเป็นฌาน
สื่อธรรมะพ่อครู(อจินไตย) ตอน ฌานวิสัยเป็นอจินไตย ฌานวิสัยเป็นอจินไตย ทุกวันนี้คนไม่รู้จักฌานของพระพุทธเจ้าจริง จึงเป็นฌานที่มิจฉาทิฐิ นั่งหลับตาสะกดจิตได้ฌานเต็มไปหมด พระพุทธเจ้านั้นเป็นฌานที่ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ฌานทั้ง 4 มีวิตกวิจารคือธัมมวิจัยมีสติ แล้วพากเพียรทำธรรมสองแล้วทำอกุศลธรรมให้หมดไปเหลือแต่ธรรมหนึ่งที่เป็นกุศลธรรม เพ่งรู้แล้วทำลายสิ่งที่ควรทำลายให้หมดไปจากจิต เป็นพลังงานระดับ อุณหธาตุ พลังงานไฟ ทำลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ไปเรื่อยๆก็ตกผลึกลงเป็นสมาธิ เป็นจิตสะอาดปราศจากกิเลสไปเรื่อย ๆ ฌานเป็นมรรค เป็นการปฏิบัติธรรมที่เกิดผล รู้จักกิเลสแล้วรู้จักวิธีล้างกิเลส ลดกิเลสได้หมด เป็นลำดับ จิตตกผลึกเป็นสมาธิ ไปเรื่อยๆ ฌาน ทุกวันนี้สับสนจนบอกว่า สมาธิเกิดก่อนฌาน นั่งหลับตาแล้วจะเกิดฌาน แท้จริง ฌานต้องเกิดก่อนสมาธิ
สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร) ตอน โยนิโสมนสิการคือการปฏิบัติใจให้เปลี่ยน อาจารย์กฤษฎา...ทุกวันนี้สิ่งที่ไม่ใช่การปฏิบัติที่ไม่ใช่กลายเป็นเขาศรัทธาและบอกว่าใช่คือสิ่งที่ถูกต้อง เอาความไม่ใช่กลายเป็นใช่ และมีความศรัทธาอย่างแรงกล้า พ่อครูว่า...นั่นแหละคือความงมงาย ศาสนาพุทธทุกวันนี้จึงจมกับความงมงาย เพราะไม่รู้จักสัตบุรุษ ไม่เข้าหาคบหาสัตบุรุษอย่างบริบูรณ์ แล้วฟังธรรมะของสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ศรัทธาจึงจะบริบูรณ์ ตามอวิชชาสูตร แต่เขาไม่รู้จักสัตบุรุษ แล้วยังเห็นว่า สัตบุรุษเป็นอสัตบุรุษ อย่างอาตมาเขาไม่เชื่อ แล้วไปเชื่ออสัตบุรุษแล้วยึดถือคำสอนไม่ถูก ก็เลยศรัทธาไม่บริบูรณ์ โยนิโสมนสิการก็ไม่บริบูรณ์ ทุกวันนี้คนทำใจในใจก็ แปลพยัญชนะสู่พยัญชนะ โยนิโสมนสิการแปลว่าทำไว้ในใจโดยแยบคาย แปลว่าพิจารณาเป็นหลัก ความจริงแล้วโยนิโสมนสิการแปลว่าการปฏิบัติเป็นหลัก ปฏิบัติใจให้เกิดผลเลย เป็นมนสิการ เป็นการทำใจ เป็นข้อ 2 ของมูลสูตร ทำใจให้เกิด โอปปาติกโยนิเลย
สื่อธรรมะพ่อครู(อจินไตย) ตอน ต้องมีศีลจึงไม่สับสนในโลกอจินไตย ในสภาพ หมุนรอบเชิงซ้อนอย่างที่ว่า ผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ มีภูมิเป็นพระโพธิสัตว์ ในพ่อขุนรามคำแหงเป็นพระโพธิสัตว์ มาเกิดในร่างมนุษย์ แล้วท่านก็สั่งสมบารมีไปเกิดอีกเป็นลำดับ ก็ต้องอาศัยร่างคน แม้ทุกพระองค์ที่จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องมาอาศัยร่างคน ไม่มีร่างคน ไม่สามารถเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ พุทธเจ้าตั้งมาเกิดในร่างคน ส่วนปัจเจกนั้น ท่านไม่ประกาศศาสนาก็ปรินิพพานไป แม้ท่านีจะมีสัมมาสัมโพธิญาณเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่ก็ไม่ประกาศศาสนา ในอจินไตย 4 1 พุทธวิสัย 2 ฌานวิสัย 3 กรรมวิบาก 4 โลกาจินตา คือความคิดของปุถุชนคนโลกโลกีย์ธรรมดา เป็นเรื่องมากมายเยอะแยะสอนไม่ต้องไปคิดหรอก มาปฏิบัติธรรมเรียนรู้แล้วจะรู้โลกเอา จะรู้สาระในสาระ อะไรเป็นอสาระ ก็จะรู้ชัดเจน ปลดปล่อยไม่เอาอสาระ อาจารย์กฤษฎา…..เพราะว่ามีเหตุปัจจัยอะไรเยอะแยะไม่ต้องไปหาเหตุทั้งหมดหรอก พ่อครูว่า...ต้องมาเริ่มต้นที่เรา ศีล สมาธิ ปัญญาไปตามลำดับให้มีสมาธิ แล้วจะค่อยๆเกิดภูมิปัญญารู้ ทุกวันนี้คนไปสับสนวุ่นวายไปหาปัญญาไปหาศีล สมาธิ แยกส่วน จนไม่รู้อะไรเป็นหัวหางเป็น Chaos เป็นเรื่องวุ่นวายเลอะเทอะเรียงลำดับอะไรไม่ได้เลย อาตมาพามาปฏิบัติโดยให้เอาศีล 5 ไปปฏิบัติ ตั้งแต่ศีลข้อ1 ไม่กินเนื้อสัตว์เป็นตัวปฏิบัติเลย อย่าว่าแต่ไม่ฆ่าสัตว์เลย แล้วทำให้เกิด อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา จะไม่เอาของใครก็ทำ ไม่พูดปดไม่มีอบายมุข จนกระทั่งเกิดผลเป็นชุมชนมนุษย์ที่เป็นอาริยะ เป็นชุมชนอาริยะ ตอนนี้พูดโจ่งแจ้งประกาศตัวตน คําว่าศรัทธาที่พูดขึ้นมากับความงมงาย ทุกวันนี้ศรัทธาแบบงมงายกันจริงๆ ไม่ได้ใส่ความหาเรื่อง ไม่ได้ดูถูกดูแคลน แต่กำลังพูดความจริงให้ฟังเป็นวิชาการเป็นความรู้ แต่เขาไม่ยอมรับกันหรอก อาตมาเห็นแล้วก็สังเวชใจน่าสงสาร เปิดโทรทัศน์ช่องธรรมะแต่ละองค์ได้บรรยายความรู้ที่ตัวเองคิดว่ามันถูกมันดี ขออภัย ก็งมงายกันไป บรรยายออกไปตามประสาที่เขายึดว่าถูกต้อง ซึ่งมันเป็นเทวนิยม เดรัจฉานวิชา โลกีย์ จมวนเวียนเรื่องลาภยศสรรเสริญโลกียสุข บรรยายธรรมะไปสุดท้ายก็บอกว่าขอให้เจริญในลาภสักการะสรรเสริญ ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระ พระที่รู้อยู่แล้วจะไม่พูดแบบนั้น กระดากปากจะตาย ไม่ต้องอวยพรแบบนั้นก็ตีกันจะตาย แล้วไปอวยพรให้รุ่งเรืองในลาภยศสรรเสริญก็ตีกันหนักไปอีก พูดไปแล้วอาตมาเลยกลายเป็นเหมือนคนปากจัด เพราะหาจุดชมยากมาก แต่เรื่องตินี้มีมากมาย
อาจารย์กฤษฎาว่า..เขาก็ถล่มเราเหมือนกัน กระบวนการก็จะย้อนมา 10 รุมหนึ่ง แต่เราก็ยึดมั่น เวลาผมออกไป เผชิญยุทธจักร พ่อครูสอนให้ยึดหลักธรรมองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า พ่อครูสอนให้รู้สภาวะ บวกกับบทที่1 บวกกับองค์ประกอบร่างกายเรา อายตนะ 6 หลักผัสสะ ปฏิจจสมุปบาท ก็ไปกันไม่เป็นแล้ว ดูๆแล้วเกิดการย้อนแย้งตัวเอง เอาศีลมาตั้งเขาก็ย้อนแย้งตัวเอง แม้แต่เพื่อนผม ซึ่งแม่เขาก็เป็นอุปัฏฐากรุ่นแรกๆที่สันติอโศก ก็มีคนบอกว่าไปนั่งสมาธิบ้างสิ ก็เหมือนถูกตำหนิมาคุยกับผม ผมก็ว่าถูกทางแล้ว เขาเป็นเด็กมาวิ่งเล่นที่สันติอโศก ก็ต้องพูดกันให้มั่นใจคนวิตกจริต
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปัจจัยเกิดสัมมาทิฏฐิ 2 พ่อครูว่า...ถ้ามั่นใจแล้วก็ไม่วิตก คำสอนพระพุทธเจ้านี้เยอะเลย จะเริ่มต้นตรงไหน ก็เกือบจับไม่ถูก ในสัมมาทิฏฐิ บทแรกที่จะต้องรู้คือ สัมมาทิฏฐิ บทแรกคือต้อง 1.ฟังเสียงผู้อื่น ปรโตโฆษะ 2.ต้องทำใจในใจเป็นโยนิโสมนสิการ เป็นสองประเด็นแรก ที่จะทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ แต่ชาวพุทธทุกวันนี้ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่มีปรโตโฆษะ อาตมาพูดไม่เหมือนกับที่เขาพูดแตกต่างจากที่เขายึดถือก็ไม่ฟัง เริ่มต้นไม่มีปรโตโฆษะก็เลยไม่โยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการเป็นรากฐานการปฏิบัติธรรม ในมูลสูตรก็ดี แสงอรุณ 7 ก็ดี ในปัญญาวุฒิ 4 ก็ดี ในอวิชชาสูตรก็ดี ต้องคบสัตบุรุษ ในอวิชชาสูตรกำชับเลยว่า ต้องคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ฟังธรรมให้บริบูรณ์ มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ถ้าศรัทธาบริบูรณ์ จะเข้าใจ จะโยนิโสมนสิการอย่างไรให้บริบูรณ์ ถ้ามีศรัทธามีความเข้าใจอย่างบริบูรณ์ เชื่ออย่างบริบูรณ์จึงจะมีการมนสิการ อย่างโยนิโส อย่างถ่องแท้แยบคาย ลงไปถึงที่เกิดได้ อาจารย์กฤษฎาว่า...ผมเห็นพ่อครูทำด้วย ผมได้ฟังพ่อครูทำด้วยสัมผัสการกระทำด้วย ปรโตโฆษะ อาจจะหมายถึงการได้เห็นด้วยไหม พ่อครูว่า...ได้ แตกต่างในการเห็น การได้ยิน แม้แต่ได้กลิ่น แตะรส สัมผัสเสียดสี ได้ทั้งนั้น อาจารย์กฤษฎาว่า..เช่นสัมผัสรส ผมเคยลองเป็นลูกศิษย์พ่อครู อยากรู้ว่าอาหารพ่อครูฉันเป็นอย่างไร ผมก็ลองดู ผมพยายามทำทุกอย่าง ผมพยายามเดินตามรอยพระอรหันต์ อายตนะเรามีภายนอกกับภายใน อะไรที่เป็นภายนอกได้ก็พยายามตามรอย แต่ภายใน บางครั้งระลึกนึกถึงสิ่งที่พ่อครูได้เทศน์ได้บอก วันนี้อาจยังไม่ได้แต่ระลึกนึกถึงด้วยใจเวลาเจอผัสสะ ถือว่าเป็นปรโตโฆษะ ได้หรือไม่ พ่อครูว่า...ได้ ปรโตโฆษะ ทางทวารนอก แล้วทวารในจะไปฟังอื่นได้อย่างไร เราต้องฟังสิ่งที่ต่าง จากที่เรายึดถือ ถ้าเรายึดแต่ของเราภายในก็ไม่ฟังภายนอกก็ไม่มีทางเปลี่ยน เราก็ยึดของเราเองไม่เปลี่ยน ไม่มี ปรโตโฆษะ เต็มร้อยเลย อาจารย์กฤษฎาว่า...ที่ผ่านมาพ่อครูว่า ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด เราก็เอามาทบทวน พ่อครูว่า...โยนิโสมนสิการไม่ใช่แค่การทบทวนพิจารณา การพิจารณาเป็นตัวรอง แต่การทำใจในใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นหลัก ทำใจด้วยการพิจารณาว่าทำใจอย่างนี้มันถูกหรือไม่ถูก การทำใจในใจอย่างนี้เป็นการตั้งจิตไว้ผิดทิศทาง ผิดไปกันใหญ่ อย่างนี้ทำไม่ถูก ไม่ใช่ทิศทางสัมมาทิฏฐิ พิจารณาตั้งแต่แห่งทิศทาง แต่ต้องทำใจในใจให้จริงจึงจะเป็นโยนิโสมนสิการ อาจารย์กฤษฎาว่า...อะไรเป็นตัวชี้วัดว่าเรามีการโยนิโสมนสิการที่แท้จริง พ่อครูว่า...ตอบผ่าหัวใจศาสนาเลย สิ่งที่จะรู้ว่าเรามีโยนิโสมนสิการ คุณจะต้องรู้จักเวทนาในเวทนาและ คุณจะรู้จริงๆว่าถูกต้อง จะต้องรู้เวทนาที่เป็น มโนปวิจาร 18 เคหสิตะ กับเนกขัมมสิตะ 18 อ่านจิตเจตสิกออกเลยว่าอย่างนี้เคหสิตะ โลกีย์ ทำอย่างนี้ออกจากโลกีย์เป็นเนกขัมมะ จึงจะเป็นตัวชี้วัดว่าคุณได้โยนิโสมนสิการได้จริง คำว่าโยนิโสมนสิการจึงเป็นคำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ถ้ายังไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ในสุริยเปยยาล 7 ต้องมีมิตรดี อย่างอาตมาเป็นมิตรดีสหายดีที่คุณจะต้องคบหาและฟังธรรมให้บริบูรณ์ จึงจะเกิดศรัทธาที่บริบูรณ์ความรู้ความเชื่อถือที่บริบูรณ์ จึงจะมีโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ เมื่อคุณยังไม่มีมิตรดีก็จะไม่เกิดศีล เพราะว่ามาที่นี้จะต้องพาให้ปฏิบัติศีล ไม่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ศีลจะทำให้เกิดสมาธิเกิดปัญญาเกิดวิมุติ คุณไม่ได้ฟังก็จะแยกแยะศีลสมาธิปัญญาออกไปอย่างวินาศสันตะโรเละเทะไปหมด ก็จะไม่เกิดปีติ ไม่มีฉันทะ อันนี้สุริยเปยยาลเป็นลำดับ มิตรดี ศีล ฉันทะ อันที่สี่ต้องรู้จักอัตตา จะต้องมีข้อปฏิบัติในเรื่องของอัตตา 3 แสงอรุณคุณจะต้องได้ก่อนที่จะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ถ้าแสงอรุณ 7 ไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ลงทะเลยะเยือกเย็นเลย ทิฏฐิ เป็นตัวที่ 5 ของสุริยเปยยาล ตัวที่ 6 เป็นโยนิโสมนสิการ ตัวที่ 7 เป็นความไม่ประมาท ต้องมี 7 เฉท สเปคตรัม ถึงจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้บริบูรณ์ แม้มีแค่มิตรดี แต่ศีลไม่รู้เรื่องไม่ยินดีใน พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ยิ่งอัตตา เขาไม่ได้อธิบาย อัตตา 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตาให้ฟังเลย แล้วจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 อย่างไร เวลาสอนก็ไปนั่งหลับตาหนีทิ้งหมดเลย ไม่มีอาชีพการงานอะไรเลยไม่ได้เรียนรู้ เลิกเลย ไม่ได้เรียนรู้แม้แต่มิจฉาชีพ 5
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนรวยไม่รู้จบคือผีนรกของทุกยุคทุกสมัย ลูกศิษย์ลูกหาของธัมมชโย ร่ำรวยมหาศาลแต่อบายทั้งนั้นเลย แต่ไปเอาเปรียบเอารัดขี้โกง มีสหกรณ์ ที่ต้องคดี ฟอกเงินรับของโจร นี่คือโลกของอบายภูมิหนักหนา เขาก็ไม่รู้ หลงว่าร่ำรวยนี้ดี ถ้าไม่เพราะคนนี้แล้วเราชาตินี้ไม่ได้เป็นอย่างนี้หรอก ไม่ได้ร่ำรวยอย่างนี้หรอก บูชายกย่องเทิดทูนใหญ่ ไม่รู้จักนรกอเวจี ขอโขกกะบาล ว่า คนรวยนี่คือผีนรกของทุกยุคทุกสมัย ...พระพุทธเจ้าไม่พูดอย่างนี้เหมือนพระโพธิรักษ์ ท่านค่อยๆพูด ท่านบอกว่า เงินทองคืออสรพิษ ใครหอบเงินทองไว้มาก คือสะสมอสรพิษไว้เต็มไปหมด คนที่สะสมอสรพิษเป็นคนโง่หรือคนฉลาด ….คนโง่ คนโง่ พูดแล้วเหมือนโขกกบาลเขา เพราะเขาหลงในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ดำฤษณา อาตมาสงสารชาวพุทธที่มีพระโพธิสัตว์ มาสอนเช่นในหลวงร.9 ท่านตรัสว่า จะบริหารประเทศชาติ รัฐมนตรีเกาหลีมาทูลถามท่าน จะบริหารแบบไหน ท่านก็ไม่อยากพูด พูดไปเขาไม่ใช่พุทธไม่ใช่คนไทยพูดแล้วหูหักแน่ เขาก็เซ้าซี้ ท่านก็บอก ว่า ให้บริหารแบบคนจน ก็หูหักแน่ เขาก็อยากจะฟังอีก เราก็อธิบาย อธิบายแล้วเขาก็เฉย สุดท้ายท่านก็ลงท้ายว่า เอาแบบคนจน อย่างที่ท่านตรัส หรือหนักเข้าไปบอกว่า ขาดทุนคือกำไร ชาวพุทธหรือพวกจบดร. จบเปรียญ 9 ฟังแล้วกระดิกหูที่ไหน ไม่รู้เรื่องไม่ได้เอามาปฏิบัติเลย อโศกเราทำตามที่ท่านตรัส เราทำแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เราเสียนี่แหละคือเราได้ทำอยู่ตลอด แต่เขาตีทิ้งเลย เถรสมาคมทั้งเถรสมาคม ประกาศเลยว่าพวกนี้เป็นกบฏของศาสนาพุทธ น่าสงสารศาสนาพุทธ ที่มีผู้มิจฉาทิฏฐิทำบาปเวรแก่ตน มาลบหลู่สิ่งที่ดีที่ถูกต้องของศาสนาพุทธ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) อาจารย์กฤษฎาว่า...เราได้ฟังเรื่องเงินทอนวัด กันผ่านมา พ่อครูว่า...เงินทอนวัดนี้พูดอย่างผู้ดี ที่จริงคือการโกงกันในวัดวา แล้วใครโกง ก็ทั้งพระเจ้าก็โกง ปาราชิกกัน พูดจริงๆ ไม่ได้พูดอย่างใส่ไคล้ ไม่ได้หาเรื่อง ถ้าไม่จริงก็อย่างน้อยสังฆาทิเสสหรือปาราชิก ขอพูดตรงๆด้วยความจริงใจ ใครจะไม่เชื่อไม่ศรัทธาเลื่อมใสก็ไม่เป็นไร เพราะอาตมาไม่ได้ต้องการความศรัทธาเลื่อมใส อาตมาไม่ได้แสดงธรรมเพื่อต้องการให้คนมาศรัทธาเลื่อมใส มาหาบริวาร ไม่ได้หาพรรคพวก อาตมา มีหน้าที่ประกาศความจริงตามความเป็นจริง ที่ผิดร้ายแรงก็ว่าร้ายแรง ทุกวันนี้เหมือนคนช่างด่าว่าความผิดของเขาอยู่นั่นแหละ แล้วความผิดกลับยิ่งงอกงามไพบูลย์ไม่กระดิกหูเลย ต้องกระหนาบแล้วกระหนาบอีก อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส พูดอย่างจริงใจเมตตาปรารถนาดีทั้งนั้นแหละ แต่เขาก็มองหาว่าอวดดิบอวดดี อาจารย์กฤษฎาว่า...ถ้ามีการถอนเงินจริงเจ้าอาวาสปาราชิกไหม พ่อครูว่า...ใช่ พระที่เล่นกับเงินนี่หารอดไม่ปาราชิกยาก เงินวัดวาที่ถ่ายเทกัน รอดเรื่องปาราชิกยาก แล้วทุกวันนี้เขาไม่เอาเรื่องราว ไม่รู้เรื่องกันแล้ว เพราะฉะนั้น อาตมาก็ขอพูดชัดเจนว่า อาตมาบวชปั๊บ จึงขอลาออกมาจากคณะใหญ่ เพราะอาตมาอยู่ด้วยไม่ได้กับพวกปาราชิก พูดชัดๆ เปิดเผยเต็มคำวันนี้ อาตมาอยู่ร่วมไม่ได้ จึงประกาศนานาสังวาส ว่า ขนาดใหญ่ก็อยู่ของท่านไปเถอะ อาตมาเห็นว่า อยู่ด้วยไม่ไหว ก็เลยประกาศแยก แต่มาตีกลับ เอาโพธิรักษ์เข้าไป ปกาสนียกรรมแล้วบอกขับจากหมู่ใหญ่ ทั้งที่อาตมาประกาศลาออกมาแล้วเราไม่ขออยู่กับกลุ่มที่เน่า ขออภัยที่วันนี้พูดแรง อาจารย์กฤษฎาว่า...ช่วงนี้ นิทานอีสปเรื่องหมาจิ้งจอกกับลูกแกะ เขาก็พยายามหาเรื่องลูกแกะที่อยู่ปลายน้ำเสมอ พ่อครูว่า...ไปอ่าน สิคาลวรรค สุดท้าย พระพุทธเจ้าก็บอกว่า เธอก็ว่าไปตามเธอ เราก็ว่าตามเรา คุณจะว่าเราผิดก็จำนน มันสันดานหมาป่า หาเรื่องเอาผิดจนได้ ไม่ใช่อาตมาเป็นหมาป่านะ ไปหาเรื่องมหาเถรสมาคม แต่มันผิดจนไม่รู้เท่าไหร่แล้ว อาจารย์กฤษฎาว่า..ที่ผมได้ฟังธรรมพ่อครู ที่ว่า แยกออกมาก็ได้รับคำเรียกหาว่าสมณะ ตกลงเรียบร้อยผมก็ดูแล้วขำทุกที พ่อครูว่า...สมณะแปลว่าอรหันต์นะไปให้เขาได้อย่างไร เขาว่างั้น ซึ่งก็เป็นไปตามธรรม สมณะที่1-4อยู่นี่หมดแล้ว นอกนั้นเป็นพระมหาศาล สมัย พระพุทธเจ้าเรียกว่า พราหมณ์วิสาโล คือพราหมณ์ผู้ร่ำรวย แต่ตอนนี้ก็เป็นพระ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) อาจารย์กฤษฎาว่า...ตอนที่ผมมาที่นี่แรกๆก็นึกว่า แปลกที่เรียกว่าสมณะ แต่พอมาเจอต้นเรื่องก็เข้าใจ พ่อครูว่า...ก็เป็นไปตามธรรม ที่จริงเขาจะเอาความผิดมาให้เรา แต่ดันเอาความถูกมาให้เรา ก็เลยแล้วไปแล้ว
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ไตรสิกขาแก้ปัญหาได้ทุกสถานการณ์ _พรหมสิริรัฐ : ศีล สมาธิ ปัญญา แก้ปัญหาได้ทุกสถานการณ์ พ่อครูว่า...ศีลที่ปฏิบัติได้ถูกจะเกิดความแข็งแรงตั้งมั่นของจิตเรียกว่าสมาธิ ส่วนปัญญานี้ ไม่ใช่ความฉลาดแบบโลกๆคือแบบเฉกา ปัญญา จะเกิดได้จากการปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ปัญญาไม่ได้เกิดจากการนั่งหลับตา การนั่งหลับตาไม่เกิดมรรคมีองค์ 8 ปัญญาจะเกิดจากกระบวนการโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 กระบวนการเต็มคือ โพธิปักขิยธรรม 37 จะเกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ คนไม่เข้าใจในธรรมะที่เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่เหล่านี้ก็จะสับสน มันไม่เป็นระบบระเบียบ จึงไม่เกิดปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าเป็นศีลที่จริง สมาธิจริง ปัญญาจริง จะสามารถแก้ปัญหาได้ทุกสถานการณ์ ถ้าบริหารประเทศให้ดี จะต้องให้คนมีศีลจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม เช่นเรื่องศีลข้อ 1 เรื่องไม่ให้ฆ่าสัตว์มันเซ็งแล้ว เขาก็ว่าเขาไม่ได้มีอาชีพฆ่าสัตว์ก็ไปซื้อจากตลาดมากิน ก็ไม่เกี่ยวอะไร ใครจะฆ่าก็ฆ่า แต่ฉันก็กิน ไม่เกี่ยวกับการทำครัวไม่ซื้อไม่ฆ่า เราเป็นเจ้าบ้านก็นั่งกินอย่างเดียวไม่เกี่ยว ศีลข้อที่ 1 เป็นอิทัปปัจจยตา เกี่ยวเนื่องกัน จนอาตมาเอาพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ชีวกสูตร (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) อาจารย์กฤษฎาว่า...พ่อครูอธิบาย ศีล สมาธิ ปัญญา เริ่มจากศีล พ่อครูจึงนำเริ่มจากศีล 5 พ่อครูว่า...เอาศีลข้อ 1 ถ้าปฏิบัติศีลข้อหนึ่งในการเกี่ยวกับสัตว์ หนึ่งถ้าคุณไม่รู้ว่ามีปฏิกิริยาลูกโซ่ เข้าไปกินเนื้อสัตว์ สัตว์ใดถูกฆ่ามา เขาก็เลี่ยงบาลีว่า ฆ่าเจาะจงชื่อใคร คนนั้นก็กินไม่ได้ แต่ความจริงแล้วคำว่าอุทิศแปลว่า คนเจตนาฆ่า ถ้าสัตว์ตายโดยคนเจตนาครบ ปานาติบาต 5 และในชีวกสูตร ตรัสไว้ชัดว่า เป็นบาปเป็นอันมาก ไม่ใช่บุญเลย เขาก็ไม่รู้ ที่บาปเป็นอันมาก ใน ชีวกสูตร ๑. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) ๒. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส ๓. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” ๔. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส ๕. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.๑๓ ข.๖๐ พหุง แปลว่าเป็นอันมาก คำว่า ปุญญะคือชำระกิเลส แต่การไปฆ่าสัตว์เอาเนื้อสัตว์มากินไม่มีบุญตรงไหนเลย ไม่ได้ลดละกิเลสตรงไหนเลย คนกินเนื้อสัตว์ก็ติดเนื้อสัตว์ จะได้บุญตรงไหน ไม่มี ผู้กินเนื้อสัตว์ใดย่อมติดบาป ท่านแปลในพระไตรปิฎกว่าคนไม่สำรวม คือคนไปฆ่าสัตว์แล้วนำมาถวายพระพุทธเจ้าหรือสาวกพระพุทธเจ้า แต่ถ้าเอาเนื้อสัตว์ที่คนฆ่าโดยเจตนา ครบองค์ 5 ของปานาติบาต คือ สัตว์นั้นมีชีวิต-รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต-มีเจตนาฆ่า-ลงมือฆ่า-สัตว์นั้นตายลง (ล.27 [342] บุคคลผู้ไม่สำรวม ประหารสัตว์ เบียดเบียน และฆ่าสัตว์ ให้ทานแก่สมณะใด สมณะนั้น บริโภคภัตเช่นนี้ ย่อมเข้าไปติดบาปด้วย.) ในชีวกสูตรบอกว่า อุททิสสะ คือ เจตนาเจาะจง มันถูกมัดมาเอาตัวมาก็บาปแล้ว แล้วกล่าวว่า จงฆ่าสัตว์นี้ ปฏิเสธไม่ได้แน่นอนว่าบาป แล้วเอาไปทำอาหารอีก บอกว่าไปเอามาก็บาป ไปผูกไปจับมันมาก็บาปขั้นสอง แล้วพูดอีกว่าจงฆ่า อันที่สี่ สัตว์ที่กำลังถูกฆ่าย่อมทุกข์หนัก แล้วจะเป็นบาปกี่ชั้น มิหนำ เอาสัตว์นั้นมาทำอาหารถวายพระพุทธเจ้า และสาวก ก็ยิ่งบาปเต็มขั้นเลย เอาของบาปสี่ขั้นไปถวายอีก ก็ยิ่งติดบาป บาปบริบูรณ์ ในศีลข้อที่ 1 อาตมาพาไม่กินเนื้อสัตว์ แต่คุณก็ว่ากินเนื้อก็ไม่บาป แต่ถ้าคุณไม่กินเนื้อสัตว์แล้วคุณก็มีสุขภาพดีมีความแข็งแรงทุกอย่างจะไปแคร์อะไรเลย ก็ไม่กินเสียได้ก็จบ แล้วเราก็ไม่กิน เพราะว่ามีอาหารให้กินเยอะแยะไ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive