600130_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก นิโรธ ความว่าง อย่างจูฬสุญญตสูตร.docx
เนื้อหาในไฟล์
600130_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก นิโรธ ความว่าง อย่างจูฬสุญญตสูตร
สมณะเดินดินว่า…รายการพุทธศาสนาตามภูมิ ก็ได้มาพบพวกเรา ชาวสันตินาคร อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ต้องไปอยู่บ้านราชฯนาน ตอนนี้ก็มาอยู่สันติอโศกนานเหมือนกัน ทางโน้นก็มีงานมะรุมมะตุ้ม ที่กำลังสร้างอาณาจักรแผ่นดินพุทธ วันนี้วันจันทร์ที่ 30 มกราคม 2560 เป็นวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 มีเลข 3 เยอะมาก ก็ใกล้จะสิ้นเดือนแล้ว ช่วงนี้ดูเหมือนจะมีอภิมหาอนิจจัง มีเรื่องราวที่พวกเราไปช่วยทำงานกัน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่ตลอด แต่พวกเราเป็นพวกที่เรียกว่า มีปกติสุขอยู่กับการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เราก็สามารถที่จะมีทิฏฐธรรมสุขวิหาร มีสุขอยู่กับปัจจุบันอยู่แล้ว มีเรื่องหนึ่งที่พวกเราอาจได้ยินข่าวว่า ทางรัฐบาล ต้องการใช้พื้นที่สนามหลวง ให้พวกเราย้ายออกมาจากสนามหลวง สถานที่ก็จะแคบลง แล้วให้พวกเรามาเป็นตัวสำรอง เป็นตัวประกอบ ตัวหลักจะเอาแต่ละกระทรวงทำข้าวกล่องมา เพราะเขาลองได้อาทิตย์กว่า ปัญหาเยอะมากเลย สรุปแล้วเขาก็ว่า จะให้พวกเรากลับมาเหมือนเดิม เป็นอันว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่จะต้องกลับคืนมารับผิดชอบคน อย่างน้อย รับผิดชอบเต็นท์ ก.และ ข. โรงบุญอยู่ที่ พระแม่ธรณีบีบมวยผม อาศัยเงาของสังกะสีกำแพงก่อสร้าง คนก็ร้อนและหิว มาแต่เช้าไม่มีอาหารกิน เดินมาแต่เช้า ก็หิวมาก แม้จะอาศัยแค่เงาของสังกะสีก่อสร้าง ก็สบายมาก ต่อไปเราจะต้องเข้าไปดูแลแจกอาหาร ตามเต๊นท์ต่างๆเหมือนเดิม อาหารกล่องของกระทรวงต่างๆ ก็จะมาแต่ตอนเย็น ตรงที่เราอยู่ ตอนแรกนึกว่า ไม่มีใครมารับประทานอาหาร แต่ตอนนี้กลายเป็นทำเลทอง เพราะคนจะต้องผ่านตรงนี้ทางเข้าและออก ให้ญาติธรรมรับรู้ว่า น่าจะต้องมาช่วยกันบริการประชาชนในเต๊นท์ต่อ และขออย่างเก่า รวมถึงประ
อ่านต่อ
ชาชนที่ตกหล่น ไม่ได้เข้าแถว เราก็ต้องให้บริการอย่างสำคัญ เป็นสนามการสอบไล่ ถ้าเขาให้ทำน้อย ใจเราก็น้อยด้วยไหม ถ้าเขาให้ทำมาก ใจเราก็ฟูด้วยไหม หรือใจเราก็มั่นคง ถ้าเขาไม่ให้ทำ เราก็กลับมาช่วยงานที่วัด กิจกรรมการทำกระทงใบตอง ก็น่าจะกลับมาอย่างเดิม เขาจะให้ใช้ตั้งแต่วันที่ 1 นี้ นี่คือข่าวที่แจ้งให้ทราบ แต่ข่าวเรื่องโลกุตรธรรม ที่ทำให้กิจกรรม กิจการ และจิตวิญญาณ ต้องเจริญก้าวหน้าไปด้วยกัน ประเทศไทยต้องปักหลัก เป็นดินแดนชมพูทวีป คุณธรรม โลกุตรธรรม ต้องหยั่งลงไปในแผ่นดินไทยให้ได้
พ่อครูว่า… ตั้งใจฟังกันนะ อาตมาเห็นความจริง คำว่าความจริงนี้ ก็ไม่รู้จะใช้ภาษาอย่างไร ให้แจ้งชัดกับคนทั่วๆไป ให้หยั่งรู้ได้ว่า คนจริงที่เป็นโลกุตระ มันมีความจริงใจ ความจริงใจที่เป็นใจที่จริง จริงๆเลย เช่น คนโลกุตระเห็นว่า มาเป็นคนจนนี่แหละ ดีกว่า ควรจะมาเป็น มากกว่าไปเป็นคนรวย มันจริงใจและเห็นในใจจริงๆ มันเป็นจริงๆ ไม่ได้ไปเสแสร้งหลอกล่อ มีอะไรให้สะดุดใจ หรือมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรไม่มี มันจริงใจจริงๆเลย ว่าควรมาเป็นคนจน ดีกว่าไปเป็นคนรวย คนรวยเขาก็เห็นว่า รวยดีจริงๆอย่างนั้น แต่เราเห็นว่า มาจนนี้ดีกว่า หรือว่าเรามาเป็นคนขาดทุน เป็นคนรับใช้ ดีกว่าไปเป็นคนได้เปรียบ คนได้กำไร อย่างนี้มันควรจะมาเป็นมากกว่า อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นความจริงใจ อาตมาก็ไม่มีภาษาไทยอะไรไปใช้แทนได้ เป็นความจริงใจจริงๆ ไม่ใช่มีเล่ห์เ หลี่ยมแฝงอะไรซ่ อนบัง แม้แต่นิดแต่น้อย เป็นความจริงใจ สะอาด บริสุทธิ์ ว่าเรามาเป็นอย่างนี้ แบบคนจน ให้มาขาดทุนไปเถิด ในชีวิตแต่ละคน แต่ละวัน เราขาดทุนให้แก่คนอื่นได้ เป็นเรื่องประเสริฐ อย่างไม่เป็นหนี้เป็นสินใคร เพียงพอ มีพอกิน ไม่เดือดร้อนจริงๆ อย่างอุดมสมบูรณ์ ชีวิตเป็นไปได้ มีจิตสันโดษ ใจพอ กล้าจน เป็นไปได้จริง ก็ตั้งใจจริงสำหรับคนที่จริงใจ อย่างที่อาตมาพูด ถ้าเราเห็นอย่างนี้จริงๆ เข้ามาเลย ถ้ายังไม่เห็นจริง ก็แน่นอนก็ไม่มา ก็ไม่เป็นไร ก็โปรดรอ จนกว่าคุณจะเห็นจริงกับเรา อาตมาว่าคนน้อยก็ไม่ว่า มันต้องปักหลัก อย่างความจริงอันนี้ลงไป น้อยก็เถอะ แต่น้อยก็ประเสริฐ เป็นเรื่องที่ควรจริงๆ
มาฟัง SMS วันที่ 29 มกราคม 2560
_0822712xxxที่สายหลับตาเขาเชื่อมั่น เพราะเขาเห็นจิตเขาเปลี่ยนแปลงจริงๆ มั้งครับ ตอบ...ใช่ เขาเห็นว่า จิตใจเขาเปลี่ยนแปลง มีความสงบ ความสบาย เขาเป็นจริงๆของเขา เพราะฉะนั้น จริงๆของโลกีย์ กับจริงๆของโลกุตระ มันต่างกันที่ใจจริงๆของแต่ละคน มันเห็นอย่างนั้น แล้วก็ยึดถืออย่างนั้น จึงเรียกว่าความจริง เขาก็ยึดอย่างงั้น เราก็เห็นอย่างนี้ เป็นความจริงใจ เราก็ไปว่าเขาไม่ได้
แสงอรุณ 7 ก่อนมรรคมีองค์ 8 _ 0822712xxxอยากให้พ่อครูช่วยด้วยครับ คือผมก้าวไปทางอบายมุข ก็ก้าวไม่ออก จิตมันไม่ไป จะก้าวไปทางสูงขึ้นโลกุตระ ก็ก้าวไม่ออกฝืดมาก เลยเป็นขยะอวกาศครับ ตอบ...คนที่ตกอยู่ในระหว่างอย่างนี้ มีจริงๆ ก็ใจเย็นๆ คุณกำลังชั่งตวงวัดอยู่ตอนนี้ คุณเห็นทั้งคู่เลย ไอ้โน่นก็ไม่น่าไป อันนี้ก็น่ามา แต่ทำไมยังมาไม่ได้ ยังตกหลุมอวกาศอยู่ ไม่มีพลังงานของตัวเอง แล้วแต่จะถูกผลักไปทางไหน เป็นเหมือนขยะอวกาศ แล้วแต่พลังงานจะผลักดันไปทางไหน ก็ไม่ต้องตกใจหรอก มันมีสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ แล้วว่า 1. จงมีมิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี อันนี้แหละ ที่คุณจะต้องมองให้ออกว่า มิตรดีคือตรงไหน อันนี้คือสิ่งตัดสิน ถ้าคุณเองบอกว่า มิตรดีอยู่กับโลกีย์ ก็เป็นจริงใจของคุณที่เลือก ถ้าเห็นว่า มิตรดีอยู่กับโลกุตระ ก็ต้องชัดเจน มิตรดีสหายดี ก็ต้องทำใจให้ยินดี เมื่อเห็นว่ามิตรดีสหายดีเขาเริ่มต้นด้วยศีล ในสุริยเปยยาล 7 มี แสงอรุณ 7 (พระไตรปิฎกเล่ม 19 “สุริยเปยยาล” ข้อ 129-136 เมื่อดวงอาทิตย์ (มรรคองค์ 8) จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อนเป็นนิมิต (เครื่องหมาย) มาก่อนคือ แสงอรุณ (แสงเงิน แสงทอง) 1. ความเป็นผู้มีมิตรดี (กัลยาณมิตตตา) 2. ความถึงพร้อมด้วยศีล (สีลสัมปทา) 3. ความถึงพร้อมด้วยความพอใจ (ฉันทสัมปทา) แม้จิตใจไม่ยินดี ก็ต้องพยายาม ทำให้เกิดความยินดี ถ้าไม่มีความยินดีนี้สนับสนุน มันไม่มา เมื่อมาแล้วมีความยินดีแล้ว จึงจะเข้ามาศึกษา อัตตา 4. ความถึงพร้อมด้วยตน (อัตตสัมปทา) อัตตามี 3 มาเรียนรู้ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ให้เข้าใจ แล้วกำจัดอัตตา จะได้ไม่เข้าใจผิดว่า ก็พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตน แล้วจะเป็นหลงอัตตาทำไม เราก็อย่านึกว่า เราไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว เราเป็นอนัตตาแล้ว ถ้าหลงอย่างนี้ก็จบเห่ ไปไม่รอด ต้องศึกษาให้ดี ว่าเราอย่าหลงไปว่า เราไม่มีอัตตาโดยตรรกะ เท่านั้น ทุกอย่างก็ไม่มีอัตตา ใครหลงว่ามี ก็มีอัตตา ไม่ใช่นะ อัตตาไม่ใช่ตรรกะ ยังไม่เข้าถึง อัตตสัมปทา จริงๆแล้วได้แค่วาทะด้วย คุณยังไม่เคยสัมผัสอัตตาของตัวเอง ไม่มีปัญญารู้ว่า อัตตาคืออะไร ยังไม่เข้าใจ ตีไม่แตก คุณก็จมอยู่กับอัตตา ได้แต่วาทะ ได้แต่ทิฐิ ได้แต่ความเข้าใจตรรกะ เมื่อเข้าใจแล้ว ก็จะสัมมาทิฏฐิ 5. ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (ทิฏฐิสัมปทา) ถ้าเปลี่ยนทิฐิไม่ได้ ก็ไม่มีทางมา ต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนทิฐิให้ได้ ในทิศทางที่ มาหามิตรดีสหายดี แล้วปฏิบัติไป อย่าประมาทเป็นอันขาด 6. ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท (อัปปมาทสัมปทา) ตัวนี้เป็นตัวสำคัญเลย ต้องเอาจริงเอาจัง พยายามอย่างหนัก จนกว่าคุณจะทำการ โยนิโสมนสิการเป็น 7. ความถึงพร้อมด้วยการทำในใจ โดยแยบคาย พิจารณาลงไป ถึงที่เกิด (โยนิโสมนสิการสัมปทา) คนทั่วไปนึกว่า ตนเองทำโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจเป็น แต่ที่จริงทำไม่เป็น เขาไปแปล โยนิโสมนสิการ ว่าเป็นการแค่รู้คิดเท่านั้น แต่แท้จริง คือการทำใจให้เปลี่ยนแปลงเลย เข้าถึง ทำจิตในจิตอย่างถึงที่เกิด อย่างถ่องแท้ ละอียดแยบคายมาก ต้องรู้จิตเจตสิกให้แยบคาย ต้องมีญาณปัญญาแน่ๆ เลือกโลกุตรภูมิ กลุ่มชนโลกีย์ กับกลุ่มชนโลกุตระ ต้องแยกให้ออก ต้องเลือกให้ออก คุณต้องเฉลียวฉลาดของคุณเอง ไม่มีใครไปบังคับคุณได้ อยู่ที่ปฏิภาณปัญญาของคุณ แต่คุณไม่ต้องใจร้อนหรอก ขนาดนี้คุณเข้าใจแล้ว อย่าใจร้อนเกินความจริงของตัวเอง ให้ใจเย็น พากเพียรปฏิบัติศึกษาอย่างแน่ใจ ในมิตรดีสหายดี ว่าเป็น กลุ่มไหน ก็ปฏิบัติกับกลุ่มนั้น อยู่ใกล้เข้าไว้ หรืออยู่กับหมู่เลย ถ้ายังห่างอยู่ ไม่พยายามเข้ามาใกล้ ก็ตกหล่นแน่
_0851614xxxบางอย่างที่เราเห็น เป็นเพียงภาพมายา มิใช่ความจริง. และเราก็ถูกหลอก ให้ไขว่คว้าเอามาให้ได้..!! ตอบ...หากใครไม่รู้ทันมายานั้นๆ ก็ตกเป็นทาสของมายาตลอดไป ต้องศึกษา แล้วมาหาหมู่มิตรดีสหายดี เป็นตัวแรกเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรานี่แหละคือมิตรดีสหายดีของเธอภิกษุทั้งหลาย ท่านตรัสเป็นองค์ที่หนึ่งเลย ถ้าใครไม่รู้จักว่าพระพุทธเจ้าเป็นมิตรดีอง ค์ที่หนึ่งเลย เหมื อนกามนิต ก็ต้องซวยไปอีก กี่ชาติต่อกี่ชาติ หรือผู้ที่เป็นอาริยะที่แท้ แต่ไม่ได้พบมิตรดี ก็ไม่รู้จัก เหมือนกามนิตหนุ่ม ทั้งๆที่คุยกับ พระพุทธเจ้าทั้งคืน แล้วไม่รู้จักว่าเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกว่า นี่แหละคือพระพุทธเจ้า ก็ยังไม่เชื่อ รุ่งเช้าก็จะไปหาคนอื่นอีก เขาก็ตัดสินใจ ด้วยภูมิปัญญาเขา ว่าอย่างนี้ไม่ใช่ มันบังคับกันไม่ได้ ก็ต้องปล่อยเขาไป เหมือนอย่างเช่นอาตมา ไม่รู้จะไปบังคับใครอย่างไร ก็ได้แต่บอกว่า อาตมาเป็นโพธิสัตว์ เป็นลูกพระพุทธเจ้า อาตมามี DNA แท้ของพระพุทธเจ้า จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ ก็จำนน สุดปัญญาสุดทางที่จะแสดงแล้ว
_0893867xxx10ปีที่แล้วจากนิมิตพระครูบารูป1ผู้ห่วงใยภัยพิบัติโลก ภาคเหนือสร้างพระครูบาศรีวิชัย! ภาคกลาง พระพุฒาจารย์โต! ภาคอีสานหลวงปู่มั่น! ภาคใต้หลวง ปู่ทวด! 4พระอรหันต์4ภาค จะป้องกันพิบัติภัย แต่หลัง 10 ปีมาแล้ว ภาคเหนือผจญไฟป่าแผ่นดินไหว! ภาคกลางอีสานผจญภัยแล้งน้ำท่วม! ภาคใต้ผจญพายุ สึนามิคลื่นยักษ์อุทกภัย! ประจักษ์คนโลกเทวนิยม กับโลกอเทวนิยม เห็นพระพุทธรูปต่าง ๆ ป้องกันภัยใดๆไม่ได้? ตอบ…เขาชักจะเห็นว่าอย่างไร ก็สู้ธรรมชาติต่างๆ ที่มาเล่นงานไม่ได้
_0893867xxxมีแต่จิตอาริยะสร้างป่าอาริยะ ชุมชนอาริยะ กินอยู่กับทรัพย์อาริยะในดินสินอาริยะในน้ำ ทำให้โลกเจริญด้วยอาริยทรัพย์ ตามรอยทศพิธราชธรรมที่ป้องกันทุกขภัย โดยการพึ่งตน อยู่กับธรรมชาติด้วยความพอเพียง เหมือนทุกโครงการพระราชดำริ ที่รอดพ้นพิบัติภัยทุกสถานะการณ์ ประจักษ์สายตาชนโลกชัดแจ้ง!. ผู้ไม่เชื่อเทวรูปแต่เชื่อแต่คำสอนพระอรหันต์ทุกรูป อันตรงตามตถาฅต
_0893867xxxกราบขอบคุณพ่อครูฯ ท.จันทร์กับธรรม กามภว วิภวตัณหา ทำให้เห็นกิเลสดังคุก! ตัณหาดุจเรือนจำ! ยิ่งอยากยิ่งติดกรงวิบาก! หยุดอยากหลุดพ้นแดนวัฎฏะฯ
_จากไลน์ ลูกหนอนใต้ต้นโพธิ์ ....ฟังเรื่องตัณหา อุปาทาน แล้วสรุปได้ว่าตัณหากับอุปาทานเป็นธรรมะ2 ตัณหาเป็นรูปตัวเคลื่อน ตัวแสดง ส่วนอุปาทานเป็นนามตัวภายในที่เราต้องจัดการ ในขั้นจิตนิยาม แล้วทำธรรมะ2นี้เป็น1 ที่อุเบกขาหรือศูนย์ สูญ..ผิดถูกอย่างไรคะ ตอบ...ถูกต้อง ตามที่คุณพูดด้วยพยัญชนะมา ก็ถูกต้อง
ทีนี้มาเข้าสู่วันนี้ วันนี้อาตมาก็ มีทำเครื่องหมายไว้เยอะ ในแต่ละเล่ม ในพระไตรปิฎก สามารถอธิบายได้ทุกเล่ม เปิดพระไตรปิฎก ก็อธิบายเลยได้ แต่ถ้าเป็นของพระพุทธเจ้าสดๆ แท้ๆก็ยากหน่อย
มีคนที่บอกว่า เรื่องธรรมะ 3 ที่พ่อครูเทศน์ไว้ที่บ้านราชฯ อยากจะให้อธิบ ายอีกครั้ง
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ธรรมะ 3 (โลกนิโรธสูตร) ธรรมะ 3 อันนี้จะหยิบจาก โลกนิโรธสูตร ล. 16 ข้อ [165 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งโลกเป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะโสกปริเทว (ความพิรี้พิไรในความเศร้า)ทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ (พ่อครูว่า ตัณหาคือ dynamic ตัวเคลื่อนไหว อุปาทานคือ static ตัวนิ่ง) ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก เพราะอาศัยหูและเสียง ...เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้นและรส ... เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก ฯ จบสูตรที่ 4
พ่อครูว่า...ความทุกข์ทั้งมวล คืออาการของ โสกะ ปริเทวะ (ความพิรี้พิไร ในความโศกเศร้า) ทุกข โทมนัส และอุปายาส ขึ้นต้นด้วย โสกะ ส่วน ชรา มรณะยังไม่เที่ยง แต่ใครจะปฏิเสธไม่ได้ว่า โสกะนี้ไม่ทุกข์ไม่ได้ มันไม่เบิกบานร่าเริงแล้ว ปริเทวะคือความพิรี้พิไร ในความเศร้า เป็นความไม่จบ 4-5 คำนี้ ประมวลกองทุกข์ทั้งมวล หยาบ กลาง ละเอียด อยู่ในนี้ ชาวอโศกชื่อว่าอโศก คือตัวรากฐาน ตัวหยาบตัวใหญ่เลย ใครยังพิรี้พิไร ปริเทวนาการ ก็จะ มีทุกข โทมนัส อุปายาสแล้ว ถ้าเราพ้นแล้วจริงๆ ก็ไม่ทุกข์ มาเป็นโลกุตระ เช่นเรามีเอง มีใจจริงๆ เราไม่ไปเอาแล้วทางโลกียะ เช่น ไม่เอาไปหาทางร่ำรวย ไม่เอาแล้ว มาอยู่กับหมู่กลุ่มที่จน อย่างนี้ชัดเจน แม้จะมาอยู่กับโลกุตระ มันยังไม่มาจน ยังแอบหมกอยู่เลย แต่จะไม่ค่อยอยากให้ใครรู้หรอก มันเป็นธรรมดา ก็ไม่ว่ากัน เป็นธรรมดา เข้ามาก็ดีแล้ว ก็ค่อยศึกษาไป แล้วจะค่อยๆคลาย การที่หมักหมกนั้นคือ หิริ อาย ไม่อยากเปิดเผย ระวังอย่าไปโกหกล่ะ ใครจับได้ไล่ทัน ก็ยิ้มแหยๆไว้ อย่าไปโกหกซ้ำซ้อน มันซวย
มาสู่ธรรมะ 3 เมื่อ รูป กับ นาม ผัสสะก็จะเกิดธาตุรู้ ถ้าไม่มีสิ่งที่เป็นธาตุรู้เข้าไปร่วม แม้แต่แค่พืช พีชะ ธาตุรู้ของพีชะไม่มีเวทนา ไม่มีจิตวิญญาณ ถ้ามีแค่พีชะ ปฏิบัติอะไรไม่ได้ ไม่มีทางไปนิพพา น ความรู้นี้จะต้องเป็นธาตุรู้ขั้นวิญญาณ เมื่อมีรูปนาม มีผัสส ะ ก็จะเกิดตัวรู้ขึ้นมา เป็นตัวประธานของ รูปนาม นามคือธาตรู้ระดับจิต พีชะก็มีแค่สังขาร สัญญา เมื่อมีจิตสัมผัสรู้ แล้วรู้รูปนาม กับประธานคือตัวตน ตอนนี้เราก็รู้ธรรมะ 2 ก็จัดการธรรมะ 2 ให้เป็น 1 ได้เสมอ ตัวที่ต้องจัดการคือเวทนา ทุกข์กับสุขแท้ๆอยู่ที่เวทนา จะไปอยู่ที่กายหรือจิต ก็ยังไม่ชัด เวทนา แปลเป็นไทยคือ อ ารมณ์หรือความรู้สึก แต่ภาษาบาลีคือเวทนา ใครเข้าใจธาตุรู้ ที่ชื่อว่าเวทนาคืออะไร คนนี้ปฏิบัติให้พ้นทุกข์แน่ แต่ถ้าไม่รู้ชัดว่าเวทนาคืออะไร รู้อย่างผิดเพี้ยนก็จะยาก ต้องดูอาการของเวทนาให้ได้ เมื่อรู้เวทนาที่ไปเกี่ยวข้องกับกายและจิต ที่มันทรงอยู่กับเรา คือธรรมะ มันยังมีอยู่ที่เรา ถ้าเราสามารถเอาตัวที่ไม่ควรจะมี ให้ออกไปได้นั้น ตรงนั้นแหละคือ จะสมบูรณ์แท้ ตรงนี้คือนิโรธ ไม่ใช่ว่า ความว่าง ก็ไม่รู้ว่า ว่างจากอะไร
นิโรธ ความว่าง อย่างจูฬสุญญตสูตร มาอ่านเล่ม 14 ข้อ 333 จูฬสุญญตสูตร วันนี้ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3
1. จูฬสุญญตสูตร (121)
[334] พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรอานนท์ แน่นอน นั่นเธอสดับดีแล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว ดูกรอานนท์ ทั้งเมื่อก่อนและบัดนี้ เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม เปรียบเหมือนปราสาทของมิคารมารดา (สามีของวิสาขา)หลังนี้ ว่างเปล่าจากช้าง โค ม้า และลาว่างเปล่าจากทองและเงิน (โสดาบันก็ว่างจากอบายภูมิ สกิทาคามีก็ค่อยว่างจากกามภพ จนหมดกามภพ ก็เป็นอนาคามี ก็ล้างรูปภพ อรูปภพ หมดอรูปภพ ก็เป็นอรหันต์จ้อย ง่ายจะตาย ได้แล้วก็ง่าย คนไม่ได้ก็ยาก พูดให้ขำกันหน่อย ว่างจากกิเลสชั้นต่ำสุดคือ อบาย แล้วก็ต้องมาว่างจากกามภพ แล้วมาว่างจาก รูปภพ อรูปภพ เป็นลำดับ ไม่ใช่ว่าอะไรก็ว่างไปหมด ไม่รู้ว่าว่างอะไร พวกเราอนาคาริกชน ทิ้งทรัพย์ศฤงคารลาภยศ มาอยู่กับพวกเรา มีโภคักขันธัง ปหายะ ญาติปริวัฏฏัง ปหายะ แต่หลายคน มาแล้วก็อยู่สบาย ข้าวมีกิน ดินมีเดิน พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ แต่ไม่ช่วยงานอะไรก็แย่) ว่างจากการชุมนุมของสตรีและบุรุษ (คนเขาว่า ชุมนุมแล้วเฮฮาสนุกสนานกับโลกีย์ แต่เราชุมนุมกันแล้วก็ไม่เหมือนเขา) มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียว เฉพาะภิกษุสงฆ์เท่านั้น ฉันใด ดูกรอานนท์ ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่ใส่ใจสัญญาว่าบ้าน ไม่ใส่ใจ ( มาจากคำว่า อมนสิการ ที่จริงไม่ได้แปลว่า ไม่ใส่ใจ แต่ที่จริงทำใจ จนหลุดพ้นแล้ว ไม่ต้องทำใจในใจอีก เราใส่ใจว่านี่คืออะไร คือบ้าน คือคน แต่เราไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเราเลย) สัญญาว่ามนุษย์ ใส่ใจแต่สิ่งเดียว เฉพาะสัญญาว่าป่า (คำว่าป่าคือความสงบ ออกจากบ้านเรือน คือเคหสิตะมาเป็นเนกขัมมะ เป็นผู้หลุดจากสิ่งเหล่านั้นมา) จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใสตั้งมั่น และนึกน้อม (อธิมุติ อธิโมกโข คือจิตเข้าสู่อันนี้ ออกมาสู่ตรงนี้ ไม่ไ ด้หมายถึงสถานที่) อยู่ในสัญญาว่าป่า เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในสัญญาว่าป่านี้ ไม่มีความกระวนกระวาย (คือยังทุกข์ บาลีว่า ทรถะ) ชนิดที่อาศัยสัญญาว่าบ้าน และชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์เลย มีอยู่ก็แต่เพียงความ กระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าบ้าน สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่ามนุษย์ และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่ ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้น ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัด เช่นเรากัดแอบเปิ้ลกิน รู้ว่ามีรส มีสัมผัสอย่างไร แต่ไม่มีรสบำเรอใจเลย มีแต่เวทนาแท้ ไม่มีเวทนาเท็จอยู่เลย มันมีอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีสอง มีแต่เวทนาแท้ ไม่มีเวทนาเท็จ อยู่ในความกำหนดรู้ ในสัญญาของเราเลย สัญญานี้เป็นปัญญาแท้ๆ ชัดเจน มันทิ้งไปแล้ว รู้ชัดสิ่งที่เหลือในสัญญา ก็กลับไปมีอีก คือเรายังมีชีวิต มีธาตุรู้ เรายังเป็นอาริยะระดับที่พ้นความมีได้แล้ว แต่ยังมีรูปนามขันธ์ 5 ยังมีทุกข์ส่วนที่เหลือ สิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ (โสดาบันออกจากอบายภพแล้ว แต่อยู่กับอบายได้ จิตมีสัญญากำหนดรู้ในปัจจุบัน แล้วอ่านใจเราออกว่า ใจเราไม่มีเวทนาเทียม มีแต่เวทนาแท้ รู้สิ่งไม่มี แล้วรู้สิ่งที่มี) [335] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่ามนุษย์ ไม่ใส่ใจสัญญาว่าป่า (คือทำใจในใจเสร็จแล้ว ไม่ต้องทำอีก รู้ว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์ ป่าก็คือป่า เราไม่ได้ผูกพันติดยึดอีกแล้ว) ใส่ใจแต่สิ่งเดียว เฉพาะสัญญาว่าแผ่นดิน จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อม (คือระดับอธิมุติ อธิโมกโข ยังไม่ถึงขั้นวิโมกข์นะ) อยู่ในสัญญาว่าแผ่นดิน เปรียบเหมือน หนังโคที่เขาขึงดีแล้ว ด้วยหลักตั้งร้อย เป็นของปราศจากรอยย่น ฉันใด ดูกร อานนท์ ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่ใส่ใจแผ่นดินนี้ (อมนสิการในแผ่นดิน) ซึ่งจะมีชั้นเชิง มีแม่น้ำ ลำธาร มีที่เต็มด้วยตอหนาม มีภูเขาและพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ ทั้งหมด ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดิน จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าแผ่นดิน (เหลือ แต่แผ่นดินเท่านั้น ที่เราจะต้องทำ ที่เป็นเรา เป็นของเราอยู่) เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในสัญญาว่าแผ่นดินนี้ ไม่มีความกระวนกระวาย ชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์ (ไม่มี คือ สิ่งที่ยึดมั่นถือ มั่นว่าเป็นเรา เป็นของเรา ก็หมดไปเป็นลำดับ แต่สิ่งเหล่านั้นก็ยังมีอยู่ เราก็ยังอยู่ แต่เราก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งเหล่านั้นแล้ว) และชนิดที่อาศัยสัญญาว่าป่า มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น เธอ (ทุกอย่างก็ยังมีเหมือนเดิมทั้งแม่น้ำ ลำธาร มีที่เต็มด้วยตอหนาม มีภูเขา แต่จิตใจเราเกลี้ยง ไม่ติดยึดสิ่งเหล่านั้น) รู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่ามนุษย์ สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าป่า และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ ก็คือสิ่งเดียว เฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึง พิจารณาเห็นความว่างนั้น ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย (เรากำหนดหมาย มีแต่เวทนาแท้ไม่มีเวทนาเท็จ สัญญาที่ยึดถือเป็นตัวเราของเรา คือสัญญาเท็จ แต่สัญญาที่ไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา ก็เป็นสัญญาแท้ เหมือนเวทนาแท้และเวทนาเท็จ) และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ ( น้ำก็ยังมี มนุษย์ก็ยังมี ช้าง ม้า วัว ควาย ก็มีให้เห็นหมด) [336] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญา ( เขาแปล อมนสิการ กับอาตมาแปล อมนสิการ ก็ไม่เหมือนกัน เขาแปลว่าไม่ใส่ใจ แต่อาตมาว่า ไม่ต้องทำใจในใจแล้ว เพราะมันทำได้แล้วในสิ่งนั้น ต้องทำใจในใจกับสิ่งที่ยังเหลืออยู่ ยังไม่ว่าง) ว่าป่าไม่ใส่ใจสัญญาว่าแผ่นดิน ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะ อากาสานัญจายตนสัญญา จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใสตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ใน อากาสานัญจายตนสัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในอากาสานัญจายตนสัญญานี้ ไม่มีความกระวนกระวาย ชนิดที่อาศัยสัญญาว่าป่า และชนิดที่อาศัยสัญญาว่าแผ่นดิน มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะ อากาสานัญจายตนสัญญา เท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าป่า (ถ้าอรหันต์ระดับปัญญาวิมุติ จะมีทรถะอยู่ แต่ระดับอุภโตภาควิมุติ ไม่มีทรถะแล้ว) สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าแผ่นดิน และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะ อากาสานัญจายตนสัญญาเท่านั้น ( ยังไม่ว่างจากทรถะ) ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้น ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย (ความทรถะในอากาสานัญจายตนะ ก็ไม่มีแล้ว) และรู้ ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ของภิกษุนั้น ฯ (ตอนนี้อากาสานัญฯก็ไม่มีทรถะ แต่ยังมีเหลืออีก) [337] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่าแผ่นดิน ไม่ใส่ใจอากาสานัญจายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญาจิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในวิญญาณัญจายตนสัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในวิญญาณัญจายตนสัญญา นี้ไม่มีความกระวน กระวาย ชนิดที่อาศัยสัญญาว่าแผ่นดิน และชนิดที่อาศัยอากาสานัญจายตนสัญญา มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะ วิญญาณัญจายตนสัญญา เท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าแผ่นดิน สัญญานี้ว่างจาก อากาสานัญจายตนสัญญา และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญา เท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้น ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ (คนที่จิตว่าง จึงยังไม่ว่าง เพราะมีรูปนามขันธ์ 5 อยู่ โดยเฉพาะยังไม่เป็นอรหันต์ ก็มีตัวตนอยู่ ต้องตรวจแล้วตรวจอีก ส่องแล้วส่องอีก พระพุทธเจ้า ละเอียดละออมาก เหมือนคนส่องเพชร ว่ามีอะไรตำหนิไหม เหมือนนักแทงบิลเลียด ฝนหัวคิว) [338] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากาสานัญจายตนสัญญา ไม่ใส่ใจวิญญาณัญจายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะอากิญจัญญา ยตนสัญญา จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในอากิญ จัญญายตนสัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในอากิญจัญญายตนสัญญา นี้ไม่มีความกระวนกระวาย ชนิดที่อาศัยอากาสานัญจายตนสัญญา และชนิดที่อาศัย วิญญาณัญจายตนสัญญา มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะ อากิญจัญญายตนสัญญา เท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจาก อากาสานัญจายตนสัญญา สัญญานี้ว่างจากวิญญาณัญจายตนสัญญา และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือ สิ่งเดียวเฉพาะ อากิญจัญญายตนสัญญา เท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้น ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาดบริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ (พ่อครูว่า...ความว่างนั้น มี ลำดับมาตั้งเท่าไหร่ ขอเตือน ผู้ที่เข้าใจแนวว่างอย่างไม่ได้ปฏิบัติอะไร แค่ตรรกะ เพราะธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านี้ มีลำดับอันน่าอัศจรรย์ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ไม่โกรกชัน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive