600129_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ธรรมะสามกับอรหันต์ไทย-อรหันต์พุทธ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข4 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

600129_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ธรรมะสาม กับ อรหันต์ไทย-อรหันต์พุทธ

สมณะเพาะพุทธว่า...วันนี้ตรงกับวันที่ 29 มกราคม 2560 เป็นวันอาทิตย์ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 ปีระกา แรกเริ่มดูปฏิทินก็คิดว่า คนทำปฏิทิน ทำผิด เพราะคิดว่า ยังไม่ถึงปีระกา แต่อีกสักพัก สมณะ ตึ่งนั๊ง (เชื้อสายจีน) ก็บอกว่า ในปฏิทินของคนจีน ถือว่าขึ้นปีระกาแล้ว ก็เป็นความผิดพลาดของอาตมา วันนี้ได้เรียนรู้ว่า ชาวจีนเปลี่ยนปี ในเทศกาลตรุษจีน เราก็จะได้ฝึกไม่ยึดมั่นถือมั่น ใน สัญญาย นิจจานิ ซึ่งสืบเนื่องจาก รายการพุทธศาสนาตามภูมิ เมื่อคืนวานนี้ ก็เป็นเรื่องแรก ที่ให้ข้อสังวรแก่ผมนะครับพ่อท่าน ก็จะได้เรียนรู้สมมติ ที่เรากำหนดผิดหมายไป อีกเรื่องคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีคู่พระบารมีอยู่ 2 ท่าน เป็นฝาแฝด คือ ก.ไก่ กับ ข.ไข่ ก.ไก่คือคุณแก้วขวัญ จากไปเมื่อ 15 กันยายน 2559 ข.ไข่คือ ขวัญแก้ว จากไป มีข้อสังเกตคือ คุณแก้วขวัญ เป็นฝาแฝดผู้พี่ จากไปเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 จากนั้น ในหลวงของเรา รัชกาลที่ 9 ทรงจากไป เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 จากนั้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2560 คุณขวัญแก้ว ก็ได้จากไป มีความรู้ที่อยากจะฝากไว้ในที่นี้ว่า คำว่าปรมินทร์ มาจากบรม กับอินทร์ แปลว่า ผู้ยิ่งใหญ่ คำว่า ภูมิพล แปลว่าพลังแผ่นดิน อดุล คำว่า อ แปลว่าไม่ ดุล คือเทียบ คำว่า อดุล คือไม่อาจเทียบได้ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินอันไม่อาจเทียบได้ วันนี้พ่อครูจะได้มาแสดง วิถีอาริยธรรม เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่พวกเรา ก่อนจะฟังพ่อครู ก็อ่านข้อมูลพระอรหันต์ 28 องค์ ที่มีคนรวบรวมไว้

อรหันต์ไทย ยังไม่ใช่อรหันต์พุทธ พ่อครูว่า...เมื่อพูดถึงพระอรหันต์ของไทย ก็จะพูดเรื่อง พระอรหันต์ไทยก่อน อรหันต์ไทย ก็คือ

อ่านต่อ

อรหันต์ไทย ยังไม่ใช่อรหันต์พุทธ ไทยคืออิสระ ตามความเชื่อของชาวไทยในปัจจุบันนี้ ปัจจุบันอื่นที่ผ่านมา 1,000 ปีที่แล้ว 2,000 ปีที่แล้วเป็นต้น ก็ยังไม่ใช่อรหันต์แบบนี้ อรหันต์ไทยเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ศาสนาพุทธ เพิ่งผ่านไป 500 หรือ 600 ปี ก็ยังเป็นอรหันต์ ที่มีเนื้อแท้ของความเป็นอรหันต์ครบ ทั้งสมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ สมบูรณ์ ยิ่งกว่าทุกวันนี้ ทุกวันนี้ศาสนาพุทธ ผ่านมาถึง 2,605 ปีแล้ว มันก็เพี้ยนไปไกลมากแล้ว ขอพูดเลยนะว่า ตรงกันข้ามกันแล้ว คือในศาสนา มันมีศาสนาอยู่ 2 อย่าง ศาสนาเทวนิยม กับ อเทวนิยม พอมาถึงทุกวันนี้ ศาสนาพุทธไม่เหลือ อเทวนิยมแล้ว กลายเป็นเทวนิยมเต็มรูป อรหันต์จึงเป็นอรหันต์ของเทวนิยม ซึ่งถ้าเป็นเทวนิยมแท้ ๆ เขาจะไม่มีเรื่องของอเทวนิยม มาทำให้เขาไม่สะอาด เขาก็เป็นเทวนิยมซื่อๆ เต็ม 100 ของเขา แต่ของพุทธนี้ซวย ที่เป็นอเทวนิยม แต่เพี้ยนกลับเป็นเทวนิยมไป เลือนไปก็เลยกลายเป็นเปื้อน จะตัดออกก็ไม่ได้ ประวัติศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม จะเอาไปทิ้งก็ไม่ได้ เลยกลายเป็น เทวนิยมก็ไม่เต็ม อเทวนิยมก็ไม่เต็ม เปื้อนด้วยโมหะ โดยมิจฉาทิฏฐิ เลอะเทอะไปหมด โมหะนี้แย่ เพราะว่าอะไรก็ไม่ใช่สักอย่าง ขอเจาะลึกเข้าไปตรงที่อรหันต์ อาตมาขอพูดเลยว่า ชาตินี้อาตมาเกิดมา ยืนหยัดความจริง ของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธศาสนา ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็แล้วแต่ ก็พูดด้วยจริงใจที่ออกมาทำงาน จะครบเข้า 50 ปีแล้ว ทำงานศาสนาโดยตรง หรือจะว่าอาตมาแ ก่วัด พอได้ ก็ขอพูดเปรี้ยงๆ มั่นใจว่าที่พูดนี้ไม่ผิด ต้องไปแก้ไข ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นในความเห็นเดิมอยู่ ก็ต้องแสดงอย่างหนัก และแรงขึ้นเรื่อยๆๆ สงสารคนที่เขาเข้าใจอรหันต์ตอนนี้ เขาหลงเชื่ออย่างสนิทจริงใจ เชื่อสนิทใจว่า อรหันต์เป็นอย่างที่เขาเข้าใจ แก้ไขก็ไม่ได้ ส่วนคนที่ลังเลอยู่ ก็ยังพอมีหวังแก้ไข หรือพวกแสวงหาอยู่ ยังไม่เชื่อก็ง่าย ยิ่งผู้ใดมีบารมี เข้าใจความเป็นพุทธได้มากกว่าสิ่งที่ผิดเพี้ยน ก็ง่ายขึ้น ส่วนผู้มั่นใจ แม่นมั่นว่า พุทธที่สัมมาทิฏฐิสัมบูรณ์ คืออย่างไร ก็มาช่วยกัน คนเข้าใจว่า ตนเองเชื่อความเป็นพุทธ อย่างสัมบูรณ์ทั้งนั้น เป็นอัตตาของเขา อาตมาก็เข้าใจเขา ไม่ไปทะเลาะกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่เห็นแย้งกับท่าน จนมากคน ละขั้ว ท่านก็บอกว่า เธอก็เห็นอย่างนั้นของเธอ เราก็เห็นอย่างเรา ต่างคนต่างยึดถือคนละขั้ว มันก็แย้งกันอยู่ เป็นธรรมชาติ ธรรมดาของความเห็น ไปบังคับกันไม่ได้ ที่เขาเข้าใจพระอรหันต์ว่าเป็นเช่นนี้ จะเอียงไปข้างฝ่ายฤาษี เทวนิยม เป็นฝ่ายพวกอยู่ในภพ ธรรมะมันมี 3 อย่างใหญ่ๆของพุทธ 1. พวกยังไปข้างภายใน ลึกดำเข้าข้างในสุด ไปหาประเภท ดับ เป็นสุญญตา ดับถือว่าสูญ ว่าง เป็นสายสุภกิณหา 2. สายสว่างลืมตามองโลก ถ้าว่างก็คือสว่างโล่งไป ไม่มีอะไรสะดุด สะอาด สว่าง สงบ นั่นคือ คนที่เอาสะอาด สว่าง ตรงกันข้ามกับสุภกิณหา คือพวกอาภัสรา 100% 3. ส่วนคนพวกบ้าๆบอๆ อย่างธรรมกาย สว่างจ้า แต่มืดบอดสนิทภายใน เป็นพวกบอดตาใส พวกนี้ทั้งน่าเกลียด น่ากลัว น่าทุเรศ อย่างที่เขาปฏิบัติตนเองอยู่ ไม่มี หิริโอตตัปปะ ไม่ละอายต่อบาป หน้าด้านหน้าทน อย่างไม่มีใครทำได้เท่า ขออภัยที่พูดนี้ พูดเป็นสภาวะธรรม ไม่ได้ด่าใครนะ พูดเป็นภาษาวิชาการ หน้าด้านหน้าทน จนคนอื่นไม่หน้าด้านพอ จะไปเผชิญกับเขา ไม่กล้าเลย เพราะกลัวรัศมีความหน้าด้านหน้าทนที่จัดจ้าน คนชนิดนี้ เขาจะมีบาป มีภัย ของตัวเองหนักสุด มาวิจารณ์อรหันต์ต่อ พระอรหันต์ด้านสายสว่างเกินเลย ไม่ ใช่ อาภัสราสามัญ อย่างสาย ท่านพุทธทาส คือ สะอาด สว่าง สงบธรรมดา พวกมืดนี้ก็มืดตื้อไป สุดๆได้อย่างอุทกดาบส แต่อาฬารดาบสยังมืดได้ อย่างไม่ละเอียด พอที่จะรู้จักความแว้บตัวนี้ ที่เล็กละเอียดเกิน มันแว้บมาแกไม่รู้เรื่อง เพราะมันละเอียดกว่า แต่อุทกดาบส ก็ดับได้เก่งกว่า จะดับได้เก่ง เป็นฌาน 8 พระพุทธเจ้าออกบวช ก็ไปพบอาฬารดาบส อุทกดาบส ท่านก็ทำฌานแบบนี้ ได้เท่ากับเขาเลย จนสองคนนี้ ยอมรับว่าเทียบเท่าเรา ที่จริงท่านทำได้เก่งก ว่า แต่อาฬารดาบส อุทกดาบสว่าได้เท่าเรา แต่ปฏิเสธไม่ได้เลย ก็บอกว่าเท่าเรา เพราะว่าสูงสุดรู้เท่านี้ ก็เลยบอกว่าเท่าเรา พระพุทธเจ้า ตีทิ้งทั้งสองแบบเลย บอกว่านั่นไม่ใช่ทาง ฟังไว้พวกนั่งหลับตาทั้งหลาย โดยเฉพาะสายหลับตา แบบอาฬารดาบส อุทกดาบส เข้าไปถึงฌาน 8 ในภพ ท่านตีทิ้งเลย พระพุทธเจ้าก็หลีกไปหาทางอื่น จนกระทั่ง ท่านมารู้ของท่าน ว่าการเข้าใจในทิฏฐิ 62 ชนิด เป็นเช่นนี้เอง พวกนั่งหลับตาหนักสุด 18 อย่าง มีแต่จมอยู่ในอดีต 18 อย่าง พวกนั่งหลับตา จะไม่ปรุงในอนาคต จิดมันก็จะสามารถรู้ได้ หยั่งได้ถึง 18 อย่าง ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร บอกไว้ ส่วนอนาคต 44 ทิฏฐิ ก็เป็นพวกนั่งหลับตา ระลึกไปในอนาคต อนาคตที่มันยังไม่เป็นจริง 39 อนาคต (อนาคต คือ ยังไม่เกิดจริงเป็นจริงเลย ) และมีอีก 5 ทิฏฐิ เป็น 44 ถ้าอย่างนี้ เป็นปัจจุบันในขณะนั่งหลับ คือภพของ กาม และฌาน 1 2 3 4 รวม 5 ภพนี้ รวมกับ 39 ก็เป็น 44 ทิฏฐิ ของพวกนั่งหลับตาทั้งนั้น นี่คือทิฏฐิความเห็น ความรู้ในประดามี ที่พระพุทธเจ้ าบอกว่า ทิฐิของมนุษย์ มีเท่านี้แหละ ไม่มีละเอียดกว่านี้ 62 ทิฏฐิ มีเท่านี้ คนที่จะหลงพระอรหันต์ ก็หลงได้ สายหลับตาเขาก็นึกว่า เป็นพระอรหันต์ นั่งสะกดจิต หลับตาเข้าไป ยิ่งไม่รู้อะไร แต่เขาก็บอกว่า สูงสุดคือพระอรหันต์ นั่งหลับตาก่อนเก่ง เอาไปเลยว่าคืออรหันต์ เพราะว่ามันดับความรู้ ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก นั่นคืออรหันต์สายดับหลับตามืด สุภกิณหา ส่วนสายสว่าง ก็ตรรกะไป อย่างสายท่านพุทธทาส ผู้ที่คิดตรรกะ ฟุ้งซ่านไป ขออภัย ที่พูดพาดพิง ท่านก็พูด สะอาด สว่าง สงบ ส่วนพวกเลอะที่สุด คือธัมมชโย ปนมั่วไปหมด มืดก็จะเอา สว่างก็เอา จนกลายเป็นมืดตาใส เขาก็สะกดจิตให้เห็นใส แต่มืด ไม่รู้ในความใสนั้น แบบนี้คือพวกตาบอด ตาใส คนก็หลงว่าเขาเห็นอยู่ว่าใส ตารับแสงอยู่นะ แต่มันมืด ก็เลยหนักยิ่งกว่าอาภัสราตาใส เป็นพวกสะกดจิต สายท่านพุทธทาส ก็ยังมีการสะกดจิต แต่ก็เน้นลืมตา มากกว่าสะกดจิต เอาลื มตา และคิดเป็นตรรกะไปสารพัด ต่างๆนานา จึงมีเหตุมีผล ตรรกะคือเหตุผล ชาวปัญญาชน จึงชอบ เพราะว่ามันมีเหตุผล ส่วนธัมมชโย ไม่มีเหตุผลเลย เผด็จการใหญ่ แล้วเอาเรื่องลึกลับมาพูด สะกดจิต ไปเห็นรูปภพ อรูปภพ มโนมยอัตตา รูปอัตตา อรูปอัตตา เอาอัตตา 3 มาหลอกคนหมด โดยตนเองไม่รู้จักอัตตา 3 นั้นเลย ส่วนทางด้านท่านพุทธทาส เอาโอฬาริกอัตตา ที่ยืนยันกันได้ มาใช้กับคน คนก็ใช้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ตามโอฬาริกอัตตา ตามที่คนประเมินตนเองว่าขนาดนี้ ไม่ทุกข์ของแต่ละคน อุปาทาน คนไหนทนได้มาก ก็ลืมตาทำ เช่น คนๆนี้ทนร้อนได้มาก ก็ทนร้อนอย่างลืมตา คนนี้ติดยึดในรสชาติ หวานเปรี้ยวอย่างไร ก็เอาแค่นี้ ไม่รู้จัก สุข ทุกข์ ว่าคืออันเดียวกัน คุณสามารถเรียนรู้ เหตุแห่งทุกข์จบหมด สุขก็หมดไป สุขก็หมดทุกข์ก็หมด ซึ่งไม่สามารถรู้ เวทนา 108 เป็นเวทนาในเวทนา เวทนา เป็น กรรมฐานเดียวของศาสนาพุทธ แต่เลือนไป หนักเข้า อาจารย์รุ่นหลังก็บอกว่า กรรมฐานคือกสิณ 40 ไม่เข้าใจจะเรียนรู้เวทนา 108 ถ้าเรียนรู้ครบ 108 จะสมบูรณ์เลย รู้กายคือรูปนาม แยกรูปนาม ให้เป็นรูปนามทางจิต เป็นรูปจิต อรูปจิต ไปเรื่อยๆ ล้างกิเลสไปตั้งแต่กามภพ เหลือรูปจิต อรูปจิต เป็นอัตตาภายในก็ล้างต่อ เป็นอนาคามี เป็นต้นไป ล้างหมดจบ ก็เป็นอรหันต์สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อความรู้ธรรมะเพี้ยน สายหลับตา กับสายหลับมั่ง ลืมตามั่ง อย่างสายท่านพุทธทาส ส่วนสายหลับตาบ้าง ลืมตาบ้าง อย่างธัมมชโยมั่วๆ ก็ผิดเพี้ยนเลอะไปหมด แล้วใช้ตรรกะทางโลก มาครอบงำคน คนที่ถูกธรรมกายครอบงำ จะโง่สนิท โง่อย่างที่ใครไปพูดอย่างไร เขาก็ไม่รู้เรื่อง เพราะว่าหนึ่งถูกสะกดจิตอย่างสมบูรณ์ อยู่ในภพนั้นเลย ไม่คลี่คลาย ไม่เปลี่ยนแปลง จะฟังอะไรข้างนอก ไม่รู้เรื่องหรอก ไม่เข้าใจ โง่สนิท อยู่กับโลกของเขาอย่างนั้น จึงสามารถมีบริวารได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ เพราะว่าสะกดจิตไว้สำเร็จแล้ว ใครไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย จึงมีกองทัพมวลชนของเขา ประเทศไทยแก้ไขยาก เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะ ถือระบอบประชาธิปไตย เอามวลชนเป็นที่ตั้ง ก็จำนนไง เดี๋ยวปะทะกับมวลชน เป็นเรื่องที่เซนซิทีฟมาก แต่ที่จริง ไม่ใช่มวลชนจำนวนใหญ่ของประเทศไทย ขอบอก DSI หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จะไปเข้าใจว่า จะต้องปะทะกับมวลชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่ แต่แท้จริงคือส่วนน้อย ที่เขาถูกสะกดจิตไว้ กำแพงมวลชนของธรรมกาย เป็นส่วนน้อยส่วนนิด ไม่ใช่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยเลย จะไปแก้ไขก็ยาก เพราะเขามืดสนิท โง่สนิท บอดสนิทแล้ว แก้ไขได้ยาก คนจึงอย่าได้เกรงใจ จัดการด้วยกฎหมายธรรมดานี่แหละ ค่อยๆจับเข้าคุกไปเลย ถ้าเอาธรรมกายเข้าคุกสัก 1,000 คน จะตื่นเลย คนอื่นจะคลาย ไม่ต้องเอาหมดหรอก ใช้กฎหมายธรรมดานี่แหละ คอยๆจับไปเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เริ่มทำบ้างแล้ว ยังไม่เจาะเข้าที่บุคคลเท่านั้น ยังเจาะเป็นองค์กรหรือส่วนรวม ก็เลยได้ 300 กว่าคดีเท่านั้น ยังมีกฎหมายย่อย มีอีกเยอะ จับไปสัก 1,000 คน รับรองตื่น ถ้าไม่อย่างนั้น จะทำไม่ได้ ไม่เสร็จ ถ้าไม่ทำอะไรเลยสักคน ไม่ต้องกลัวการลุกฮือ ขึ้นศาลทีละคน ที่ติดคุกก็ติดไป พวกไม่ติดคุกก็อยู่ข้างนอก ให้เป็นคดีตัวอย่างซัก 1,000 คน ทำได้เลยแล้วรับรองว่าจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าไม่ทำ และกลัวมวลชน ก็จะอยู่อย่างนี้ตลอดกาล รอธัมมชโย ตายไปก่อน เพราะเขาผูกด้วยจิต สายนี้ พอธัมมชโยตายก็จะคลาย เขาไม่ใช่สายปัญญา ไม่มีเหตุผล คนที่เป็นอาจารย์ใหญ่ คือพระเจ้า มีหนึ่งเดียว

มาเข้าสู่อรหันต์ อรหันต์เก๊ของธรรมกายนั้น เลอะเทอะมาก แต่เขาฉลาดที่ไม่ระบุ เดี๋ยวปาราชิก เพราะเขาไม่รู้จริง แต่เขาพูดตีขลุมว่า อรหันต์เขาสูงขนาดสูงกว่าพระพุทธเจ้าเลย ทีนี้มาสองสาย สายพุทธทาส กับสายอาจารย์มั่น สองสายนี้ มีอาจารย์ชา ฉลาดเอาสองสายรวมกัน เลยตีกินได้ เอาทั้งเชิงปัญญาและเจโต มาผสมกันก็เลยได้ ทางด้านสายสว่างอาภัสรา ลืมตาอย่างสะอาด สว่าง สงบ ก็ใช้ตรรกะ เหตุผล แต่เหตุผลยังไม่เข้าถึงจิต ส่วนการนั่งหลับตา ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จะมาทำกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม อย่างลืมตาไม่ได้ เวทนาละเอียดกว่ากา ย เมื่อแยกสองเป็นเทวธัมมา ของคำว่ากายไม่ออก ก็ไม่สามารถเข้าใจธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ได้ ผู้ที่สามารถแยกเวทนา ออกเป็น 2 ได้ จึงจะสามารถแยกเวทนานั้น ว่ามีจิตที่เป็นอกุศลจิต สราคะ สโทสะ สโมหะ อยู่ในเวทนา จะรู้แยกเวทนา 108 ได้ แยกได้ว่า อันนี้กายิกเวทนา กับเจตสิกเวทนา และรู้ เวทนา 3 คือ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนา 5 คือ ดีกรีของน้ำหนัก สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส และอุเบกขา พอรู้น้ำหนักของ 5 นี้ ก็เรียนรู้ 6 อาการทุกข์สุขจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็รู้แยก 6 ทวารนี้ออก แยกเป็นสุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ จาก 6 ทวาร ก็เป็นเวทนา 18 เมื่อยังมีความสุข ความทุกข์ ก็เป็นโลกีย์ เคหสิตเวทนา ก็เรียนรู้เหตุ จากตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เป็นผัสสะทางทวารเหล่านี้ เหลือกายใน เรียกว่ามโน ก็ดับรูปภพ อรูปภพ ในมโนไปให้หมด ก็แยกเคหสิตเวทนา 18 กับเนกขัมสิตเวทนา 18 ออกได้ ก็คือ การรู้โลกียะกับโลกุตระ ทำให้เคหสิตเวทนาหมดไป เป็นเนกขัมสิตเวทนา ให้เป็นหนึ่งเดียว เป็นอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน ทำได้เรื่อยไปทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต ในระดับภูมิอบาย เป็นชั้นต่ำของกาม เราก็รู้ ขณะนี้ลืมตานะ แล้วเอา ใจ กาย วาจา ภายนอก กิเลสหยาบทำได้หมด ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ภายนอกสัมผัสแล้วก็เฉย วางเป็น อนาคามีจึงเก็บละเอียดในรูปภพ อรูปภพหมด ก็เป็นอรหันต์ นี่คือลำดับของศาสนาพระพุทธเจ้า การเรียนรู้จึงมีผัสสะ เป็นอนาคามี กามภูมิภายนอกไม่เหลือ เรียนรู้รูปภพ อรูปภพ ก็ไม่ต้องหลับตา ก็ลืมตา ข้างนอกมันทำอะไรเราไม่ได้ ไม่มีกิเลสทุกข์สุขแล้วก็สบาย เหลือแต่ภายใน ก็เก็บละเอียดต่อ เป็นอรหันต์ลืมตา จักขุมา ปรินิพพุโพติ ถ้าจะหลับตาก็เพื่อเป็นอุปการะ ก็มีประโยชน์ของการทำเจโตสมถะ ได้พักจิต คือทำให้สบาย พวกฤาษีก็ต้องการอันนี้ บางทีดับจิตไป จนเป็นพรหมลูกฟัก แข็งหมดทั้งเนื้อทั้งตัว คอ ตัว แข็งหมด ใครไปกลิ้งก็อยู่ท่านั้นเลย คนที่รู้แล้วว่า การนั่งหลับตาทำสมาธิ ไม่ใช่ของพุทธเลย สัมมาสมาธินั้น คือปฏิบัติมรรค 7 องค์ แล้ว จะสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ มรรค 7 องค์ มีทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งความนึกคิด อาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ครบหมดแล้ว ไม่มีการหลับตาตรงไหนเลย

ประโยชน์ของการฝึ กสมาธิ แบบสะกดจิตให้สงบ (เจโตสมถะ) คือสมาธินั่งหลับตา มีอุปการะคือ 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี เป็นเหมือนการลงบัญชีตรวจสอบสภาวธรรม 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน) ศาสนาพุทธไม่เอาข้อ 4 นี้เลย ตีทิ้งเลย ไม่ได้ปฏิเสธว่า ความเก่งของจิต ที่รวมพลังจิต แล้วเอาไปสร้างปาฏิหาริย์ได้ ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มี แต่ไม่ใช่ทิศทางของศาสนาพุทธ เป็นการเสริมกิเลส ก็จะเสียเวลา ยิ่งมีคนนับถือแล้ว ตนเองก็ไม่ได้ล้างกิเลส ก็หลงเสพสุข เสียเวลาไปทั้งชาติ ได้บริวารได้คนมานับถือ อย่าไปหาเรื่อง จึงเหลือประโยชน์แค่ 1-3

ลืมตาเรียนรู้จิต มันครบครัน สดๆยิ่งกว่าการหลับตา ถ้าอยากจะสงบ จะพักผ่อน ก็นั่งหลับตาได้ หรือทำเตวิชโชได้ แต่หากไม่ต้องทำ ก็ปฏิบัติอย่างลืมตา ไม่ต้องหลับตาเลย รับรองเป็นพระอรหันต์สมบูรณ์แบบ ไม่เป็นสุกขวิปัสสโกด้วย แต่ลืมตานี่ จะเป็นอรหันต์ อย่างมีปฏิสัมภิทาญาณ มี โลกุตระ(เหนือโลก) โลกวิทู (รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ (เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) ตรงกันข้ามกับฤาษี หรือวิสุทธิมรรค ของพุทธโฆษาจารย์ ที่ยังจมอยู่ในเทวนิยมมากเลย ก็เลยยากที่จะแคะคุ้ยไขขึ้นมา เพราะไปยึดอาจารย์ ยึดวิสุทธิมรรคนี้ เลยยากมาก แต่ก็ไม่จนแต้มหรอก ยังมีหลักฐาน ในพระไตรปิฎกยืนยันได้ อาตมาก็ต้องพยายาม เอาหลักฐานยืนยัน ว่า เทวนิยมกับอเทวนิยม นั้นแตกต่างกัน อเทวนิยมนั้น ไม่งงในความเป็นเทวดา ไม่งมงาย แต่ชัดเจน มีปัญญารู้เทวดาที่จริง เทวดาคือจิต สัตว์นรกคือจิต ร่างกายเรามีจิต สัตว์นรกหรือเทวดา ก็คืออาการจิตของเรา คนคิดตื้นๆ คิดว่า ภพนรก สวรรค์ ก็จะได้ตอนตาย ตอนเป็นไม่มีหรอก ต้องเรียนรู้ลดกิเลสไป ใครคิดว่า นรกสวรรค์ในจิต หรือสวรรค์ในอก นรกในใจ เป็นพวกโมเม แต่อาตมาก็ยืนยันว่า สวรรค์ในอก นรกในใจนี้มี แต่ต้องทำให้หมดลงไปก่อน ทำได้ตอนเป็นๆ ตอนตายไปก็จะไม่มี ถ้าตอนเป็นๆนี้ ทำให้นรกสวรรค์หมดลงไปไม่ได้ ตอนตายก็มี ก็ในขณะที่มีชีวิตกับตอนตายไป จิตวิญญาณก็อันเดียวกัน

สมณะเพาะพุทธว่า...มีลักษณะของอเทวนิยมของมี 10 ข้อ ลักษณะอเทวนิยม ของพุทธศาสนา 1 . พลังอำนาจของ อเทวนิยม คือ กรรม 2. อเทวนิยม เชื่อ อนิจจัง-อนัตตา 3. อเทวนิยมสามารถดับภพชาติได้อย่างสนิทบริบูรณ์ 4. อเทวนิยม เชื่อว่า กรรมวิบากไม่เที่ยงแท้ตายตัว 5. สุขของ อเทวนิยม เป็นสุขแบบโลกุตระ 6. โลกของ อเทวนิยม รู้รอบถึงขั้น “ดับวัฏฏสงสาร” 7. อเทวนิยม มีลักษณะเข้าถึงขั้น “อาริยะ” - ที่สุดในความเป็นคนคือ นิพพาน - ทางปฏิบัติไปสู่นิพพาน คือ สัมมาอริยมรรค มีองค์ 8 - วิชชา 9 คือ ความรู้เฉพาะที่พาไปสู่นิพพาน 8. ศาสดาของ อเทวนิยม เป็นคนปกติสามัญแท้ๆ 9. คุณวิเศษของ อเทวนิยม คือ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ 10. ที่พึ่งของ อเทวนิยม คือ “กรรม” (พระรัตนตรัย)

อรหันต์ลืมตา ปฏิสัมภิทา เติบโต ..อรหันต์หลับตา ปฏิสัมภิทา ตีบตัน

พ่อครูว่า… ขอวิจารณ์อรหันต์ ที่คนไทยเชื่อกันในปัจจุบัน สายลืมตาอย่างธัมมชโยนี้ ตีทิ้งได้เลย เพ้อเจ้อเลอะเทอะไป ปฏิภาณปัญญาคนไทย รู้ได้ง่าย แต่สายพุทธทาสนั้น รู้ได้ยาก เพราะมีเหตุผลตรรกะ เช่น ท่านพุทธทาสบอกว่า…นิพพานลำลองนั้นมี เป็นพยัญชนะแล้วเอาสมมติมายืนยัน ว่าเป็นนิพพาน นิพพานคือตัวอกุศลจิตดับ เริ่มแรกโสดาบัน ไปสกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ สมมุติว่า เราติดขนุน เราติดขนุนนี่ เราก็อ่านตัวจิต สัมผัสขนุนเมื่อไหร่ เราก็เรียนรู้ปัจจุบันนั้นให้จริง ก็เรียนรู้ว่า อาการอร่อย ติดที่มันหวาน มันเหนียว มันกรอบ มันหอม สารพัดในสัมผัส เราโง่ ไปหลงมันทั้งนั้น รสชาติของขนุน แต่ละโลกมันก็มีรสแท้ เวทนาแท้ ทุกเชื้อชาติศาสนา ที่มีประสาทสัมผัส ก็จะรู้เหมือนกันหมด ใครกินขนุนอร่อย ก็ยังบ้าอยู่ทางนั้น เราต้องอ่านอาการบ้า กับอาการจริง อาการบ้าก็ของใครของมัน อาจเท่ากันหรือไม่ก็ได้ ต้องแยกอาการขนุน แล้วดับมันให้ได้ คุณก็เป็นพระอรหันต์ในขนุนนี้ พิสูจน์ได้อย่างจริง แต่ถ้าไปหลับตาปฏิบัติ จะรู้กันได้อย่างไร ถึงมีอรหันต์ ที่ติดกินหมาก ดีไม่ดีจะเป็นมะเร็งได้ ขนาดสิ่งที่หยาบอย่างนี้ยังติด ติดบุหรี่ ติดยาสูบ ติดหมาก สามัญที่คนเขาไม่ติดกันแล้ว พวกฤาษีสะกดจิต ปิดเลยเรื่องของ เงินทอง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่หยาบๆ แต่เลือกติดที่ไม่หยาบ เช่น อาหารหวานคาว รสชาติ ก็เลือกติดไปแต่ละคน มันไม่ชัดเจนเหมือนสิ่งเสพติดที่หยาบ แต่ไม่ได้เรียนรู้ เวทนาในเวทนาที่ชัดเจน เพราะว่ามีกรรมฐานเป็นกสิณ เป็นกรรมฐานที่เป็นรูป ไม่ใช้กรรมฐานนาม พุทธมีเวทนา 108 เป็นกรรมฐาน เข้าใจธรรมะสอง เทวธัมมา แล้วทำธรรมะสอง ให้เป็นหนึ่งให้ได้ เรียนรู้ตอนสัมผัสปรุงแต่ง รูปกับนามแล้วเป็น ธรรมะสาม

ผัสสะคือธรรมะสาม อาตมาได้พูดธรรมะ 3 ค้างไว้ ก็มีหลายคนสงสัย ก็จะได้อธิบายต่อในพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข.(165) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งโลกเป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา พ่อครูว่า...ผัสสะคือธรรมะสาม ต้องมีรูป มีนาม และผัสสะ ถ้ามีขนุนสองลูกนี้สัมผัสกัน มันก็ไม่รู้ว่า มันสัมผัสกัน เพราะพืชไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา พืชมีแต่สัญญา สังขาร รู้แต่ตัวเอง มีสามเส้าของธาตุตัวเอง ISH มีตัวเองเป็นประธานคือ I ที่ต้องเลือกสองอย่าง ที่ใช่กับไม่ใช่ S H ก็เลือกแต่สิ่งที่ใช่ อันไหนไม่ใช่ก็ไม่เอา แล้วเอามาเป็นตัวเอง ปรุงแต่งเป็น ISH เช่น ตากระทบลูกขนุน เห็นลูกโต เห็นผิวพรรณ ได้กลิ่นหรือไม่ได้กลิ่น ก็เกิดความชอบ บางคนไม่ชอบ บอกว่ามันจะดีอย่างไรฉันก็ไม่ชอบ ก็แล้วไป แต่ละคน ไม่เหมือนกัน ก็จะเกิดเวทนา คือชอบกับไม่ชอบ จึงเกิดสวรรค์และนรกขึ้นมา ตัณหาจึงเป็นตัวการ การดับกิเลส จึงดับที่ตัณหา ตัณหาดับหมด ก็เป็นพระอรหันต์ ในรายละเอียดของตัณหา ก็มีรายละเอียด เมื่อดับตัณหาได้ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทาน คือคลังของตัณหา คนไหนที่มีอาการของตัณหา อย่างนี้ชอบหรือไม่ชอบ หรือใช้เฉยๆ แล้วก็จำด้วยสัญญา ใส่ไว้ในจิต แล้วยึดไว้ ถ้าคุณชอบไม่ชอบในปัจจุบัน แล้วไม่จำในอุปาทานเลย ไม่ยึดในอุปาทานเลย อุปาทานก็ดับ ไม่มีอุปาทานได้ ถ้ายิ่งทำได้ ชอบหรือไม่ชอบ ก็แค่ปัจจุบัน หากไม่มีปัจจุบัน แล้วไม่สั่งสมในอุปาทาน ก็ไม่มีการสั่งสมเป็นอนุสัย อาสวะ นี่คือปัญญาวิมุติ ถ้าหยั่งถึงอนุสัย ที่เป็นเศษธุลี บางเบากว่าอาสวะได้อีก หรือบางคนเอาแค่สุขทุกข์ในปัจจุบัน แล้วไม่สะสม ก็เอาแค่นี้ก็ได้ ก็ไม่สูญ ปัญญาวิมุติ คืออรหัตตมรรค หรืออนาคามี ก็ไม่เกิดอีกได้ ตายไปแล้วไม่เกิดอีกได้ สายอาตมาคือสายปัญญา สายเดียวกับพระพุทธเจ้า ไม่ตั้งจิตสู่สุทธาวาส 5 ตายแล้ว มีเหตุปัจจัยพอ ก็จะมาเกิด ไม่เสียเวลาหลงในสุทธาวาส พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า ไม่เคยไปเกิดในสุทธาวาส 5 อาตมาก็ไม่เอา จึงเกิดเร็ว ไม่เกิดช้า จึงได้จำได้บ้าง ในเรื่องอดีต คนที่เรียนรู้อาการของจิต ที่เรียกว่าตัณหาได้จริงๆ คนนั้นแหละ สามารถที่จะเข้าถึงนิพพานได้ จึงปิดประตูผู้ไม่มีผัสสะ ไม่รู้จักอาการที่เป็นตัณหา เพราะมีผัสสะจึงเกิดเวทนา เพราะมีเวทนาจึงเกิดตัณหา เพราะไม่มีผัสสะเวทนาก็ไม่มี มีแต่สัญญา ขณะที่เป็นเวทนา ก็ไม่เป็นสังขาร ถ้าไม่มีเวทนา ก็เป็นสัญญา ไม่เป็นสัญญา ก็เป็นสังขาร มันจะไม่เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านแยกอาการสามอย่างชัดเจน ถ้าสังขารมันเป็นสอง ต้องกำหนดรู้เทวธัมมา แยกให้ออก อะไรเป็นเวทนาแท้หรือเทียม มันปรุงเป็นสุขทุกข์ แต่เวทนาแท้ไม่มีเวทนาเทียม จึงไม่สุขไม่ทุกข์ สังขารคือปรุงกันอยู่ คนไม่ได้เรียนรู้สังขาร คืออะไร คือคนอวิชชา หากจับสังขารมาศึกษา แล้วจับตัวเหตุได้ เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร จึงสามารถเป็นคนที่บรรลุอรหันต์ หากยังแยกกิเลสไม่ออก แล้วกำจัดตัวกิเลสไม่ถูกตัว โดยเฉพาะ คำว่าบุญคือการกำจัดกิเลส ก็ไม่รู้ว่า ปุญญาภิสังขารคืออะไร ไม่เข้าใจบุญ ว่าคือการกำจัดกิเลส ได้แต่กดข่ม บุญไม่ได้กำจัดกิเลสด้วยกดข่ม แต่กำจัดด้วยปัญญา ปุญญะกับปัญญะ คือตระกูลเดียวกัน บุญ กำจัดกิเลสด้วยสัญญะไม่ได้ ต้องกำจัดด้วยปัญญะ กำจัดกิเลสได้จึงเกิดสุญญะ สัญญะไปทำปุญญะไม่ได้ สุญญะต้องอาศัยปุญญะ จึงเกิดสุญญะ เพราะ ปุญญะต้องมีปัญญะ หากไม่ได้สร้างปัญญะ มีแต่สัญญะ ก็ไม่มีสุญญะ สมณะเพาะพุทธว่า...ปุญญะเป็นตระกูลเดียวกับปัญญะ แต่สัญญะไม่ทำให้เกิดปุญญะ เพราะสัญญะไม่มีปัญญะ พ่อครูว่า..ปุญญะจะดับตัณหา ดับกิเลสได้ ปุญญะตัดกิเลสแล้วเป็นปัญญะ ปัญญะนี้สั่งสมได้ แต่ปุญญะสั่งสมไม่ได้ สั่งสมปัญญาบารมีได้ ทำปุญญะได้ ก็เกิดปัญญะ สมณะเพาะพุทธว่า...ที่สุดแห่งปุญญะก็คือสุญญะ แล้วมีปัญญะเต็มร้อย ก็เท่ากับ เรามีสุญญะคือความดับสูญ หมดสิ้นของกิเลส พ่อครูว่า...ก็คือนิโรธ

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหาเพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก (โลกคือความวนเวียนของกิเลสในนามธรรม) เพราะอาศัยหูและเสียง ...เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้นและรส ... เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรมจึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ฟังไว้เลย พวกนั่งหลับตา ในข้อนี้ ที่ว่าต้องมีผัสสะ...โพธิรักษ์ไม่ได้เกิดมายิ่งใหญ่อะไรหรอก แต่เกิดมาบอกความจริง เอาความจริงของศาสนา ของพุทธธรรมของพระพุทธเจ้ามาบอก อาตมาเป็นโพธิสัตว์ เป็นลูกของพระพุทธเจ้าจริงๆ ไม่ใช่ลูกปลอม ลูกแอบแฝง ที่มันหลอกคนอื่น แต่เป็นลูกจริง อุปาทานจึงดับ เพราะอุปา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน