600310_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ ๔.docx
เนื้อหาในไฟล์
600310_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ 4 สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้ศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2560 ที่บ้านราชฯ พ่อครูได้เทศนาเกี่ยวกับ บุญ เป็นเรื่องที่ชาวพุทธต้องเข้าใจให้ชัดเจน แม่น ชัด คม ว่าบุญคือสิ่งที่จะทำให้วิบัติ ผลบุญคือสิ่งที่ทำให้กิเลสเสื่อมสลาย และคำว่า กาย คือจิต มโน วิญญาณ ต้องเป็นองค์ประชุม 2 ตัดกิเลสที่กาย โดยมีกรรมฐานคือเวทนา เมื่อวานนี้พ่อครูถามว่า เที่ยงหรือไม่เที่ยงอะไรสูงกว่า ก็คือเที่ยงสูงกว่า ความเป็นภพชาติ ธรรมกายทำให้คนหลงภพ คือจิตเราที่ตั้งความคาดหวังไว้ และความว่าง จากการตัดกิเลส กับว่างจากกา รสร้างภพนั้นต่างกัน พ่อครูว่า…มาดู sms 0894536xxxกราบนมัสการค่ะ ที่พ่อครูพูดว่าจะขยายความเรื่องไฟฌานและถามว่ามีสำนักไหนพูดเหมือนกันบ้าง หนูจึงอยากจะshare info ค่ะ เพิ่งฟังธรรมะของ สำนักนี้ค่ะ เตโชวิปัสนาhttp://www.techovipassana.org/ เน้นคำสอนเรื่องไฟฌานเผากิเลสค่ะ มีพูดถึงลำดับการพัฒนาจิตเบื้องต้น กลางและปลาย มีอุเบกขาเป็นสุดท้าย พูดเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา แต่ไม่ลงละเอียดแบบพ่อครู เน้นขับไล่กิเลส สู้ศึกภายในจิตใจ นิพพานคือว่างจากกิเลส เน้นแก้ที่สังขารและกล่าวว่าสังขารคือการกระทำทั้งปวงและคือกรรม แต่ที่หนูฟังแล้วไม่เข้าใจคือขั้นตอนที่ฆ่ากิเลส เหมือนเน้นให้นั่งสมาธิจนได้ฌานคือไฟแล้วเผาฆ่ากิเลส ที่สังเกตได้อีกอย่างคือไม่พูดถึงการล้างอัตตา การเห็นนิมิตต่างๆ คือยังมีมโนมยอัตตาใช่มั้ยค่ะ ไม่ทราบว่าพ่อครูเคยได้ยินการสอนของที่นี่มั้ยค่ะ เป็นพุทธแท้หรือไม่ หนูลองฟังดูเพราะพี่ที่ทำงานแนะนำ แต่ศรัทธาหนูไม่เปลี่ยนจากคำสอนของพ่อครูเลยค่ะ ยังฟังธรรมทุกวันหลังเลิกงาน ถ้าไม่ทันliveก็ฟังย้อนหลัง กราบขอบพระคุณในความเมตตาในการสั่งสอนธรรมนะคะ พ่อครูว่า…อาตมาว่าการปฏิ
อ่านต่อ
บัติของเขา หมายถึงการนั่ง ทำให้เกิดสมาธิ ศาสนาพุทธทุกวันนี้ อาตมามั่นใจเลยว่า ทุกคน อาตมาว่าไม่เหลือเศษ 99% เกือบ100% ก็เผื่อเอาไว้ คือว่าเขาเข้าใจว่า การนั่งสมาธิจะต้องนั่งหลับตา hypnotize เป็นการสะกดจิต และเขาก็ไม่ฉุกคิด ว่าการนั่งหลับตา คือการสะกดจิต เขาไม่ระแวง สำเหนียก ฉุกคิดว่าคือการสะกดจิต อาตมาก็ขอยืนยันว่า เป็นการสะกดจิต100% ถ้าให้อาจารย์พานั่ง อาจารย์ก็เป็นผู้สะกดจิต เหมือนธัมมชโยพาทำ สำนักอื่นก็เยอะไป แต่ถ้าเรานั่งเอง เราก็สะกดจิตตนเอง สมัยอาตมาเป็นฆราวาส เรียนทั้งไสยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มีสมาคมค้นคว้าทางจิต ไปร่วมกับเขา เขาตั้งข้อสังเกตการณ์ว่า การนั่งสมาธิ คือการสะกดจิต พยายามพิสูจน์หลายนัย อาตมาก็ไปทำด้วย ตามพิสูจน์ด้วย ก็ได้ความรู้ว่ามันใช่ นั่งหลับตาสมาธิคือการสะกดจิต สะกดให้หลับลึก เหมือนกันทุกอย่าง เขาจึงไม่มีการเรียนรู้อัตตา ตั้งแต่โอฬาริกอัตตา จนถึงมโนมยอัตตา แม้อรูปอัตตา อัตตา 3 เขาไม่รู้จัก ไม่ได้เรียนรู้เลย ถ้าไม่รู้จักอัตตา จะทำให้เกิดอนัตตาได้อย่างไร ถ้าเราจะจับโจร แต่ไม่ได้เรียนรู้ลักษณะของโจร ว่าเป็นอย่างไร แล้วจะไปทำร้าย ความเป็นโจรให้หายไป เราไม่ได้เรียนรู้ลักษณะต่างๆ แล้วจะไปจัดการแก้ไขโจร ให้เป็นคนบริสุทธิ์สะอาดได้อย่างไร และที่สำคัญไม่ใช่เท่านั้น ไม่ใช่เฉพาะศาสนาพุทธ ที่หลงสมาธิสะกดจิต พระพุทธเจ้าเองเริ่มต้น ออกแสวงหาตามประสาของ ผู้ที่ถูกครอบงำทางสังคม การครอบงำของสังคมว่า ปฏิบัติธรรมต้องออกป่า นั่งสมาธิ ในยุคนี้ก็มีค่านิยมแบบนั้นเช่นเดียวกัน ในสังคมศาสนา สมัยพระพุทธเจ้าก็ทำกัน พระพุทธเจ้าก็หลงไปทำตามเขา ลิงลมอมข้าวพอง ไปหาอาจารย์ก็ไปเจอกับ อาฬารดาบส ก็ไปนั่งกับเขาได้ฌาน 7 องค์ต่อมาอุทกดาบส ก็ไปนั่งกับเขา ก็ทำได้สำเร็จ แต่ท่านก็บอกว่า ไม่ใช่ของพุทธ แต่เสร็จแล้วทุกวันนี้ ก็จะไปนั่งให้ได้ฌาน 4 ฌาน7 ฌาน 8 อย่างนั้น แม้เอาพระไตรปิฎกมายืนยัน พระไตรปิฎกเล่ม 9 พระสูตรเล่ม1 เรียบเรียง คำสอนพระพุทธเจ้า ตั้งแต่พรหมชาลสูตร ท่านใช้คำว่า เจโตสมาธิ ทำให้จิตตั้งมั่นโดยการสะกดจิต จะได้ทิฏฐิ 62 เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งหมด แต่ก็อ่านพระไตรปิฎกกันไม่แตก ไปหลงกันที่อานาปานสติ นั่งดูลมหายใจเข้าออกเป็นกสิณ ในยุคโน้นเขาก็นั่ง พระพุทธเจ้าก็เอามากล่าวถึงว่า แม้จะทำอานาปานสติ ก็จะต้องมีโพชฌงค์ 7 มีสติปัฏฐาน 4 มีโพธิปักขิยธรรม 37 ไปนั่งหลับตาสะกดจิตจะหมดภายนอกที่จะรับรู้ ตาไม่รับรูป หูไม่รับเสียง ก็เลยสุญโญ ไม่เป็นวิปัสสนา มีแต่สมาธิหรือเจโตสมาธิล้วนๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะทำอานาปานสติ จะต้องมีสติปัฏฐาน 4 มีโพธิปักขิยธรรม 37 ในอานาปานสติ ก็มีสติปัฏฐาน 4 คือต้องเรียนรู้สังขาร จัดการสังขาร โดยทำอภิสังขาร ให้เป็นบุญให้กำจัดกิเลสให้ได้ จนเป็นอปุญญาภิสังขาร สั่งสมเป็นอเนญชาภิสังขาร เป็นการปฏิบัติอย่างลืมตาทั้งนั้น ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติตามสมาธิสามัญ จะเกิดสัมมาสมาธิ ไม่ใช่แบบเจโตสมาธิ แต่มีสมาธิทั้งด้านเจโตและปัญญา ทั้งสองด้านเลย โดยปฏิบัติในขณะทำงานอาชีพทุกอาชีพ ทำไปด้วยข้อปฏิบัติ สั่งสมสัมมาสมาธิ ขณะพูดอยู่ก็ทำสมาธิ ขณะคิดก็ทำสมาธิ ไม่ได้บอกว่า ให้ไปนั่งหลับตาทำสมาธิ อย่างนี้เป็นต้น ก็อ้างอิงหลักฐานคำสอน ของพระพุทธเจ้า อาตมาพยายามดึงกลับ ทำงานย่าง 47 ปีแล้ว แต่ในวงการศาสนา ก็เอาหูทวนลม อาตมาว่าได้พูดอย่างมีประสิทธิภาพ แต่คนไม่ค่อยรับ คนทำประสิทธิภาพนี้ไม่ได้ ทั้งที่อ้างอิงหลักฐานต่าง ในพระไตรปิฎกแล้ว เพราะลำพังตัวเอง คนก็ไม่ค่อยเชื่อถือนัก
0893867xxxทุกเพลงสัจจะชีวิตโดยพ่อครูฯมีเนื้อหาสาระธรรมทำให้ผู้ฟังเข้าถึงโลกุตระธรรมจากเพลงที่พ่อครูแต่งฯ ฟังทีไรจิตวิญญาณสงบเป็นเย็นใจทุกที!ช่างศิลป์อัปปิจฉะ เพลงๆ1ที่พ่อครูแต่ง!ฟังแล้วสร้างกำลังใจให้ตนเองอยู่กับโลกธรรมอันไม่จีรังได้ทุกกระแสที่ไหลไปตามคนโลกียะ คืออีกหนึ่งฟากฟ้า พ่อครูว่า…อีกหนึ่งฟากฟ้าทวนท้าทาย...ในประดาเพลง ที่อาตมาแต่ง เป็นเพลงโลกุตระทั้งนั้น เกือบทั้งหมด มีเพลงโลกียะไม่กี่เพลง แต่เพลงที่แต่งกันทั่วไป เป็นเพลงรักสัก 95% อาตมาแต่งเพลงกับเขาบ้าง แต่ส่วนมากเป็นเพลงโลกุตระ แม้เพลงผู้แพ้ ก็เป็นเพลงโลกุตระ นอกนั้นก็ดังบางเพลง ชื่นรัก ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง ก่อนสิ้นแสงตะวัน เพลงก่อนสิ้นแสงตะวัน ก็ไม่ใช่เพลงรักใคร่เลย ให้ข้อคิดอีก เพลงผกาดั่งนารี แต่พี่ตุ๋ย บอกว่าให้ชื่อเพลง มาลีนารี ตอนหลังพี่ตุ๋ยตายแล้ว อาตมาเลยตั้งว่า ผกาดั่งนารี เพลงโทนอาตมาไม่ได้แต่ง ในหนังโทนนี้อาตมาแต่งทั้งนั้น นอกจากเพลงโทน อาตมาแต่งลูกทุ่งไม่เป็น เปี๊ยกเขาต้องการให้เป็นลูกทุ่ง เพลงโทน สุชาติเขาแต่ง อาตมาแต่งเพลงอย่าบอน แต่เขาก็ว่ายังไม่ใช่เพลงที่ต้องการ ก็ให้สังข์ทองเขาร้อง เพลงกระต่ายเพ้อ ก็ให้สังข์ทองร้อง แต่เปี๊ยกก็ว่าไม่ใช่เพลงลูกทุ่ง อาตมาก็เอาเพลงกระต่ายเพ้อ ให้นักร้องขวัญดาวเขาร้อง ก็ดังอยู่ เพลงสัจจะชีวิต ยิ่งเป็นเพลงที่ไม่ใส่ทำนอง แต่เรียบเรียบกาพย์กลอน เป็นร้อยกรอง คัดคำมา เช่นเพลงอาริยะ เพลงชีวิต เพลงจอมโจรบัณฑิต เพลงไท อย่างละ 10 หมายเลข ก็เรียบเรียงคำร้อยกรอง ไม่ใช่ร้อยแก้ว ตอนหลังเอามารวมเป็นหนังสือ เงาฟ้าที่ท่าน้ำ ก็ถือเป็นเพลง แต่ไม่ใส่ทำนอง เรียบเรียงเป็นคำเชิงมีความคิด ก็แต่งไว้ไม่ใช่น้อย เพราะอาตมานี้ ชอบประพันธ์ กาพย์กลอน มาตั้งแต่อายุ 11-12 ปี ตั้งแต่เรียน ม.3 ม.4 สมัยก่อนนะ สมัยก่อนจบ ป.4 แล้วก็เรียน ม.1 ม.2 ครูคนแรกที่สอนกาพย์กลอน คือครูโทน ศรีจันทร์ มีกลุ่มนร.ที่ชอบแต่งกวีไปกินนอนอยู่กับแก พอปีใหม่ แต่งกลอน สคส. ส่งให้ ลายมืออาตมา ก็แสนจะไม่ได้เรื่อง ก็เขียน
โยนิโสมนสิการในแสงอรุณ 7 0893867xxxพ่อครูสอนการเกิดการตายของโอปปาติกะสรุปแบบภาษาชาวบ้านคือจิตอกุศลผุดวิญญาณสัตว์นรกในใจ!จิตกุศลเกิดวิญญาณเทวดาในใจ!ดับการผุดเกิดทุกสภาวะอารมณ์ความรู้สึกในจิตโดยมนสิกโรติจากการปฎิบัติโยนิโสมนสิการถูกไหม? พ่อครูว่า…ถูกต้อง โยนิโสมนสิการ หรือมนสิกโรติ ทำใจในใจ เดี๋ยวนี้ไม่ได้แปลกัน ว่าเป็นวิธีการจัดการกับใจ ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ต้องทำใจในใจ มนสิการ ต้องมีโยนิโสมนสิการ ต้องทำใจในใจเป็น แต่เขาไปอธิบาย มนสิกโรติว่า เป็นการพิจารณา เป็นเชิงคิด ไม่ใช่เชิงการกระทำ ไม่ใช่เป็นการจัดการกับใจ เป็นเชิงคิดพิจารณา เท่านั้นเอง ก็เลยไม่เข้าถึงการจัดการกับใจตนเอง ให้เปลี่ยนแปลง เป็นอภิสังขาร เป็นการทำใจในใจให้เปลี่ยนแปลง ชำระกิเลสเลย ปุญญาภิสังขาร มนสิการ จนทำให้อกุศลจิต หรือกิเลส ลดละจางคลาย หรือดับให้ได้ นั่นคือมนสิการ ผู้จะปฏิบัติธรรมมรรคมีองค์ 8 ก็ต้องปฏิบัติจัดการกับกิเลสให้ได้ จัดการกับจิตใจ ให้กิเลสลดลงไปได้ ในขณะกระทำอาชีพ กระทำการงาน กัมมันตะ ในขณะการพูดการคิด ก็จะต้องมีอภิสังขาร มีการจัดการกำจัดกิเลสให้ได้ ก็จริง ไม่เข้าใจอย่างที่ว่านี้ เพราะว่ามันตื้นเขินไปหมด ก็เลยได้แต่ตรรกะ หาเหตุผลเท่านั้น ไม่อ่านจิตในจิต ไม่แยกแยะจิตในจิต แล้วจัดการสักกายะ อัตตา โอฬาริกอัตตา สักกายะ องค์ประชุมรูปนามของตน ที่ปรุงแต่งเป็นอัตตา เกิดจาก ตาหูจมูกลิ้นกาย กระทบสัมผัสแล้วเกิดอาการขึ้นมา ต้องรู้จักแสงอรุณ 7 ก่อน จึงจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ เพราะโยนิโสมนสิการ ทำไม่ถูก จะมาปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้อย่างไร เมื่อไม่รู้จักแสงอรุณของพระอาทิตย์ แล้วจะรู้จักพระอาทิตย์ได้อย่างไร คุณบอกว่าพระอาทิตย์ เมื่อไปเห็นลูกมะเขือเทศ ก็ว่าคือพระอาทิตย์ เมื่อไม่เข้าใจว่า โยนิโสมนสิการ ก็จะไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ ที่จะเกิดได้เพราะว่า มีปรโตโฆษะ และโยนิโสมนสิการ คนทุกวันนี้ ไม่ปรโตโฆษะ จึงไม่เกิด โยนิโสมนสิการ ไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ ที่อาตมาพูดอยู่นี้คือ ปรโตโฆษะ พูดในอีกความหมายหนึ่ง คุณไปเข้าใจแต่ไหนๆที่ผิด ก็ยังมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้จักโยนิโสมนสิการที่ถูกต้อง ตามที่อาตมาอธิบาย สัมมาทิฏฐิ อันแรก ที่จะเกิดต้องเกิดจาก ปรโตโฆษะและโยนิโสมนสิการ เมื่อไม่มีแล้ว จะไปปฏิบัติอะไร ?
จะไม่มี ปัญญาวุฑฒิ 4 (ความเจริญด้วยปัญญา) 1. สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักคบบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) . 2. สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) 3. โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) . . 4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 248) อาตมาประกาศว่า คือสัตบุรุษ อธิบายธรรมะ แต่คุณก็ไม่ยอมรับ จึงไม่ได้ฟัง เพราะอวิชชาสูตรว่า 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61) เพราะคุณไม่เชื่อว่าอาตมาคือสัตบุรุษ จึงไม่เกิดการบรรลุตามลำดับ แม้ฟังธรรมไม่บริบูรณ์ ก็จะไม่เกิดตามลำดับ ในอวิชชาสูตรนี้ แล้วจะไม่รู้จัก รูป 28 โดยเฉพาะอุปาทายรูป 24 และจะไม่รู้จักนาม 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เพราะทำใจในใจไม่เป็น ก็จะไม่สามารถอ่าน เวทนา อ่าน เจตนา 3 ที่เกิดจากผัสสะ ในรูป 28 มีนาม โดยเฉพาะอุปาทายรูป มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นปสาทรูป มีโคจรรูปอีก 5 เมื่อเกิดทำงานร่วมกัน ก็จะเกิด ผัสสะ เมื่อเกิดผัสสะ จะเกิดภาวะสองคือภาวรูป คือนามธรรม อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ เมื่อรู้อาการอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ ก็ต้องให้แม่น เป็นหทยรูป อยู่ที่จิต แล้วอ่านชีวิตินทรีย์ของอาการจิต จะเป็นพีชะหรือจิตนิยาม ไม่ใช่แค่ดินน้ำไฟลม อุตุนิยาม มันเป็นนาม จนกระทั่งเกิดการสังเคราะห์สังขารเป็นอาหารรูป ปริเฉทรูป เป็นจิตเจตสิก จนทำให้เกิดวิการรูป เหลือลักขณรูปได้ เป็นอาการจิตที่ถูกเรารู้ ถูกสัญญากำหนดรู้ว่า อาการนี้คืออย่างนี้ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ ก็ไม่เข้าใจ ไม่ได้เรียนรู้รูป 28 แต่ไปเรียนเจตสิก 89 52 121 โดยไม่มีที่ตั้งที่พิจารณาให้ศึกษาว่าคือรูป เขาจะไม่สำคัญ รูป 28 แต่ไปหลงเจตสิก มันลัด เอานามโดยไม่มีรูป ยิ่งผู้ที่เป็นอาจารย์ใหญ่ เน้นแต่นามคือจิตเจตสิก คือ เน้นธรรมะ กาย เวทนา จิต ธรรม ก็เน้นธรรมะ ไปโน่นเลย ลึกเข้าไป ทิ้งภายนอกหยาบไปหมดเลย อาจารย์ที่สอนอภิธรรม ตั้งแต่สาวจนแก่ อายุมากกว่าอาตมา ก็เน้นว่า อันนี้ไม่ใช่ธรรมะ อันนี้เป็นธรรมะ เน้นธรรมะ เลยกาย เวทนา จิต เข้าสู่ธรรมะ
0893867xxxจิตสัตว์นรกจิตเทวดาเมื่อทำจิตในจิตถ่องแท้ชำระกิเลสเกิดบุญถูกตรงรู้ถึงสภาวะจิตรู้แจ้งธ.เจโตปริยญาณเกิดจิตอาริยะใหม่!สงสัย อลัชโย? โลกียะรู้ถึงยาก!อาริยะโลกุตระรู้แจ้งง่ายกว่ามั้ง! พ่อครูว่า…ธัมมชโยคือผู้ชนะโดยธรรม แต่ไม่ใช่เขา ควรถอดชื่อแล้วตั้งใหม่ให้ตรงความจริง
0859856xxxกราบนมัสการพ่อครูครับ ผมติดตามฟังพ่อครูตลอดครับ อาตมาเองแสดงธรรม มีคนดูถึงพันคนไหม?คนจะฟังโลกุตรธรรมนั้นน้อยนัก คนส่วนมาก จะฟังธรรมะประโลมโลกไม่ตรงสัจธรรม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ผ่านมาแล้ว 2600 ปี ก็เกิดจริงตามนั้น อาตมามั่นใจว่า ได้พูดโลกุตรธรรม คือธรรมะที่เกิดอัญญะ คือธาตุรู้อีกชนิดอื่น ของปุถุชน ธรรมดาคนในโลกเป็นปุถุชน มีธาตุรู้ตามประสาโลกียะ ฟังอย่างไรก็วนกับ โลกธรรม 8 ให้บำเรอ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อย่างนั้น จิตจะมาละหน่ายคลายอาการจิต ที่เราไปยินดี ในลาภ ยศ สรรเสริญ มันไม่ง่ายหรอก เป็น ความรู้ที่เราเห็นและเชื่อตามปฏิบัติตาม
เชื่อถือเชื่อมั่นเชื่อฟัง ความหมายของการเชื่อ อาตมาแยกเป็นสามคำ 1. เชื่อถือ 2. เชื่อฟัง 3. เชื่อมั่น เชื่อถือ ก็เหมือนกับคนที่นับถือศาสนาพุทธทั่วไป บอกว่านับถือศาสนาอะไรก็นับถือศาสนาพุทธ ใครฟังที่เขาบรรยายไหม ก็ฟังบ้าง แต่ไม่ค่อยจะลึกซึ้ง เข้าใจในคำสอน จนกระทั่งเข้าใจ ฟังจนกระทั่งเข้าใจ คนที่เชื่อฟังเป็นคนปฏิบัติตาม คนไม่เชื่อฟัง เขาจะไม่ปฏิบัติตาม สำนวนภาษาไทย เชื่อฟัง คนที่เชื่อถึงขั้นเชื่อฟัง คนในเมืองไทย มีความเชื่อถือศาสนาพุทธ 95% เชื่อถือ ใครจะมาแตะไม่ได้นะ แต่ฟังธรรมะ แล้วเชื่อปฏิบัติตามธรรมะ ก็มีไม่เท่าไหร่ แต่ไปเชื่อเดรัจฉานวิชาเยอะ ต้องไปฟังธรรมะชัดๆให้เข้าใจ แล้วเชื่อฟังทำตาม เมื่อปฏิบัติตามแล้วได้ผลสั่งสมลงไปในจิต เรียกว่าเชื่อมั่น ฐีติ ตั้งมั่น จึงเรียกว่าเชื่อมั่น เชื่อถือเชื่อฟังเชื่อมั่น จึงมีความหมายที่ต่างกัน ที่จะต้องเข้าใจให้ดีๆ อาตมาพยายาม define พยายามนิยาม สามคำนี้ให้ฟัง
ปรากฏการณ์จริง อาตมามาทำงานศาสนา บรรยายอธิบาย ก็มีคนมาสนใจฟัง นอกจากเชื่อถือแล้ว ก็เชื่อฟัง แล้วปฏิบัติจนได้ผล จนเปลี่ยนชีวิต ใครเคยเปลี่ยนชีวิต มาจากแต่ก่อนบ้าง ยกมือ...ยกมือกันทุกคน นี่คือปรากฏการณ์จริง เป็นสัจจะ phenomenon เปลี่ยนชีวิตมาเป็นคนสำเร็จจริงๆ
แต่มีไม่มาก มีมากแค่นี้แหละ เกือบ 50 ปีแล้วได้เท่านี้ พยายามบอกว่า ราชธานีอโศก อยากจะได้สมาชิกสัก 1,000 คน แต่งเพลงหนึ่งในพัน แม้จะน้อยแต่มีน้ำหนัก เหมือนปรอท มีน้ำหนัก แต่พวกธัมมชโยนี้ เหมือนโฟม ไม่มีน้ำหนัก แม้มีมาก พวกเราทำงานมีผลสำเร็จ มีคนมาเชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อมั่น ได้มรรคผล มีชีวิตเปลี่ยนไป มีชีวิตอยู่ที่นี่ ตายไปก็เยอะแล้วเผาให้ด้วย เอาชีวิตมาทางนี้ ทำตามกถาวัตถุ๑๐ วรรณะ 9 พุทธพจน์ 7 สาราณียธรรม 6 สาราณียธรรม 6 1. เข้าไปตั้งกายกรรม ประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง . 2. เข้าไปตั้งวจีกรรม ประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรม ประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผล ให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) . . 5. มีศีลเสมอสมานกันกับ เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) ศีล 5 เสมอศีล5 ศีล 8 เสมอศีล8 ศีล 10 เสมอศีล10 จุลศีลเสมอจุลศีล 6 . มีความเห็นเสมอสมานกันกับ เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย . (ทิฏฐิสามัญญตา) . . (ล.22 ข. 282-283) เมืองไทยมีเมตตากายกรรม ไม่ใช่น้อย อย่างกรณีธัมมชโยนี้ คณะเจ้าหน้าที่รัฐบาล มีเมตตามากเลย แต่เป็นคนสุดดื้อด้าน หน้าด้านหน้าทน ถ้าเขาไม่เมตตา อาตมาว่าไม่เหลือ อย่างธรรมกายนี่แหลกแล้ว นี่คือสิ่งที่ยืนยันได้ แต่เมืองไทยยังไม่สามารถทำให้ถึงขั้น ลาภธัมมิกา แล้วรวมเป็นสาธารณโภคีไม่ได้ เพราะว่า ศีลไม่สามัญตา ทิฏฐิไม่สามัญตา แต่เมตตาเมืองไทยมีเมตตา มีความเมตตาที่มาก มีคนตั้งข้อสังเกตว่า คนไทย ไม่มีใครอดตาย ขอทานก็ไม่อดตาย ยากจนขนาดไหนก็ไม่อดตาย มีคนขุดคุ้ยคนยากจนออกทีวี ก็ช่วยกัน เปิดบัญชีช่วยกัน ไม่รู้กี่ช่อง นอกจากไม่รู้กัน ก็เป็นตามวิบาก แต่ถ้ารู้ก็จะช่วยกัน มีเมตตาดีคนไทย ก็อบอุ่นเป็นเชื้อของศาสนา สาราณียะ คำว่า สารา คือสาระ คือสาระของมนุษยชาติ จะไม่ปล่อยปละละเลย จะไม่ทิ้งกัน จะมีการระลึกถึงกัน มีความญาติดี เมตตากัน มันมีเยื่อใย ไม่ใช่ใจดำอำมหิต มันเป็นจิตอันประเสริฐ พวกเรานี่ มาปฏิบัติธรรมแล้ว เราเห็นแก่ตัว ระลึกถึงแต่ตัวเอง น้อยลงๆ แล้วเราก็แปรจิตวิญญาณ ที่แต่ก่อนเห็นแก่ตัวเอง มาแปรเป็นความรัก มิติที่กว้างขึ้น เป็นความรัก เป็นความเอื้ออาทร เอื้อมเอื้อเกื้อกว้างไปได้มากขึ้น จากแค่คู่เรา ไปลูกเราญาติเรา ไปสังคม ชาติ ไปถึงมวลมนุษยชาติ เอื้อมเอื้อเกื้อกว้างออกไป ไม่ใช่นึกถึงแต่ตัวเอง หรือกลุ่มของตัวเอง เห็นแก่คนอื่นๆ ที่สมควรช่วยเหลือ จะเห็นได้ถึง ระเบิดของความรักที่เกิด ขณะนี้ก็ยังเกิด อยู่ที่สนามหลวง เป็นคนแสดงออก ซึ่งความเกื้อกูล เอื้อเฟื้อเจือจานแจกจ่าย ช่วยเหลือเกื้อกูลกันที่สนามหลวง เป็นพฤติกรรมสังคมที่ มันไม่ได้เกิดง่ายๆ มีจุดชนวนสำคัญ คือ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อสิ้นพระชนม์ลง คนก็เลยรู้สึก ฤทธิเดชของสิ่งประเสริฐที่สุด ของในหลวง ก็มาแสดงออก ว่าฉันเป็นลูกในหลวง อย่าว่าฉันรับอะไรไม่ได้นะ ฉันรับความ เอื้อเฟื้อเจือจาน ก็เลยมาแสดงออกกันเยอะแยะ ที่สมเด็จพ่อแสดงมา 70 ปี อย่านึกว่าลูกๆไม่ได้รับนะ แต่รับได้อยู่ และมาแสดงออก คนต่างประเทศมาก็เลี้ยง คนในประเทศมาก็เลี้ยง พวกทัวร์ต่างชาติ มาก็ทุ่นค่าใช้จ่ายนะ ทุ่นค่าอาหาร ก็แวะไปสนามหลวง
สมาธิหลับตาพาไปแย่ง สมาธิลืมตาพาไปแบ่ง อาตมามาพาพวกเรา ลดความแย่ง มีแต่ความแบ่ง การแบ่งให้มากขึ้น ไม่ไปแย่งสำเร็จนะ อาตมาว่า พวกเราทำสำเร็จ แย่งน้อยลง แต่ก่อนนี้แย่งจัง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ละ การปฏิบัติธรรมที่มีมิจฉาทิฐิ ไปปฏิบัติให้จิตเราเจริญ เรียกว่า อธิจิต คือทำให้จิตเกิดสมาธิ วิธีปฏิบัติให้จิตเกิดสมาธิ ไม่ได้เรียนรู้การแย่ง แล้วเปลี่ยนแปลงมาเป็นแบ่ง ตัด เป็นนั่งสะกดจิต ก็เลยไม่เข้าหลักเกณฑ์ ก็เลยไม่รู้ว่าจิตใจเราเป็นนักแย่ง มาเปลี่ยนแปลงเป็นนักแบ่งไม่สำเร็จ ศาสนาพุทธนั้น สอนให้คนเลิกลดการแย่ง มาเป็นการแบ่ง จึงเรียกว่านักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐกิจ ส่วนคนที่เอาแต่แย่ง เขาเรียกว่าผีกระสือเศรษฐกิจ ผีนรกเศรษฐกิจ มีไหมในสังคม แล้วเขาเรียกพวกนี้ว่านะเศรษฐกิจ แท้จริงคือผีกระสือเศรษฐกิจ เสฏฐะ แปลว่าเจริญ การไปแย่งเอามาให้แก่ตัวเองมากๆ ไม่เรียกว่าประเสริฐ แต่เป็นผีนรกเป็นผีกระสือ แย่งโดยใช้เฉโก เฉลียวฉลาดหลอกให้คนหลง ภาษาสมัยนี้เรียกว่า ประชานิยม หรือทุนนิยม หลอกคนอื่น แย่งคนอื่นด้วยเลศเล่ห์ ไม่ให้เขารู้ทัน ว่าเราแย่งเราเอา ไม่ได้แบ่ง แต่ปะหน้าด้วยการแบ่งเอาแบ่งมาเสแสร้งหลอกลวง แต่จริงๆแล้วเป็นการแบ่งอย่าง boomerang มีวิถีโค้งที่ทำให้คนจับไม่ได้ ขว้างไปไกลเลย เหมือนออกไปตรง แต่อ้อมกลับมาหาตัวเองได้ คนก็จับไม่ทัน นึกว่าคนนี้ ไม่เอามาให้ตัว แต่แท้จริงแล้ว ยอดเหลี่ยมยอดหลอก นั่นคือคนไม่จริงใจก็มีเห็นแก่ตัว จนกว่าคุณจะมาแบ่ง อย่างจิตใจไม่เห็นแก่ตัว จะแบ่งได้ ต้องมีของสุจริตที่ตนเองสร้างเป็นสิทธิ เราจะแบ่งแล้วไปเอาของคนอื่นมาแบ่งก็ไม่ได้ ไม่ใช่สิทธิของเรา เราก็ต้องสร้างต้องผลิตต้องทำงาน มีผลผลิต อย่างน้อยก็มีแรงงาน แล้วจะมีสิทธิส่วนได้ แบ่งคนอื่นได้ คนที่ไม่ทำงานอะไร เสร็จแล้วก็จะบอกว่า จะมาแบ่งๆ แล้วจะเอาอะไรมาเป็นเพราะไม่ทำงานอะไร ก็จะไปเอาของคนอื่นมาแบ่ง โดยใช้วิธีการ เล่ห์เหลี่ยม เพื่อจะเอาของคนอื่นมาแบ่ง วิธีการอันนี้เรียกว่า ทุนนิยม
อาตมาได้พูดกระจายความขยายความไป ดูแล้วโลกมันไม่ได้พ้นอัตตา อัตตนียา ที่เห็นแก่ตัวเอง เอามาเป็นของกูตัวกูเลย ศาสนาพระพุทธเจ้า จึงให้เรียนรู้อัตตา อัตตนียา ยึดเป็นเราเป็นของเรา แล้วลดละเลิก ไปยึดโอฬาริกอัตตามากมาย วิธีคนในโลก ก็หาทางเอามาเป็นของตัวเอง จากชาติโน้นชาตินี้ เอามาให้แก่ตัวเองได้มากๆ ใครไปแย่งของคนอื่นได้มากๆ แล้วเข้าใจว่า ตัวเองมีความเก่งมีอิทธิพลแย่งได้มาก คนนี้ไม่รู้ พูดถึงประเทศต่างๆ อาตมานึกถึงบรูไน กับ ภูฏาน บรูไนเป็นประเทศเล็กมีประชากรน้อย มีทรัพย์สมบัติในประเทศเยอะ ประชากรของเขามี 370,000 คน เด็กเกิดมาก็มีเงินเดือนเลย มีรายได้จากรัฐบาล เพราะฉะนั้น ประเทศบรูไนจึงเป็นประเทศที่สบาย เพราะเขามีน้ำมันเยอะ คนเขามีน้อย แต่ทรัพยากรน้ำมันมีมาก เป็นทองคำดำเยอะ บ้านเรือนสามารถสร้างด้วยทองคำจริงๆ ถ้าเป็นเมืองไทยก็ไม่เหลือ เขาก็ไม่แย่งคนอื่น จึงเป็นประเทศที่ไม่รุกรานใคร ภูฏานเขาอาจไม่รวยเหมือนบรูไน แต่เขาก็พออยู่พอกิน มีความเข้าใจมีวัฒนธรรม ประเทศไทย ไปเอาอย่างประเทศที่แย่งคน อย่างเช่น ประเทศอเมริกา สารพัดจะไปแย่ง จากประเทศอื่น ขนาดบ่อน้ำมันของตัวเอง ก็มีไม่น้อย ในประเทศอเมริกา แต่ไม่ขุด เอาเก็บไว้ แต่ไปเที่ยวได้เอาของคนอื่น มันเห็นแก่ตัวขนาดนั้นร้ายกาจจริงๆ
เป็นนิสัยเป็นจิตวิญญาณของแต่ละคน ไม่ได้พูดลงโทษ แต่เป็นสัจจะของเขา นอกจากจะแย่งชิงโลกมากแล้ว เห็นแก่ตัวจัด แล้วยังฟุ้งเฟ้อหลงใหญ่โตหรูหรา เป็นยอดของการแข่งออกแบบ หลอกลวงมนุษย์ให้หลงใหลทุ่งสวยหรูหราสวยงาม มอมเมาคนเหมือนสำนักธรรมกาย ให้หลงสวยงามหรูหราใหญ่โต วิจิตรพิสดารแปลกต่างๆนานา ออกแบบมาสารพัด ที่ไม่เคยมีในโลก อุตริสร้างวิมานหลอกคน ตื้นๆปะหน้า แต่ลึกๆหลอกให้คนหลงติดๆ เห็นแก่พวก ที่เขาเห็นแก่ตัวนี้คือมีต้นตอ แกนคือธัมมชโย จนกระทั่ง สร้างบริวารให้เห็นแก่ตัว เห็นแก่พรรคพวก ทุกวันนี้ทางการรัฐบาล ทำงานหนัก เพราะความเห็นแก่ตัว เห็นแก่พวก ของธรรมกายทั้งสิ้น เชื้อโรคร้ายอันนี้ คือ เห็นแก่พรรคพวก เห็นแก่ตัวทั้งสิ้น เป็นโรคที่เลวร้ายมาก ดึงดันดื้อด้านอยู่ พูดไม่รู้เรื่อง โง่ไม่เสร็จ จะพูดอย่างไร กูก็จะโง่อยู่อย่างนี้ ก็ไม่เสร็จโง่ไม่จบ โง่ไม่หยุด จนไม่รู้จะโง่ไปถึงไหน อาตมาเห็นใจ คณะรัฐบาลและ DSI และคณะบริหาร จนไม่รู้จะทำอย่างไรต้องใช้มาตรา 44 ทั้งที่เขาไม่อยากใช้ แต่มันสุดยอดใช้แล้ว เขาก็มาร้องว่า อย่าใช้เลยมาตรา 44 ใครเขาจะไปเชื่อ ก็เพราะว่าคุณเองทำเอง ถ้าคุณออกมา รับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ใครเขาจะไปใช้มาตรา 44 แต่นี่ตัวเองทำให้เขาใช้ จะมารับรองได้อย่างไร เขาไม่ได้รีบร้อนใช้ แต่คุณเองต่างหากทำตัวเอง จนเขาจะต้องใช้ ขนาดใช้แล้วก็ยังดื้อด้าน เหนือหลักเกณฑ์ จนกระทั่ง อาศัยอำนาจของ สถาบันหลักของประเทศ 1 ใน 3 คือสถาบันของ ศาลสถิตยุติธรรม ยังดื้อดึงดันต่อศาล มันควรจะให้อยู่ในประเทศไหมนี่ มันใหญ่กว่าทุกสถาบัน ไม้ตายคือไม่ทำรุนแรงสำเร็จ ก็เลยแข่งกันว่า ใครอย่ารุนแรง ใครรุนแรงแพ้ เยี่ยมยอด สงครามแบบนี้ใช้เวลา ใจร้อนไม่ได้
เรามาอธิบายเนื้อหาสาระธรรมะต่อ วิชชาประกอบด้วยปัญญา ปัญญา เป็นธาตุรู้ที่ประกอบจากอัญญะ ที่ไม่ใช่ความรู้ของปุถุชน คนทั่วไปธรรมดาสามัญ ที่มีความรู้แบบ เฉกะหรือเฉโก หรือเฉกาหรือเฉกตา ไม่มีความฉลาดชนิดแปรเปลี่ยน ไปจากความฉลาดนี้ คนอยู่ในเรื่องที่จะต้องได้รับยศสรรเสริญ ไม่มีเปลี่ยนแปลง ชีวิตจะต้องมาแย่ง ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ที่เป็นของเท็จไม่มีตัวตน แต่ของพระพุทธเจ้า ต้นความรู้ใหม่ที่จะตั้งต้น เป็นธาตุรู้ตัวใหม่ เรียกว่าอัญญะหรืออัญญา ผู้ที่เข้าใจอย่างลึก หันทิศทางกลับเลย เราเคยตั้งจิตไว้ผิด เชื่อผิด เหน็ดเหนื่อยหนักหนามา ไม่รู้กี่ชาติ ยังจะเอาลาภยศสรรเสริญ คนนี้รู้สึกอย่างนี้ปั๊บ ก็จะพากเพียรเรียนรู้จิตตัวเอง เพื่อจะพัฒนา อัญญะ ให้พัฒนามาเป็น ปัญญา จากอัญญะ มาเป็นปัญญา ให้ฉลาดอย่างอื่น ที่เป็นความฉลาดอย่างโง่ๆโลกียะ จนกระทั่ง ทำให้ตัวเองเปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนการกระทำของตัวเอง มาเป็นนักสร้างสรร ขยันหมั่นเพียร สร้างสรรแล้วก็อ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive