600911_เอื้อไออุ่น ค่ายแพทย์วิถีธรรม ดอนตาล มรรคผลมีได้หากใช้บุญตามลำดับ.docx
เนื้อหาในไฟล์
600911_เอื้อไออุ่น ค่ายแพทย์วิถีธรรม ดอนตาล มรรคผลมีได้หากใช้บุญตามลำดับ
พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 11 กันยายน 2560 แรม 6 ค่ำเดือน 10 ปีระกา ที่สวนป่านาบุญ อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร วันนี้เป็นวันสำคัญของอเมริกาเขา ก็ว่ากันไปแต่ละแห่ง วันนี้เป็นเอื้อไออุ่นก็โอภาปราศรัยกัน ใครจะถามก็ยกมือจะมีผู้เดินไมโครโฟนเอาไปให้ สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน กิเลสต่างจากตัณหาอย่างไร _กิเลสตัณหามีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไรแยกอย่างไรคะ พ่อครูว่า...กิเลสกับตัณหามีความต่างกันอยู่ก็คือ มีรายละเอียดแตกแขนงออกไป หรือตีกรอบของความเป็นอาการของจิต กิเลสเป็น common noun เป็นภาษาสามัญ เป็นคำนาม เป็นคำกลางๆ ใช้เรียกอกุศลจิต ตัวที่มันเป็นตัวเลวตัวไม่ดีเป็นกิเลสทั้งหมด ราคะโทสะโมหะก็เรียกกิเลส หยาบ กลาง ละเอียดก็เรียกกิเลส ตัณหาก็เป็นกิเลส แต่ตัณหานั้นตีกรอบเฉพาะ เป็นอาการของกิเลส แบ่งเป็นตัณหา 3 กิเลสตัณหาที่มีความอยากใคร่ ต้องการมาบำเรอตนเอง ให้แก่ตนเองสมใจ จากข้างนอก จากเหตุปัจจัยภายนอกหยาบๆเรียกว่ากามภพ เรียกว่า กามตั้งแต่หยาบภายนอกที่เรียกว่า อบาย เสื่อมที่สุด ต่ำที่สุดเป็นนรก เรียกว่ากามตัณหา เป็นตัณหาที่ตีกรอบเฉพาะข้างนอก มีเหตุปัจจัยจากการสัมผัสภายนอก ไม่ว่าจะเป็น ลาภยศ สัมผัสแล้วอยากได้ลาภยศ วัตถุข้าวของ ต่างๆนานาสารพัด อยากได้คน อยากได้กรรมกิริยา อยากได้อาการอย่างนี้ชอบใจ อาการอย่างนี้ไม่ชอบใจ คำพูดอย่างนี้อยากฟังเสียงอย่างนี้ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอย่างนี้ เป็นกามคุณ 5 สัมผัสแล้วก็บำเรอกิเลสภายในเรียกว่า กามตัณหา ผู้ปฏิบัติธรรมของพุทธต้องรู้อาการ จากผัสสะสิ่งต่างๆแล้ว จิตเราก็เกิดอาการจิต กามตัณหา ต้องอ่านให้ออก ต้องเรียนรู้ แล้วปหานกิเลสตัวนี้ ด้วยวิธีของ พระพุทธเจ้า กดข่มช
อ่านต่อ
่วยบ้าง แต่กดข่มไม่ถาวร จะต้องมีปัญญา ปัญญาเห็นว่ามันไม่ใช่อาการจริง มันเป็นอนัตตา มันไม่มีตัวตน ไม่มีรูปร่าง ไม่มีอะไรหรอก มันไม่มี อนัตตา แต่ที่มันมีเพราะเรายังโง่ยังยึดติดอยู่ แต่แม้จะมีก็ไม่เที่ยง อยากมาบำเรอ แล้วก็หายไป ก็ไปหาบำเรอกิเลสต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่เรียนรู้สักอันหนึ่ง สักเรื่องหนึ่งเหตุหนึ่งเป็นตัวอย่างแล้ว จับกิเลสตัวนั้นแล้วจะรู้ว่ามันแรง ตัวไหนที่มันแรงก็เห็นง่าย เอาจัดการก่อนเรื่องอะไร ของใครของมัน ติดยึดไม่เหมือนกัน ก็พยายามฆ่ากิเลสตัวนั้น ถ้าเอาตามสูตรพระพุทธเจ้าก็เริ่มจากศีล 5 เป็นต้น ศีล 5 ลักษณะตัวที่1 ขั้นต้นและก็คือกับสัตว์ สัตว์ในโลกนี้เรารุนแรง แล้วรุนแรงถึงขั้นฆ่า ทำร้ายทำลาย ไม่มีความเมตตาไม่มีความเอ็นดูหวังประโยชน์ต่อสัตว์ เป็นจิตที่คิดร้ายเลวที่สุด ถ้าจิตตัวนี้เกิด เราก็ต้องรู้ว่ามันชั่ว ต้องมีความหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงไม่มีข้อแม้ จะฆ่ามันด้วยความโกรธจัด หรือฆ่ามันเพราะมันทำร้ายเราก็ไม่ทำ เพราะว่ากรรมจะต่อเนื่องกันเป็นเวรานุเวร ถ้าเราเลี่ยงได้ก็เลี่ยง สุดวิสัยเราก็ไม่เก่งที่จะหนี เราก็โดน ตายก็ตาย ตายแล้วก็เป็นการใช้หนี้ไปเรื่อยๆ ต้องถูกเขาฆ่าก็ได้รับการใช้หนี้แล้ว ถูกเขาทำร้ายทำรุนแรง ถูกเขาเตะเขาถีบก็แล้วแต่ เราไม่โต้ตอบที่จะสร้างเวรกรรมเป็นปฏิกิริยาแก่กันและกัน เราหยุดไม่ทำเขาตอบ มันก็ลดลงลดลงไปตามกรรมวิบากที่เราได้ทำ ที่อาตมาพยายามอธิบาย ศีลข้อ1 อย่าไปทำร้ายทำลายสัตว์โลก ปรารถนาดีต่อกันและกัน แม้มันจะมาทำร้ายเรา ถ้าเรามีคุณค่าพอ มันมีนัยซับซ้อน ถ้าเรามีคุณค่าพอเราจะไม่ถูกฆ่าง่ายๆ เราจะมีบารมี เขาทำไม่ได้หรอก บารมีของเราจะแคล้วคลาด จะซับซ้อนมาก ไม่ทำได้ละดีที่สุด ถ้าตอบโต้ไปมันก็จะเสียเวลา ต้องใช้หนี้กันไปใช้หนี้กันมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ให้เขาทำเสีย เหมือนตบมือข้างเดียว ตบไม่นานมันก็หยุดแล้ว จะตบอีกก็ตบได้ ตบข้างเดียว เราไม่ตบตอบเขา เดี๋ยวเขาก็หยุด เขาก็ละอายเอง หมดความแค้นก็จะหยุดไปเอง หรือราคะ ก่อนจะราคะก็เอากามก่อน ต้องการมาบำเรอตนเอง กาม บำเรอ ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กามคุณมีห้าทวาร บำเรอทางตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสเสียดสีแล้วได้สมใจ แล้วได้เสพสมใจ ได้การสัมผัสเสียดสีขนาดนั้นขนาดนี้ก็สมใจ มีที่สุดเรียกว่าจุดสุดยอดแห่งการได้สัมผัสเสียดสี ก็เท่านั้นเอง เสร็จแล้วก็พักยกไป แล้วก็ไปหาอันอื่นอีก หาเสพบำเรออีก อยู่อย่างนั้นเป็นอวิชชา ไม่มีวันจบ กามไม่หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง เราก็มาจัดการเรื่องกามคุณ 5 เป็นลำดับ ส่วนเรื่องศีลข้อ 2 ของที่ไม่ใช่ของเราก็อย่าไปเอามา ถ้าอยากได้ก็ทำเองหรือไปซื้อมาโดยสุจริต ถ้าไม่สุจริตอย่าทำ เป็นเวรานุเวร อยู่อย่างนั้นตลอดกาลและนาน หนึ่งสัตว์เป็นชีวิตเขา สองของที่ไม่ใช่ของของเรา เราละได้แล้วก็ข้อสาม จากสัมผัสเสียดสีกามคุณ 5 คนปฏิบัติธรรมก็จะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เอาของๆเขา ถ้าไม่มีวิบาก ไม่เจอคนโลภจัด อยากได้มากเกิน ปฏิบัติธรรมไม่ช้านานหรอก รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจะช้านานกว่า กว่าจะรู้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอย่างนั้นอย่างนี้ จะหนัก แล้วหยาบ กลาง ละเอียด ศีล 5 ก็อย่างหยาบ ก็ลดละไป ลดได้ก็เหลือ ภวตัณหาภายใน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราหลับตาปิดหูปิดตา แต่ก็ยังสัมผัสทางตากับกาม หูก็สัมผัสกับกาม แต่ภายนอกเราไม่มีไปทำแล้ว ก็เป็นอนาคามี ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องสัมผัสเลยหนีจากรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อย่างนี้หนีไม่ใช่โลกุตระ แต่รู้จักกิเลสแล้วกิเลสมันไม่เกิดด้วยพลังงานทางปัญญาชัดเจน ว่ามันไม่เที่ยงแท้ มันเป็นเหตุพาให้ทุกข์เป็นภาระ มันไม่มีตัวจริง มันเป็นอนัตตา มันจะวาง ไปได้เรื่อยๆ เมื่อเป็นอนาคามี ทำได้แล้ว ภายนอกเราไม่ละเมิดแล้ว แต่ภายในเราก็ลดลงเรื่อยๆ เหลือรูปราคะ หากมันแรง แต่เราก็สะกดได้ กดข่มได้แล้วพิจารณาจัดการโดยปหาน 5 ว่ามันไม่เที่ยงเป็นเหตุแห่งทุกข์ แม้จะทุกข์น้อยลงแล้วก็ยังทุกข์ มันไม่มีตัวจริงหรอก มันมีอยู่ก็แสดงว่าไม่หมด ก็ต้องทำให้มันหมด จนเหลือแค่ พริ้วพราย เป็นอรูป จนหมดอาการเลย สัมผัสอย่างไรมันก็ไม่เกิดกิเลส หรือตอนใหม่ๆก็แวบบ้าง แต่นานๆไปแวบมาที จนพลังงานปัญญามันชัดเจน มีปฏินิสสัคคะ หมดสวรรค์ ปัญญารู้จะกระทบกระแทกอย่างไรก็มีความเจริญขึ้น คุณภาพความเจริญก็เจริญขึ้นเรียกว่า อเนญชา ไม่หวั่นไหว ทำให้มากเป็นการรักษาผล อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ปฏิบัติอย่างนั้นแหละให้ได้ผล ทำให้ซ้ำทำให้บ่อย ทำให้เกิดผลตามที่เราทำได้ ยังไม่ได้ก็ทำให้ได้ ทำได้แล้วก็จะเก่งขึ้น แข็งแรงขึ้น ความแข็งแรงก็จะมีคุณสมบัติสั่งสม ถ้าจะเรียกง่ายๆคืออเนญชา จะเรียกว่าเป็นสมาธิก็ได้ ตั้งมั่นขึ้นเรื่อยๆ จะมีพลวัตของการสั่งสมเรียกว่า ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นการขยายผลความอุเบกขา จิตที่วาง กลาง เฉย ไม่ดูดไม่ผลัก อันนี้มันจะเกิดความเจริญพัฒนาปฏิภาคทวีขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกบริสุทธิ์ขึ้น ปริโยทาตา กระทบสัมผัสอย่างนั้นแหละ แต่ก็บริสุทธิ์ขึ้นด้วย ได้ดีขึ้นด้วยด้วย มุทุ คือตัวแกนจิต อาตมาก็มีคำแปลว่าจิตหัวอ่อน ไม่ใช่จิตอ่อนแอ ปวกเปียก แต่เป็นจิตที่แววไว เชิงปัญญาเก่งเร็ว เจโตก็ปรับได้เร็ว รู้ได้เร็ว จนเป็นอัตโมมัติ รู้ได้เร็วมาก ปรับได้เร็วมาก ตัวอัตโนมัติยิ่งๆขึ้น ธาตุมุทุ เป็นแกนจิตที่เจริญมาก แล้วมีตัวหลักเป็น กัมมัญญา ก็จะยิ่งมีกายกรรม วจีกรรมที่แคล่วคล่องว่องไว ทำได้ดีทำได้ถูกต้องมีประโยชน์มีสมรรถนะสูงขึ้นเรื่อยๆ ท่านแปลว่า เป็นการงานอันเหมาะควร เป็นกรรมกิริยาที่ดีที่เหมาะควรไปเรื่อยเจริญ เรียกว่า กัมมัญญา สุดท้าย จิตก็บริสุทธิ์ผ่องใส ปภัสสรา หมุนเป็นพลวัตร ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา กระบวนการ 5 องค์ธรรมทำงานหมุนรอบเชิงซ้อนอย่างเป็นระบบเจริญขึ้นตลอดเวลา จนอเนญชายิ่งขึ้นหรือเรียกอีกศัพท์ว่า จิตเป็นสมาธิสมบูรณ์บริบูรณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ไปหลับตาสะกดจิตทำให้จิตนิ่งๆๆๆ แล้วไม่รู้อะไรเลยเก่งแข็งแรงนิ่ง แต่ไม่ใช่สมาธิพระพุทธเจ้า สมาธิพระพุทธเจ้าแข็งแรงมากขึ้นแต่เป็นแข็งแรงตั้งมั่น และแข็งแรงชนิดที่ใช้พลังงานปัญญา สู้ได้หมดเลยไม่ต้องหนีเลย มีปัญญาที่จะเฉลียวฉลาดรับมือ ที่สำคัญ เป็นอจินไตยมากคือจะมีบารมีสูง ซึ่งเป็นพลังงาน ราศี รังสีที่กระทบสัมผัสแล้ว ทำให้คนที่ไม่มีราศี รังสีบารมีเท่าไม่กล้าแตะต้อง นี่เป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียดอจินไตย ที่พิสูจน์ได้ทำแล้วจะรู้ จะมีบารมีสูง อย่างพระพุทธเจ้า คนจะปองร้ายอย่างไรก็แพ้ภัยตัวเอง
อุปาทานคือมันยึดมั่นถือมั่นอยู่ ก็ไม่ลงรายละเอียดอุปาทาน 4 ส่วนตัณหาท่านแยกเป็น 3 ภวตัณหาอธิบายแล้ว อนาคามีมีรูปราคะ อรูปราคะ แล้วมีเศษ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ก็ค่อยๆทำไป แต่ไม่มีฤทธิ์แรงจะไปทำร้ายผู้อื่นหรือสิ่งอื่น ก็ล้างต่อจนเป็นพระอรหันต์ คือ หมดสิ้นอาสวะอนุสัย
ตอนนี้อาตมาขยายความตอนนี้เรื่องนี้ ละเอียดยิ่งขึ้น
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน วิธีทำกุศลกับพ่อแม่ที่ถูกต้อง(บุญ) _วิธีการทำบุญถึงพ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้วทำอย่างไรถึงถูกต้องครับ พ่อครูว่า...พ่อแม่ที่ตายไปแล้วก็มีวิบากกุศลอกุศลของเขาเอง กรรมเป็นของๆตน กัมมัสกะ ไม่เกี่ยวกับใครลูกเต้าเหล่าหลานก็ไม่เกี่ยว กัมมทายาโท ตนเองเป็นทายาทของกรรม คนอื่นไม่เกี่ยว พ่อแม่ไม่เกี่ยว มรดกกรรมของพ่อแม่ ลูกจะมาใช้หนี้นั้นไม่มี ของใครของมัน ของตนเองทั้งนั้น ส่วนตัวจริงๆ กัมมัสสกะ ของตัวของตน ไม่เกี่ยวทั้งจิตวิญญาณและวัตถุ ต้องชัดเจน พ่อแม่ตายไปแล้ว ท่านก็ไปตามวิบากกรรมของท่าน คุณจะส่งอะไรไป ให้เป็นประโยชน์ต่อพ่อแม่นั้นไม่มีทาง ไม่ได้ ด้วยประการทั้งปวง ผู้ตายไปแล้ว กรรมจะทำไปถึงกันไม่ได้ กรรมใครกรรมมัน คนละภพชาติ จะช่วยเหลือพ่อแม่ก็ต้องทำในขณะที่ยังไม่ตาย ช่วยกันตั้งแต่ตอนเป็นๆ หมดจากตอนเป็นๆแล้วหมดที่จะช่วยกัน ช่วยกันไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะเรื่องของบาปบุญเป็นของๆตนเอง ใครทำใครได้ บุญคือการชำระกิเลส บาปคือกิเลสที่จะสะสม บุญนี้ของใครของมันเด็ดขาด แบ่งบุญไม่ได้ บุญไปทำแทนกันไม่ได้เลย ศาสนาพุทธทุกวันนี้ที่แบ่งบุญแจกบุญกัน แล้วไปตีความว่าบุญคือกุศลคุณงามความดี แบ่งคุณงามความดีแบ่งความสบายใจ จะเป็นของอร่อยของดีงามอะไรไปให้ ถูกหลอกกินหมด สูญเปล่า ไม่มีประโยชน์อะไร เป็นแต่เพียงว่า พ่อแม่ที่ตายไปแล้ว เราจะระลึกถึงอะไร ก็นึกถึงคุณงามความดีที่ท่านได้ทำอะไร ความไม่ดี อย่าไประลึกถึงของพ่อแม่ก็ตาม ของใครก็ตามรู้ พอ จบ ไม่ต้องไปเสียเวลาหรอก จำให้ได้ว่าชั่วอย่างนี้ไม่ทำ คุณไม่ทำได้แล้วก็ดี อย่าไปตอแย แต่ความดีนั้นต้องสืบทอดต่อ ที่ยังไม่ดีก็ต้องฝึกให้ได้ ส่วนเรื่องบุญเรื่องบาปนั้นของใครของมัน
_อยากทราบว่าหากต้องการไปอยู่ที่ราชธานีอโศกต้องทำเช่นไรครับ พ่อครูว่า...ก็เอาตัวกับหัวใจไป ปรารถนาดีแล้วก็ไป อยู่ได้ดีอยู่ในกฏเกณฑ์เขาก็ให้อยู่ นอกกฎเกณฑ์จริงๆเขาก็ไล่ออก มันไม่ไหว ถ้าเรามีคุณสมบัติที่จะอยู่ร่วมได้ ผิดพลาดบ้างเขาก็จะลงทัณฑ์ ไม่มีทั ณฑ์ก็อยู่กันไปฝึกฝนกันไป มีทัณฑ์ก็รับโทษไป แต่คนที่อยู่ไม่ไหวหรอก ถ้าว่าอย่างน้อยต้องมีศีล 5 อยู่อย่างสาธารณโภคีไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ก็คนมีภูมิระดับหนึ่งตามกฎเกณฑ์ของเราก็ได้ ชาตินี้ปางนี้ก็ยังมีคนไปอยู่ ฝึกให้ดีแล้วก็ไป หรือจะไปไปมามาก็ได้
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน โสดาบันโพธิสัตว์จะกลับมาเกิดหรือไม่ _หนูมีปัญหาจะถามพ่อครู ถ้าเป็นโพธิสัตว์แล้วอนาคตข้างหน้าจะมาเกิดอีกหรือไม่คะ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรคะ พ่อครูว่า...คุณสมบัติศาสนาพระพุทธเจ้า ธรรมะขั้นโพธิสัตวภูมิ คือผู้มีปัญญาตรัสรู้ ตั้งแต่เป็นพระโสดาบัน มีคุณสมบัติที่เป็นอาริยธรรม ขั้นต้น จะมี โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ แสดงว่าคุณออกจากกระแสโลกีย์ 180 องศา เข้ากระแสอย่างนั้นเริ่มต้นได้ ได้แล้วถ้าแบ่งเป็น 4 ส่วน 25 25 25 25 คุณได้เขตต้น Quater ที่1 ได้เขตต้นก็ถอยหลังได้ จะเสียเวลาไปอีกซับซ้อนแต่ไม่หมดเชื้อ อัญญธาตุ ธาตุโลกุตระแล้วได้แล้วได้เลย ไม่หมด แต่จะเสียเวลาถอยหน้าถอยหลังไปอยู่กับโลกอีก บางคนตีลังกา ใช้ศัพท์คำว่า 7 ชาติ สูงสุดก็เป็นสัตตักขัตตุปรมะโสดาบัน แต่ชาตินี้ไม่ได้เป็นชาติเกิดปุ๊ดจากท้องพ่อท้องแม่ 7 ครั้ง แต่มันอยู่ที่สังโยชน์ทั้ง 10 ถ้าพ้นสังโยชน์ 3 แล้วก็ลดกิเลส ในสังโยชน์ที่เหลือต่ออีก หากทำไม่ได้ก็อาจจะได้เป็น 6 ชาติ ล้านกัปป์ก็ได้ ก็ต้องทำสังโยชน์ที่เหลืออีก 7 ให้ได้ ลดไปได้เรื่อยๆ ชาติจึงคือสังโยชน์ การเกิดในสังโยชน์ หยาบระดับ โกลังโกละ เอกพีชี คือชาติสุดท้าย คือชาติเดียว ในเอกพีชียังมีนัย คือคนที่เก่งและพากเพียรจริง แทนที่จะเป็น โกลังโกละ ต้องทำกิเลสให้หมด 6 ชาติ หมดอาสวะ 6 นี่แต่คุณสามารถพากเพียรบรรลุได้ในชาตินี้ ไม่ต้องไปเสียเวลาทำอย่าง pass ชั้น เอกพีชีเลย เสร็จ ผู้ทำได้อย่างนั้น ถือว่าเอกพีชี ต่างจากสกิทาคามี แปลว่าเกิดอีกหนึ่งชาติเหมือนกันเป็นแบบสามัญ ถ้าคุณเกิดมาไล่ไปตามลำดับ มันเป็นตามลำดับได้ดีแล้ว ถ้าเอกพีชี มีความอุตสาหะวิริยะที่จะpass ชั้น เมื่อกี้นี้ถามเรื่องโพธิสัตว์ว่าจะเกิดในอีกไหม ยิ่งเป็นโพธิสัตว์แล้ว ถ้าเป็นโพธิสัตว์โสดาบันคุณต้องเกิด ไม่อย่างนั้นเพราะคุณยังปรินิพพาน เป็นปริโยสานไม่ได้ ต้องเป็นพระอรหันต์จึงจะเป็นผู้ปรินิพพานได้ แยกธาตุจิตไม่มาเกิดอีกเลย ต้องเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 4 ขึ้นไป โพธิสัตว์ระดับ 1 2 3 จะยังปรินิพพานไม่ได้ ต้องเป็นระดับ 4 จึงจะไม่มาเกิดอีกได้ หรือจะมาเกิดอีกก็ได้
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บุญและบาปเป็นของคู่กัน _สอง อยากฟัง พ่อครูอธิบายเรื่องบุญและบาปอีกครั้งได้ไหมคะ พ่อครูว่า...ได้ ก็จะอธิบายไปอีกเป็นล้านเที่ยว คำว่าบุญเดี๋ยวนี้ฝั้นเฝือ แม้แต่ศาสนาเทวนิยมก็เอาเรื่องบุญไปใช้ ทั้งที่ บุญเป็นเรื่องของโลกุตระอย่างเดียว ถ้าไม่มีภูมิโลกุตระแล้ว ทำบุญไม่ได้ บุญเป็นเรื่องชำระกิเลส การชำระกิเลสต้องเป็นอุภโตภาค ทั้งเจโตและปัญญา โดยเฉพาะปัญญา จะเป็นเรื่องที่ทำให้กิเลสไม่กลับมาเกิดอีก สรุปตรงนี้เลยว่า บาปนั้นคู่กับบุญ แต่บาปคือสิ่งไม่ดี สิ่งไม่ดีต้องล้างให้หมด จะเรียกว่าอกุศลทุจริตก็ได้ คือสิ่งไม่ดี คำว่าบาป จึงมีไวยพจน์เป็นอกุศลทุจริต ชั่วเลว ไม่ดีงามทั้งปวง แต่ความจริงแล้วคือกิเลส บาปคือกิเลสแท้ๆ คุณรู้จักกิเลสเป็นคำรวม แล้วกำจัดกิเลสได้ก็คือบุญ บุญมีหน้าที่เดียวในการทำคือกำจัดกิเลส เป็นพระอรหันต์กำจัดกิเลสอย่างหมดสิ้นอาสวะอนุสัย กิเลสอกุศลใดๆก็หมด บาปก็หมดไปแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว อุภโตภาควิมุติแล้ว บุญก็ไม่มีในอรหันต์ด้วย เป็นปุญญปาปปริกขีโณ (ปริกขีโณแปลว่าสิ้นไป) บุญเป็นเรื่องของศาสนาพุทธ เกิดจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ศาสนาอื่นไม่มี แม้แต่ศาสนาพุทธที่ไม่แม่นคมชัดจริงก็จะอธิบายเป็นอื่น
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน การช่วยเหลือผู้อื่นไม่ใช่บุญ _ในการที่เราได้บำเพ็ญบุญช่วยเหลือคนอื่น พ่อครูว่า...การช่วยเหลือผู้อื่นนั้นเป็นกุศล การล้างกิเลสให้แก่ตัวเองเท่านั้นเป็นบุญ ไม่มีหน้าที่อื่นเลย บุญ เห็นไหมมันไม่ง่ายที่จะเข้าใจ สร้างพลังงานที่เรียกว่า ฌานก็ตาม เป็นไฟกองใหญ่ที่ชนะไฟราคะ โทสะ โมหะ แล้วสลายราคะ โทสะ โมหะได้ นั้นคือบุญ บุญคือไฟกองใหญ่จะเรียกว่าฌานก็ได้ เมื่อคุณสร้าง ฌาน ได้เก่ง พลังงานอันนั้นก็เรียกว่าบุญ ฌาน มีประสิทธิภาพล้างกิเลสได้ ก็ใช้ฌาน ที่มีประสิทธิภาพล้างกิเลสได้ ล้างได้คือหน้าที่ที่สำเร็จเป็นบุญ พอเสร็จก็หายไป เป็นเอกังสเสนะ เป็นเอกังสวาที จะอธิบายเป็นทิศทางอื่นไม่ได้ ไม่มีทิศที่สอง หน้าที่เดียวของมันคือกำจัดกิเลสไม่มีอย่างอื่นเลย ไม่เกี่ยวกับคุณงามความดีอย่างใดเลย เกี่ยวกับกำจัดกิเลสอย่างเดียว แต่อธิบายได้ว่าคนสามารถลดละกิเลสได้ก็เป็นคุณงามความดี แต่จำเพาะไปว่ามีหน้าที่เดียวคือฆ่ากิเลส จะเรียกว่าดีหรือชั่วก็ไม่รู้แต่มีหน้าที่เดียว เหมือนเครื่องตัดคอกิโยติน มีหน้าที่ตัดคออย่างเดียว หรือเครื่องประหารหัวหมาของเปาบุ้นจิ้นก็มีหน้าที่อย่างเดียว ดีชั่วมันไม่รู้ บุญนี่ มันเหมือนเครื่องตัดคอหัวหมาของเปาบุ้นจิ้น หรือกิโยตินของฝรั่งเศส ตัวกิโยติน มันไม่รู้ว่าดีหรือชั่วแล้วมันทำบุญไม่เป็นด้วย มันทำเรื่องเดียว ไม่ง่าย ถ้าเอาบุญมาเป็นเรื่องคุณงามความดี เป็นกุศล ก็ทำให้เข้าใจบุญไม่คม บุญไม่ตรง ก็เลยไม่มีผลสำเร็จ ถ้าพลังงานจิตนั้นทำไม่ได้หรอก ไม่มีคำอธิบายไม่มีนิยามของคำว่าบุญอย่างครบถ้วน นิยามของคำว่าบุญ คุณจำกัดความไม่ครบไม่เต็ม ถ้าทำพลังงานนี้ได้ตั้งแต่พระโสดาบัน มีนิยตะ เที่ยงแท้ โสดาบันนี้มีแต่เที่ยงแท้ มีแต่จะสัมโพธิปรายนะ เข้ากระแสโสตาปันนะ อวินิปาตธรรม ไม่ตกต่ำแต่ยึกยักเสียเวลาก็ได้ เป็นล้านๆชาติก็ได้ ชาติที่ไปเกิดเป็นคน ไม่ใช่ชาติของกิเลสสังโยชน์นะ คุณต้องเข้าใจเป็นระดับๆ เป็นโสดาบัน มีความเที่ยงอย่างไรก็ไม่สูญหาย แต่ละชาติก็จะนาน ตัวเลขโกฏชาติก็ได้
_จูฬนีสูตร คืออะไรคะ ล.20 หน้า 4 ข้อ520 พ่อครูว่า...ไม่รู้ตอบไม่ได้ ไม่รู้ว่ามีสูตรนี้เลย นึกไม่ออกต้องรู้เนื้อความ อาตมาไม่ใช่นักศึกษานักวิชาการ
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน รหัสกรรมรหัสผัสสะ _คนเรามีรหัสกรรมหรือรหัสผัสสะด้วยหรือไม่คะ พ่อครูว่า...รหัสกรรม รหัสผัสสะ แปลอย่างไร? ถ้าแปลโดยอัตถะ รหัสคือเครื่องหมายที่รู้เฉพาะตนหรือร่วมกันกับคนอื่น มีรหัสกัน รู้ตรงกัน เป็นเครื่องหมายไขความลับ(รหะ) ถ้ารู้ของเราคนเดียวก็เป็นเครื่องรู้ของเรากำหนดหมายของเรา ยิ่งเป็นรหัสเรารู้คนเดียวคนอื่นไม่รู้ก็เป็นของเรา แล้วเอาคำว่าผัสสะ กรรมอย่างนี้คุณหมายว่าอย่างนี้ ผัสสะอย่างนี้คืออย่างนี้ รหัส คือเครื่องหมายที่คุณกำหนดเอาเอง หรือนิมิต คุณต้องกำหนด ถ้าตกลงกับคนอื่นใช้ร่วมกันได้ก็เป็นรหัสร่วมกัน ถ้าคุณคนเดียวก็เป็นรหัสของคุณเอง กรรมอย่างนี้มีเครื่องหมายอย่างนี้ ผัสสะอย่างนี้มีเครื่องหมายอย่างนี้ ผัสสะนั้นจะต้องมี 2 สภาพ มีหนึ่งกับหนึ่ง แตะกัน สัมผัสกัน เป็นธรรมะ 2 ถ้าธรรมะ 2 นั้นต่างคนต่างอยู่ไม่ผัสสะกัน ก็ไม่เกิดปฏิกิริยาอะไร ถ้าเริ่มมีปฏิกิริยากันแตะกระทบกันคือผัสสะ จะอยู่ข้างในกับข้างใน หรือข้างในกับข้างนอก ก็เกิดปฏิกิริยาให้รู้เป็นอีกอันหนึ่งเป็นความรู้ใหม่ที่เรียกว่าสังขาร แตะกันก็เกิดการปรุงแต่งของสองสิ่ง สังขารนี่แหละกว้างมาก เพราะอวิชชาเพราะไม่รู้การปรุงแต่งของสิ่งตั้งแต่ 2 สิ่งขึ้นไป จะว่าละเอียดก็ได้ สองสิ่งนี้ เมื่อสัมผัสกันแล้วก็จะเกิดอีกอันหนึ่งก็ต้องเรียนรู้อันนี้เรียกว่าสังขาร สังขารที่เกิดเป็นความไม่สุขไม่ทุกข์ก็คือ สังขารอุเบกขา แต่ถ้าสุขทุกข์ก็หาเหตุแล้วล้างเหตุให้หมดสุขหมดทุกข์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน เจตนาแต่อย่าอยาก _อยากให้พ่อครูขยายความที่ว่า เจตนาแต่อย่าอยาก ตอบ...คุณต้องอ่านสภาวะจิตที่มีเจตนา มีความมุ่งหมายมีทิศทาง เรียกว่าเจตนามุ่งหมาย เจตนาอะไรก็แล้วแต่ คุณว่าจะให้จิตเดินทางไปเป็นอันนั้น จิตออกไป เจตนาเป็นภาษาบาลี แต่อยากเป็นภาษาไทย จิตที่มุ่งออกไป อยากเป็นภาษาไทย แปลเป็นบาลีว่าตัณหา กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ได้มาบำเรอตัณหาก็สุขไม่ได้ก็ทุกข์ อย่าอยากคืออย่าเอามาบำเรอตนเอง รู้ว่ากรรมอย่างนี้ทำแล้วก็จะเกิดผลอย่างนี้ รู้ทำแต่เหตุเท่านั้น ถ้าทำแต่เหตุนี้เสร็จก็จะเกิดผลอย่างนี้ อย่าไปมุ่งมั่นว่าจะต้องได้ผลอย่างนี้ คุณเอาแต่ว่า ถ้าทำเหตุอย่างนี้ไม่ผิดพลาด ผลมันก็จะเกิด เหตุนี้ใช่แน่นะ มี1ต้อง+ไปอีก 1 ถึงได้2 หรือว่าทำ3แล้ว-2 ก็จะได้ 1 ก็ทำให้เกิดเหตุ เอา 3-2 ก็ได้ 1 หรือจะได้2 ก็เอา1+1ก็ได้2หรือเอา2-3 ก็ได้ 1 คุณอยากได้2เป็นผล รู้แล้วว่าเหตุคืออะไร หยุดอยากที่จะได้ผล แต่ทำเหตุนี้ที่จะได้ผล คุณทำเหตุอย่างเดียวไม่ต้องเสียแคลอรี่ที่จะ loss leak เลย ทำแต่เหตุ นี่คือ เจตนาแต่อย่าอยาก
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน สัมพันธ์แต่ไม่ผูกพันทำอย่างไร _เราจะสัมพันธ์แต่ไม่ผูกพันทำอย่างไร ตอบ...สัมพันธ์คือทำประโยชน์เกี่ยวข้องกันไป แต่ผูกนี้มีจิตผูกเกี่ยวไม่ทิ้งยิ่งผูกเป็นเราเป็นของเรา หนักเข้าของเราคนเดียว แต่สัมพันธ์มีการเกี่ยวข้องทำประโยชน์ต่อกันไปได้แต่ไม่ผูกพัน มันก็มีความอยากเห็นแก่ตัวต่างกันอย่างนี้ การสัมพันธ์นั้นไม่ทุกข์ แต่ความผูกพันนั้นเป็นทุกข์ ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ความผูกพันนั้นมีตัวมีตนการสัมพันธ์นั้นไม่มีตัวมีตน
_การให้เธอไม่หวังอะไรตอบแทนจะเรียกว่าลอยบาปลอยบุญได้ไหม ตอบ...ได้ ลอยบาปลอยบุญคือไม่มีบุญไม่มีบาปให้ไปแล้วก็จบไม่ต้องคิดหวังอะไรตอบ
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ปฏิบัติธรรมตามลำดับเริ่มอย่างไร _ก่อนหน้านี้ตั้งจิตใจจะจับกิเลสกามอัตตา ชอบชัง ทุกวัน เพื่อเป็นเครื่องมือในการล้างแล้วเอาประโยชน์กับทุกเหตุการณ์ ไม่ทำผิดศีล ไม่กินอาหารปรุงรส พ่อครูว่า...คุณจับมันก็เยอะนะ ต้องเอาเรื่องใดเรื่องหนึ่งสมาทาน ไม่อย่างนั้นมันจะมากเกินไปไม่ไหวหรอก จะต้องทำเป็นเรื่องๆไป เรื่องไหนได้แล้วก็จะเป็นพลังงานเสริมไปเรื่อยๆ ได้มากขึ้นก็จะค่อยยังชั่วมีตัวช่วยมากขึ้น บางคนล้างกิเลสได้ บางคนล้างกิเลสไม่ได้ อย่าไปเลอะเทอะ ล้างไปหมด พระพุทธเจ้าให้ทำตั้งแต่ศีล 5 เรื่องสัตว์สิ่งของกาม ก็เยอะแล้ว ส่วนข้อ 4 ข้อ 5 นั้นก็จะสัมพันธ์กับข้อ 1-3 อย่าพูดให้ผิดศีล อย่าทำจิตให้มีอกุศลใน สัตว์ ของ กามคุณ 5 ก็จำเพาะเข้าไป ตีเปลาะ อย่าให้มากเรื่องจนทำไม่ไหว ก็จะเข็ดได้ ถ้าเราทำเรื่องสัตว์เรื่องเดียว คุณจะเห็นจิตเรา พวกเราไม่กินเนื้อสัตว์เรื่องเดียว จิตคุณจะมีความเอ็นดูสัตว์ ปรารถนาดีต่อสัตว์ ไม่ว่าสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ แต่ก่อนไม่เคยคิดถึงสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่เลย ไม่มีจิตใจสงสารต้องการช่วยเหลือเลย แต่ถ้าตั้งต้นไม่กินเนื้อสัตว์จะมีจิตเช่นนี้แล้วจะกล้าช่วยมัน แม้สกปรกก็จะช่วยมัน หรือบางทีต้องเสียสละ ช่วยสัตว์นี้ ดีไม่ดีเราต้องเจ็บหรือบางทีเราถึงตาย ถ้าจะช่วยคนนี้เราอาจจะต้องตายเลย คุ้มไหม ถ้าผู้นั้นอยู่แล้วเป็นประโยชน์กว่าเราตาย ก็เสียสละได้ ก็เป็นขั้นตอนไป ก็ค่อยๆทำไป อย่าทำมากเกิน
เรื่องอาหารน่ะมันติดยึดกันเยอะไม่รู้กี่อย่างต่อกี่อย่าง เอาทีละอย่าง ที่มันติดยึดมาก ก็เลิก แล้วเลิกก็จะมีพลังงานปัญญาเจโต แล้วจึงจะเลิกอาหารอย่างอื่นได้ดีขึ้นเร็วขึ้น ต้องมีตัวอย่างที่ชัดเจนของตัวเอง ไม่อย่างนั้นไม่ได้
_ วันนี้เป็นวันที่ 11 กันยายนเป็นวันคล้ายวันเกิด ก็ถือโอกาส (แล้วเกิดเดือน 9 ด้วยหรือเปล่า) ก็ถือโอกาสนี้ล้างกาม อัตตาให้ชำนาญยิ่งขึ้น
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน คนสามารถบรรลุอรหันต์ด้วยตนเองไหม _คนสามารถบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ได้เองโดยธรรมชาติได้ไหมคะ ถึงแม้ว่าบางคนจะเป็นชาวพุทธหรือไม่เป็นชาวพุทธแต่ศึกษาธรรมดา ตอบ..ไม่ได้ ใครก็ตามบรรลุธรรมเป็นอรหันต์เองไม่ได้ ต้องได้ฟังคำสอนคำพูดหรือธรรมะที่เป็นของผู้ที่เป็นโลกุตรธรรม ถ้าเป็นโลกียธรรม มีสอนเยอะแยะเหมือนศาสนาอื่น แต่ศาสนาพุทธเท่านั้นที่มีโลกุตระที่ถูกต้อง ต้องชัดเจนว่า ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ ตั้งแต่โสดาบัน บอกเรา บอกถูกต้องด้วย แล้วเราก็เข้าใจเอามาปฏิบัติได้ด้วย ถ้าเราไม่สามารถได้รับจากผู้อื่นที่ได้รับมาก่อน ได้ของจริงมีโลกุตรธรรมมาก่อน ไม่มีสิทธิ์คิดเอาเอง ไม่มีสิทธิ์ที่จะตรัสรู้เองได้ ตรัสรู้เองโดยชอบ มีผู้ที่มีเชื้อ ชีวิตต้องได้พบกับสัตบุรุษตั้งแต่โสดาบันก็เป็นสัตบุรุษเริ่มต้น บอกเข้าใจอธิบายได้ถูกต้องดี แล้วคุณก็เอาไปปฏิบัติได้ผลเกิดในจิตได้ผลก็จะมีเชื้อโลกุตระตามลำดับ โลกุตรธรรมไม่มีทางที่จะคิดเองได้ มีพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นเจ้าของธรรมเรียกว่าธรรมะสามี แล้วก็ถ่ายทอดมา ผู้อื่นก็เป็นธรรมะสามีตามลำดับมาได้ พระพุทธเจ้าเป็นธรรมะสามีแท้แท้จริงทุกพระองค์ แล้วก็ถ่ายทอดให้ลูกๆที่จะเป็น โพธิสัตว์ตามลำดับมาเรื่อยๆ
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน มรรคผลอาริยบุคคล 8 _พ่อครูช่วยอธิบายบุรุษบุคคล 8 ด้วย ตอบ...คือโสดามรรค โสดาผล สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล อนาคามีมรรค อนาคามีผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล มรรค คือเหตุ คือทางปฏิบัติ ผล คือสิ่งที่ได้จากเหตุ ได้จากการปฏิบัตินั้น เกิดคุณสมบัติคุณธรรมเกิดผลขึ้นที่จิตเช่น ผลตัดกิเลส วิธีตัดกิเลสบอกอย่างนี้คือ มรรค ตัดแล้วกิเลสหลุดหมดไปตามลำดับคือ ผล ถ้าขั้นโสดาบัน ท่านก็บอกสังโยชน์ 10 แค่คุณรู้วิธี รู้สักกายะตัวตนกิเลส องค์ประชุมของรูปนามกิเลสเป็นนามธรรม รูปก็ได้ กิเลสถูกเรารู้ กิเลสเป็นรูปที่ถูกรู้ของเราเอง ไปรู้ของคนอื่นไม่ได้ ไม่ใช่หน้าที่ด้วย คุณรู้ของตัวเองแล้วก็ทำกิเลสตัวเองให้ดับ อย่าไปวุ่นวายคนอื่น แต่รู้ได้บอกเขาได้ มีวิธีบอกเขาช่วยเขาได้เท่านั้นเอง คุณไม่มีหน้าที่ที่จะไปให้เป็นบุญ ไปกำจัดกิเลสของเขา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive