370818 สัมภาษณ์พ่อท่าน โดย Panline R, Feltham ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2537
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข11 กรกฎาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

370818 สัมภาษณ์พ่อท่าน โดย Panline R, Feltham ณ ปฐมอโศก

สัมภาษณ์พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ โดย Panline R, Feltham แหม่มนักพัฒนาชาวอังกฤษ ที่ไปอยู่ในนิวซีแลนด์ ทำงานที่บังคลาเทศ Humanitarian. Agency For Development Services วิไลรัตน์ โสฬสจินดา : ล่าม เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2537 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

พ่อท่าน : ให้รู้ตัวเองแค่ subconscious ก็ยังไม่พอ ต้องรู้ตัวเองถึง unconscious มันถึงจะรู้ว่า เราเพื่อตัวเองหรือเปล่า ถึงจะรู้ว่าตัวเองเพื่อตัวเองจริงหรือเปล่า จึงจะรู้ความจริง มันดังหรือเปล่า อ๋อ ดัง ล่าม : คือมีขั้นตอน มีลำดับน่ะค่ะ ไม่รู้เขาเรียกว่าอะไร พ่อท่านเข้าใจไหมคะ การปกครองแบบมีเจ้าขุนมูลนาย Hierachy มันคล้ายๆ เป็น Rank น่ะค่ะ พ่อท่าน : ไหน (เสียงสมณะ? แทรก : โสดา สกิทา อรหันต์อะไรต่างๆเหล่านี้) ล่าม : ไม่ใช่ค่ะ คือมันคล้ายๆเหมือนกับมันเป็นขั้น คล้ายๆ กับผู้น้อยผู้ใหญ่นะคะ ระบบอาวุโสอะไรนี่ค่ะ พ่อท่าน : ทำไม (เสียงผู้ชายแทรก : ไม่ใช่อย่างนั้น) อะไร ทำไมอย่างนั้น มันคืออะไร ล่าม : ผู้หญิงนี่ มีสิทธิบรรลุธรรมได้เหมือนผู้ชายไหมคะ พ่อท่าน : ได้ ล่าม : อย่างเขายกตัวอย่างว่า พ่อท่านมีความเห็นอย่างไรว่า ในศาสนาคริสต์ตอนนี้นี่ เขามีพระผู้หญิง แต่ก่อนเขายังไม่มี พ่อท่าน : เป็นความอยากของพระผู้หญิงแล้วก็เป็นความยอมแพ้ของพระผู้ชาย ล่าม : ทำไม? พ่อท่าน : ต้องเข้าใจความจริงโดยธรรมชาติ และโดยสัจจะนี่ ผู้หญิงกับผู้ชาย มันไม่เท่ากัน อ้าว ถ้าเผื่อว่า เขาเป็นศาสนาคริสต์หรือเปล่า หรือพุทธ? (เสียง แทรก : ใช่ คริสต์) เอาเถอะ ถึงอย่างไรเขาก็ต้องรู้ จากพื้นเพของคริสต์นะ ล่าม : คือเขานี่เริ่มต้นเติบโตมากับศาสนาคริสต์ อันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของเขา พ่อท่าน :

อ่านต่อ

โอเค ไม่มีปัญหา ถ้าเข้าใจว่าโดยหลักความจริงเหมือนกัน โดยหลัก ศาสนาคริสต์ก็ยืนยันว่า ความจริง ถ้าเผื่อว่า อีวา หรืออีฟ นี่เกิดจากซี่โครงของ อาดัม ก็จะเข้าใจว่า มันไม่เท่ากัน เพราะอีฟเกิดจากซี่โครงของอาดัม ล่าม : แล้วในศาสนาพุทธก็คิดว่า ผู้หญิงกับผู้ชายไม่เท่าเทียมกันหรือเปล่าคะ พ่อท่าน : เข้าใจ ใช่ ไม่เท่าเทียมกันโดยสัจจะ พระพุทธเจ้ายืนยันเลยว่า (พ่อ ท่านหัวเราะ) ล่าม : เขาบอกว่าเช่นเดียวกันเหรอ ฉะนั้น แต่ศาสนาพุทธไม่ได้คิดนี่ว่า พ่อท่าน : รู้ แต่ไม่ได้ยกข้อเปรียบเทียบ แค่อาดัมกับอีฟเท่านั้นเอง แต่ก็รู้ว่าสัจ จะความจริงนั้นไม่เท่า เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าตรัส มีมากมาย ที่นัยที่ตรัสสอนไว้ว่า ผู้หญิงนี่ก็คือผู้หญิง ผู้ชายก็คือผู้ชาย ซึ่งมีสิ่งที่ไม่เท่าเทียมกัน เช่น ผู้หญิงไม่มีสิทธิที่จะได้เกิดเป็นพระพุทธเจ้า ผู้หญิงเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ ล่าม : อันนี้ใครพูดคะพ่อท่าน พ่อท่าน : พระพุทธเจ้าตรัสเอง (ทำไม มีเสียงตอบแทรกไม่ชัด อ๋อ หรือคะ) ไม่ มี เพราะผู้หญิงเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ ล่าม : เพราะอะไรๆ พ่อท่าน : ไม่มีสิทธิไง โดยฐานะ มันเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้หรอก มันลึกซึ้ง มันมากมาย แต่มันเป็นความจริง ถ้าเราเชื่อว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ลำเอียง ท่านไม่ได้ลำเอียง ท่านไม่ตรัสลำเอียง ท่านก็ตรัสความจริงให้ฟังเท่านั้นเอง ล่าม : ถ้าเผื่อในการบรรลุธรรมนี่นะคะ คือพ่อท่านตอนนี้ ได้มาเป็นผู้ชายนี่ ทีนี้ การที่จะบรรลุธรรมนี่ ทุกคนจะต้องผ่านการเป็นผู้หญิงมาก่อนไหมคะ พ่อท่าน : ผ่านก็ได้ ไม่ผ่านก็ได้ ล่าม : คือ ดิฉันเคยพูดไงเรื่องเกี่ยวกับว่า เรื่องปุริสภาวะกับอิตถีภาวะ ดิฉัน บอกที่จริงคนเราทุกคน ก็มีทั้ง 2 อย่างอยู่ในตัว อย่างเช่น พ่อท่านก็เคยบอกว่า พ่อท่านมีลักษณะเป็นแม่มากด้วยซ้ำไป ที่แบบคอยดูแลลูกๆ แล้วก็แบบสอน พ่อท่าน : ไอ้นั่นคุณลักษณะ นั่นน่ะคุณลักษณะ แต่โดยความละเอียดลออความเป็นส่วนหลัก เป็นหลัก ส่วนหลักเอง จริงๆนี่ มันก็คือส่วนหลัก ความเป็นผู้ชายที่เป็นส่วนหลัก ก็คือส่วนหลัก ความเป็นผู้หญิง มันก็ไม่ใช่ มีแต่แค่ความหมาย ความหมายในสิ่งที่เป็นผู้หญิงมันก็ดี มันก็มี เป็นคุณลักษณะที่ดีมันก็มี เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นแมนเป็นผู้ชายแล้ว คุณลักษณะที่ดีของผู้หญิงที่มีผู้ชายเขาก็ต้องมีคุณลักษณะที่ดีนั้น ไอ้นี่เป็นประเด็นย่อย เราต้องศึกษา แล้วก็ฝึกฝน แล้วก็พิสูจน์กันจริงๆ แล้วก็จะรู้ ไม่ถึงขั้นเป็นพระพุทธเจ้าก็จะรู้ จะรู้จะเข้าใจความจริง เหมือนกับพวกเรานี่ ศึกษาแล้วเราก็จะเข้าใจ อ๋อ ถึงเหตุผล ถึงความเป็นผู้หญิงผู้ชายว่า ทำไมมันถึงไม่เท่าเทียมกัน ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ แล้วก็จะแก้ไข เข้าใจ แล้วก็ไม่มีปัญหาหรอก ถ้าจะไปถกปัญหานี่ วน แล้วก็ไม่มีอะไรรองรับว่าเราจะเข้าใจได้ สมบูรณ์ได้ (เสียงเพลงดังกลบเสียงพูด เพลงสัมมาสิกขา) ล่าม : อย่างในศาสนาคริสต์นี่นะคะ เขาเชื่อว่าคนเรานี่จะไม่สามารถพบแสงสว่างอะไร หรือจะ...อะไร จะบรรลุธรรมได้โดยปราศจากพระกรุณาของพระเจ้า แต่ในศาสนาพุทธนี่เชื่อว่า อยู่ที่ตัวเราเองใช่ไหมคะ การที่เราจะบรรลุธรรม พ่อท่าน : ตัวเราเอง ก็ต้องมีครูเหมือนกัน ต้องมีครูเหมือนกัน จะเรียกว่าพระ เจ้าเป็นครู ก็คือครู ต้องมีครู ล่าม : แล้วใครคือครูของชาวพุทธล่ะคะ พ่อท่าน : ผู้ฉลาดย่อมเสาะแสวงหาครูได้ ใช่ เป็นต้น อย่างนี้เป็นต้น ล่าม : แล้วอย่างพ่อท่านนี่ ใครเป็นครูของพ่อท่านคะ พ่อท่าน : พระพุทธเจ้าองค์ต่อๆ องค์ก่อนๆ มาเป็นครู ล่าม : แล้วพ่อท่านมีความรู้สึกเห็นว่า การที่พ่อท่านเป็นครู แต่ว่าพ่อท่านได้ เรียนรู้อะไรจากคนอื่นไหมคะ พ่อท่าน : แน่นอน ล่าม : แล้วก็เพื่อเป็นการแบบ Feed back เรารู้ว่าการสอนของเราอย่างนี้ พ่อท่าน : ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นครูของเราได้ด้วย ล่าม : แล้วในฐานะชาวพุทธนี่นะคะ พ่อท่านคิดว่า เราต้องให้ตัวเองพ้นทุกข์ก่อน ทำที่ตัวเองก่อนแล้วค่อยไปช่วยเหลือคนอื่น หรือว่าเราช่วยตัวเองโดยการที่เราเรียนจากคนอื่นในขณะเดียวกัน พ่อท่าน : เราเรียนจากคนอื่นด้วย เราช่วยตนเองด้วย แต่ท่านก็เน้นให้ตัวเองได้ประโยชน์ก่อน ได้ประโยชน์นี่บรรลุ การได้ประโยชน์ของตัวเองคือการได้เสียสละ เพราะฉะนั้นคนอื่นเขาจะไม่เสียผล เราได้รับประโยชน์นี่ การเสียสละของเรานี่ คนอื่นไม่ได้เสียผลนะ คนอื่นก็ได้รับผลเหมือนกัน มันพร้อมกันเลย มัน เหมือนเหรียญ 2 ด้าน คือเราให้ นี่เราได้ แล้วคนอื่นเขาก็ได้ ให้จริงเถอะ ล่าม : เมื่อกี้ดิฉันแปลนิดหน่อยนะคะ ตอนที่พ่อท่านเทศน์เรื่องสหกรณ์ คือพ่อท่านต้องการให้ชุมชนนี้ประสบความสำเร็จนี่ พ่อท่านคิดว่าอะไรคะ อะไรคือตัวที่จะทำให้สำเร็จได้ อะไรคือปัจจัยที่จะทำให้... พ่อท่าน : ก็คนลดกิเลสจริงๆน่ะซิ คนลดกิเลสได้จริงก็สำเร็จ เป็นผลสำเร็จ ล่าม : อย่างในขณะเดียวกันนี่ ชุมชนนี้ ก็ต้องมีการสัมพันธ์กัน การติดต่อกับข้างนอก ทีนี้พ่อท่านเล่นตามกฎตามเกณฑ์ของใครคะ กฎเกณฑ์ของที่นี่ หรือกฎเกณฑ์ของข้างนอก พ่อท่าน : กฎเกณฑ์ของข้างนอก เราก็ต้องคำนึง เราจะไปผิดกฎเกณฑ์ของข้าง นอกอย่างไร กฎเกณฑ์ของเราก็มีละอียดลออต่างหากอีก ที่จะทำให้คนของเรานี่ สละกิเลส กฎเกณฑ์ข้างนอกน่ะ ไม่ตัดกิเลสหรอก ตัดกิเลสไม่ได้ ล่าม : ถ้าอย่างนั้นนี่ ก็แต่ ถ้าเผื่อเราต้องการให้ชุมชนนี้มีฤทธิ์ มีแรง หรือมีผลให้ข้างนอกเขาได้เห็นน่ะค่ะ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องไปเล่นตามกฎเขานี่ แล้วเราทำอย่างไรคะ ให้มันเป็นไปได้ พ่อท่าน : ยากนิดหนึ่งแต่ว่า กฎของเขาน่ะไม่ยากเกินกว่ากฎของเราหรอก กฎของเรายากกว่าเขา เพราะฉะนั้นเราทำอยู่กับกฎของเราได้ กฎของข้างนอกก็สบายมาก ล่าม : เมื่อกี้นี้ ยกตัวอย่างนิดหนึ่ง พูดถึงคุณจำลองด้วยนะคะ ว่าเราก็มีตัว อย่างของคนที่ปฏิบัติดีอยู่ในสังคมนะคะ ดิฉันก็พูดถึงคุณจำลอง ดิฉันก็บอกว่า นี่คือจุดประสงค์ของเราหรือเปล่า คือส่งคนที่แบบว่าปฏิบัติอย่างเรานี่ มีศีลมีธรรมนี่ ส่งคนออกไปข้างนอกนี่ เพื่อที่ว่าเขาจะได้เห็น ให้คนอื่นเขาได้รู้ อันนี้คือจุดประสงค์ของเราหรือเปล่า พ่อท่าน : จะว่าส่ง ก็ไม่ได้ส่งหรอก มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ ล่าม : อย่างนั้นก็แสดงว่า ที่เราเป็นอยู่นี่ ก็เหมือนเราอยู่บนเกาะซิคะ พ่อท่าน : อยู่ด้วยกัน อาจจะ... ล่าม : ไม่ใช่ อยู่บนเกาะนี่หมายความว่า พ่อท่าน : อาจจะ แต่ว่าอยู่บนเกาะที่ไม่ได้ตัดขาดกับส่วนอื่นๆ ล่าม : คือเราไม่ได้มีเจตนาที่จะส่งคนเข้าไปเพื่อที่จะไปเชื่อมไปโยง ไปสอนให้คนเขาเห็นดี คือว่า เรามีดีของเราก็มีอยู่ตรงนี้น่ะ เขาหมายถึงอย่างนั้นน่ะค่ะ พ่อท่าน : มันก็ต้องสะพัดไป ก็ต้องสัมพันธ์กัน มี Relative บางทีจะไม่ขาด ไม่มีอะไรที่จะไม่สัมพันธ์กันไม่มี เด็ดดอกหญ้า ก็กระเทือนถึงดวงดาว ล่าม : (เสียงฟังไม่ชัด เสียงเด็กข้างนอกรบกวนมาก) อย่างนั้นก็ตอนนี้ ก็รบกวนเวลาสักนิดหนึ่ง พ่อท่าน : (พ่อท่านหัวเราะ) ย้ายไปที่โน่นได้ไหม จะได้ จะได้ค่อยยังชั่วกว่านี้ พวกนี้เสียงดังจังเลย โอ้โฮ อาตมาต้องตะเบ็งเสียงแข่ง หา โอ้โฮ ไม่สงสาร อาตมาเลยหรอ ล่าม : คือเขาบอกว่า ถ้าพ่อท่านจะให้โอกาสเขาถามต่อ เขาก็จะมีปัญหาอีก แต่ถ้า เขาคิดว่า พ่อท่าน : อาตมา? จะถามนี่ มันไม่จบหรอก ล่าม : คือ เขาก็ไม่อยากรบกวนพ่อท่าน พ่อท่าน : ไปโน่นๆ เดี๋ยวเด็กๆ ก็เสียสมาธิ... ล่าม : เขาก็มีพวกมุสลิมหัวรุนแรงทั้งนั้น เขาเลยไม่ให้เข้าประเทศ เขาก็ เลยมาประชุมกันที่กรุงเทพฯ แล้วที่เขาได้เจอมาที่นี่ ก็เป็นเหตุบังเอิญ เขามากับ กลุ่มนักศึกษาของพิษณุโลก อาจารย์พิษณุโลก อาจารย์มหาวิทยาลัยพิษณุโลก เขามา เขาก็เลยลองอยู่ดู ก็เลยศึกษา คือการที่พ่อท่าน ก่อนที่จะมาเป็นพระนี่นะคะ พ่อท่านก็ได้ใช้ชีวิตในทาง โลก ได้เรียนรู้โลกมา เพราะเหตุนี้หรือเปล่าคะ ทำให้พ่อท่านสามารถมาเป็นครู ที่ดี เพราะว่าได้รู้โลกอะไรมาแยะแล้ว พ่อท่าน : เป็นส่วนนิดหน่อยเท่านั้นเอง ที่จริงน่ะ เป็นรากฐานที่เราได้ศึกษาอันนี้มาแล้ว ตั้งแต่ไม่รู้กี่ชาติมาแล้ว ความเป็นครูคืออันนั้น ล่าม : คือพ่อท่านรู้ไหมคะ มีตัวรู้ในสิ่งนี้ไหมคะ ตั้งแต่เด็กๆหรือว่าในขณะที่ พ่อท่าน : เด็กๆไม่รู้ ล่าม : เป็นวัยรุ่น หรืออะไรก็แล้วแต่ คือว่าจะต้องมารับบทบาทนี้ จะต้องมา เป็นผู้นำทางศาสนา พ่อท่าน : สำหรับชีวิตอาตมาปางนี้ไม่รู้ แต่ในปางบางปาง ของคนบางคน เขารู้ ล่าม : แล้วอย่างที่พ่อท่านเป็นนี่แบบว่า แล้วมันเกิดขึ้นได้อย่างไร มันเกิดแบบว่า ปุบปับ มันเกิดขึ้นกระทันหันแบบ พ่อท่านแบบเห็น หรือว่าด้วยการพบกับใครสักคนหนึ่ง แล้วพ่อท่านรู้สึกว่า เออ เราจะต้องมาทำอย่างนี้ พ่อท่าน : ของที่เรามีอยู่แล้วนี่ มันถึงรอบของมัน แหม มันอธิบายยากเหมือนกันนะ ไอ้เรื่องอจินไตยพวกนี้ มันถึงเวลามันก็ ก็เหมือนกับเวลาเด็ก เวลาคนนี่ เด็กก็ยังไม่มีฮอร์โมนเพศ ก็ยังไม่รู้เรื่อง พอโตถึงมีฮอร์โมนเพศ มันก็รู้ตัวว่าเราจะต้องเป็นผู้หญิง จะต้องเป็นผู้ชาย จะต้องมีอารมณ์ทางกาม จะต้องมีอะไร อย่างนี้เป็นต้น ล่าม : แล้วเมื่อมันถึงเวลาที่เหมาะสม เหมาะควรนี่ Insight คือการที่เรามองเห็นนี่ ดิฉันไม่ทราบเหมือนกันว่าแปลว่าอะไร หมายถึงเรามีตัวรู้น่ะค่ะ มันก็เกิดขึ้นใช่ไหมคะ พ่อท่าน : โดยรู้ แล้วก็มีสิ่งที่รู้นั้น โดยที่เราไม่ต้องเอามาจากใคร เพราะเรา พิสูจน์ได้ว่าชาตินี้ เราไม่ได้ไปเรียนมาจากใคร เราไม่ได้ไปเก็บเอามาจากใคร เรา ไม่ได้ผ่านมา แต่ ล่าม : หมายถึงพ่อท่านไม่ได้มีอาจารย์คนอื่นในชาตินี้ พ่อท่าน : ไม่มีๆ เรามีของเรา เรารู้ว่า เราเอาของเราออกมา นอกจากไม่มีอาจารย์แล้ว ก็ยังไม่เคยไปเรียนจากสำนักตักสิลาไหนๆ มาเลย ไม่ว่าสถาบันใดๆ ล่าม : วน ฟังแล้ววน เหนื่อย (หัวเราะ) พ่อท่าน : ถึงบอกว่า แค่คิดๆ นี่มันจะวน ถามแล้วมันไม่จบหรอก ล่าม : เขาบอกว่า จากการอ่านหนังสือ "Insight" นะคะ รู้สึกว่าฟังดูเหมือนกับพ่อท่านอวดตัวอวดตน ว่าฉันนี่ไม่มีใครมาสอน เป็น ไม่มีอาจงอาจารย์นะคะ เสียงหัวเราะ ไม่จบสักที พ่อท่าน : ไปทำงาน ล่าม : อ๋อ ไปประชุม เพื่อจะไปทำงาน ไปประชุมกัน เพื่อที่จะแบ่งทำงาน แบ่งกรุ๊ปไปทำงานกัน ตอนนี้ ตอนนี้เขาก็บอกว่า แต่ที่จริงแล้ว พ่อท่านก็ยอมรับละว่าอาจารย์ของพ่อท่านก็คือพระพุทธเจ้า พ่อท่าน : ชาตินี้ไม่ได้มาเกิดด้วย ล่าม : แล้วพ่อท่านก็ยังรับทราบว่า พ่อท่านว่า พระพุทธเจ้าก็คือแหล่งค่ะ เป็นครูของพ่อท่าน เอ เมื่อกี้ เขาพูดอะไรหว่า ลืมไปแล้ว ที่จริงนี่นะคะ เขาบอกว่า ทุกๆคน เราเป็นมนุษย์ ทุกคนก็แบบ พยายามไปถึงพัฒนาทางด้านจิตใจแล้วทีนี้ ก็พ่อท่านก็พัฒนาไปไกลกว่าเรามาก แต่ว่าในขณะเดียวกัน พ่อท่านเห็นไหมคะว่า พ่อท่านก็เป็นเหมือนกับผู้รับใช้ เพราะว่าพ่อท่านเป็นผู้ให้ แล้วก็ยังเป็นผู้รับใช้คนอื่น เขาบอกว่า พ่อท่านก็บอกว่า อย่างคนนี่ พ่อท่านก็เรียนรู้จากคนพวกนี้ แต่ดิฉันก็ยังคิดต่อว่า ที่เรียนรู้จากคนพวกนี้ ไม่ได้เรียนรู้เพื่อลดกิเลสใช่ไหมคะ เรียนรู้เพื่อที่จะไปใช้กับการสอนเขาใช่ไหม พ่อท่าน : ใช่ ช่วยเขา ล่าม : คือเขายังอาจจะไม่เข้าใจในจุดนี้ เขาอาจจะคิดว่าเรียนรู้จากพวกนี้ เพื่อตัวเอง เพื่อประโยชน์ตัวเอง พ่อท่าน : เพื่อจะช่วยเขาอีก เพื่อตัวเองก็มี ในส่วนที่ยังไม่หมด สิ่งที่หมดแล้ว ก็ไม่ต้องเอาจากเขาอีก ล่าม : แล้วพ่อท่านมีอะไรหรือคะ ที่ยังไม่หมด พ่อท่าน : ด้วยเหตุ ด้วยหลักการไง ที่จะได้เข้าใจทุกๆคน ไม่ใช่เอาเฉพาะแต่ตัวอาตมา เราเรียนจากคนอื่น เพื่อจะดูตัวเองว่าตัวเองมีอะไรที่เหลือ ที่ไม่ดี เห็นคนอื่นเขาไม่ดี อ๋อ อันนี้เราไม่ดี เรายังมีเหลือ เราก็ล้างของเรา ล่าม : ก็นั่นนะซิ ก็นึกว่าพ่อท่านหมดแล้ว พ่อท่าน : นี่เป็นหลักการไง เป็นหลักการ เราเรียนรู้จากคนอื่นนี่ เราอย่าไป เข้าใจว่า เราเรียนจากคนอื่น เพื่อที่จะไปช่วยคนอื่น ประเดี๋ยวก็มานะอัตตาเกิด ใครรับไปปั๊บประเดี๋ยวก็ไปเข้าใจอย่างนี้หมดเลย ถ้าเราหมดแล้ว เราก็เรียนรู้เพื่อที่จะ พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์เจ้า เกิดมาอีก ก็มาเรียนรู้เพื่อที่จะช่วยผู้อื่น เพื่อที่จะรู้จักคนอื่นเท่านั้นเอง ตัวเองไม่ต้องมีอะไร แต่อันนี้มันไม่ใช่ฐานของเขา เราพูดกับเขาไม่ได้หรอก ประเดี๋ยวเขาเอาอันนี้ไปละก็ยุ่งกันใหญ่เลย ล่าม : ก็ตัวเองสงสัยค่ะว่า อาจจะเรียนรู้เพื่อที่จะสมมุติว่า อาจจะเป็นการที่พ่อท่านบอกว่ามีการประมาณไงคะ พ่อท่านเคยพูด พ่อท่าน : ใช่ ล่าม : เราต้องประมาณ ไอ้นี่มันเหมาะไหม อย่างนี้ ทีนี้เราอาจจะเรียนรู้ โอเค พูด เราแรงไป อันนี้เราพูดมากไป บางอันอาจจะพูดน้อยไป แต่ที่จริงมันไม่ใช่เพื่อการลดกิเลสของเราใช่ไหมคะ พ่อท่าน : ถ้าเผื่อว่าตัวเรายังไม่หมดกิเลส เราก็ต้องเรียนรู้จากคนอื่น เพื่อที่จะได้เป็นกระจก ล่าม : หมายถึง ดิฉันมองถึงในลักษณะของพ่อท่าน พ่อท่าน : อ๋อ ใช่ ในลักษณะพระโพธิสัตว์ ก็เรียนรู้ผู้อื่น เพื่อโลกวิทู เพื่อรู้โลก เพื่อช่วยโลกได้มากขึ้นๆ ไม่จำเป็นจะต้องให้เขาเข้าใจว่า อย่างอาตมานี่ต้องขนาด นั้น อย่างที่คุณเข้าใจก็ได้ ให้เขารู้ว่าเขาจะต้องเช็คตัวเองได้อย่างไรดีกว่า และไม่ใช่เช็คตัวเองอย่างเดียว เพื่อที่จะช่วยคนอื่นด้วย ก็ได้ด้วย ล่าม : เขาบอกว่าหนังสือเล่มนั้นนะคะ Insight น่ะค่ะ อ่านแล้วรู้สึกจะทำให้คนเข้าใจผิด พ่อท่าน : ผิดเรื่องไหน ล่าม : คือฟังแล้วเหมือนกับว่า นี่ พ่อท่านหมดตัวตน (พ่อ : ถ้าเผื่อว่าเรา มอง) เขาบอกว่า วิธีการเขียน วิธีการเสนอนั้นน่ะค่ะ เขาบอกว่า..... พ่อท่าน : อันนั้นเป็นอาจารย์อาภรณ์เขียน จริง อาจารย์อาภรณ์มีลักษณะที่จะ ยืนยันตัวตนมากมายจริง แกมีความเป็นอย่างนั้นจริงๆ อันนั้นก็หนึ่ง แล้วอีกอันหนึ่งนะ คนเรานี่ ถ้าเผื่อว่าเราเอง เราไม่มองไปในแง่ร้ายนะ ล่าม : ค่ะ เขาเข้าใจค่ะๆ ว่ามันอยู่ที่คนอ่านด้วยเหมือนกัน พ่อท่าน : ควรจะยินดี ควรจะชื่นชมกับเขา เขากล้าพูดความจริงนะ เขากล้าพูดความจริง (พ่อท่านหัวเราะ) ล่าม : อย่างพ่อท่านใช่ไหมคะ ที่หมายถึงออกมาประกาศตนใช่ไหมคะ ซึ่ง การประกาศตนของผู้ที่รู้นี่ เขาก็ต้องควรประกาศ แล้วเขาก็ประมาณ ที่จริง จริงๆ แล้วเขาก็รู้ว่าการประกาศ หรือว่าการอวด ขนาดไหน มันควรอวดขนาดไหน พ่อท่าน : จริงๆแล้ว อาตมาพูดเสมอว่า อาตมาเอาเพชรมาอวด ทีละเม็ด 2 เม็ด 3 เม็ด อาตมาไม่ได้เอามาอวดทุกเม็ดหรอก รู้อยู่ ถ้าเอาออกมามากๆ คนจะชักตาย คนจะเกลียดน้ำหน้าทันทีก็ได้ ล่าม : อ๋อ เขาบอกว่า งั้นคือพ่อท่าน ก็ทราบดีถึงจุดนี้ ที่ไอ้หนังสือเล่มนี้ ออกไป พ่อท่านก็ทราบจุดนี้ เห็นในจุดนี้เหมือนกันใช่ไหมคะ ว่ามันมีลักษณะเหมือนกับในเชิงโอ้อวดหน่อยๆ แล้วฉะนั้นเขาไม่ได้เจตนาให้มันออกไปอย่างนั้น เหมือนกับว่า เพื่อเป็นการกลั่นกรอง คัดเลือกคนด้วยหรือเปล่า พ่อท่าน : มีส่วน เพราะฉะนั้นคนเราจะมองนี่ มองได้ 2 นัย คนหนึ่งเห็นว่าคนนี้อวดดี และอยากจะเข้าไปศึกษาเพื่อรู้ คนหนึ่งเห็นอวดดีแล้วก็หมั่นไส้ แล้วก็ หนีไปเลย มันมีได้ คนที่จะเข้ามาทั้งหมดเลยนะ แต่เราไม่ได้ต้องการคนที่เข้ามาทั้งหมด เพราะฉะนั้นจะต้องมีการเลือก Selection ล่าม : ก็เมื่อกี้ดิฉันก็แปลให้เขาฟังตอนที่หนึ่งอยู่ พ่อท่านบอกว่านี่ คนที่สู้อยู่ ก็หนักนะ ใครจะไปก็ไป แล้วก็บอกว่า อาตมาไม่ดีใจ ไม่ภูมิใจหรอก ถ้าใครจะมาแบบหลง ให้อาตมามาหลอก แล้วก็มาตามอาตมา ดิฉันก็บอกเขา เขาบอกว่า แล้วคนเขามาตามพ่อท่านทำไม เขาถามพ่อท่านตอบได้ไหมคะ คนเขามาตามพ่อท่านทำไม พ่อท่าน : เขาเข้าใจแล้วตาม เพราะเขาต้องการจะได้ของดี ล่าม : แล้วพ่อท่าน อย่างคนที่เข้ามานี่ ก็มีหลายแบบหลายอย่างใช่ไหมคะ แล้วพ่อท่านช่วยเขาไหมคะ คนที่เข้ามาบางทีเขาอาจจะมาแบบหลงๆ เข้ามา บาง ทีแบบไม่สัมมาทิฐิ แล้วก็ช่วยเขาได้ไหมคะ ให้เขา การที่บอกมีการคัดเลือกนี่ ที่ ว่ามาตรการคัดเลือกนี่ มีเจตนาไหมคะ พ่อท่านมีเจตนาในการคัดเลือกนี้ พ่อท่าน : มีมาตรการ บอกแล้วว่า เรารับคนทั้งหมดไม่ได้ เหมือนเรา ต้องรู้ตัวเรา เราจะช่วยคนได้เท่าไหร่ ล่าม : แล้วพ่อท่านกำลังฝึกคนขึ้นมารอบๆ ข้าง อย่างเช่น พวกสมณะนี่นะคะ พ่อท่านกำลังฝึกขึ้นมา เพื่อให้เป็นตัวแทนของพ่อท่านไหม เมื่อพ่อท่านไม่อยู่แล้วนี่ ชุมชนนี้จะอยู่ต่อไปไหมคะ พ่อท่าน : ได้ เป็นตัวแทน แล้วก็มีความจริงอยู่อันหนึ่งก็คือว่า ไม่มีใครสามารถที่จะเก่งเท่าพระพุทธเจ้าฉันใด แม้แต่ แค่อาตมา ก็ไม่มีใครสามารถที่จะเก่งเท่า อาตมาได้ จะเป็นอวดตัว คุยโอ่อวด ก็ได้เหมือนกัน ไม่มีใครสามารถจะเก่งได้ แต่เราสามารถที่จะแบ่งให้แต่ละคน คนหลายๆคน รับส่วนทั้งหมดนี่ไปช่วยกันได้ ล่าม : เขาบอกว่าเขาจะกลับไปเรื่องที่ Conscious Subconscious กับ Unconscious เขาบอกว่า ในฐานะที่พ่อท่านบรรลุธรรมแล้วนี่นะคะ พ่อท่าน แสดงว่าต้องใช้ 3 อย่างนี่ Conscious Unconscious Subconscious ตลอดเวลา คือมันจะต่อ มันจะเกี่ยวเนื่องกัน คือพ่อท่านจะมี ตัวอย่างคนเราธรรมดานี่นะคะ ไม่บรรลุธรรม ก็จะวิ่งวุ่นอยู่อย่างนี้ ที่ว่ามีอะไรเข้ามาก็ React ไม่อย่างนั้น พ่อท่าน : React ไป โดยสำนึกของคนที่มี React โดยเราใช้ สามารถใช้ Conscious และ Subconscious บางส่วนเท่านั้นเอง มีความรู้ ล่าม : หมายถึงคนทั่วๆไปใช่ไหมคะ พ่อท่าน : คนทั่วๆไป มีความสามารถเท่านั้นเอง บางส่วนเอา Subconscious ไม่สามารถที่จะไปใช้ Unconscious ไม่สามารถล้วงเข้าไปใช้ Unconscious ได้ ไม่สามารถควบคุม Unconscious ได้ ล่าม : หมายถึงคนทั่วๆไป พ่อท่าน : คนทั่วไป ล่าม : แล้วของ อย่างของพ่อท่านล่ะคะ พ่อท่านใช้หมดไหมคะ พ่อท่าน : เราสามารถเรียนรู้ ต้องเรียนรู้เข้าไปถึง Unconscious ของเราได้ แต่คนธรรมดาไม่สามารถคุม ไป Control Unconscious ได้ อย่างเก่งก็ Conscious กับ Subconscious บางส่วน ถ้า Practice ไปมากๆ ก็จะเก่ง สามารถควบคุม Subconscious ได้หมด แล้วก็เก่งไปถึง Unconscious ศาสนาพุทธสอนอย่างนี้ สอนให้ทำอย่างนี้แหละ ศาสนาพุทธสอนอันนี้แหละ ให้ทำอันนี้แหละ ล่าม : ดิฉันไม่ค่อยได้ยินพ่อท่านพูดอย่างนี้เลย ตอนที่พ่อท่านสอน พ่อท่าน : แต่ไม่ได้ใช้ศัพท์อันนี้มาอธิบายเท่านั้นเอง พูด แต่ว่าไม่ได้ใช้ ล่าม : พ่อท่านพูดถึงอะไรคะ เวลาศัพท์ที่พ่อท่านสอน พ่อท่าน : อาสวะ อนุสัยไง ล่าม : อ๋อ อาสวะ อนุสัย พ่อท่านใช้ Unconscious หรือคะ พ่อท่าน : ใช่ สักกายะนี่คือ Conscious อัตตานี่คือ Subconscious อาสวะ หรือ อนุสัย นี่คือ Unconscious ล่าม : อ้อ อ๋อ พ่อท่าน : ทีนี้ พอพูดภาษาอังกฤษ แล้วมันก็ไม่ค่อยได้ใช้ อาตมาไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษ ล่าม : ดิฉันไม่ค่อยเข้าใจหรอก เรื่องอนุสัย ตอนที่พ่อท่านอธิบาย ดิฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจอยู่แล้ว พ่อท่าน : ไม่ค่อยได้ใช้ พอมาพูดเป็นภาษาอังกฤษ นี่ค่อยยังชักขึ้น นั่นน่ะ บางคนก็เข้าใจอย่างนี้ พอใช้ได้ พอเข้าใจ (มีเสียงคนถามแทรก ภาษาไทยใช้คำว่าจิตไร้สำนึก) ภาษาไทย แปลจริงๆก็ว่า ถ้า Conscious ก็สำนึก ถ้า Subconscious ก็ใต้สำนึก Unconscious ก็ไร้สำนึก ล่าม : นี่คือ อนุสัยหรือคะ พ่อท่าน : ฮื่อ (ใช่) ล่าม : แล้วสักกายะคืออะไรคะ พ่อท่าน : Conscious ธรรมดา สำนึกธรรมดา ล่าม : อ๋อ หรือคะ พ่อท่าน : ฮือ ล่าม : ดิฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีพ่อท่านคุย ดิฉันก็ไม่รู้ สักกายะก็ฟังว่า เป็นเรื่องใหญ่ๆ พ่อท่าน : คนเราธรรมดา ก็ธรรมดา ล่าม : พ่อท่านพูดว่า สักกายะคือเรื่องใหญ่ๆ พ่อท่าน : ก็ใช่ ก็เรื่องใหญ่ๆ ทีละเรื่อง ทั่วๆไป เราก็รู้ได้โดยสามัญ ล่าม : นี่คือ แปลแล้วก็คือ สักกายะนี่คือ Conscious หรือคะ พ่อท่าน : ใช่ Conscious ธรรมดา แล้วคนเราก็ควบคุมได้แค่ Conscious บางคนอย่าว่าแต่ควบคุมเลย ไม่รู้จัก Conscious แล้วก็ให้ Conscious มันเป็นกิเลสกดขี่เราด้วยซ้ำ ไม่เคยไปทำลายบางสิ่งบางอย่างใน Conscious นี่เลย เราจะต้องมีสำนึกดี มีสำนึกที่ถูกต้อง สิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราสำนึกแล้วเราก็ต้องลด นั่นล่ะคือลดสักกายะ หรือลด Conscious ส่วนที่เป็นกิเลสอยู่ใน Conscious นี่แหละ ล่าม : ที่จริงแล้ว แสดงว่าการปฏิบัตินี่ ก็ต้องเอาสักกายะก่อนใช่ไหมคะ พ่อท่าน : ใช่ซิ คุณจะล้วงไปถึง Unconcious ได้อย่างไร (พ่อท่านหัวเราะ) มันเป็นไปไม่ได้ ใช่ไหม ไม่มีทางลัด ล่าม : แล้วในกรณีที่พวกนั้น ที่แบบว่า บางทีมีการ อือม อย่างเขามีนะคะ อย่างนี้พวกแบบว่า ที่เล่นจิต แบบว่า ลงเข้าไปถึงลึก แบบว่า โอเค พ่อท่าน : มันเหมือนเป็นวิธีลัดนะ แต่ไม่ใช่ทำไม่ได้ ไม่ไช่ มันเป็นปกติๆ ล่าม : พวกนี้จริงๆนะคะ อย่างในทางตะวันตกนี่ ที่เขาเล่น เขาเรียกว่านิวเอ เขาเรียกกลับไปนะคะ โอเค ให้ตกอยู่ในภวังค์ แล้วก็จะรื้อฟื้นอดีต โดยที่ว่าในตอนเด็กๆ อะไรนี่ เขาทำได้อย่างนั้นจริงๆ นะคะพ่อท่าน พ่อท่าน : ได้ ไม่มีปัญหา อาตมาไม่สงสัย ล่าม : ก็แสดงว่า นั่นคือทางลัดซิคะ พ่อท่าน : ไม่ลัด เขาละกิเลสของเขาจริง มันไม่จริง เขาเป็นแต่เพียงล้วงเข้าไปเล่นๆ เฉยๆ ฉวยโอกาสเฉยๆ พระพุทธเจ้าไม่ยอมรับแม้แต่เป็นโสดาบัน ไม่มีขั้นตอน เป็นโสดา สกิทา อนาคา ไม่มีขั้นตอน ไม่มีลำดับ ล่าม : แล้วในฐานะที่การเป็นอยู่ของพ่อท่าน ชีวิตประจำวันนี่นะคะ การที่ พ่อท่านมี Reaction มีการโต้ตอบอะไรก็แล้วแต่นะคะ ทุกครั้งที่พ่อท่านมีการโต้ตอบ อย่างนั้นน่ะ พ่อท่านนี่แบบว่า จะรู้ รู้อยู่ตลอดเวลาไหมคะว่า อันนี้เป็นระดับ Conscious อันนี้ Subconscious อันนี้ Unconscious พ่อท่านรู้ไหมคะ ทุกขณะไหมคะ พ่อท่าน : เมื่อเราใช้ เมื่อเราไอ้นั่นหมดแล้ว มันก็เป็นอันเดียวกัน เป็นแต่เป็นว่า ของใคร เป็นแต่ว่าของใครของใคร นี่ต้องมีความสามารถในการที่จะล้วงลึกของตัวเองลงไป ถึงขั้น Unconscious เมื่อใครที่คล่องแคล่ว ถึงขนาดที่ล้วงลึกเข้าไป ชำนาญใน Unconscious มันก็เหมือนสิ่งเดียวกัน ล่าม : แล้วนี่ก็คือ เป้าหมายของการศึกษาศาสนาพุทธ ใช่ไหมคะ อันนี้เป็น เรื่องเกี่ยวกับส่วนตัวของเขา พ่อท่านมีความเห็นว่าอันไหนดีที่สุดคะ การที่เราจะ ปฏิบัติธรรม แล้วอยู่ในสังคมสิ่งแวดล้อมอย่างนี้ หรือว่าเราควรจะออกไปข้างนอก แล้วก็ลงสนามกับคนข้างนอกเขา แล้วก็พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงให้คนข้างนอกเขา ได้อะไรจากเรา พ่อท่าน : การที่จะไปเปลี่ยนแปลงคนข้างนอกทันที ให้มาได้ดังใจเรา มันทำ ไม่ได้ง่ายๆ หรอก มันต้องคัดเลือกคน เราต้องมีสนาม มีห้องเรียน มีอะไรของ เรา เราจะไปทำทั่วไปมันไม่ได้หรอก ไม่เป็นระบบ ไม่ต่อเนื่องไม่เป็นระบบ มันก็ไม่ได้ผลหรอก ล่าม : ความเห็นของล่าม คือตอนแรก คุยกับท่านอโสโกเหมือนกันค่ะ พ่อท่าน : มันจะเกิดระบบ มันจะเกิดสภาพที่มัน เมื่อเราได้ เรามี เราเป็น เราก็จะเผื่อแผ่ เราก็จะสามารถที่ช่วยคนได้กว้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน